สรุปสาระสำคัญ ร่างพ.ร.บ.สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย

Share on facebook
Share on google
Share on twitter

สรุปสาระสำคัญ ร่างพ.ร.บ.สถาบันส่งเสริมความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน (ฉบับส.ส.รัชฎาภรณ์  แก้วสนิทกับคณะและส.ส.สถาพร  มณีรัตน์กับคณะ)
 
สถานะของสถาบันฯ
 
(1)  สถาบันนี้ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ  เป็นองค์กรนิติบุคคลของรัฐภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงแรงงาน
 
(2)  วัตถุประสงค์การจัดตั้งสถาบันฯ 4 ประการ คือ
1.  ส่งเสริมและแก้ไขปัญหาความปลอดภัยฯ
2.  พัฒนาและสนับสนุนการจัดทำมาตรฐานเพื่อส่งเสริมความปลอดภัยฯ
3.  บริการทางแพทย์เกี่ยวกับการรักษา  ขึ้นกับโรคพิจารณาจ่ายเงินทดแทนและการฟื้นฟูสมรรถภาพของลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย       ให้สามารถกลับเข้าทำงานประกอบอาชีพได้ตามความเหมาะสม
4. สนับสนุนและร่วมดำเนินงานกับหน่วยงานด้านความปลอดภัยฯในการทำงานของภาครัฐและเอกชน
 
(3)  อำนาจหน้าที่ของสถาบันฯ
1.  สำรวจ  ศึกษาวิจัยและพัฒนาเพื่อจัดทำนโยบายแผนงานโครงการและมาตรการความปลอดภัยฯ
2.  ดูแลและตรวจวิเคราะห์ให้คำแนะนำสถานประกอบการด้านความปลอดภัยฯ
3.  เป็นศูนย์ข้อมูลและฝึกอบรมด้านความปลอดภัยฯ
4.  ส่งเสริมและประสานด้านความปลอดภัยฯ
5.  ส่งเสริม  พัฒนายกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยฯ
6.  ร่วมมือกับหน่วยงานอื่นในกิจการส่งเสริมการวิจัยการให้บริการ  และการตรวจสอบเกี่ยวกับความปลอดภัยฯ
 
(4)  คณะกรรมการสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ ประกอบด้วยปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานและผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้องอีก 6 คน  ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง  ฝ่ายลูกจ้างและผู้ทรงคุณวุฒิฝ่ายละ 7 คน  โดยมี  ผู้อำนวยการสถาบันเป็นเลขานุการ  โดยผู้ทรงคุณวุฒิต้องเป็นผู้มีความรู้  ความเชี่ยวชาญมีผลงานประสบการณ์เกี่ยวกับความปลอดภัยฯ
 
(5)  การโอนหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง
 1.  ให้โอนอำนาจหน้าที่  กิจการ  ทรัพย์สิน  สิทธิ  หนี้  รวมทั้งงบประมาณของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน  เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ     สถาบันความปลอดภัยในการทำงานไปเป็นของสถาบันฯ
2.  ในวาระเริ่มแรก  การใช้จ่ายดำเนินงานของสถาบันฯได้รับการจัดสรรจากกองทุนเงินทดแทนจนกว่าจะได้มีโอนบรรดาอำนาจหน้าที่  กิจการ  ทรัพย์  สิทธิ  หนี้รวมทั้งงบประมาณในส่วนของสำนักงานกองทุนเงินทดแทนสำนักงานประกันสังคมไปเป็นของสถาบันฯ  ภายในไม่เกิน 5 ปีนับแต่วันที่ พ.ร.บ.ใช้บังคับ
 
ข้อโต้แย้ง-คัดค้านจากหน่วยงานอื่น
 
(1)  สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  มีความเห็นว่าการกำหนดให้มีการจัดตั้งสถาบันความปลอดภัย  อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานในร่างพ.ร.บ.ความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานพ.ศ. …. ไม่เหมาะสมเพราะการขอจัดตั้งหน่วยงานของรัฐทั้งกรณีส่วนราชการและองค์การมหาชน  ที่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจในร่างกฎหมายเพื่อใช้บังคับในเรื่องใดจะกระทบต่องบประมาณรายจ่ายของแผ่นดินในระยะยาว  และไม่ควรมีข้อกำหนดในรายละเอียดขอจัดตั้งหน่วยงานนั้นตามความเห็นของคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ที่มีมติคณะรัฐมนตรีเห็นด้วยกับหลักเกณฑ์การจำแนกหน่วยงานของรัฐเมื่อปี 2550
 
(2)  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีความเห็นยืนยันร่างพ.ร.บ.ความปลอดภัยฯที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ  เพราะผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน  ซึ่งเป็นคณะกรรมการไตรภาคีตามพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541  และมีการรับฟังความเห็นของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากร่างพ.ร.บ.และร่างพ.ร.บ.นี้ผ่านการตรวจพิจารณาจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว
 
(3)  กระทรวงสาธารณสุข  มีข้อสังเกตต่อร่างพ.ร.บ.สถาบันความปลอดภัยฯว่า
1.  อำนาจหน้าที่ของสถานบันฯ ในการจัดบริการทางการแพทย์เกี่ยวกับการรักษา  วินิจฉัยโรคนั้นควรเป็นบทบาทของกรมการแพทย์  ซึ่งมีความเชี่ยวชาญ  และมีกรมควบคุมโรคเป็นคณะกรรมการทางการแพทย์สนับสนุนงานนี้อยู่แล้ว
2.  ผู้แทนกรมอนามัยในคณะกรรมการสถาบันความปลอดภัยฯควรเปลี่ยนเป็นผู้แทนกรมควบคุมโรค  เพราะภารกิจนี้โอนย้ายมาแล้วตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุขพ.ศ.2545
 
(4)  สำนักงานประกันสังคม  ไม่เห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ.สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานในประเด็นดังนี้
 
  1. วัตถุประสงค์ทางการแพทย์เกี่ยวกับการรักษา  วินิจฉัยโรค  พิจารณาจ่ายเงินทดแทนและฟื้นฟูสมรรถภาพของลูกจ้าง

    เหตุผลคัดค้าน  คือ  พ.ร.บ.เงินทดแทนพ.ศ.2537  มาตรา 40  กำหนดให้มีคณะกรรมการการแพทย์เพื่อกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลชนิดของโรคที่เกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงาน  หลักเกณฑ์การประเมินการสูญเสียอวัยวะและสมรรถภาพในการทำงานเพื่อจ่ายค่าทดแทน  พร้อมทั้งจัดทำความร่วมมือกับหน่วยงานกระทรวงสาธารณสุขจัดอบรมแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ให้เพียงพอกับการให้บริการ  ซึ่งมีแพทย์ย่านการอบรมประมาณ 10,000 คน (ตั้งแต่พ.ศ. 2539-2552)  และขยายคลินิกโรคจากการทำงานในจังหวัดที่มีอุตสาหกรรมหนาแน่นจำนวน 25 แห่ง
     

  2. กองทุนส่งเสริมความปลอดภัย  อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน  กำหนดให้ใช้จ่ายเป็นเงินทดแทนแก่ลูกจ้างแทนนายจ้างตามกฎหมายเงินทดแทน

    เหตุผลคัดค้าน คือ

    1.  พ.ร.บ.เงินทดแทนพ.ศ.2537 กำหนดให้มีสำนักงานกองทุนเงินทดแทน  เพื่อคุ้มครองดูแลสิทธิประโยชน์ลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานอยู่แล้ว 
    2. มีคณะกรรมการการแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษาในการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย  รวมถึงเงินทดแทนอยู่แล้ว 
    3. มีศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานเพื่อดูแลช่วยเหลือลูกจ้างที่พิการหรือทุพพลภาพ  ให้สามารถประกอบอาชีพได้ใหม่และสามารถดำรงอยู่ได้ 
    4. กรณีลูกจ้างไม่พอใจในคำวินิจฉัยของพนักงานเจ้าหน้าที่  มีสิทธิยื่นคำร้องอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน 
    5. พ.ร.บ.เงินทดแทนพ.ศ.2537 มาตรา 28 วรรคสอง  กำหนดให้กระทรวงแรงงานจัดสรรเงินไม่เกินร้อยละ 22 ของกองทุนเงินทดแทนต่อปี  เป็นค่าใช้จ่ายในการบำบัดรักษา  ส่งเสริมการฟื้นฟูสมรรทภาพในการทำงาน  และค่าใช้จ่ายในการส่งเสริม-ป้องกันความปลอดภัยในการทำงาน
       
  3. ไม่เห็นด้วยกับการโอนสำนักงานกองทุนเงินทดแทนไปเป็นของสถาบันและเห็นว่ากองทุนเงินทดแทนควรเป็นหน่วยงานในสำนักงานประกันสังคม  เพราะว่า
    1. รูปแบบ-โครงสร้างเกี่ยวกับการประกันการประสบอันตรายและการเจ็บป่วยโรคจากการทำงาน  เป็นหนึ่งในการประกันสังคมที่ประเทศต่างๆ นิยมยึดถือปฏิบัติอยู่  
    2. สำนักงานประกันสังคม  มีเทคโนโลยีระบบสารสนเทศในการดำเนินงานซึ่งงานของกองทุนเงินทดแทนเข้าร่วมอยู่ในระบบด้วย  หากแยกกองทุนเงินทดแทนออกไปแล้ว  กองทุนเงินทดแทนต้องเริ่มสร้างระบบใหม่  ทำให้ยุ่งยากและเสียงบประมาณ  
    3. สถาบันฯมีเพียงสำนักงานในกรุงเทพฯเท่านั้นไม่เพียงพอต่อการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน  ในขณะที่สำนักงานประกันสังคมอยู่ทั่วประเทศ  
    4. มีพนักงานเงินทดแทนที่มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัย  และเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายอาญาด้วยแต่สถาบันฯมีเพียงพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจความปลอดภัยเท่านั้น  
    5. ต้องมีการแก้ไขกฎหมายหลายฉบับเพื่อให้สอดคล้องกัน  ถ้าให้นำกองทุนเงินทดแทนไปอยู่ในสถาบันฯ  และการที่กองทุนเงินทดแทนไม่รวมอยู่ในสถาบันฯนั้นจะเป็นการคานอำนาจ-ตรวจสอบซึ่งกันและกัน  เพราะสถาบันฯมีวัตถุประสงค์ส่งเสริมและแก้ไขเกี่ยวกับความปลอดภัยฯแต่กองทุนเงินทดแทนมีวัตถุประสงค์เพื่อจ่ายค่าทดแทนแก่ลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน
 
ข้อจำกัดของการพิจารณาสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยในร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ ฉบับรัฐบาล
 
  1. ร่างพ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานพ.ศ. ….  ที่กรรมาธิการวิสามัญสภาผู้แทนราษฎรพิจารณานั้นใช้ร่างพ.ร.บ.ความปลอดภัยฯฉบับรัฐบาลเป็นหลัก  จึงทำให้การพิจารณาสถาบันความปลอดภัย  ไม่สามารถได้รับการพิจารณารวดเร็วโดยตรงได้

    การพิจารณาร่างกฎหมายพ.ร.บ.ความปลอดภัยฯฉบับรัฐบาลที่เป็นร่างกฎหมายหลักจำเป็นต้องพิจารณาเรียงรายมาตราไปตลอดโดยไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับโครงสร้างรูปแบบของสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยในร่างกฎหมายฉบับรัฐบาลที่จะพิจารณาพร้อมกับร่างพ.ร.บ.สถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯได้
     

  2. มีข้อสังเกตและข้อวิจารณ์ต่อร่างกฎหมายสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ  บางประเด็นที่ทำให้ไม่สามารถจัดตั้งสถาบันได้ตามรูปแบบและมีวัตถุประสงค์บริหารด้านความปลอดภัยฯครบวงจรตามที่ต้องการได้ทั้งหมด  คือ
    • ไม่สามารถโอนกองทุนเงินทดแทนไปอยู่ในสถาบันฯนี้ได้  เพราะมีสำนักงานประกันสังคมดูแลอยู่ตามกฎหมายเงินทดแทนซึ่งสถาบันฯนี้ควรจะรับเงินอุดหนุนหรือเงินสนับสนุนจากกองทุนเงินทดแทน  และมีบทบาทส่งเสริมสุขภาพและป้องกันอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน
    • อำนาจหน้าที่เกี่ยวกับบริการทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับลูกจ้างที่ประสบอันตราบหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน  มีคณะกรรมการการแพทย์ในสำนักงานกองทุนเงินทดแทน  และสำนักโรคจากการประกอบอาชีพ  กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข  ร่วมกันดูแลอยู่แล้วไม่ควรเป็นอำนาจหน้าที่ของสถาบันฯนี้
    • อำนาจการบังคับใช้กฎหมายของพนักงานหรือบุคคลที่รัฐมนตรีแต่งตั้งให้ไปตรวจสอบสถานประกอบการตามกฎหมายสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ  ควรเป็นอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่รัฐ  เพราะต้องมีการพิจารณาออกคำสั่งและลงโทษนายจ้างที่ฝ่าฝืนการปฏิบัติตามกฎหมายความปลอดภัยฯ
       
  3. ความเป็นไปได้ที่จะมีเรื่องสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ  ภายใต้โครงสร้างร่างกฎหมาย ฉบับรัฐบาลที่คณะกรรมาธิการวิสามัญสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอยู่อาจเป็นไปในทิศทางดังนี้  คือ
    • เน้นบทบาทด้านวิชาการ  บริการส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานและมาตรการด้านความปลอดภัย  อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานโดยสนับสนุนให้ฝ่ายแรงงาน/สหภาพแรงงานมีบทบาทส่วนร่วมชัดเจนเข้มแข็งขึ้นทั้งในระดับสถานประกอบการ  ระดับอุตสาหกรรม  และระดับชาติ
    • เน้นบทบาทการตรวจสอบการพัฒนาบังคับใช้กฎหมายความปลอดภัยฯและการตรวจประเมินความเสี่ยงภัยต่อสุขภาพให้สอดคล้องตามสภาพลักษณะงานอย่างมีคุณภาพ  เช่น  ปรับปรุงการป้องกันความเสี่ยงอันตรายหรือความเจ็บป่วยในการทำงานที่แหล่งต้นกำเนิดเป็นสำคัญ,การตรวจสุขภาพฯต้องสอดคล้องกับความเสี่ยงภัยในงานที่เผชิญ  โดยมีแพทย์อาชีวเวชศาสตร์และผู้แทนคปอ.ร่วมตรวจสอบ,การตรวจความปลอดภัยในสถานประกอบการควรมีผู้แทนคนงานในพื้นที่ทำงานเสี่ยงหรือผู้แทนสหภาพแรงงานและคปอ.ร่วมพิจารณาเห็นชอบ  เป็นต้น
    • อาจมีหมวดว่าด้วยสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯโดยเฉพาะ  หรือ  ปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานรัฐฯ  และคณะกรรมการฯที่เกี่ยวข้องให้เป็นรูปธรรมสอดคล้องกับภารกิจงานบริการและการส่งเสริมพัฒนาเชิงรุกโดยมีส่วนร่วมของฝ่ายแรงงาน

สรุปสาระสำคัญ ร่างพ.ร.บ.สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน (ฉบับส.ส.รัชฎาภรณ์  แก้วสนิทกับคณะและส.ส.สถาพร  มณีรัตน์กับคณะ)

(1.)  สถานะของสถาบันฯ สถาบันนี้ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ  เป็นองค์กรนิติบุคคลของรัฐภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงแรงงาน

(2)  วัตถุประสงค์การจัดตั้งสถาบันฯ 4 ประการ คือ
1.  ส่งเสริมและแก้ไขปัญหาความปลอดภัยฯ2.  พัฒนาและสนับสนุนการจัดทำมาตรฐานเพื่อส่งเสริมความปลอดภัยฯ3.  บริการทางแพทย์เกี่ยวกับการรักษา  ขึ้นกับโรคพิจารณาจ่ายเงินทดแทนและการฟื้นฟูสมรรถภาพของลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย  ให้สามารถกลับเข้าทำงานประกอบอาชีพได้ตามความเหมาะสม4. สนับสนุนและร่วมดำเนินงานกับหน่วยงานด้านความปลอดภัยฯในการทำงานของภาครัฐและเอกชน

(3)  อำนาจหน้าที่ของสถาบันฯ

1.  สำรวจ  ศึกษาวิจัยและพัฒนาเพื่อจัดทำนโยบายแผนงานโครงการและมาตรการความปลอดภัยฯ2.  ดูแลและตรวจวิเคราะห์ให้คำแนะนำสถานประกอบการด้านความปลอดภัยฯ3.  เป็นศูนย์ข้อมูลและฝึกอบรมด้านความปลอดภัยฯ4.  ส่งเสริมและประสานด้านความปลอดภัยฯ5.  ส่งเสริม  พัฒนายกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยฯ6.  ร่วมมือกับหน่วยงานอื่นในกิจการส่งเสริมการวิจัยการให้บริการ  และการตรวจสอบเกี่ยวกับความปลอดภัยฯ

(4)  คณะกรรมการสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ ประกอบด้วยปลัดกระทรวงแรงงาน  เป็นประธานและผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้องอีก 6 คน  ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง  ฝ่ายลูกจ้างและผู้ทรงคุณวุฒิฝ่ายละ 7 คน  โดยมี  ผู้อำนวยการสถาบันเป็นเลขานุการ  โดยผู้ทรงคุณวุฒิต้องเป็นผู้มีความรู้  ความเชี่ยวชาญมีผลงานประสบการณ์เกี่ยวกับความปลอดภัยฯ

(5)  การโอนหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง1.  ให้โอนอำนาจหน้าที่  กิจการ  ทรัพย์สิน  สิทธิ  หนี้  รวมทั้งงบประมาณของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน  เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันความปลอดภัยในการทำงานไปเป็นของสถาบันฯ2.  ในวาระเริ่มแรก  การใช้จ่ายดำเนินงานของสถาบันฯได้รับการจัดสรรจากกองทุนเงินทดแทนจนกว่าจะได้มีโอนบรรดาอำนาจหน้าที่  กิจการ  ทรัพย์  สิทธิ  หนี้รวมทั้งงบประมาณในส่วนของสำนักงานกองทุนเงินทดแทนสำนักงานประกันสังคมไปเป็นของสถาบันฯ  ภายในไม่เกิน 5 ปีนับแต่วันที่ พ.ร.บ.ใช้บังคับ

ข้อโต้แย้ง-คัดค้านจากหน่วยงานอื่น

(1)  สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  มีความเห็นว่าการกำหนดให้มีการจัดตั้งสถาบันความปลอดภัย  อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานในร่างพ.ร.บ.ความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานพ.ศ. …. ไม่เหมาะสมเพราะการขอจัดตั้งหน่วยงานของรัฐทั้งกรณีส่วนราชการและองค์การมหาชน  ที่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจในร่างกฎหมายเพื่อใช้บังคับในเรื่องใดจะกระทบต่องบประมาณรายจ่ายของแผ่นดินในระยะยาว  และไม่ควรมีข้อกำหนดในรายละเอียดขอจัดตั้งหน่วยงานนั้นตามความเห็นของคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ที่มีมติคณะรัฐมนตรีเห็นด้วยกับหลักเกณฑ์การจำแนกหน่วยงานของรัฐเมื่อปี 2550

(2)  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีความเห็นยืนยันร่างพ.ร.บ.ความปลอดภัยฯที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ  เพราะผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน  ซึ่งเป็นคณะกรรมการไตรภาคีตามพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541  และมีการรับฟังความเห็นของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากร่างพ.ร.บ.และร่างพ.ร.บ.นี้ผ่านการตรวจพิจารณาจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว

(3)  กระทรวงสาธารณสุข  มีข้อสังเกตต่อร่างพ.ร.บ.สถาบันความปลอดภัยฯว่า
1.  อำนาจหน้าที่ของสถานบันฯ ในการจัดบริการทางการแพทย์เกี่ยวกับการรักษา  วินิจฉัยโรคนั้นควรเป็นบทบาทของกรมการแพทย์  ซึ่งมีความเชี่ยวชาญ  และมีกรมควบคุมโรคเป็นคณะกรรมการทางการแพทย์สนับสนุนงานนี้อยู่แล้ว2.  ผู้แทนกรมอนามัยในคณะกรรมการสถาบันความปลอดภัยฯควรเปลี่ยนเป็นผู้แทนกรมควบคุมโรค  เพราะภารกิจนี้โอนย้ายมาแล้วตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุขพ.ศ.2545

(4)  สำนักงานประกันสังคม  ไม่เห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ.สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานในประเด็นดังนี้
1.)  วัตถุประสงค์ทางการแพทย์เกี่ยวกับการรักษา  วินิจฉัยโรค  พิจารณาจ่ายเงินทดแทนและฟื้นฟูสมรรถภาพของลูกจ้าง
เหตุผลคัดค้าน  คือ  พ.ร.บ.เงินทดแทนพ.ศ.2537  มาตรา 40  กำหนดให้มีคณะกรรมการการแพทย์เพื่อกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลชนิดของโรคที่เกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงาน  หลักเกณฑ์การประเมินการสูญเสียอวัยวะและสมรรถภาพในการทำงานเพื่อจ่ายค่าทดแทน  พร้อมทั้งจัดทำความร่วมมือกับหน่วยงานกระทรวงสาธารณสุขจัดอบรมแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ให้เพียงพอกับการให้บริการ  ซึ่งมีแพทย์ย่านการอบรมประมาณ 10,000 คน (ตั้งแต่พ.ศ. 2539-2552)  และขยายคลินิกโรคจากการทำงานในจังหวัดที่มีอุตสาหกรรมหนาแน่นจำนวน 25 แห่ง
2.)  กองทุนส่งเสริมความปลอดภัย  อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน  กำหนดให้ใช้จ่ายเป็นเงินทดแทนแก่ลูกจ้างแทนนายจ้างตามกฎหมายเงินทดแทน

เหตุผลคัดค้าน คือ  1.  พ.ร.บ.เงินทดแทนพ.ศ.2537 กำหนดให้มีสำนักงานกองทุนเงินทดแทน  เพื่อคุ้มครองดูแลสิทธิประโยชน์ลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานอยู่แล้ว  2.  มีคณะกรรมการการแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษาในการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย  รวมถึงเงินทดแทนอยู่แล้ว  3.  มีศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานเพื่อดูแลช่วยเหลือลูกจ้างที่พิการหรือทุพพลภาพ  ให้สามารถประกอบอาชีพได้ใหม่และสามารถดำรงอยู่ได้   4.  กรณีลูกจ้างไม่พอใจในคำวินิจฉัยของพนักงานเจ้าหน้าที่  มีสิทธิยื่นคำร้องอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน  5.  พ.ร.บ.เงินทดแทนพ.ศ.2537 มาตรา 28 วรรคสอง  กำหนดให้กระทรวงแรงงานจัดสรรเงินไม่เกินร้อยละ 22 ของกองทุนเงินทดแทนต่อปี  เป็นค่าใช้จ่ายในการบำบัดรักษา  ส่งเสริมการฟื้นฟูสมรรทภาพในการทำงาน  และค่าใช้จ่ายในการส่งเสริม-ป้องกันความปลอดภัยในการทำงาน

3.)  ไม่เห็นด้วยกับการโอนสำนักงานกองทุนเงินทดแทนไปเป็นของสถาบันและเห็นว่ากองทุนเงินทดแทนควรเป็นหน่วยงานในสำนักงานประกันสังคม  เพราะว่า  1.  รูปแบบ-โครงสร้างเกี่ยวกับการประกันการประสบอันตรายและการเจ็บป่วยโรคจากการทำงาน  เป็นหนึ่งในการประกันสังคมที่ประเทศต่างๆ นิยมยึดถือปฏิบัติอยู่   2.  สำนักงานประกันสังคม  มีเทคโนโลยีระบบสารสนเทศในการดำเนินงานซึ่งงานของกองทุนเงินทดแทนเข้าร่วมอยู่ในระบบด้วย  หากแยกกองทุนเงินทดแทนออกไปแล้ว  กองทุนเงินทดแทนต้องเริ่มสร้างระบบใหม่  ทำให้ยุ่งยากและเสียงบประมาณ   3.  สถาบันฯมีเพียงสำนักงานในกรุงเทพฯเท่านั้นไม่เพียงพอต่อการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน  ในขณะที่สำนักงานประกันสังคมอยู่ทั่วประเทศ   4.  มีพนักงานเงินทดแทนที่มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัย  และเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายอาญาด้วยแต่สถาบันฯมีเพียงพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจความปลอดภัยเท่านั้น  5.  ต้องมีการแก้ไขกฎหมายหลายฉบับเพื่อให้สอดคล้องกัน  ถ้าให้นำกองทุนเงินทดแทนไปอยู่ในสถาบันฯ  และการที่กองทุนเงินทดแทนไม่รวมอยู่ในสถาบันฯนั้นจะเป็นการคานอำนาจ-ตรวจสอบซึ่งกันและกัน  เพราะสถาบันฯมีวัตถุประสงค์ส่งเสริมและแก้ไขเกี่ยวกับความปลอดภัยฯแต่กองทุนเงินทดแทนมีวัตถุประสงค์เพื่อจ่ายค่าทดแทนแก่ลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน

ข้อจำกัดของการพิจารณาสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยในร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ ฉบับรัฐบาล

(1)  ร่างพ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานพ.ศ. ….  ที่กรรมาธิการวิสามัญสภาผู้แทนราษฎรพิจารณานั้นใช้ร่างพ.ร.บ.ความปลอดภัยฯฉบับรัฐบาลเป็นหลัก  จึงทำให้การพิจารณาสถาบันความปลอดภัย  ไม่สามารถได้รับการพิจารณารวดเร็วโดยตรงได้การพิจารณาร่างกฎหมายพ.ร.บ.ความปลอดภัยฯฉบับรัฐบาลที่เป็นร่างกฎหมายหลักจำเป็นต้องพิจารณาเรียงรายมาตราไปตลอดโดยไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับโครงสร้างรูปแบบของสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยในร่างกฎหมายฉบับรัฐบาลที่จะพิจารณาพร้อมกับร่างพ.ร.บ.สถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯได้

(2)  มีข้อสังเกตและข้อวิจารณ์ต่อร่างกฎหมายสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ  บางประเด็นที่ทำให้ไม่สามารถจัดตั้งสถาบันได้ตามรูปแบบและมีวัตถุประสงค์บริหารด้านความปลอดภัยฯครบวงจรตามที่ต้องการได้ทั้งหมด  คือ

  ไม่สามารถโอนกองทุนเงินทดแทนไปอยู่ในสถาบันฯนี้ได้  เพราะมีสำนักงานประกันสังคมดูแลอยู่ตามกฎหมายเงินทดแทนซึ่งสถาบันฯนี้ควรจะรับเงินอุดหนุนหรือเงินสนับสนุนจากกองทุนเงินทดแทน  และมีบทบาทส่งเสริมสุขภาพและป้องกันอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน

  อำนาจหน้าที่เกี่ยวกับบริการทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับลูกจ้างที่ประสบอันตราบหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน  มีคณะกรรมการการแพทย์ในสำนักงานกองทุนเงินทดแทน  และสำนักโรคจากการประกอบอาชีพ  กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข  ร่วมกันดูแลอยู่แล้วไม่ควรเป็นอำนาจหน้าที่ของสถาบันฯนี้

  อำนาจการบังคับใช้กฎหมายของพนักงานหรือบุคคลที่รัฐมนตรีแต่งตั้งให้ไปตรวจสอบสถานประกอบการตามกฎหมายสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ  ควรเป็นอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่รัฐ  เพราะต้องมีการพิจารณาออกคำสั่งและลงโทษนายจ้างที่ฝ่าฝืนการปฏิบัติตามกฎหมายความปลอดภัยฯ

(3)  ความเป็นไปได้ที่จะมีเรื่องสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ  ภายใต้โครงสร้างร่างกฎหมาย ฉบับรัฐบาลที่คณะกรรมาธิการวิสามัญสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอยู่อาจเป็นไปในทิศทางดังนี้  คือ
1.  เน้นบทบาทด้านวิชาการ  บริการส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานและมาตรการด้านความปลอดภัย  อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานโดยสนับสนุนให้ฝ่ายแรงงาน/สหภาพแรงงานมีบทบาทส่วนร่วมชัดเจนเข้มแข็งขึ้นทั้งในระดับสถานประกอบการ  ระดับอุตสาหกรรม  และระดับชาติ     2.  เน้นบทบาทการตรวจสอบการพัฒนาบังคับใช้กฎหมายความปลอดภัยฯและการตรวจประเมินความเสี่ยงภัยต่อสุขภาพให้สอดคล้องตามสภาพลักษณะงานอย่างมีคุณภาพ  เช่น  ปรับปรุงการป้องกันความเสี่ยงอันตรายหรือความเจ็บป่วยในการทำงานที่แหล่งต้นกำเนิดเป็นสำคัญ,การตรวจสุขภาพฯต้องสอดคล้องกับความเสี่ยงภัยในงานที่เผชิญ  โดยมีแพทย์อาชีวเวชศาสตร์และผู้แทนคปอ.ร่วมตรวจสอบ,การตรวจความปลอดภัยในสถานประกอบการควรมีผู้แทนคนงานในพื้นที่ทำงานเสี่ยงหรือผู้แทนสหภาพแรงงานและคปอ.ร่วมพิจารณาเห็นชอบ  เป็นต้น     3.  อาจมีหมวดว่าด้วยสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯโดยเฉพาะ  หรือ  ปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานรัฐฯ  และคณะกรรมการฯที่เกี่ยวข้องให้เป็นรูปธรรมสอดคล้องกับภารกิจงานบริการและการส่งเสริมพัฒนาเชิงรุกโดยมีส่วนร่วมของฝ่ายแรงงาน

สรุปโดย บุษญรัตน์ กาญจนดิษฐ์