สื่ออาชีพหนุนแรงงานสร้างสื่อเอง

สื่ออาชีพชี้แรงงานอย่าหวังพึ่งสื่อกระแสหลัก บอกสื่อในมือธุรกิจไม่สนใจประเด็นคนเล็กคนน้อย หนุนสร้างศูนย์กลางข่าวสารด้านแรงงาน แนะความสำเร็จขึ้นกับการเชื่อมต่อกับสังคม

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2560 มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย ร่วมกับมูลนิธิฟรีดริค เอแบรท์ ได้จักเสวนาเรื่อง “การสร้างเสริมพลังการสื่อสารขององค์กรแรงงาน” ที่โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพฯ

นางสาวปรีดา ศิริสวัสดิ์  ผู้แทนมูลนิธิฟรีดริด เอแบร์ท กล่าว่า ในปัจจุบันเทคโนดลยีการสื่อสารได้เปลี่ยนไปมาก และถือเป็นพลังที่สำคัญในการขับเคลื่อนผลักดันสังคมให้เปลี่ยนแปลง ซึ่งเทคโนโลยีใหม่นี้ทางแรงงานก็ได้นำมาใช้กันอยู่ ซึ่งองค์กรนำที่ได้ส่งเสริมให้องค์กรแรงงานได้ใช้สื่อใหม่เหล่านี้ก็คือมูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย พร้อมทั้งมีการทำงานด้านข้อมูลข่าวสารของขบวนการแรงงานมาเผยแพร่ และขณะเดียวกันก็พยายามที่จะส่งเสริมให้ผู้นำแรงงาน และบุคลากรขบวนการแรงงานเป็นผู้มีความรู้และสามารถใช้สื่อเพื่อการสื่อสารประเด็นของตนเองได้ แต่ในการทำงานร่วมกันก็มีการพูดคุยถึงการสื่อสารว่าจะทำอย่างไรให้ขบวนการแรงงานได้ใช้ศักยภาพที่มีในการสื่อสารได้มากกว่านี้ซึ่งคงต้องเป็นโจทย์ร่วมกันที่จะต้องมีการพูดคุยกันต่อไป เพื่อให้ขบวนการแรงงานมีกระบวนการสื่อสารและมีกระบอกเสียงสื่อสารต่อสังคมมากขึ้น

นายทวีป กาญจนวงศ์ ประธานมูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย กล่าวว่า ปัจจุบันสื่อกระแสหลักให้ความสนใจประเด็นแรงงานน้อยมาก ไม่เหมือนในอดีตที่ผ่านมาที่สื่อพยายามเปิดพื้นที่ให้กับผู้ใช้แรงงานพอสมควรไม่ว่าจะงานเคลื่อนไหว เช่นวันแรงงาน มีบทความข่าวสารจำนวนมาก หลังปี 2519 ปัจจุบันไม่ใช่ว่าไม่ให้ความสำคัญ แต่ว่าหากเทียบกับในอดีต เพราะเขาจะให้ความสำคัญกับประเด็นเศรษฐกิจซะส่วนใหญ่ วันนี้ก็ถือเป็นโอกาสในการที่ของแรงงานในการพัฒนาการสื่อสาร ของตนเองในโซเซียลมีเดียให้มีพลัง โดยมีการให้ความรู้ในประเด็นแรงงาน รวมถึงการถ่ายทอดสดจนนำไปสู่การจัดตั้งขบวนการแรงงานด้วย และใช้ในการเชื่อมร้อยพลังแรงงานทุกภาคส่วน กว่า 40 ล้านคนที่เป็นแรงงาน ขบวนการแรงงานต้องมีการพัฒนาด้านการสื่อสารเพื่อให้เกิดความแข็งแรง สามารถสู้กับพลังการสื่อสรรของทางธุรกิจ ซึ่งเขามีการสื่อสารตลอด ธุรกิจเขามีการสื่อสารตลอด ขบวนแรงงานก็ต้องมีการสื่อสารเรื่องราวของผู้ใช้แรงงานสู่สังคมให้ได้ ซึ่งทางพิพิธภัณฑ์แรงงานไทยก็พยายามที่จะจุดประกายทำเรื่องการสื่อสารอย่างต่อเนื่องเพื่อให้พี่น้องแรงงานได้มีการสื่อสารตลอดเวลาให้ทันยุคสื่อสาร 4.0 ซึ่งได้ก้าวถึงความเข้าถึง เข้าใจ เข้าใช้งาน ถือเป็นหัวใจในยุคการสื่อสารยุคใหม่ และขบวนการแรงงานต้องสื่อสารให้เข้มแข็งเพื่อการสื่อสารเรื่องราวต่อสังคมให้เข้าใจเรื่องราวแรงงานมากขึ้น

ดร.ตรี บุญเจือ ผู้อำนวยการส่วนไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและเลขานุการ คณะอนุกรรมการ สำนักงานกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) บรรยายว่า ในยุคสมัยนี้นี้ที่เรียกว่ายุคการสื่อสาร 4.0 นั้นตนมอง 3 เข้า คือเข้าถึง เข้าใจ และเข้าใช้งาน ซึ่งการเข้าถึงในอดีตคือ แรงงานอาจเป็นเพียงผู้รับสารเพียงอย่างเดียว แต่ปัจจุบันต้องเข้าถึงในมิติงาน และเข้าใจในการสื่อสารอย่างไร และเราไม่ได้เป็นเพียงผู้รับสารเรายังเป็นผู้ใช้งานด้วย

การสื่อสารนั้นมีมานานหลายยุคสมัย แต่ข้อจำกัดในการสื่อสารรูปแบบการสื่อสารจึงมีการพัฒนามาโดยตลอดใช้เสียง ใช้สัญญาณไฟ และพัฒนาเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ ต่อมาก็มีการนำคลื่นความถี่มาทำการสื่อสาร เริ่มจากเป็นเสียงวิทยุ เริ่มถ่ายทอดด้วยภาพคือโทรทัศน์ขาวดำ ทีวียุคแรกก็เป็นการนำเข้า และเป็นยุคการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีช่อง 4 บางขุนพรมที่ทำหน้าที่ในการสื่อสารแทนภาครัฐ และในทางบันเทิง ซึ่งทุกอย่างยังเป็นสื่อกระแสหลัก และเมื่อพัฒนามาเป็นสื่อยุคดิจิตอลกว่า 40 ช่อง และกสทช.ก็มีการควบคลุมดูแลการนำเสนอ ยุคนี้เป็นยุคของ 3จี 4 จี ซึ่งก็พัฒนามาจาก 2 จีที่เป็นการโทรอย่างเดียว ปัจจุบันยุคนี้เป็น 3-4จี จึงสามารถสื่อสารได้มากกว่าเสียงอย่างเดียว มีการแพร่ภาพได้ นี่คือการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ซึ่งได้ทุกสถานที่ทุกเวลา ซึ่งการสื่อสารก็ต้องรู้เท่าทัน คือใช้ให้พอเหมาะพอควร เพราะหากมากเกินไปก็จะลดการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆรอบตัวพอสมควร หากมงในมิติข่าวสารที่ส่งผ่านไปบางอย่างอยู่ในไลน์อยู่ในกรุ๊ปสามารถกลับมาย้อนดูกันได้ หากกล่าวถึงสื่อดิจิทัล 4.0 ก็มีข้อดีที่สามารถทำให้เราสามารถใช้ประโยชน์ได้มากทีเดียว ยุคการสื่อสาร 4.0 มักกล่าวถึงเศรษฐกิจดิจิทัล ที่ประเทศพยายามผลักดันให้เกิดขึ้น เข้าสู่ยุคเศรษฐกิจ 4.0 วิทยุโทรทัศน์มีมากขึ้น ตอนนี้ก็มีการแข็งขันมากขึ้น ทั้งในส่วนที่เป็นข่าวข้อมูลข่าวสาร เมื่อต้องการมากคอนเทรนมากขึ้น ซึ่งหลายช่องก็พยายามที่จะลดค่าใช้จ่าย โดยบางช่องนำข่าวจากโซเซียลมีเดียมาอ่าน ข่าวไม่ได้ผลิตด้วยตัวเอง ซึ่งอาจต้องเลือกดูช่องข่าวที่เขาสนใจประเด็นของของแรงงาน หรือเช่นช่องสาธารณะอย่างไทยพีบีเอส หรือช่องใหม่ล่าสุดอย่างช่องรัฐสภา อาจเป็นบริการสาธารณะที่ไม่แสวงหากำไรที่ แรงงานสามารถไปจับมือเพื่อเชื่อมกับสื่อเหล่านี้ก็ได้  หากต้องการสื่อสารด้วยตัวเองก็มีช่องทางสื่อสังคมที่มีมากมายรอบตัวในการที่จะสื่อสารเรื่องราวแรงงานได้

ยุค4.0 ดิจิทัลไทยแลนด์ รัฐบาลนี้ก็มีการส่งเสริม ซึ่งตอนนี้หากจะเดินทางสามารถที่จะเรียกรถแท็กซี่ผ่านแอพพิเครชั่นได้แล้ว ซึ่งระบบดังกล่าวมีการให้บริการทั้งธุรกิจทุกอย่าง ซึ่งวันนี้ก็มีการสื่อสารเชิงประเด็นให้คนที่ไม่ได้มาได้เรียนรู้ร่วมกันได้ผ่านการไลฟ์สด เป็นยุคของการสื่อสาร 4.0 และการผลิตก็มีเรื่องของการนำเทคโนโลยีมาใช้แล้วในสถานประกอบการ และการธนาคารก็มีการนำมาใช้อย่างระบบพร้อมเพย์ เป็นต้น

ประเทศไทยมีการผ่านยุคสมัย 1.0-4.0 ในการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม การสื่อสาร 4.0 ต้องสามารถวิเคราะห์ข่าวสารได้ เพราะมิติการสื่อสารที่ต้องเข้าใจเพราะมีมากมายที่มีการสื่อสารออกมามีการสร้างภาพให้เห็น ซึ่งเราอาจไม่เห็นภาพจริงๆที่เกิดขึ้น ทุกอย่างสามารถถูกดัดแปลงได้ง่ายมากขึ้นในเทคโนโลยีใหม่ การสื่อสารจึงต้องดูประเด็น และรับผิดชอบเนื้อหาที่เราสื่อสารด้วย คือต้องการสื่อสารกับใคร การสื่อสารบางเพจก็มีความต้องการยอดไลน์มากขึ้นเพื่อต้องการโฆษณาเข้ามา ซึ่งในฐานะผู้เสพสารก็ต้องระมัดระวังและเท่าทันกับการสื่อสารด้วย และการสื่อสารต้องไม่หลอกลวง บางทีก็สื่อสารเชิงเศรษฐกิจเพื่อต้องการผลกำไร การนำเสนอสังคมมีการเสนอเชิงทัศนคติ และสามารถนำไปสู่คุณค่าได้ บางเรื่องก็สื่อสารมาแบบไม่ให้คุณค่าต่อสังคม บางเพจก็มีการสื่อสารเชิงประชดประชัน เป็นการสื่อสารอาจทำให้เกิดการเข้าใจผิด

การสื่อสารต้องทำให้รู้เรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย การสื่อสารออนไลน์ต้องเกี่ยวกับพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งมี 2 ฉบับ คือปี 2550  กับ ปี2560 ซึ่งต้องศึกษาทั้ง 2 ฉบับ และต้องดูว่าอะไรที่สื่อสารได้ หรือไม่ได้อย่างไร ซึ่งเนื้อหาที่สื่อสารได้มีอะไรบ้าง และหากสื่อสารไม่ได้คือเรื่องการละเมิดก็จะมีโทษ สรุปคือมีการกล่าวถึงคอมพิวเตอร์ที่เราไมได้ทำ หรือโพสต์แฮ็กเกอร์ที่มีการไปแฮ็กข้อมูลอันนี้ผิดพ.ร.บ.คอมฯที่คุ้มครองพวกเราเพื่อไม่ให้ใครมาเอาข้อมูลของเรา นายจ้างไปได้ หรือการโพสต์ที่ข่มขู่ ก็มีความผิด ในยุคนี้ภายใต้การเมืองแบบนี้ อะไรที่มีการนำเข้าเพื่อสื่อสารต่อที่มีการเกี่ยวกับความมั่นคงทำไม่ได้ จะแชร์ส่งต่อต้องคิดก่อน การมีภาพลามกอนาจาร หากมีการส่งต่อก็ผิดได้ สิ่งที่เกี่ยวกับแรงงาน ที่ต้องมีการระมัดระวัง ซึ่งการใช้เทคโนโลยีตัดต่อสมัยนี้ทำได้ง่าย การดัดแปลงข้อมูลทำได้ง่ายเช่นกัน คนที่ได้รับผลกระทบหากมีการดูหมิ่นเหยียดหยาม ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งกฎหมายหมิ่นประมาท หรือพ.ร.บ.คอมก็ได้  อีกกรณีเรื่องแสปมอีเมล์ที่มีการเข้ามาในไอจี หรืออีเมล์ อันนี้ทำไม่ได้ ซึ่งต้องมีการแจ้งเรื่องงดฝากร้าน เพราะเป็นสื่อส่วนตัวของเรา ตรงนี้จะมาใช้พื้นที่เราในการขายของไม่ได้ โพสต์เกี่ยวกับเด็กก็ต้องมีการปิดบังหน้าตา หรือปกป้องด้านสิทธิเด็ก หรือแหล่งข่าวด้วย นอกจากนี้ยังมีเรื่องของกฎหมายลิขสิทธิ์ กรณีที่นำภาพของเขามาโพสต์หรือแชร์ หากไม่ได้นำมาหากำไรไม่เป็นไร แต่หากนำมาหากำไรก็อาจโดนกฎหมายลิขสิทธ์ หากนำมาทำการค้าอาจมีโทษติดคุกได้

นายสมเกียรติ จันทรสีมา ผู้อำนวยการสำนักเครือข่ายสื่อสาธารณะ กล่าวถึงความสำเร็จในการสื่อสารว่าไม่มีสูตรสำเร็จ แต่เรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้ที่ประสบความสำเร็จซึ่งมีหลากหลายวิธีการ และจากช่องทางการสื่อสารที่มีทางเลือกมากขึ้น จึงต้องออกแบบการสื่อสารตั้งแต่การคิดเนื้อหา โดยปัจจุบันเป็นยุคการสื่อสารที่ทำให้เกิดสังคม จากที่คนส่วนมากสนใจเรื่องเฉพาะตัวมากขึ้น ความเกี่ยวพันระหว่างคนกับคนนำไปสู่การสร้างชุมชน เนื้อหา(content)ดีแล้ว การเชื่อมต่อ(connect)ต้องดีด้วย ทุกวันนี้สื่อมาแทนสิ่งที่เรียกว่า “ตัวแทน” จึงทำให้เกิดการเชื่อมต่อทางตรงมากขึ้น

ส่วนแรงงานเป็นคนกลุ่มใหญ่ แต่ยังไม่เป็นแบบ offline ไม่เชื่อมต่อเครือข่าย ซึ่งเนื้อหาของแรงงานสามารถหาจุดที่เชื่อมกับกลุ่มอื่นได้ ยกตัวอย่างจากงาน “แรงงานไม่มีประวัติศาสตร์” ที่จัดเมื่อปีก่อน ที่ใส่วิธีคิดในการนำเสนอกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นแรงงานรุ่นใหม่ๆในเมือง เช่นตั้งชื่อการเสวนาว่า “ กลางเมืองไม่ได้มีแค่โปเกมอน” ซอกหลืบของแรงงานที่ไม่มีใครออกตามหา ซึ่งเป็นการเล่นกับกระแสสังคม

นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย จากเว็บไซต์ประชาไท กล่าว่า ปัจจุบันทุกคนผลิตข้อมูลข่าวสารได้เองด้วยต้นทุนต่ำ เราจึงได้รับข้อมูลข่าวสารจำนวนมากในแต่ละวัน มีการแข่งขันผลิตข่าวสารกันมากแต่ก็มักเป็นข้อมูลซ้ำๆที่อาจทำให้เปลืองเวลาในการรับสาร

ส่วนการสื่อสารให้ประสบความสำเร็จ อาจใช้วิธีสร้างคำสำคัญเพื่อให้ serch engine ค้นหาได้ง่าย หรือถ้ามีเงินมากก็อาจซื้อ ad ถ้าไม่มีเงินก็ใช้วิธี share ส่วนระดับความสำเร็จ ไล่ตั้งแต่ แค่มีคนเห็น มีคนอ่าน อ่านและเข้าใจ นำไปสู่การขับเคลื่อน และ เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ข้อควรระวังของการใช้โซเชียลมีเดียคือ คนชอบ Post ชอบ Like แต่ไม่เข้าร่วมการรวมตัวที่จะทำให้เกิดพลังต่อรองได้จริง

ส่วนแรงงานสามารถใช้สื่อเพื่อสร้างสำนึกทางชนชั้นที่จะนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ เช่นกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียมีระบบรัฐสวัสดิการเพราะมีสำนึกแรงงานที่เข้มแข็งในสังคม

นายศักดิ์รพี รินสาร ให้ภาพการสื่อสารว่า คนทุกกลุ่มเข้าสู่ Digital กันหมดแล้ว การสื่อสารจึงต้องสร้างความเข้าใจให้กับคนวงกว้าง ความสำเร็จจึงขึ้นอยู่กับความชัดเจนเรื่องเป้าหมายว่าเราจะเสนออะไร กับกลุ่มเปาหมายใด

ส่วนกรณีการจ่ายเงินแลก Like อาจไม่ประสบความสำเร็จถ้าไม่ใช่เรื่องธุรกิจ เพราะคนอาจไม่ได้อ่านและไม่เข้าใจสิ่งที่ต้องการสื่อสาร

ในส่วนแรงงาน คงต้องย่อยข้อมูลให้เข้าใจง่ายก่อนนำเสนอ เช่น เรียกร้องค่าแรง 700 บาท ควรเชื่อมโยงให้เห็นการใช้ชีวิตประจำวันของคนทั่วๆไปมากกว่าการนำเสนอสถิติตัวเลข ซึ่งก็คือต้องเข้าใจเรื่องการสื่อสารว่า เราเป็นใคร และกำลังคุยกับใคร

ส่วนในช่วงการเสวนา “สื่ออาชีพมองสื่อแรงงาน : แกะประเด็นแรงงาน 4.0” มีสื่อมวลชนอาชีพที่เคยเป็นผู้อบรมเรื่องการเขียนข่าวให้นักสื่อสารแรงงานร่วมให้ความเห็น

นายภาสกร จำลองราช นักข่าวชายขอบ ให้ความเห็นว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน แรงงานคาดหวังกับสื่อกระแสหลักยากขึ้น สื่อตกอยู่ในมือของกลุ่มทุนธุรกิจซึ่งจะไม่สนใจประเด็นปัญหาคนเล็กคนน้อยเช่นแรงงาน ประเด็นแรงงานหายไปจากหน้าสื่อ แม้แต่เรื่องค่าจ้างที่เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก ก็ยังขาดการอธิบายให้คนเข้าใจได้อย่างง่ายๆ เรื่องประกันสังคมที่ด้อยคุณภาพ คนงานได้รับผลกระทบทุกวัน แต่ไม่ค่อยถูกนำเสนอผ่านสื่อ

แรงงานจึงต้องคิดเรื่องทำสื่อของตัวเอง เช่นที่ทำเรื่องนักสื่อสารแรงงานมาถือว่าเป็นพื้นฐานที่ดี ที่จะได้ช่วยกันอธิบายให้สังคมเกิดความเข้าใจเรื่องแรงงาน และทำให้ผู้เกี่ยวข้องกับนโยบายสนใจแก้ไขปัญหา แต่สื่อแรงงานอาจยังไม่มีพลังพอ อาจต้องเชื่อมกับสื่ออาชีพเพื่อทำให้เนื้อหาข่าวสารมีพลังมีคนเข้าร่วมจำนวนมาก โดยการสื่อสารก็ไม่ใช่หวังเพียงแค่ยอด Like ยอด share แต่ต้องคำนึงถึงเนื้อหาที่ดีมีประโยชน์ด้วย เสนอว่าให้ลองทำศูนย์กลางการสื่อสาร เช่นใช้ www.voicelabour.org แล้วชวนแรงงานที่ใช้สื่อมาช่วยกันให้ข้อมูลและผลิตงานสื่อ ก็จะกลายเป็นศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านแรงงานของสังคมได้

นางสาวเพ็ญจันทร์ เจริญสุทธิพันธ์ จากบางกอกโพสต์ บอกเรื่องคนงานส่งต่อๆ Link เรื่องค่าจ้างที่มีคนผลิต แต่ไม่เห็นช่วยกันเติม comment ที่เป็นเหตุผลสร้างความชอบธรรมให้เกิดกระแสความเข้าใจและเห็นด้วยจากคนในสังคม และอีกเรื่องคือมีโอกาสได้คุยกับแหล่งข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์แรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ เห็นว่ามีการใช้หุ่นยนต์เพิ่มมากขึ้นทุกปีจาก 10% ในปี 2558 เป็น 30% ในปี  2560 ซึ่งน่าจะมีการรวบรวมข้อมูลการเปลี่ยนแปลงว่าเป็นอย่างไร และหาวิธีการนำเสนอ เช่น เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีหรือไม่ มีผลกระทบต่อแรงงานอย่างไร

ในฐานะคนทำข่าวแรงงาน เห็นสิ่งที่หายไปคือ การพูดคุยแลกเปลี่ยนสถานการณ์ด้านแรงงาน ซึ่งทำให้ได้ข้อมูลและทำความเข้าใจเรื่องแรงงานได้มาก และยังเห็นว่า นักสื่อสารแรงงานพื้นที่ต่างๆยังเป็นประโยชน์ต่อนักข่าวอาชีพในแง่การเป็นแหล่งข้อมูล หรือนำเสนอประเด็นสถานการณ์ให้สามารถติดตามทำข่าวต่อได้

นายโกวิท โพธิสาร กล่าวถึงปัญหาใหญ่ในการสื่อสารของแรงงานว่า เป็นเพราะความรู้สึกไม่ได้เป็นแรงงานของคนกลุ่มอาชีพต่างๆในสังคม และได้ให้ข้อมูลของเว็บไซต์ voicelabour ว่า สร้างมาราว 7 ปี มีข่าว 2500 กว่าชิ้น เฉลี่ย 1 เรื่องต่อวัน สำหรับแรงงานในประเทศที่มีจำนวนเกือบ 40 ล้านคน มีคนรับผิดชอบดูแลผลิตข่าว 4 คน(เป็นเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์แรงงานไทยด้วย) ได้ทุนจาก สสส.แค่ 2 ปี 5ปีต่อมาทำงานโดยไม่มีทุน ซึ่งต่างจากองค์กรสื่อที่ไม่ใช่ธุรกิจ เช่น ประชาไท หรือที่อื่นๆ ต้องมีทุนนับ 10 ล้านบาท พนักงานประมาณ 10 คน

และถ้าพูดถึงองค์กรสื่อโดยรวมทั้งประเทศ มีเพียงเว็บไซต์ voicelabour ที่ทำข่าวแรงงานโดยเฉพาะ ส่วนที่อื่นๆข่าวแรงงานถูกแทรกอยู่ในหมวดอื่นๆเช่นข่าวสังคม โจทย์สำคัญคือจะพลิกฟื้นกระบอกเสียงของแรงงาน ที่มีอยู่เพียงหนึ่งเดียวได้อย่างไร จะเพิ่มจำนวนนักสื่อสารและยกระดับทักษะการออกแบบสร้างเนื้อหาอย่างไร โดยอาจใช้แนวคิดที่ไม่ต้องแข่งกับสื่อกระแสหลัก แต่ทำหน้าที่เติมช่องว่างที่สื่อกระแสหลักไม่ทำ

นางสาวอรพิน ลิลิตวิศิษฎ์วงศ์ รายการนักข่าวพลเมือง กล่าวถึงปัญหาการสื่อสารของแรงงานว่านอกจากเรื่องเงินทุน ซึ่งแม้แต่สื่ออาชีพก็ถือเป็นปัญหาใหญ่ จึงทำให้สื่อแรงงานอย่าง voicelabour ยืนหยัดได้ลำบาก และยังมีปัญหาเรื่องเอกภาพในขบวนการแรงงานด้วย ซึ่งทำให้หาประเด็นร่วมที่เห็นตรงกันได้ยาก

จริงๆแล้วเห็นว่าประเด็นแรงงานมีเสน่ห์ซ่อนอยู่ โดยอาจทำให้น่าสนใจโดยนำเสนอให้เห็นชีวิตของคน นอกเหนือไปจากที่มักนำเสนอภาพในเชิงโครงสร้างอารมณ์แข็งๆเช่นการเรียกร้องของสหภาพแรงงาน การจัดการเนื้อหาเพื่อทำให้มีพื้นที่สื่อสารเกิดขึ้นมากๆจะทำให้เกิดพลังในการเปลี่ยนแปลง และสื่อแรงงานก็ต้องทำงานร่วมกับสื่อมวลชนด้วยเพื่อให้เกิดพลังมากขึ้น

จึงต้องตั้งคำถามว่า แรงงานอยากเปลี่ยนแปลงการสื่อสารของแรงงานหรือไม่ทั้งเรื่อง เงินทุน การสร้างเนื้อหาใหม่ๆ วิธีทำงานใหม่ๆที่เชื่อมกับสังคมมากขึ้น

นักสื่อสารแรงงาน รายงาน