สรุปกิจกรรมโครงการการพัฒนาสื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนขบวนการแรงงาน

บันทึกการเสวนา การสร้างนักสื่อสารแรงงาน โครงการ การพัฒนาสื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนขบวนการแรงงาน สนับสนุนโดย แผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน วันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม 2553  เวลา 09.00-12.00 น. ณ ห้องประชุมศุภชัย  ศรีสติ ศรีสติ มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย  เขตราชเทวี กรุงเทพฯ ผู้เข้าร่วมประชุมจำนวน 12 คน ประกอบด้วยสื่อมวลชน นักวิชาการ ผู้นำแรงงาน ผู้ประสานงานแผนงาน และเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลโครงการฯ โดยที่ประชุมสรุปได้ดังนี้

นายวิชัย นราไพบูลย์ ผู้จัดการโครงการฯ กล่าวถึงความเป็นมา แนวคิด วัตถุประสงค์ และแนวทางการทำงานให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ของโครงการการพัฒนาสื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนขบวนการแรงงาน ซึ่งมูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภายใต้แผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน  โดยตลอดระยะเวลาของโครงการฯ 19 เดือน มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทยได้เชิญ ดร.นภาพร   อติวานิชยพงศ์ และคุณศิริพร  ยอดกมลศาสตร์ มาให้คำปรึกษาและช่วยเหลือ และมี นางสาววาสนา ลำดี ดูแลเรื่องการประสานสื่อทั้งสื่อกระแสหลักและการสื่อสารกับสังคม ของโครงการภายใต้แผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน รวมถึงการสานสัมพันธ์ระหว่างนักสื่อสารแรงงานที่ผ่านการอบรมตามหลักสูตรนี้กับสื่อกระแสหลักและสื่อ สสส.
 
จากนั้นนายวิชัยได้กล่าวถึงการเชิญพี่น้องแรงงานและสื่อมวลชนที่ทำงานใกล้ชิดกับคนงานมาตลอด ให้มาพูดคุยเตรียมหลักสูตรฝึกอบรมนักสื่อสารแรงงาน เพื่อร่วมกันวางแผนการทำงานและกำหนดหลักสูตรที่เหมาะสม โดยใช้ประสบการณ์จากตัวจริงเสียงจริงในการเขียนข่าวและทักษะหรือเทคนิคอื่นๆเกี่ยวกับการข่าวของพี่น้องสื่อมวลชน และความต้องการของพี่น้องแรงงานที่คิดว่าการทำงานด้านสื่อ
 
ภายในองค์กรเป็นเรื่องที่ทำกันอยู่แล้ว แต่ยังขาดทักษะหรือเทคนิคบางอย่าง ซึ่งน่าจะนำมาเป็นแนวทางในการฝึกอบรมนักสื่อสารแรงงาน
หลังผู้เข้าร่วมประชุมแนะนำตัว นายวิชัยได้ชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคาดหวังในการจัดอบรมรอบแรกนี้ว่า ต้องการให้พี่น้องแรงงานที่เข้ารับอบรมได้มีทักษะพอจะเขียนหรือทำงานเกี่ยวกับการผลิตสื่อหรือการเขียนข่าวเบื้องต้นได้ เพื่อที่จะได้สื่อสารกับสื่อให้ถูกทิศถูกทาง เพราะปัจจุบันคนงานมีปัญหาเรื่องการสื่อสารกับสื่อภายนอกเป็นอย่างมาก เนื่องจากที่ผ่านมาอาจจะยังขาดการจัดระบบข้อมูล ขาดความรู้เรื่องขั้นตอนการปฏิบัติ ฯลฯ การจัดประชุมครั้งนี้ทำขึ้นเพื่อขอให้ผู้ที่มีประสบการณ์จริงช่วยถ่ายทอดความรู้ให้
 
นางสาวศิริพร  ยอดกมลศาสตร์ ผู้ช่วยโครงการ  เสริมว่า การคาดหวังให้พี่น้องคนงานสามารถจะเขียนหนังสือได้จากการอบรมเพียงหนึ่งวันย่อมเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น โครงการนี้จึงได้ของบกิจกรรมและวางแผนการทำกิจกรรมแบบเป็นชุด ตามลำดับการฝึกอบรม คือ หลังจากคนงาน (50 คน จาก 9 กลุ่ม) อบรมทักษะการเขียนเสร็จแล้ว จะมีโครงการต่อเนื่องเรื่องการทำจดหมายข่าว อาจจะทำในรูปแบบหนังสือพิมพ์ ขนาด 4 ยก รวมถึงมีการต่อยอดจากการอบรมเรื่องการเขียนโดยให้แต่ละกลุ่มคัดเลือกตัวแทนผู้ผ่านการฝึกอบรมทักษะการเขียนกลุ่มละ 1-2 คน เพื่อฝึกการสร้างสื่อวีดีทัศน์ให้เป็นภายในเวลาอีก 1 วัน หลังจากนั้นจะมีงบสนับสนุนการจัดทำสื่อให้กลุ่มละ 20,000 บาท 
 
นางสาววาสนา ลำดี ผู้ประสานงานฯ กล่าวว่า มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทยมีสิ่งที่คาดหวังเยอะมาก แม้โครงการจะมีงบประมาณไม่มากนัก แต่เราอยากได้นักสื่อสารแรงงานมากกว่า 50 คน อบรมแล้วจะต้องทำงานได้จริง เราคิดว่านักข่าวอย่าง คุณภาสกร จำลองราช และคุณจันทร์เพ็ญ เจริญสุทธิพันธ์ เป็นนักข่าวที่เข้าใจคนงานและขบวนการแรงงานมากที่สุด และทำงานกับคนงานมานาน โครงการนี้อยากให้คนงานได้พบปะพูดคุยกับสื่อตัวจริง เพื่อจะได้ประสบการณ์โดยตรงจากมืออาชีพ
 
นายพรนารายณ์ ทุยยะค่าย กลุ่มผู้ใช้แรงงานสระบุรีและใกล้เคียงเห็นว่า คนงานยังขาดการสื่อสารกับสื่อ(กระแสหลัก)โดยตรง ขาดทักษะการเขียน และไม่แน่ใจว่าการฝึกอบรมจะสามารถทำให้คนงานเขียนข่าวได้ รวบรวมข้อมูลและจัดทำสื่อของตัวเองได้ และไม่รู้ว่าจะมีการลงพื้นที่อบรมให้ทางกลุ่ม(กลุ่มผู้ใช้แรงงานสระบุรีและใกล้เคียง)ด้วยหรือไม่ 
 
นายวิสุทธิ์ เรืองฤทธิ์ สหพันธ์แรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทยย้ำว่า การอบรมเรื่องสื่อควรจะทำให้คนงานได้เรียนรู้วิธีการสื่อสาร และทำให้การขับเคลื่อนหรือการเคลื่อนไหวของขบวนการแรงงานที่ยังมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร ต้องสามารถสื่อให้สังคมเข้าใจประเด็นการขับเคลื่อนของขบวนการแรงงานเพิ่มมากขึ้น
 
นายสราวุธ ขันอาสา ตัวแทนแรงงานกลุ่มสหภาพแรงงานภาคตะวันออก กล่าวว่า กลุ่มบ่อวิน (กลุ่มภาคตะวันออก)มีการกำหนดในแผนงานว่าจะจัดให้มีการอบรมเรื่องสื่อกับคนงานอยู่แล้ว และคิดว่าโครงการนี้มีประโยชน์มาก หากคนงานผ่านการอบรมคนงานน่าจะมีทักษะการทำงานกับสื่อ(กระแสหลัก) เขียนข่าวเองได้ รู้วิธีสื่อสารกับสังคมมากขึ้น
นายภาสกร จำลองราช หนังสือพิมพ์มติชน เล่าถึงวิธีที่ใช้ในการทำงานกับชาวบ้านว่า ตนอาศัยการถ่ายทอดออกมาจากประสบการณ์ของตัวเอง อาจจะบอกได้ว่าต้องทำอะไร อย่างไร โดยแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน คือ การเป็นนักแจ้งข่าว และการเป็นนักข่าว  อันดับแรกควรจะเริ่มจากการเป็นนักแจ้งข่าวก่อน นักแจ้งข่าวต้องเตรียมข้อมูล เพราะถ้าให้นักข่าวลงไปหาข่าวเองข้อมูลอาจบิดเบือนได้ง่าย นักข่าวอาจจะไม่รู้รากเหง้าของปัญหา เห็นแต่การประท้วง มองปัญหาแบบผิวเผิน เช่นเรื่องค่าจ้าง จะต้องรู้ที่มาที่ไป ทำงานมา 30 กว่าปีแล้วยังได้ค่าจ้างแค่ 200 กว่าบาท มันเป็นความเหลื่อมล้ำมาก สิ่งเหล่านี้จะต้องมีการจัดเตรียมข้อมูล จะต้องมีคนสามารถติดต่อสื่อสารกับนักข่าวได้ ส่วนการเป็นนักข่าวแรงงาน อันนี้เป็นเป้าหมายที่ดี ไม่มีใครสามารถเขียนสกู๊ปได้ดีเท่ากับคนที่รู้ปัญหา และจากประสบการณ์ที่เคยทำมา จะให้ชาวบ้านเริ่มจากการเขียนบันทึกกิจกรรมประจำวัน แต่ก็ต้องสู้กับปัญหาที่ยากคือการเริ่มต้น เพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มอะไร
 
นางสาวจันทร์เพ็ญ เจริญสุทธิพันธ์ หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์กล่าวว่า การเขียนข่าวจะต้องสามารถเชื่อมโยงปัญหา ที่มาของปัญหา สิ่งที่กระทบ ถ้าเราสามารถทำให้คนงานร้อยเรียงเชื่อมโยงข่าวได้ เช่น ปัญหาการเลิกจ้างผู้นำสหภาพแรงงาน เป็นการละเมิดสิทธิการรวมตัว เชื่อมโยงกับอนุสัญญาองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 อนุสัญญา ILO คืออะไร กระทบกับคนงานอย่างไร คิดว่าถ้าคนงานอยู่กับฐานข้อมูล อยู่กับปัญหา ใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร การฝึกอบรมควรจะค่อยๆเพิ่มเนื้อหาของใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ให้สมบูรณ์ และปิดท้ายว่า คิดว่าพี่น้องคนงานทุกคนทำได้ เป็นนักสื่อสารแรงงานได้
 
ดร.นภาพร อติวานิชยพงศ์ สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ย้ำว่า การแจ้งข่าว คนงานต้องรู้ว่าประเด็นสำคัญคืออะไร เวลาแถลงข่าวสหภาพฯ จะต้องรู้วิธีเขียน รู้ประเด็น ฝึกทักษะ และจะต้องรู้ว่าประเด็นอะไรต้องสื่อภายในและประเด็นอะไรต้องสื่อภายนอก การอบรม 1 วัน จะต้องทำอะไรบ้าง วันเดียวคงจะไม่พอ เพราะต้องฝึกเขียน ทำเป็นการบ้าน เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าจุดอ่อนของแต่ละคนเป็นอย่างไร เมื่อเห็นก่อนจะได้แก้ปัญหาได้ตรงจุด
 
ที่ประชุมเห็นตรงกันว่า การเป็นนักสื่อสารแรงงานต้องมีทักษะหลายด้าน อาทิ 
– การจัดการเรื่องข้อมูล ต้องทำให้เป็นระบบ 
– การฝึกทักษะหรือเทคนิคการจับประเด็น เช่นประเด็นการละเมิดสิทธิ ความปลอดภัยในสถานประกอบการ การเข้าถึงระบบประกันสังคมและสวัสดิการ ฯลฯ
– การเตรียมวัตถุดิบหรือข้อมูล ต้องแยกแยะหรือรู้ประเด็นที่เหมาะสมจะแจ้งข่าว
– การฝึกทักษะการเขียน โดยให้เขียนจากเรื่องราวของตัวเองก่อน เขียนสิ่งที่ตนเองรู้และหรือต้องการให้สังคมรับรู้ และเพื่อให้การอบรมเกิดประสิทธิผล ในเวลาอันจำกัด วิธีร่นเวลาที่ทุกคนเห็นตรงกันคือ ต้องให้ผู้เข้าร่วมอบรมเขียนอะไรบางอย่างมาก่อน 1-2 หน้า อาจจะตั้งหัวข้อให้เขียนว่า “เรื่องเล่าจากโรงงาน” โดยกำหนดให้ส่งก่อนวันอบรมอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้ “พี่เลี้ยง” คือนักข่าวและนักวิชาการที่เข้า มาช่วยกันดูแลเรื่องนี้ ได้มีเวลาอ่านเพื่อจะได้เข้าใจผู้เข้าอบรมและสามารถเตรียมคำชี้แนะสำหรับแนวทางการเสริมทักษะการเขียนให้แต่ละคนได้ในระดับหนึ่งก่อนวันอบรม
 
นอกจากนั้น การอบรมควรจะมีการจำลองสถานการณ์ โดยจัดเสวนากลุ่มย่อย เพื่อทดลองให้คนงานได้จับประเด็นและเขียนข่าว เพื่อดูวิธีร้อยเรียงข่าวการชูประเด็นที่น่าสนใจและน่าจะเป็นข่าว ฯลฯ 
และอาจจะให้คนงานและนักข่าวเขียนข่าวจากสถานการณ์จำลองแล้วนำมาเปรียบเทียบกัน เพื่อให้นักข่าวช่วยเติมเต็มและให้คำชี้แนะวิธีการเขียนข่าวให้กับคนงาน
 
สำหรับสัดส่วนของพี่เลี้ยงต่อจำนวนผู้เข้าอบรม น่าจะอยู่ที่ประมาณ 2:5 คือในแต่ละกลุ่มน่าจะมีผู้เข้าอบรม 5 คน มีพี่เลี้ยงเป็นนักข่าว 1 คน และนักวิชาการหรือผู้สามารถเขียนบทความได้แต่ไม่ใช่นักข่าวอีก 1 คน โดยคุณภาสกรและคุณจันทร์เพ็ญอาสาจะชวนเพื่อนนักข่าวมาช่วยเป็นพี่เลี้ยงอีก 2-3 คน ในการอบรมแต่ละครั้ง แต่ไม่ควรเกิน 3 ครั้ง
ดังนั้น ที่ประชุมจึงมีข้อตกลงจะจัดอบรม 3 ครั้ง โดยมีพื้นที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 9 แห่ง ประกอบด้วย ศูนย์ปฏิบัติการของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย 6 ศูนย์ และศูนย์ปฏิบัติการของสภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย 3 ศูนย์ แต่ละศูนย์จะต้องส่งตัวแทนเข้ารับการอบรม 5-6 คน แยกตามการอบรมเป็นกลุ่มๆ ดังนี้
 
ครั้งที่ 1 วันที่ 4 กันยายน 2553 มีศูนย์ที่ต้องส่งตัวแทนเข้าอบรม 4 แห่ง ได้แก่ กลุ่มภาคตะวันออก (ศูนย์จังหวัดชลบุรี-ระยอง)  กลุ่มพัฒนาแรงงานสัมพันธ์ (ศูนย์จังหวัดระยอง) กลุ่มฉะเชิงเทรา–ปราจีนบุรี (ศูนย์จังหวัดฉะเชิงเทรา-ปราจีนบุรี) กลุ่มสหภาพแรงงานย่านสมุทรปราการ (ศูนย์จังหวัดสมุทรปราการ) 
 
ครั้งที่ 2 วันที่ 11 กันยายน 2553 มีศูนย์ที่ต้องส่งตัวแทนเข้าอบรม 4 แห่ง ได้แก่ กลุ่มผู้ใช้แรงงานสระบุรีและใกล้เคียง (กลุ่มจังหวัดสระบุรี) กลุ่มสหภาพแรงงานย่านอ้อมน้อย-อ้อมใหญ่ (ศูนย์จังหวัดนครปฐม) กลุ่มผู้ใช้แรงงานอยุธยาและใกล้เคียง (ศูนย์จังหวัดอยุธยา) กลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตและใกล้เคียง (ศูนย์จังหวัดปทุมธานี)
 
ครั้งที่ 3 ประมาณปลายเดือนสิงหาคม เป็นการจัดให้เฉพาะศูนย์แรงงานจังหวัดภูเก็ต เนื่องจากกลุ่มนี้มีลักษณะพิเศษ คืออยู่ไกล และเป็นแรงงานภาคบริการ ทำให้มีขีดจำกัดด้านเวลาในการทำกิจกรรมมากกว่ากลุ่มอื่นๆ เมื่อเข้าสู่ฤดูท่องเที่ยว (ตั้งแต่เดือนตุลาคมจนถึงพฤษภาคมของปีถัดไป) คนงานจะไม่ค่อยมีเวลา ทำให้ต้องมีแผนงานพิเศษในการลงพื้นที่ คือจะผนวกการอบรมทักษะการเขียนและการฝึกทำวีดีทัศน์ไว้ในการอบรมรอบเดียวกัน ซึ่งจะทำให้การอบรมต้องใช้เวลามากกว่า 1 วัน และเพื่อประหยัดงบประมาณ ที่ประชุมได้มอบหมายให้คุณวาสนาประสานงานกับทีมพัฒนาข้อมูลของแผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานให้ลงพื้นที่พร้อมกัน และคุณบุษยรัตน์ กาญจนดิษย์ อาสาจะประสานงานกับ แผนงานสื่อสำนัก 5 ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) หรือแผนงานแรงงานข้ามชาติ หรือแผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน  เพื่อขอให้สนับสนุนงบประมาณค่าเดินทางในการพานักข่าวลงพื้นที่พร้อมกัน 
 
สุดท้าย นายวิชัยได้กล่าวขอบคุณทุกท่านที่มาเข้าร่วมประชุมและให้ความคิดเห็น และขอให้หลายท่านอยู่ร่วมประชุมเพื่อเตรียมแผนการทำงานกับสื่อในภาคบ่ายต่อไป
 
////////////////////////////////////////////////
 
สรุปการประชุมเตรียมงานการดำเนินกิจกรรมโครงการฯ วันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม 2553 เวลา 13.00-17.00 น. โครงการ การพัฒนาสื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนขบวนการแรงงาน  สนับสนุนโดยแผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน ณ ห้องประชุมศุภชัย  ศรีสติ ศรีสติ มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย  เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 
 
ประเด็นที่ 1 เตรียมการฝึกอบรมนักสื่อสารแรงงาน โดยขอความร่วมมือนักข่าวแรงงาน ที่ประชุมร่วมกันกำหนดรายละเอียดในการฝึกอบรมนักสื่อสารแรงงาน (ซึ่งได้ระดมความคิดเห็นในภาคเช้า) พร้อมกำหนดวัน เวลา คุณสมบัติผู้เข้าอบรม และจัดทำกำหนดการโครงการฝึกอบรมนักสื่อสารแรงงาน มีรายละเอียดดังนี้
 
สถานที่จัดอบรม ครั้งที่ 1 วันที่ 4 กันยายน 2553 เสนอให้จัดที่ศูนย์ฝึกอบรมของสหภาพแรงงาน TAM จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย สะดวกต่อการเดินทางของผู้เข้าอบรมและคณะผู้จัด
สถานที่จัดอบรม ครั้งที่ 2 วันที่ 11 กันยายน 2553 มอบหมายให้คุณวาสนา ลำดีประสานงานกับพื้นที่เพื่อหาสถานที่ที่เหมาะสม เบื้องต้นคาดว่าจะใช้พื้นที่จังหวัดปทุมธานีหรือพระนครศรีอยุธยา เพื่อสะดวกต่อการเดินทางของผู้เข้าอบรม เพราะเป็นพื้นที่กลางๆในการเดินทาง
 
สำหรับการอบรม ครั้งที่ 3 คณะผู้จัดจะเดินทางไปอบรมให้พี่น้องแรงงานในพื้นที่ คาดว่าคงใช้ศูนย์แรงงานจังหวัดภูเก็ตเป็นพื้นที่จัดอบรม ส่วนรายละเอียดอื่นๆและกำหนดวันอบรมที่ชัดเจน ให้รอการประสานงานของคุณวาสนา ลำดี และคุณบุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์ ซึ่งจะนำมารายงานที่ประชุมครั้งต่อไปเพื่อสรุปอีกครั้งหนึ่ง
การขอความร่วมมือนักข่าวแรงงานให้เป็นวิทยากรและเป็นพี่เลี้ยงในการอบรม เบื้องต้นคุณภาสกร จำลองราช และคุณเพ็ญจันท์ เจริญสุทธิพันธ์ ได้แจ้งในที่ประชุมช่วงเช้าว่าจะชวนเพื่อนนักข่าวมาเป็นพี่เลี้ยงอีก 2-3 คน แต่การอบรมที่ภูเก็ตต้องรอดูว่ามีงบประมาณค่าเดินทางเพียงพอหรือไม่ และจะจัดเมื่อใด เพื่อแก้ไขปัญหาด้านงบประมาณ ที่ประชุมเห็นควรรอการประสานงานของคุณบุษยรัตน์ เพื่อหางบประมาณสนับสนุนค่าเดินทาง และอาจจะรวมถึงค่าที่พัก ให้นักข่าวลงไปดูพื้นที่และทำข่าวแรงงานในพื้นที่ภูเก็ตหรือจังหวัดใกล้เคียง โดยจะขอพ่วงการอบรมเข้าในกำหนดการทำงานของนักข่าวอีก 1 วัน แต่หากไม่มีงบสนับสนุน คณะผู้จัดอาจจะใช้วิธีประสานงานกับนักข่าวในพื้นที่ หรืออาจจะต้องดำเนินการเองทั้งหมด ทั้งนี้ให้รอสรุปอีกครั้งในการประชุมครั้งต่อไป
 
เรื่องคุณสมบัติผู้เข้าอบรม ที่ประชุมได้กำหนดคุณสมบัติ ดังนี้
– ผู้เข้าอบรมต้องเป็นผู้มีความสนใจและต้องการทำงานด้านการสื่อสารให้กับองค์กร
– ผู้เข้าอบรมต้องมีความพร้อมที่จะเรียนรู้และพร้อมให้เวลาร่วมฝึกปฏิบัติทุกขั้นตอนของโครงการ ได้แก่ การอบรมนักสื่อสารแรงงาน ตัวแทนอย่างน้อย 1 คนต่อกลุ่มต้องเข้าอบรมการฝึกทำวีดีทัศน์ การร่วมเขียนข่าวในหนังสือพิมพ์แรงงาน การจัดทำโครงการฝึกปฏิบัติตามงบประมาณที่จัดไว้กลุ่มละ 20,000 บาท และการประสานงานกับสื่อในพื้นที่ปฏิบัติงานขององค์กร 
– ผู้เข้าอบรมต้องเขียนเรียงความ ความยาว 1-2 หน้ากระดาษ A4 หัวข้อ “เรื่องเล่าจากโรงงาน” ตัวอย่างเช่น ค่าจ้าง ความปลอดภัย สหกรณ์ออมทรัพย์ เหตุการณ์โรงงานของตน โรงงานของเพื่อน โรงงานในกลุ่ม ชีวิตการทำงานของตน ชีวิตการทำงานของเพื่อนร่วมงานที่เห็นว่าน่าสนใจ ฯลฯ เพื่อนำเรื่องราวเหล่านี้มาเป็นแบบฝึกหัดในการอบรม โดยกำหนดให้ส่งเอกสารกับคณะผู้จัดก่อนวันเข้าอบรมอย่างน้อย 1 สัปดาห์ 
สำหรับกำหนดการฝึกอบรม ให้ตั้งชื่อเรื่องว่า “โครงการฝึกอบรมทักษะนักสื่อสารแรงงาน” มีรายละเอียดในกำหนดการและแนวทางในการอบรม ดังนี้
08.00 – 09.00 น. ลงทะเบียน
09.00 – 09.15 น. ชี้แจงวัตถุประสงค์และกำหนดการ
โดย คุณวิชัย นราไพบูลย์ ผู้จัดการโครงการ 
09.30 – 11.00 น. แบ่งกลุ่มอบรม หัวข้อ “การเสริมทักษะการเขียน” ให้แต่ละกลุ่มมีพี่เลี้ยงเป็นนักข่าว 1 คน นักวิชาการ 1 คน และผู้เข้าอบรมประมาณ 4-6 คน เพื่อให้นักข่าวและนักวิชาการให้คำชี้แนะหรือช่วยเสริมทักษะการเขียนให้ผู้เข้าอบรม โดยใช้เรียงความที่จัดส่งมาล่วงหน้าเป็นเครื่องมือ
11.00 – 12.00 น. เวทีนำเสนอ “สิ่งที่ได้จากการเสริมทักษะการเขียน” ให้ตัวแทนแรงงานแต่ละกลุ่มนำเสนอสิ่งที่ได้จากการแบ่งกลุ่ม แล้วให้นักข่าวและนักวิชาการช่วยกันเติมเต็ม หรือ เวทีนำเสนอ “คุณสมบัติที่ดีของนักสื่อสารแรงงาน” ให้นักข่าวเป็นผู้นำเสนอมุมมองเพิ่มเติม
12.00 – 13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน
13.00 – 14.00 น. เวทีเสวนาเรื่องจริงจากพื้นที่ โดยวิทยากร 3 คน ให้กำหนดหัวข้อและรายชื่อวิทยากรในช่วงใกล้วันอบรมอีกครั้ง โดยให้ผู้เข้าอบรมจับประเด็นจากการฟังเสวนาในที่ประชุม
14.00 – 14.30 น. ผู้เข้าอบรมเขียนข่าว และพักรับประทานอาหารว่างตามอัธยาศัย
 14.30 – 15.30 น. แบ่งกลุ่มประมวลข่าวและวิเคราะห์ข่าวกลุ่ม
15.30 – 16.30 น. เวทีรายงานข่าว โดยตัวแทนกลุ่มนำเสนอทีละกลุ่ม
16.30 – 16.50 น. วิจารณ์ข่าวและเติมเต็มแนวทางในการพัฒนานักสื่อสารแรงงาน
โดยนักข่าว
16.50 – 17.00  น. สรุปและปิดการอบรม โดยตัวแทนจากผู้เข้าอบรมหรือผู้จัดการโครงการ
 
ประเด็นที่ 2 การจัดเวทีร่วมระหว่างกลไกแรงงานกับสื่อกระแสหลัก แนวทางการประสานงานระหว่างภาคีกับสื่อกระแสหลักตามแผนงานเดิม เป็นการจัดเวทีเสวนา 2 ครั้ง ในหัวข้อ “ความคาดหวังต่อสื่อของขบวนการแรงงาน” และ “ความคาดหวังของสื่อและแนวทางข่าวแรงงานที่ควรจะเป็น” 
แต่เนื่องจากโครงการฝึกอบรมนักสื่อสารแรงงานได้รับความร่วมมือจากนักข่าวแรงงาน อีกทั้งเนื้อหาการอบรมยังสอดรับกับเวทีเสวนาทั้งสองหัวข้อ ที่ประชุมจึงเห็นควรผนวกเอาการทำงาน 2 เรื่องไว้ด้วยกัน โดยอาจเพิ่มกำหนดการจัดเลี้ยงมื้อค่ำต่อท้ายการอบรม เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุม ในฐานะตัวแทนภาคีแรงงานของโครงการ กับนักข่าวกระแสหลัก ซึ่งยินดีเป็นวิทยากรอย่างน้อย 4-5 คน ได้มีโอกาสสังสรรค์และกระชับความสัมพันธ์ ด้านหนึ่งภาคีแรงงานของโครงการจะมีสายสัมพันธ์กับสื่อ สามารถติดต่อขอความร่วมมือในโอกาสต่อๆไป ขณะที่ฝ่ายนักข่าวก็หวังว่าตัวแทนภาคีแรงงานของโครงการจะกลายเป็นนักแจ้งข่าวและนักสื่อสารแรงงาน เป็นแหล่งข่าวที่มีคุณภาพ ความต้องการของทั้งสองฝ่าย ถือได้ว่าสอดรับกับความต้องการในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเพื่อสร้างความเข้าใจ “ความเป็นแรงงาน” อันเป็นวัตถุประสงค์หลักข้อหนึ่งของโครงการ
 
นอกจากนั้น ที่ประชุมได้มอบหมายให้คุณวาสนา ในฐานะผู้ประสานงาน รับผิดชอบการจัดทำเอกสารแนะนำแนวทางการประสานงานกับสื่อกระแสหลักเพื่อแจกให้แก่ผู้เข้าอบรม ในฐานตัวแทนภาคีแรงงานของโครงการ โดยใช้แนวทางตาม “คู่มือการทำงานกับสื่อมวลชนของสหภาพแรงงาน” แต่ให้ปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัย และทำเป็นฉบับย่อ เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปใช้
 
ประเด็นที่ 3 การสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับสื่อเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนประเด็นทางนโยบาย ตามแผนงานเดิม โครงการตั้งใจเตรียมแผนทำข่าวเปิดตัวชุดโครงการของแผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน แต่เนื่องจากโครงการย่อยต่างๆของแผนงานฯมีการทำสัญญาไม่พร้อมกัน และจนถึงปัจจุบันยังไม่แล้วเสร็จ นางสาวบุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์ ในฐานะตัวแทนฝ่ายแผนงานฯแจ้งว่าจะติดตามเรื่องและประสานงานกับโครงการ โดยคาดหวังว่าจะสามารถมีข้อสรุปและนำเรื่องเข้าหารือกับที่ประชุมครั้งต่อไป
อีกเรื่องหนึ่งคือ การจัดประชุมร่วมระหว่างสื่อ สสส. กับสื่อสายแรงงาน และอาจจะรวมนักสื่อสารแรงงานที่ผ่านการอบรมของโครงการ คุณวาสนาในฐานะผู้รับผิดชอบเรื่องนี้และมีความใกล้ชิดกับนักข่าวเห็นว่า การเชิญนักข่าวบ่อยครั้งอาจกลายเป็นเรื่องเสียเวลา ต่างจากการเชิญให้มาทำข่าว ซึ่งถือเป็นงานหลักอยู่แล้ว ดังนั้น การจัดให้มีการพบปะสังสรรค์และกระชับความสัมพันธ์จึงควรจัดหลังการประชุมที่มีการเชิญนักข่าวสายแรงงานมาอยู่แล้ว เช่น กรณีโครงการฝึกอบรมนักสื่อสารแรงงาน ถ้ามีการจัดเลี้ยงมื้อค่ำ ควรเชิญสื่อ สสส. มาร่วมด้วย อย่างนี้เป็นต้น
 
ประเด็นที่ 4 เตรียมแผนการทำงานและการจัดประชุมครั้งต่อไป
 
ที่ประชุมปรับแผนการทำงานให้สอดรับกับสิ่งที่ได้จากการประชุมในประเด็นที่ 1-3 และกำหนดให้มีการทำงานเพื่อนำเสนอประเด็นในการประชุมครั้งต่อไป ดังต่อไปนี้
4.1 สรุปโครงการฝึกอบรมทักษะนักสื่อสารแรงงาน 
– การประสานผู้เข้าอบรม คุณสุมาลี ลายลวด รับผิดชอบเรื่องการออกจดหมายไปยังศูนย์แรงงานต่างๆที่กำหนดไว้ตามเงื่อนไขของโครงการ เพื่อแจ้งความประสงค์และเงื่อนไขในการคัดเลือกผู้เข้าอบรม 
– เรื่องสถานที่  ครั้งแรกคุณวาสนา รับผิดชอบประสานงาน  ครั้งที่สองคุณวาสนารับผิดชอบประสานงาน ส่วนการอบรมที่ภูเก็ตให้รอคุณบุษยรัตน์และคุณวาสนาประสานงาน แล้วนำเรื่องเข้าหารือในที่ประชุมอีกครั้งหนึ่ง 
– เรื่องหัวข้อในเวทีเสวนา “เรื่องจริงจากพื้นที่” ให้ตัวแทนแต่ละพื้นที่เตรียมนำเสนอหัวข้อและรายชื่อวิทยากร 
– เรื่องการเชิญนักข่าวเป็นวิทยากร คุณวาสนารับผิดชอบประสานและติดตาม
 
4.2 การฝึกอบรมทักษะในการทำวีดีทัศน์ เนื่องจากที่ประชุมต้องการฝึกแรงงานให้ได้มากกว่าสัญญาที่กำหนดไว้ 10 คน ประกอบกับมีการเชื่อมร้อยแผนการทำงานข้ามประเด็นที่เขียนไว้ในสัญญา และมีการเพิ่มจำนวนครั้งในการอบรมเป็นพิเศษอีกครั้งหนึ่งที่จังหวัดภูเก็ต โดยผนวกเอาการอบรมทักษะนักสื่อสารแรงงานและการอบรมทักษะในการทำวีดีทัศน์มาทำในคราวเดียว คุณศิริพร ยอดกมลศาสตร์ เสนอว่าจะทำการปรับงบประมาณให้สอดรับกับแผนการทำงานใหม่ และจะนำเสนอต่อที่ประชุมครั้งต่อไปว่ามีงบประมาณเพียงพอที่จะเพิ่มจำนวนผู้เข้าอบรมทักษะในการทำวีดีทัศน์ได้หรือไม่ 
สำหรับเนื้อหาในการฝึกอบรมนั้น คุณวิชัยในฐานะผู้มีประสบการณ์และเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง จะนำเสนอรายละเอียดเบื้องต้นต่อที่ประชุมครั้งต่อไป
4.3 แนวทางในการจัดการ งบสนับสนุนการผลิตสื่อของผู้ผ่านการฝึกอบรม กลุ่มละ 20,000 บาท ให้นางสาววาสนา ลำดี และนางสาวสุมาลี ลายลวด ประสานงานกับ สสส. เพื่อขอคำชี้แนะในการทำสัญญาจ้างแบบเหมา
4.4 การจัดทำเว็บไซด์แรงงาน ให้คุณวิชัยเป็นผู้รับผิดชอบ และการประชุมครั้งต่อไปให้เชิญตัวแทนภาคีแรงงานของโครงการร่วมกำหนดกรอบเนื้อหาในเว็บไซด์
4.5 ระบบการเงิน ให้คุณสุมาลีรับผิดชอบประสานงานกับ สสส.  
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
 
บันทึกการประชุม การสร้างนักสื่อสารแรงงาน โครงการ การพัฒนาสื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนขบวนการแรงงาน สนับสนุนโดย แผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม 2553  เวลา 09.00-12.00 น. ณ ห้องประชุมศุภชัย  ศรีสติ ศรีสติ มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย  เขตราชเทวี กรุงเทพฯ ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย สื่อมวลชนจากบางกอกโพสต์  สำนักงานสื่อสาธารณะทีวีไทย ผู้นำแรงงาน และทีมบริหารโครงการจำนวน 12 คน
 
นายวิชัย นราไพบูลย์ ผู้จัดการโครงการฯ แจ้งกำหนดการจัดอบรมที่ภูเก็ต วันที่ 7-8 สิงหาคม 2553 คณะทำงานจะเดินทางด้วยรถตู้ ส่วนสื่อมวลชนให้เดินทางด้วยเครื่องบิน 2 ท่าน ที่เหลือเป็นการประสานงานกับสื่อท้องถิ่นและทีวีไทย ทางโครงการปฏิเสธงบประมาณสนับสนุนที่แผนงานฯประสานให้ เนื่องจากการสนับสนุนงบประมาณมีเงื่อนไขให้งบสนับสนุน 50,000 บาท สำหรับสื่อมวลชน 5 ท่าน โดยผู้สื่อข่าวที่เดินทางด้วยงบประมาณนี้จะต้องเขียนบทความท่านละ 1 ชิ้น พี่น้องสื่อมวลชนเห็นว่าเป็นเรื่องไม่สะดวก และอาจส่งผลกระทบต่อการเป็นวิทยากรในการอบรม จึงหารือร่วมกับคณะทำงานและตกลงที่จะไม่รับงบสนับสนุน แต่ให้เจียดเอาจากงบประมาณที่มีอยู่ โดยให้พี่น้องแรงงานที่ภูเก็ตช่วยบริหารโครงการอย่างประหยัด ทั้งค่าใช้จ่ายด้านที่พัก อาหาร ฯลฯ
หลังจากนั้นนายวิชัยได้แนะนำ นายสาธิต ดิษโยธิน สำนักงานสื่อสารสาธารณะ ขณะนี้กำลังดำเนินโครงการมุมมองผู้หญิง 14 จังหวัดภาคใต้ เป็นโครงการฝึกนักข่าวผู้หญิง สอนตั้งแต่วิธีเขียนข่าว ถ่ายทำ ตัดต่อ เพื่อให้เสนอเรื่องราวจากพื้นที่ และมีบางช่วงเวลาของทีวีไทยพร้อมนำเสนอ อาทิ นักข่าวพลเมือง หนังสั้น ฯลฯ นอกจากการประสานให้พี่น้องแรงงานภาคใต้ได้มีโอกาสเข้ารับอบรมในโครงการนี้ คุณสาธิตยืนยันว่าทีวีไทยยินดีให้ความร่วมมือ ทั้งเป็นวิทยากรและการเผยแพร่ตามความเหมาะสม 
 
นายวิชัยยังเสริมอีกว่า ทั้งตนเองและคุณสาธิตต่างเป็นนักดนตรีและทำงานด้านสื่อ เป็นคนสายเดียวกันทำให้พูดคุยกันได้ง่าย อีกทั้งโครงการที่ทำยังมีลักษณะคล้ายกัน เชื่อว่าการประสานงานกับทีวีไทยผ่านคุณสาธิตน่าจะดำเนินต่อไปได้ดี 
เมื่อเปิดเวทีให้ตัวแทนแรงงานเล่าถึงปัญหาอุปสรรคในการประสานคนเข้ารับอบรม คุณวิสุทธิ์ เรืองฤทธิ์ เล่าว่า ที่สมุทรปราการมีผู้สนใจเข้าอบรมจำนวนมาก แต่พอรู้ว่าต้องร่วมกับโครงการต่อเนื่องตลอด 2 ปี ทำให้คัดเหลือเพียง 6 คนได้ไม่ยากนัก
 
นายสมศักดิ์  สุขยอด ประธานกลุ่มสหภาพแรงงานภาคตะวันออก กล่าวถึงปัญหาของภาคตะวันออกที่ยังไม่ได้นำเรื่องเข้าที่ประชุม เนื่องจากผู้เป็นตัวแทนที่เข้าร่วมประชุมกับโครงการเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2553 และมีหน้าที่นำเรื่องเข้าที่ประชุมภาคตะวันออก คือคุณสราวุธ ขันอาสา เกิดอุบัติเหตุและบาดเจ็บทำให้ขาดประชุม หลังจากถกเถียงในเรื่องหลักการและแนวทางปฏิบัติ ภาคตะวันออกยืนยันจะส่งคนเข้าอบรม 3 ส่วน คือตัวแทนคนงานที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรมอมตะ บ่อวิน และแหลมฉบัง ส่วนแนวทางแก้ไขปัญหาคือ โครงการจะจัดส่งรายงานและจดหมายเชิญต่างๆทางไปรษณีย์ เพิ่มเติมจากการติดต่อผ่าน e-mail ส่วนตัวของแกนนำแรงงานบางท่าน
 
นางสาวศิริพร ยอดกมลศาสตร์ ขอให้ร่วมกันพิจารณากำหนดการฝึกอบรม (จากบันทึกการประชุมเตรียมงานการดำเนินกิจกรรมโครงการฯ วันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม 2553) ว่าจัดสรรเวลาได้เหมาะสมหรือไม่ ควรจะเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมอะไรอีกบ้าง
 
นางสาวเพ็ญจันทร์ เจริญสุทธิพันธ์ เสนอให้จัดทำแบบฟอร์มการเขียน คล้ายๆให้เติมคำในช่องว่าง เช่น คำนำ เนื้อเรื่อง สรุป หรือให้นำเรื่องที่เขียนพิมพ์ลงคอมพิวเตอร์แล้วนำขึ้นจอโปรเจคเตอร์ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้เห็นการแก้ไขงานเขียนร่วมกัน โดยคนเขียนไม่จำเป็นต้องเป็นคนพิมพ์งานเองก็ได้ ที่สำคัญ ผู้เข้าอบรมทุกคนต้องมีโอกาสได้เขียน อาจจะใช้เรียงความที่ให้ส่งมาก่อนเป็นเครื่องมือก็ได้
 
นายสาธิต ดิษโยธิน เห็นว่า การเขียนให้เป็นจะต้อง จับประเด็นและเขียนให้ได้ การเขียนให้เป็นข่าว ถ้าให้คนมาสอน ไม่ต้องใช้นักข่าวมากมาย นักข่าวมีหน้าที่แค่ตรวจและชี้แนะ โครงการต้องเน้นสร้าง training for trainer 
 
นางสาวศิริพร ชี้แจงเพิ่มเติมว่า โครงการวางการทำงานไว้ 3-4 ขั้นตอน คือ 
(1) การอบรมนักสื่อสารแรงงาน เริ่มจากให้ผู้เข้าอบรมเขียนเรียงความ 1 หน้า วันอบรมให้นำการบ้านเหล่านั้นมาดูและให้คำชี้แนะ จากนั้นจัดเวทีเสวนาเพื่อให้ทดลองจับประเด็น เขียนข่าว นำเสนอ แล้วให้นักข่าวช่วยเติมเต็มในตอนท้าย ทั้งนี้การแบ่งกลุ่มจะใช้อัตราส่วนพี่เลี้ยงนักข่าว 1 คน นักวิชาการ 1 คน ต่อผู้เข้าอบรมประมาณ 5-6 คน
(2) ให้แต่ละกลุ่ม/ศูนย์คัดเลือกคนที่มีความพร้อมมากที่สุดกลุ่ม/ศูนย์ละ 1-2 คน มาฝึกอบรมหลักสูตรตัดต่อวีดีโอ 
(3) การจัดทำหนังสือพิมพ์แรงงานเดือนละฉบับ ระหว่างพฤศจิกายน 2553 ถึงตุลาคม 2554 รวม 12 ฉบับ
(4) การจัดสรรงบประมาณจำนวนหนึ่งให้ผู้ผ่านการฝึกอบรมได้ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม
 
เมื่อนายสาธิตตั้งคำถามเกี่ยวกับมาตรฐานของนักข่าว นางสาวเพ็ญจันทร์ตอบทันทีว่า บรรทัดฐานนักข่าวคือ สื่อได้ว่าเกิดผลกระทบอะไร อย่างไร (มีสูตรเช็คง่ายๆคือ ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร และเกิดผลกระทบอะไร) จากนั้นคุณสาธิตได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า ควรจะกำหนดเรื่องหรือประเด็นที่ชัดเจนให้กับผู้เข้าอบรมเขียนรายงาน เช่นให้เขียนเรื่องเกี่ยวกับความปลอดภัย หรืออะไร พร้อมยกตัวอย่าง มิเช่นนั้นเรื่องจะหลากหลายเกินไป นายสมศักดิ์สนับสนุนว่า นอกจากกำหนดกรอบไม่กี่เรื่อง น่าจะกำหนดเทคนิคหรือเครื่องมือด้วย เช่น เขียนตามแบบฟอร์ม “คำนำ เนื้อเรื่อง สรุป” หรือต้องเขียนตามโจทย์ที่นางสาวเพ็ญจันทร์แนะนำ “ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร” 
 
 
นางสาวศิริพรแสดงความคิดเห็นต่างออกไปว่า การให้หัวข้อชัดเจนอาจจะทำให้คนเขียนติดกรอบ คิดซ้ำๆ การให้อิสระในการเลือกเขียนอาจจะทำให้เห็นมิติที่ต่างออกไป และสามารถแนะนำได้ว่าสิ่งที่คนงานขาดหายไปคืออะไร ที่สำคัญ โครงการนี้มีเป้าหมายหลายระดับ คือ
 
ระดับที่ 1 ส่งข่าวได้ มีตั้งแต่ทำคู่มือ ให้เบอร์โทร สานสัมพันธ์กับนักข่าว ฯลฯ
 
ระดับที่ 2 เขียนข่าวเป็น คือเข้าใจวิธีการเขียน ภายใต้แนวคิด ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร
 
ระดับที่ 3 เสริมเทคนิคการผลิตสื่อหลากหลายประเภท ทั้งวีดีทัศน์ หนังสือพิมพ์ อินเตอร์เน็ต
 
หลังระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับกำหนดการฝึกอบรม ที่ประชุมได้จัดทำกำหนดการฝึกอบรมใหม่ ดังนี้
08.00 – 09.00 น. ลงทะเบียน
09.00 – 09.15 น. ชี้แจงวัตถุประสงค์และกำหนดการ
โดย นายวิชัย นราไพบูลย์ ผู้จัดการโครงการฯ
09.30 – 11.00 น. แบ่งกลุ่มผู้เข้าอบรม ในหัวข้อ “การเสริมทักษะการเขียน” (จากเรื่องเล่า)
รับฟังข้อเสนอแนะโดย วิทยากร ทีมสื่อมวลชน
11.00 – 11.15 น. เวทีนำเสนอ “คุณสมบัติที่ดีของนักสื่อสารแรงงาน”
โดย ตัวแทนจากทีมสื่อมวลชน
11.15 – 12.30 น. เวทีเสวนา “ เรื่องจริงจากพื้นที่ ”  โดย…..
 ดำเนินรายการโดย   คุณชาลี  ลอยสูง  ประธานสมาพันธ์แรงงานเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็คทรอนิคและโลหะยานยนต์แห่งประเทศไทย
12.30 – 13.30 น. รับประทานอาหารกลางวัน
13.30 – 15.30 น. จับประเด็นเขียนข่าว, แบ่งกลุ่มประมวลข่าว และวิเคราะห์ข่าว เขียนข่าวกลุ่มละ 1 ชิ้น
15.30 – 16.30 น. เวทีรายงานข่าว โดยตัวแทนกลุ่มนำเสนอทีละกลุ่ม
16.30 – 16.50 น. วิจารณ์ข่าวและเติมเต็มแนวทางในการพัฒนานักสื่อสารแรงงาน
โดย ทีมสื่อมวลชน และนักวิชาการ
16.50 – 17.00 น. ชี้แจง:  ฝึกอบรมแล้วทำอะไรต่อ?
โดยนายวิชัย  นราไพบูลย์ ผู้จัดการโครงการฯ
ปิดการฝึกอบรม
———————————————–
นายวิชัยอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการอบรมหลักสูตรตัดต่อวีดีโอว่า เป็นการฝึกทักษะการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการตัดต่อวีดีโอเป็นหลัก โดยใช้ภาพหรือเนื้อหาที่มีอยู่แล้ว ต่างจากโครงการนักข่าวพลเมืองของทีวีไทย ที่มีการฝึกทักษะขั้นสูงกว่า และต้องมีการฝึกถ่ายทำด้วย ในปี 2554 มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทยจะเขียนโครงการเข้าไปขอการสนับสนุนจากทีวีไทย ให้จัดอบรมนักข่าวแก่ผู้ผ่านการอบรมนักสื่อสารแรงงานของโครงการนี้ โดยคาดหวังว่า ผู้ผ่านการอบรมจะได้เป็นนักข่าวแรงงาน เป็นกระบอกเสียงที่สื่อให้สาธารณะได้รับทราบว่า ข่าวแรงงานไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องการประท้อง นัดหยุดงาน แต่จะต้องมีมิติที่เป็นมนุษย์ มีแง่มุมในการนำเสนอพลังด้านบวก การให้นักข่าวเข้าไปเจาะเรื่องแบบนี้อาจจะทำได้ยาก แต่ถ้าคนงานเล่าเรื่องได้เองจะทำได้ง่ายกว่า
 
นายสาธิต ดิษโยธิน อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรการผลิตนักข่าวทีวีไทย เป็นหลักสูตร 4 วัน ประกอบด้วย
วันที่ 1 ฝึกการเขียนสคริป
วันที่ 2 ฝึกถ่ายทำ
วันที่ 3 การตัดต่อ ประกอบด้วย การร้อยเรื่องโดยใช้เครื่องมือ+เนื้อหา เป็นการเล่าเรื่องด้วยภาพ
วันที่ 4 นำเสนอ โดยออกอากาศหรือนำไปเผยแพร่ด้วยตนเอง
ต่างจากการอบรมวีดีทัศน์ 1 วัน ที่มีข้อมูลหรือภาพอยู่แล้ว นำมาร้อยเรื่องทั้งแบบภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวโดยใช้โปรแกรมตัดต่อ เป็นการเอาเรื่องราวเข้าไปเชื่อมโดยใช้โปรแกรม อาจจะออกมาในรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งเสียง spot วีดีทัศน์ effect graphic ฯลฯ โปรแกรมที่นิยมใช้มีหลากหลาย เช่น movie maker, premier prog., avide เป็นต้น
ก่อนปิดประชุม นายวิชัยกล่าวถึงการจัดสรรสนับสนุนการผลิตสื่อกลุ่ม/ศูนย์ละ 20,000 บาท อาจจะทำออกมาเป็นจดหมายข่าวเดือนละฉบับหรืออะไรก็ได้ และการให้แต่ละกลุ่ม/ศูนย์ส่งตัวแทนเป็นกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์แรงงานของโครงการ และคุณสมศักดิ์เสนอเพิ่มเติมให้ประสานการทำงานผ่านทาง e-mail ในนามกลุ่ม/ศูนย์ ตลอดระยะเวลาของโครงการด้วย
 
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////
 
ประชุมเตรียมแผนการทำงานกับสื่อ วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม 2553 เวลา 13.00-18.00 น. โครงการ การพัฒนาสื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนขบวนการแรงงาน สนับสนุนโดยแผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน ณ ห้องประชุมศุภชัย  ศรีสติ ศรีสติ มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย  เขตราชเทวี กรุงเทพฯ ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย ผู้นำแรงงานในพื้นที่ และผู้ดูแลโครงการฯจำนวน 10 คน
 
นายวิชัย  นราไพบูลย์ แจ้งในที่ประชุมถึงประเด็นที่จะหารือในการประชุมครั้งนี้เพื่อเตรียมการทำงานกิจกรรมต่อไป ในระยะเวลาอันใกล้นี้ที่จะต้องทำหลายประเด็นเช่น การลงพื้นที่ภาคตะวันออกเพื่อจัดเวทีสานสัมพันธ์สื่อท้องถิ่นพบแรงงาน  การทำเว็ปไซต์แรงงาน การทำหนังสือพิมพ์แรงงาน และการกำหนดวันลงพื้นที่ศูนย์แรงงานจังหวัดภูเก็ต และที่ประชุมได้อภิปรายหารือประเด็นต่างๆ กันหลากหลาย โดยสรุปคือ
 
ประเด็นที่ 1. การลงพื้นที่ให้ดูจังหวะ ช่วงเวลาในการลงไปทำข่าว หาข่าว เขียนข่าว ภาพ และทำสรุปส่งให้กับนักข่าวท้องถิ่น โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความไม่ปลอดภัยในการทำงาน อุบัติเหตุจากการทำงาน ซึ่งประเด็นปัญหาของกลุ่มภาคตะวันออก เนื่องจาก สื่อส่วนกลางได้มีการนำเสนอปัญหาเยอะพอสมควร เช่น ข่าวคนงานไทยคูนถูกยิง  ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ แต่ทางกลุ่มฯยังไม่มีการติดตามหรือชงประเด็นต่อเพื่อให้เป็นข่าวอย่างต่อเนื่อง ชี้ให้เห็นสถานการณ์จริงเพื่อที่จะได้เห็นช่องทางในการที่จะใช้ประโยชน์จากสื่อให้มากที่สุด และกำหนดวันเวลาในการลงพื้นที่ในวันที่ 24 ตุลาคม 2553 เป้าหมายเพื่อสร้างเวทีสื่อพบแรงงานประสานการทำงานร่วมกัน    โดยมีประเด็นพูดคุยคือ  ความปลอดภัย , กรณีมาบตาพุด , สิ่งแวดล้อม ,การรณรงค์การย้ายทะเบียนบ้านสำหรับการเลือกตั้ง 
 
ประเด็นที่ 2. เรื่องการทำเว็ปไซต์ คุณวิชัย นราไพบูลย์ แจ้งว่าการทำเว็ปไซต์ของแรงงานที่คิดไว้คือให้ผู้เข้าร่วมฝึกอบรมสามารถนำเรื่องที่ฝึกอบรมทั้งหนังสือพิมพ์และวิดีโอ สามารถนำขึ้นเว็ปไซต์ได้ รวมทั้งมีแนวคิดที่จะทำสื่อออนไลท์ด้วย
 
ที่ประชุมช่วยกันคิดชื่อเว็ปไซต์ โดยให้ชื่อว่า Voicelabour หมายถึงเสียงสะท้อนของคนงาน ส่วนหนังสือพิมพ์ชื่อ ศูนย์ข่าวแรงงาน โดยคนงานเพื่อแรงงาน หรือ สื่อสารสังคมแรงงาน  
นางสาวศิริพร  ยอดกมลศาสตร์  เพิ่มเติมว่า มองไปถึงความเคลื่อนไหวของสื่อที่มีความฉับไว ไม่นิ่งทันสมัยอยู่ตลอดจะทำให้สร้างกระแสได้อย่างรวดเร็ว โดยอาศัยผ่านทางเฟตบุ๊ก เราสามารถขยายฐานได้มากซึ่งโดยตัวของเฟตบุ๊กเองก็เป็นข่าวอยู่แล้ว ความเคลื่อนไหวของข่าวสามารถนำไปมีอิทธิพลต่อสังคมได้ เกิดพลังของสื่อใหม่ 
 
ประเด็นที่ 3.  กำหนดวันอบรมการการผลิตสื่อวีดิทัศน์ เป็นวันที่ 4-5 หรือ 7-8 ตุลาคม 2553 ที่ประชุมมอบหมายให้คุณวาสนา ลำดี เป็นผู้ประสานผู้เข้าร่วม
 
ประเด็นที่ 4.  เรื่องการสนับสนุนงบประมาณจาก สสส.ในการลงพื้นที่ศูนย์แรงงานจังหวัดภูเก็ตที่จะมีงบให้ 50,000 บาทนั้น แต่นักข่าวจะต้องเขียนข่าวให้ทาง สสส.ด้วย ซึ่งตามที่กำหนดไว้เรามีนักข่าวลงไปด้วย 2 คนอยู่แล้ว และใช้สื่อในพื้นที่ด้วยน่าจะเพียงพอ จึงเห็นว่า ให้ใช้งบของโครงการเหมือนเดิมเพื่อสะดวกต่อการทำงาน ซึ่งการลงพื้นที่ศูนย์แรงงานจังหวัดภูเก็ตถือเป็นโครงการพิเศษ เนื่องจากอยู่ไกลค่าใช้จ่ายไม่เพียงพอ อาจลงไปได้แค่ครั้งเดียว แต่ทำให้ได้หลายอย่าง เดิมทีที่กำหนดไว้จากการประชุมที่ผ่านมาได้กำหนดไว้ที่ 10 คน ทั้งการอบรมเขียนข่าวและการตัดต่อสื่อวิดีทัศน์  ได้ประสานไปทางภูเก็ตแล้วว่าให้เขียนเรื่องเล่าจากการทำงาน  การประสานงานค่อนข้างติดขัดก็เลยใช้วิธีประชุมผ่านทางอีเมล์  โดยสรุปดังนี้
–  กำหนดวันสำหรับการจัดฝึกอบรมระหว่างวันที่ 7-8 สิงหาคม 2553 
–  วันแรกช่วงเช้า – บ่ายจะเป็นการฝึกอบรมการเขียนข่าว และช่วงเย็นจะเป็นเวทีประสานสื่อท้องถิ่นมาพบปะแลกเปลี่ยนสร้างความเข้าใจในการทำงานร่วมกัน ระหว่างสื่อท้องถิ่นกับสหภาพแรงงาน
–  วันที่สองจะเป็นการฝึกอบรมผลิตสื่อวีดิทัศน์  โดยให้นำโน๊ตบุ๊กมาด้วย และให้ประสานนักตัดต่อ VDO ของสื่อท้องถิ่น ซึ่งช่วงเช้าจะให้นักข่าวท้องถิ่นมาช่วยเรื่องการเขียนข่าวให้สั้นลงรวมทั้งการใช้ภาพด้วย 
–  นางสาวศิริพร  ยอดกมลศาสตร์  เสนอเรื่องเวทีจำลอง ควรหารือกับทางภูเก็ต ต้องให้เจ้าบ้านเป็นผู้กำหนดว่าจะมีประเด็นไหนที่น่าสนใจในการนำเสนอ ควรให้เขาต้องพูดเอง และให้แจ้งเรื่องเงื่อนไขการต่อเนื่องของการทำงานเนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญ 
–  ส่วนกำหนดการ การตัดต่อ VDO ให้ใช้รูปแบบของคุณวิชัย ที่เคยฝึกให้กับคนงานมาแล้ว 
 
ประเด็นที่ 5.  เรื่องการทำเสื้อ ที่ประชุมมีข้อสรุปร่วมกันที่จะให้ทำเสื้อนักสื่อสารแรงงาน เพราะจะได้มีสัญลักษณ์เฉพาะของการเป็นนักสื่อสารแรงงาน และได้มอบหมายให้คุณสุมาลี ประสานไปทางแผน หารือว่าเป็นไปได้หรือไม่ เพื่อดำเนินการให้ทันในการอบรมครั้งแรกที่จังหวัดภูเก็ตที่จะถึงนี้
 
สุดท้าย นายวิชัย นราไพบูลย์  กล่าวถึงการให้การสนับสนุนงบการผลิตสื่อของผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม ซึ่งเป็นโครงการย่อย ศูนย์ละ 20,000  บาท น่าจะให้แต่ละศูนย์ฯ ทำจดหมายข่าวเดือนละหนึ่งฉบับในระยะเวลา 1 ปี ที่เหลืออาจให้ทำวีดิทัศน์และอื่นๆ แล้วแต่ศูนย์จะเห็นสมควร 
 
/////////////////////////////////////////////////////////////////////////
 
สรุปรายงานการฝึกอบรมนักสื่อสารแรงงาน ศูนย์แรงงานจังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2553 ณ ห้องประชุมระฆังทอง โรงแรมทวิน อินน์ จังหวัดภูเก็ต จัดโดยโครงการการพัฒนาสื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนขบวนการแรงงาน  มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย สนับสนุนโดย แผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  ผู้เข้าร่วมอบรมประกอบด้วยผู้นำสหภาพแรงงาน สหพัน์แรงงานรวม 10 คน ทั้งนี้ได้มีสื่อมวลชนส่วนกลางเป็นวิทยากรอบรม 2 คน คือ นางสาวเพ็ญจันทร์ เจริญสุทธิพันธ์ สื่อมวลชนหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ และ นายชัยภัทร ธรรมวงษา  สื่อมวลชนหนังสือพิมพ์แนวหน้า โดยมีกรณีศึกษาจากพื้นที่ 4 คน ผู้สังเกตการณ์จากแผนงาน และโครงการ 5 คน รวมทั้งหมด 21 คน
นายวิชัย นราไพบูลย์ ผู้จัดการโครงการการพัฒนาการสื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนขบวนการแรงงาน มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย กล่าวถึงการลงพื้นที่อบรมนักสื่อสารแรงงานที่ศูนย์แรงงานจังหวัดภูเก็ตในครั้งนี้ว่า เนื่องจากมูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทยได้รับการสนับสนุนทุนจากแผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน สสส.ให้มีการจัดอบรมนักสื่อสารแรงงาน ซึ่งครอบคลุมศูนย์แรงงาน 9 แห่ง ซึ่งเป็นศูนย์ปฏิบัติการแรงงานของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย 6 แห่ง ศูนย์แรงงานของสภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยเนื่องจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย 3 แห่ง ศูนย์แรงงานจังหวัดภูเก็ต เป็นศูนย์แรกที่มีการจัดอบรม ซึ่งทางโครงการการพัฒนาสื่อฯให้ความสำคัญ และถือเป็นพื้นที่พิเศษที่ต้องลงมาอบรม ซึ่งเดิมทีจะให้ศูนย์แรงงานจังหวัดภูเก็ตส่งตัวแทนเข้าร่วมอบรมในส่วนกลางเพียง 2 คน ในการลงมาอบรมให้ทางศูนย์แรงงานจังหวัดภูเก็ตในพื้นที่ครั้งนี้ ก็เพื่อให้ทางศูนย์ได้มีทีมทำงานได้มากขึ้น โดยให้สิทธิในการส่งผู้แทนเข้าอบรมจำนวน 10 คน และจัดอบรมการเขียนข่าวในวันที่ 7 สิงหาคม 2553 และจะจัดอบรมการจัดทำข่าวสารคดีตัดต่อวิดีทัศน์ ในวันที่ 8 สิงหาคม 2553 ให้ด้วย พร้อมกันนี้ยังมีโครงการจัดให้มีการพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างสื่อมวลชนกระแสหลัก กระแสรองในท้องถิ่น รวมทั้งโครงการการพัฒนาสื่อฯ ยังมีสื่อมวลชนซึ่งถือเป็นพี่น้องที่มาจากส่วนกลางที่จะมาเป็นวิทยากรอบรมเสริมทักษะการเขียนข่าว และร่วมในการแลกเปลี่ยน ในวันสุดท้ายการฝึกอบรมในวันที่ 8 สิงหาคม ก็จะมีการวางแผนงานร่วมกัน กับทางแผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน และแผนงานโครงการการพัฒนาสื่อฯ ด้วยว่าฝึกอบรมทักษะการเขียนข่าวและการผลิตสื่อวิดีทัศน์แล้วจะทำอะไรต่อไป “การเสริมทักษะการเขียนข่าว” โดย นางสาวเพ็ญจันทร์ เจริญสุทธิพันธ์ สื่อมวลชนจากหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ และนาย ชัยภัทร ธรรมวงษา สื่อมวลชนหนังสือพิมพ์แนวหน้า ได้กล่าวถึงแนวทางการอบรมว่า จากการที่ได้มีการขอให้ผู้เข้าอบรมของศูนย์แรงงานจังหวัดภูเก็ต เขียนเรียงความเรื่องเล่าจากพื้นที่ พร้อมทั้งรายชื่อผู้เข้าอบรมให้กับทางทีมสื่อที่จะลงมาอบรมในวันนี้ได้รับรู้เรื่องราวพื้นฐานการเขียนหนังสือ และได้มีการคอมเม้นงานเขียนก่อนถึงวันอบรม แต่ผลปรากฏว่ามีผู้ส่งเรียงความมาเพียง 3 ท่าน จากผู้เข้าอบรม 10 ท่าน ทางทีมวิทยากร จึงได้ปรับวิธีการให้ผู้เข้าร่วมฝึกอบรม ฝึกเขียนย่อข่าวจากข่าวในจดหมายข่าวแรงงานปริทัศน์ เนื่องจากจดหมายข่าวฯ มีเนื้อหาข่าวที่รายงานไว้ครบถ้วนแล้ว และมีข้อมูลมากมายในข่าวๆ เดียว ถือว่า ทุกท่านที่เข้าอบรมได้หาข้อมูลมาครบถ้วนพร้อมต่อการเขียนข่าว จากข้อมูลที่มีให้สั้นลงและครบถ้วน โดยให้เวลา 15 นาที จากนั้นทางทีมงานอบรมจะนำงานที่ผู้เข้าอบรมเขียนมาอ่าน เพื่อแนะนำหรือเสริมทักษะการเขียนที่ขาดหายไปให้ครบถ้วนและให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้เรียนรู้ร่วมกัน 
 
ทีมวิทยากรแจกข่าวจดหมายข่าวฯให้กับผู้เข้าอบรมคนละ 1 ข่าว เพื่อให้คัดย่อข่าว เช่นข่าวขบวนการแรงงานยื่นข้อเรียกร้องวันแรงงานแห่งชาติ, ข่าวไม่มีบัตรเท่ากับคน , เรื่องขบวนการเหลือบสังคมหากินกับกองทุนสุขภาพคนไร้สถานะ และข่าวอื่นๆ ยังมีเรื่องที่ผู้เข้าอบรมเขี
ยนเองเพราะมองว่าเป็นเรื่องที่ใกล้ตัว 1 เรื่อง คือ ชุมชนภูเก็ตกับแรงงานข้ามชาติ
 
เวทีนำเสนอ คุณสมบัติที่ดีของนักสื่อสารแรงงาน ทีมวิทยากรสื่อทั้งสองท่านนำเสนอหลักโครงสร้างการเขียนข่าว หรือบทความ ต้องคำนึงเสมอว่า ใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร และเพื่ออะไร ข้อมูลอาจมีมาหลายทิศทาง เราจะต้องจับประเด็นมาเขียน โดยเริ่มจากการหาข้อมูล ต้องไวต่อข่าว และข่าวต้องประกอบด้วยอะไร? เช่นวันเวลา สถานที่ บรรยากาศ ต้องคำนึงถึงแหล่งข่าว บุคคล สิ่งของหรือวัตถุ คำนำหน้าหรือสรรพนาม เป็นต้น
 
จากนั้นได้มีการจัดเวที เสวนา เรื่องจริงจากพื้นที่ นำเสวนา โดยนายวิจิตร ดาสันทัด ประธานสหพันธ์แรงงานธุรกิจโรงแรม และบริการภูเก็ต นางดวงเดือน เพ็ชรสวัสดิ์ คนงานโรงงานสยามทูน่า และคุณปทิตตา ปจันทบุตร คนงานสยามสปา โดยให้วิทยากรเล่าเรื่องคนละ 10 นาที รวม 30 นาที ผู้เข้าร่วมจับประเด็นเขียนข่าว เป็นการปฏิบัติจากเหตุการณ์จริงในพื้นที่ครั้งนี้ให้เวลา 30 นาที ให้เขียนคนละไม่เกิน 20 บรรทัด นางสาวเพ็ญจันทร์ (โจ้) สรุปงานเขียน พร้อมข้อเสนอแนะส่วนที่ยังต้องปรับปรุงแก่ผู้เข้าอบรม ผลที่ได้อ่านงานเขียนย่อข่าว 
 
ข่าวที่ นายเฉลิมพล กรณีการเคลื่อนไหวร่างพระราชบัญญัติความปลอดภัยฯ เป็นการเขียนข่าวที่ยังขาดความเป็นระบบ ขาดองค์ประกอบความสำคัญของกฎหมาย เช่นองค์ประกอบความเป็นองค์กรอิสระ แต่ก็เข้าใจได้ เนื่องจากเป็นข่าวนี้เป็นข่าวที่ยากมาก หากเป็นคนที่ไม่เคยติดตามข่าวนี้มาก่อนจะไม่เข้าใจความละเอียดอ่อนของเนื้อความในกฎหมาย ซึ่งต้องหารายละเอียดความสำคัญของข่าวให้ได้ว่าข่าวนี้ที่ผู้เสนอกฎหมายต้องการเสนออะไรเป็นหลัก ความต้องการสื่อสารออกไปคืออะไร?
 
ส่วนข่าวของ นายสุพจน์ ถือว่า เป็นคนที่จับประเด็นข่าวได้ดี มีความตั้งใจจริง มีประเด็นปลีกย่อย เช่นองค์กรร่วมจัดมีจำนวนมาก แต่พื้นที่หน้าข่าวเรามีจำกัดก็ไม่จำเป็นต้องใส่องค์กรเหล่านั้นทั้งหมด ใส่เพียงองค์กรหลักๆ ก็ได้ มีการกำหนดภาพประกอบข่าว ในอนาคตคงเป็นบรรณาธิการข่าวได้ มีปัญหาอยู่บ้างตรงที่เนื้อหาข่าวซึ่งมีความสำคัญเขียนมาน้อยไป เพราะข่าวเรื่องพิษภัยจากการพัฒนาอุตสาหกรรม มีเนื้อหาเชื่อมโยงกันหลายกรณี ทั้งชุมชน คนงานเอกชน คนงานนอกระบบ คนงานรัฐวิสาหกิจ และยังมีนักวิชาการ
 
ข่าว นายธเรศ กรณีนี้เป็นประเด็นที่ผู้เขียนเป็นผู้ได้รับผลกระทบเองจึงสามารถนำข้อมูลมาเขียนเป็นสกรู๊ปข่าว บทความ หรือเขียนเป็นสารคดีชีวิตได้ หากสัมภาษณ์เพิ่มเติมจากข่าวที่เขียน เก็บเป็นข้อมูลเพิ่มได้อีก กรณีเรื่องความปลอดภัยจากการทำงาน มลพิษในชุมชนมาบตาพุด คนงานรัฐวิสาหกิจรถไฟ แรงงานนอกระบบ เรื่องนี้เล่นได้หลายข่าว
 
ข่าวของ นายจำรัส เป็นข่าวที่ยังขาดการระบุตัวบุคคล การเขียนข่าวนี้เป็นลักษณะการประชาสัมพันธ์ภายในองค์กร ไม่ใช่ข่าวส่งให้กับนักข่าวกระแสหลัก ซึ่งก็ใช้ได้
 
นายวิเชียร เนื่องจากข่าวยังขาดความพร้อมของเนื้อหาข่าว คือเนื้อหาไม่ครบถ้วน ข้อเสนอคือวิธีการทำข่าวแบบมืออาชีพต้องมีความพร้อม คนพร้อม เครื่องมือพร้อม เช่น เทปการบันทึกเสียง เพราะหากฟังไม่เข้าใจ จด
บันทึกไม่ทัน หากมีการบันทึกเสียงไว้ก็สามารถนำมาฟังทบทวน แต่ด้วยมารยาทต้องขออนุญาตแหล่งข่าวก่อนที่จะบันทึกเสียง ต้องมีเบอร์โทรศัพท์ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อได้ทันที เพื่อความสมบูรณ์ของข่าว ตรงนี้เป็นหัวใจคนทำข่าว องค์ประกอบแหล่งข่าว สภาพปัญหาอะไร เหตุที่เดือดร้อน ความต้องการ ซึ่งควรเขียนให้กระชับสั้นได้ใจความครบ 
 
นายชัยภัทร (อาร์ต) ข่าววิกฤตเศรษฐกิจ ของนายสัญญา เขียนได้ดีแต่ยังขาดการแบ่งวรรคตอน หน้ากระดาษ การเน้นใจความ ข้อความสำคัญ ซึ่งตรงนี้จะทำให้ข่าวมีความน่าสนใจมากขึ้น การเน้นสำคัญของข่าวที่ผู้เขียนเน้นไปที่รัฐก่อน ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไรเป็นเรื่องมุมมองของคนเขียนข่าว แต่หากเป็นนักสื่อสารแรงงาน หรือนักข่าวแรงงานควรจะเน้นไปที่สภาพปัญหาของคนงานก่อน เพื่อเป็นการให้ความสำคัญกับเนื้อหาข่าวคนงาน ข่าวของนายพงษ์พิธญ์ การเขียนยังขาดหลักการเขียนข่าวที่ว่า ใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร องค์ประกอบข่าวมีเพียงองค์กรแรงงาน จึงยังไม่ครบความเป็นข่าว 
 
ข่าวนายประสบ การเขียนข่าวเป็นการรายงานเพียงข้อเรียกร้อง จึงไม่ใช่ข่าว ขาดที่มา ที่ไปของข่าว แหล่งข่าว ซึ่งอาจต้องใช้การสัมภาษณ์เพิ่มเป็นต้น ซึ่งในอนาคตอาจมีมือเขียนข่าวที่ดีเกิดขึ้นในศูนย์แรงงานจังหวัดภูเก็ต โดยสรุปจากการเสริมทักษะการเขียนข่าวของทุกคน คือ ยังมีการตัวย่อในการเขียนข่าว ซึ่งหลักการหากจะย่อตำแหน่งหรือองค์กรแหล่งข่าว จะต้องใส่ชื่อตำแหน่งเต็ม องค์กรเต็มแล้ว วงเล็บตัวย่อ ทำให้คนอ่านสามารถเข้าใจ จากนั้นก็สามารถใช้ตัวย่อในการเขียนข่าวได้ ความสำคัญต่อข่าวคือ ชื่อ สกุล ตำแหน่ง สถานที่ต้องถูกต้อง องค์ประกอบข่าวคือ ใคร ทำอะไร  ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร ข่าวทุกข่าวจะต้องมีองค์ประกอบเช่นนี้ การใช้คำเชื่อมก็สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นคำว่า และ หรือ คือ จึง ทั้ง ก็ ฯลฯ ต้องดูเนื้อหาสาระให้สอดคล้องว่าประโยคนี้ควรเชื่อมด้วยอะไร เพื่อให้เกิดการไหลลื่นในการเขียน น่าอ่าน การย่อหน้า วรรคตอน การเน้นข้อความสำคัญ เป็นการชวนให้อ่านข้อความนั้น 
นายวิชัย นราไพบูลย์ กล่าวปิดกิจกรรมอบรมทักษะการเขียนข่าวโดยสรุปว่า การฝึกอบรมในครั้งนี้ ภาพโดยรวมผู้เข้าอบรมทุกท่านมีพัฒนาการงานเขียนได้ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว จากงานเขียนชิ้นแรกจะพบว่าอาจขาดความเป็นข่าว ขาดเนื้อหาความสำคัญของข่าว เน้นบางส่วนของข่าวที่อาจไม่ใช่ใจความสำคัญที่คนควรรับรู้ หรืออยากรู้ แต่เมื่อมีการ ปรับอีกครั้งโดยใช้โครงสร้างข่าวเดิม ผู้เข้าอบรมนักสื่อสารแรงงานก็สามารถมีโครงสร้างการเขียนครบถ้วนมากขึ้น แต่บางท่านยังติดเรื่องการเขียนข่าวแบบบทความ ซึ่งอาจต้องปรับบ้าง ซึ่งก็เป็นเทคนิคส่วนบุคคล ทีมวิทยากรเห็นว่า การเขียนข่าวต้องมีการฝึกฝน เขียนบ่อยๆ ให้เกิดเป็นทักษะ ครั้งนี้เป็นเพียงการเริ่มต้น ซึ่งต้องมีการพัฒนาสะสมประสบการณ์ ฉะนั้นให้ผู้เข้าร่วมอบรมทุกท่านควรต้องทำการบ้านเขียนข่าวส่งให้ทีมวิทยากรได้อ่านและช่วยกันปรับปรุง โดยการส่งงานผ่านทางคุณวาสนา ลำดี (นก) ผู้ประสานงานโครงการฯ
 
//////////////////////////////////////////////////////////////////
 
สรุปเวที “สนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วม ระหว่างสื่อมวลชนกระแสหลักและกลไก”แรงงาน วันที่ 7 สิงหาคม 2553 ณ ห้องอาหารโกอ่างซีฟูดซ์ จังหวัดภูเก็ต จัดโดยโครงการการพัฒนาสื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนขบวนการแรงงาน สนับสนุนโดย มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย แผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยผู้นำแรงงานในจังหวัดภูเก็ต สื่อมวลชนในพื้นที่ สื่อมวลชนส่วนกลาง ทีมผู้บริหารแผนงาน และโครงการจำนวน 16 คน เป็นเวทีสนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน โดยสรุปได้ดังนี้ 
 
นายวิชัย นราไพบูลย์ ผู้จัดการโครงการฯได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดพบปะสื่อมวลชนในพื้นที่ว่า เนื่องจากทางมูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทยได้รับการสนับสนุนจากแผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงา
น โดยการสนับสนุนจากสำนักงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้มีการจัดการอบรมนักสื่อสารแรงงาน และให้มีการพบปะแลกเปลี่ยนแนวคิดประสบการณ์ ปัญหาแรงงาน การทำงาน
กับสื่อมวลชน เพื่อสร้างเสริมสัมพันธภาพต่อกัน โดยให้สื่อเห็นแหล่งข่าว ซึ่งเป็นนักแรงงานโดยตรงกับส่วนของนักสื่อสารแรงงาน ผู้นำแรงงานได้รู้จักกับสื่อมวลชนทั้งสื่อมวลชนกระแสหลัก และกระแสรองในท้องถิ่น เพื่อการเชื่อมการทำงานร่วมกัน
 
นายวิจิตร ดาสันทัด ประธานสหพันธ์แรงงานธุรกิจโรงแรมและบริการภูเก็ตกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมว่า วันนี้เป็นวันดีที่ได้มีการพบปะกับสื่อทั้งในส่วนของสื่อส่วนกลางที่มาช่วยอบรมการเขียนข่าวให้กับคนงานภูเก็ต และยังร่วมรับฟังสภาพปัญหาคนงานในจังหวัดภูเก็ต ช่วงนี้ก็ยังมีปัญหาของคนงานชำแหละปลาทูน่า และคนงานสปา ที่ยังไม่ได้รับความเป็นธรรมจากนายจ้าง และรัฐ สหพันธ์แรงงานฯยังมีจุดบอดการสื่อสารส่งข่าว และไม่เข้าใจว่าสื่อมวลชนต้องการข่าวอย่างไร ต้องการให้เห็นเพียงภาพความเคลื่อนไหวยังไงให้เป็นข่าว พอเดือดร้อนต้องปิดถนนถึงจะเป็นข่าว?

1.  ต้องมองแรงงานที่เป็นแรงงานอิสระ หรือแรงงานที่เป็นแรงงานข้ามชาติ มีการแลกเปลี่ยนพูดคุยหรือว่าสื่อสนใจประเด็นแบบนี้ด้วยหรือไม่ เช่น แรงงานที่ทำงานนวดตามชายหาดกับแรงงานที่นวดสปามีสังกัดก็จะมีประกันสังคมดูแล ส่วนที่อยู่ตามชายหาดซึ่งได้ค่าแรงมากกว่าใครจะดูแล
2.  ประเด็นแรงงานข้ามชาติเป็นเรื่องที่นายจ้างต้องการมาก เพราะงานส่วนที่เขาทำจะเป็นงานที่คนไทยไม่ทำ แต่ในความต้องการก็จะผิดกฎหมายอยู่ด้วย มันหลากหลายมุมมองหลากหลายมิติ ในส่ว
นไหนที่เป็นปัญหาหรือกระทบสื่อก็จะนำเสนออยู่แล้ว บางทีก็มีชมรมดูแล หรือไม่ก็จะเป็นส่วนท้องถิ่น เทศบาลดูแลอยู่  ในเรื่องสวัสดิการก็คงไม่มี ก็หวังจากรายได้หลักที่จะต้องเก็บไว้ดูแลตัวเอง
 
สื่อมวลชนท้องถิ่นได้นำเสนอและเปลี่ยนสภาพปัญหาสรุปได้ดังนี้
 
1.  ปัญหาการประสานไปแล้วไม่มีใครที่จะต่อแหล่งข่าวแรงงานให้กับสื่อมวลชน 
2.  ปัญหาความไม่รู้จักกันระหว่างสื่อมวลชนกับแหล่งข่าวที่เป็นผู้นำแรงงานเจ้าของปัญหาเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดปัญหาการทำข่าวที่ไม่ครอบคลุมประเด็น 
3.  ปัญหาความไม่เข้าใจกันระหว่างสื่อมวลชนกับผู้นำแรงงาน จนเกิดปัญหาไม่เข้าใจกัน สื่อมวลชนถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกนายจ้าง ผู้นำแรงงานไม่ยอมให้ข่าว ทำให้สื่อมวลชนทำงานลำบาก นำเสนอข่าวด้านเดียว
4.  แรงงานไม่ค่อยมีการเสนอข่าวสารด้านดี หรือด้านบวก เช่น การทำงานร่วมกันพัฒนาสถานประกอบการ การร่วมมือกับนายจ้างในการทำงานร่วมกับท้องถิ่น ทำให้สื่อมวลชนลำบาก เพราะสื่อเองยังต้องทำงานกับนายจ้าง รัฐด้วย ซึ่งยังมีเรื่องอำนาจท้องถิ่นคุกคาม
5.  บ้างครั้งสื่อถูกหลอกให้ไปทำข่าว ได้ข้อมูลที่ไม่เป็นจริงทำให้ข่าวมีปัญหา เป็นข่าวไม่จริง 
 
ผู้นำแรงงานและนักสื่อสารแรงงาน ได้เสนอปัญหาการทำงานกับสื่อ โดยสรุปได้ดังนี้
 
1.  ปัญหาการทำงานของสื่อมวลชนสร้างความกังวล แรงงานกลัวว่าจะมาสืบข่าวไปให้นายจ้าง เพราะสื่อมวลชนไม่ค่อยแสดงตนว่าเป็นสื่อ ไม่ยอมบอกรายละเอียดเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแรงงาน จึงเกิดปัญหาความไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน
2.  ปัญหาแรงงานกลัว และไม่กล้าเข้าหาสื่อเพราะไม่รู้ว่าจะเข้าไปขอความช่วยเหลือให้นำเสนอข่าวอย่างไร ทำอย่างไรให้เป็นข่าว และต้องมีอะไรไปนำเสนอบ้าง เพราะส่วนใหญ่เห็นสื่อไปทำข่าวให้นายจ้างตลอด มีปัญหาก็ไม่กล้าบอกสื่อ
3.  ไม่มีข้อมูลสื่อมวลชน ไม่มีที่อยู่สื่อ ไม่รู้จักสื่อ เข้าไม่ถึงสื่อ ไม่รู้ว่าจะนำข้อมูลแบบไหนให้สื่อช่วยทำข่าว
 
ข้อเสนอต่อการแก้ปัญหาแนวทางการทำงานของสื่อมวลชนท้องถิ่นกับสื่อมวลชนส่วนกลาง สรุปได้ดังนี้
 
1.  การนำเสนอข่าวการเข้าถึงแหล่งข่าว แหล่งข้อมูล สื่อต้องแสวงหาข่าว ซึ่งควรเป็นหน้าที่ของสหพันธ์ที่จะช่วยประสานติดต่อให้ก็จะเป็นประโยชน์กับสื่อมวลชน เพราะการทำงานของสื่อมวล

ชนภูมิภาคจะต้องทำข่าวทุกเรื่องวันหนึ่งอาจมีข่าวสารมาให้ทำราว 20 เรื่องทั้งแรงงาน อาชญากรรม การเมือง ฯลฯ จึงเป็นหน้าที่ของแรงงานที่จะต้องมีแหล่งข้อมูลที่เข้าถึงง่าย ชี้เป้า หรือแหล่งข่าวได้ ในส่วนสหพันธ์แรงงานคงต้องทำหน้าที่ตรงนี้ ในส่วนของสื่อมวลชนส่วนกลางเราจะเจาะไปที่ผู้ประสานงานหาข้อมูล เพื่อต่อแหล่งข่าวซึ่งส่วนกลางมีความพร้อมด้านข้อมูลตัวประสานงาน และความหลากหลายของแหล่งข่าว 
2. นักสื่อสารแรงงานที่ผ่านการอบรมควรมีการเขียนข่าวสำเร็จสื่อสารกับทางสื่อท้องถิ่น ให้ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารความเคลื่อนไหวตลอดเวลา ซึ่งข่าวนั้นอาจถูกนำไปเขียน หรืออาจถูกเก็บไว้เป็นข้อมูลวัตถุดิบที่จะเขียนในครั้งต่อไป
3.  ให้ทางสหพันธ์แรงงานเป็นศูนย์รวมของการประสานงาน มีเบอร์โทรของแหล่งข่าวผู้นำแรงงาน ข้อมูลด้านแรงงาน สภาพปัญหาแรงงานในพื้นที่
4.  ให้แรงงานมีการทำข่าวเชิงบวกเพื่อเปิดภาพลักษณ์ใหม่ๆ สร้างการทำงานร่วมกับทางนายจ้าง พัฒนาท้องถิ่น ส่งเสริมการท้องเที่ยว เพราะจังหวัดภูเก็ตมีเรื่องการท่องเที่ยวเป็นหัวใจ ข่าวเชิงบวกมีหลายรูปแบบ เช่นหากมีการขับเคลื่อนรณรงค์เรื่องประกันสังคม การสร้างความเข้าใจเรื่องสิทธิสวัสดิการให้แรงงานได้รับรู้ การขับเคลื่อนด้านนโยบายความปลอดภัยในการทำงาน คือต้องสามารถตอบได้ว่าแรงงานได้ชุมชนได้ด้วย ผู้นำแรงงานต้องมีการทำงานมวลชนด้วย สร้างสัมพันธ์กับชุมชน ช่วยเหลือคนในชุมชน เพราะแรงงานมักถูกมองว่าเป็นประชากรแฝงในชุมชนเราต้องทำให้ชุมชนเข้าใจ และเข้าไปมีส่วนร่วม สร้างกระแสข่าวเชิงบวก
 
5.  นักสื่อสารแรงงานควรมีบทบาทการทำงานกับสื่อมากขึ้น มีการส่งข่าวสารติดต่อกัน ต้องไม่หลอกสื่อไปทำข่าว จริงใจต่อกัน คือต้องเปิดเผยข้อมูลความเป็นจริง ให้สื่อรับรู้และร่วมกันหาทางออกการทำงานข่าวสารร่วมกัน โดยอาจต้องมีการพบปะกันทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ และอย่ามองว่าสื่อมวลชนเป็นพวกนายจ้าง เพราะสื่อมวลชนมีหน้าที่ทำข่าว นายจ้างเชิญไปทำข่าวก็ไป แรงงานก็เช่นกันหากเชิญสื่อมวลชนไปทำข่าวสื่อก็ไป ซึ่งสามารถเข้าไปหาสื่อมวลชนได้ที่ห้องนักข่าวประจำที่สำนักงานจังหวัดภูเก็ต หรือตามทำเนียบสื่อมวลชนที่ให้ไว้ ผู้นำแรงงานเสนอแนวการทำงานร่วมกันโดยสรุปว่า  ตัวอย่างของเมโมเรียล บีชการ์ด ได้รับการฝึกอบรมจากจากวิทยากรออสเตเลีย บีชการ์ดทำงานร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ดูแลทั้งจังหวัดภูเก็ต สหภาพแรงงานจะรับงานเข้ามาและกระจายงานให้บีชการ์ด ระบบต่างๆ มีที่ปรึกษาจากต่างประเทศที่เข้ามาดูแลตรงนี้ คือ หากชมรมผู้สื่อข่าวต้องการติดต่อหรือจะทำข่าวสามารถเข้าได้ อย่างไม่เป็นทางการ และทางสหพันธ์แรงงานฯสามารถทำการประสานงานให้ได้ บางครั้งการติดต่ออย่างเป็นทางการ ต้องผ่านหลายขั้นตอนมาก จังหวัดภูเก็ตสังคมมันแคบ คนงานพร้อมที่จะถูกเลิกจ้างได้ตลอดสหพันธ์แรงงานฯ พาคนงานไปเดินขบวนหน้าโรงแรมนายจ้าง อยู่มาวันหนึ่งก็อาจได้รับเชิญไปงาน ไปนั่งกินข้าวโต๊ะตรงข้ามกัน พอดี หรือบางวันเดินไปเที่ยว Big-C เจอกันกับนายจ้าง สหพันธ์แรงงานฯพยายามที่จะทำงานในเชิงสร้างสรรค์ เน้นไปทางป้องปรามไม่ให้เขากระทำ แต่ว่าบางครั้งก็รู้สึกอึดอัดเหมือนกัน ในศาลแรงงานเหมือนกัน ทำไมศาลจะต้องพยายามไกล่เกลี่ยให้ลูกจ้างยอมรับทุกครั้งไป ทำไมเมื่อลูกจ้างถูกกระทำ ทำไมศาลไม่ตัดสิน วันนี้นักสื่อสารแรงงาน ก็ได้ให้แรงงานมาสะท้อนปัญหา 2 กรณี คือโรงงานทูน่า กับคนงานสปา เพื่อให้นักข่าวฝึกหัดได้ฝึกปฏิบัติจริง ส่วนรายละเอียดก็จะส่งข้อมูลให้ภายหลัง แรงงานต้องเปิด ซึ่งอาจมองเรื่องสิทธิ สวัสดิการ ค่าจ้าง แต่นักข่าวไม่ได้มองเรื่องเหล่านี้ อาจจะไปมองประเด็นเรื่องของลูกเมีย ความเดือดร้อนของครอบครัว ซึ่งอาจมองไปคนละมุมแต่ก็สามารถเป็นข่าวได้ มาสร้างความร่วมมือกันหลังจากนี้ และประเด็นที่สำคัญคือเรื่องสร้างสรรค์เราก็ควรที่จะทำร่วมกัน แต่ว่าเรื่องที่เป็นปัญหาหรือเป็นเรื่องที่กระทบ เราก็จะต้องจัดการและมาคิดร่วมกันจะปล่อยให้มันลอยนวลไม่ได้  ที่ผ่านมาที่เห็นภาพผู้สื่อข่าวกับผู้ประกอบการจะเป็นลบมาตลอด ภาพรวมของมันคือแรงงานทำงานตั้งรับมากกว่าที่จะรุก ฉะนั้นมาวันนี้ที่ได้คุยกันก็จะมีแนวทางที่จะป้องกันไปในตัวที่จะไม่ให้เกิดการร้องเรียนไปในระยะยาว โดยที่สถานประการจะรายงานเองก็ได้หรือผู้สื่อข่าวจะรายงานเองก็ได้ อย่างเช่นหน่วยสื่อทางใต้ต้องแสดงพลัง ส่วนแรงงานเองต้องให้ความรู้กับสมาชิกให้เข้าใจ สถานประกอบการที่จะเอาเปรียบก็จะลดลง ทำอย่างไรที่จะให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน ลดการเกิดปัญหาให้มากที่สุด ทำงานเชิงบวกเชิงสร้างสรรค์ให้มากที่สุด อยากให้สถานประกอบการเข้ามาร่วมกับพวกเราจะได้เข้าใจร่วมกัน ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ได้มาคุยกันวันนี้จะได้เข้าใจกันมากขึ้น
 
นายวิชัย นราไพบูลย์ ได้กล่าวปิดการประชุมแลกเปลี่ยนครั้งนี้ ในฐานะที่เป็นผู้ดูแลโครงการและทำงานที่พิพิธภัณฑ์แรงงานไทย อยากให้สังคมมองแรงงานในเชิงบวก คือเอาคุณค่าของผู้ใช้แรงงานมาบอกกับสังคมว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่านะ เราจะไม่เสนอด้านเดียวในการเดินขบวน เวลามารับผิดชอบเรื่องสื่อเราก็มีความเชื่อว่า สื่อเป็นกลางแน่นอน แต่เวลามีข่าวแล้วอาจจะมีการโน้มเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง เราเชื่อว่าอาจจะเป็นเพราะข้อมูลฝ่ายไหนหนักแน่นกว่า เหมือนกับพิพิธภัณฑ์แรงงานที่ประวัติศาสตร์ของประเทศเราอาจจะไม่รู้จักผู้ใช้แรงงานว่ามีคุณค่าต่อสังคม ผู้ใช้แรงงานในที่นี้หมายถึงทุกส่วนไม่ใช่เฉพาะคนทำงานในโรงงานหรือในชายหาดเท่านั้น เราพยายามบอกเล่าสิ่งเหล่านี้ว่าเขามีส่วนสำคัญอย่างไร เพราะฉะนั้นเราเชื่อว่าสื่อที่มีความเป็นกลางถ้าเราได้ให้ข้อมูลอย่างสมดุลแล้วคิดว่าสื่อจะต้องมีวิจารณญาณที่จะสร้างสรรค์สังคม ก็เหมือนกับทุกคนที่อยากจะสร้างสรรค์สังคมให้มันน่าอยู่ ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ ไม่มีความรุนแรง ปัญหาต่างๆก็จะได้รับการแก้ไขก็จะเกิดผลดีต่อทุกฝ่าย เป็นที่เข้าใจร่วมกันว่าวันนี้ ได้มีโอกาสมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความต้องการของแต่ละฝ่าย ทั้งของฝ่ายแรงงานและฝ่ายผู้สื่อข่าว ก็เป็นเรื่องที่จะต้องปรับเข้าหากันประสานงานกันมากขึ้น ทางฝ่ายเราก็จะส่งข่าวมากขึ้นเพราะเรามีนักข่าวซึ่งพึ่งอบรมกันใหม่ๆ ฉะนั้นพวกเราก็จะมีเครือข่ายเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10 ชีวิต ซึ่งอาจจะมาส่งข่าวที่ผมแล้วผมส่งต่อ หรือส่งโดยตรงไปยังนักข่าวได้เลย
///////////////////////////////////////////////////////////////////////
 
สรุปรายงานการจัดอบรม การผลิตสื่อวีดิทัศน์ศูนย์พื้นที่จังหวัดภูเก็ต วันที่ 8 สิงหาคม 2553 ณ ห้องประชุมระฆังทอง โรงแรมทวิน อินน์ จังหวัดภูเก็ต จัดโดยโครงการการพัฒนาสื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนขบวนการแรงงาน สนับสนุนโดย มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย แผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผู้เข้าร่วมอบรมประกอบด้วยผู้นำแรงงานในพื้นที่ จังหวัดภูเก็ตจำนวน 10 คน รายชื่อทีมวิทยากรจำนวน 4 คน ประกอบด้วย นายชัยวุฒิ  พวงสุวรรณ  สวท. (NBT.)ภูเก็ต นายวิชัย นราไพบูลย์ มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย นางสาวเพ็ญจันทร์ เจริญสุทธิพันธ์ สื่อมวลชนหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ และนายชัยภัทร ธรรมวงษา  สื่อมวลชนหนังสือพิมพ์แนวหน้า เจ้าหน้าที่แผนงานและผู้ดูแลโครงการ 4 คน รวมทั้งหมด 18 คน
 
นายวิชัย นราไพบูลย์ ผู้จัดการโครงการการพัฒนาสื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนขบวนการแรงงาน มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย สนับสนุนโดยแผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้เริ่มการอบรมทักษะการเขียนข่าว และอบรมการผลิตสื่อวิดีทัศน์ ซึ่งในส่วนของศูนย์จังหวัดภูเก็ต ถือว่าเป็นศูนย์ที่พิเศษของโครงการฯ ตรงที่ได้ลงมาอบรมทั้งส่วนทักษะการเขียนข่าว และอบรมการผลิตวิดีทัศน์ โดยความจริงจะอบรมโดยคัดเลือกจากผู้เข้าร่วม 9 ศูนย์พื้นที่ คัดมาพื้นที่ละ 1 – 2 คน ซึ่งจะอบรมในกรุงเทพมหานคร โดยโครงการฯได้ทำไว้ในส่วนของศูนย์ภูเก็ตเพียง 2 คน แต่อยากให้ทางแรงงานภูเก็ตได้รับอบรมเต็มที่ จึงได้ลงมาและอบรมที่เดียว ซึ่งทุกคนที่เข้าอบรมในส่วนของทักษะการเขียนข่าวก็จะได้สิทธิอบรมการผลิตวิดีทัศน์ด้วย ซึ่งวันนี้ได้รับเกียรติจากสื่อมวลชนท้องถิ่นจากสถานีโทรทัศน์ NBT มาเป็นวิทยากรพิเศษในการสอนเขียนสคริปข่าวสั้นแบบฉบับการเขียนข่าวทีวีให้ จึงหวังว่าผู้เข้าอบรมจะได้นำประโยชน์ที่ได้รับจากการอบรมไปใช้ในการทำงานของศูนย์พื้นที่อย่างเต็มที่ 
นายชัยวุฒิ   พวงสุวรรณ  สวท. (NBT.)ภูเก็ต ได้นำเสนอวิธีการเขียนข่าวแบบนักข่าวทีวี โดยสรุปดังนี้
 
1.  การเขียนข่าวไม่ว่าจะทีวี หนังสือพิมพ์ สารคดี ฯลฯ ใช้หลักการเดียวกันคือ ใคร? ทำอะไร? ที่ไหน? เมื่อไหร่? อย่างไร? 
2.  การถ่ายภาพ การใช้ภาพประกอบข่าวมีความสำคัญมาก เพราะภาพหนึ่งภาพสามารถเล่าเรื่องได้ การใช้ภาพประกอบข่าวจึงต้องคำนึงถึงเนื้อข่าว  การถ่ายภาพนั้นมีมุมกล้องที่ต้องดูว่าควรใช้มุมกล้องกว้าง แคบ มุมตรง มุมเงยซ้อนภาพจากข้างล่าง และหากสัมภาษณ์แหล่งข่าวบางแหล่งอาจต้องปกป้องอาจต้องปิดหน้าคาดตา หรือถ่ายภาพจากข้างหลัง ทำภาพเบลอ เพื่อปิดบังแหล่งข่าว สิ่งที่ต้องคำนึงของช่างภาพข่าวต่างๆทั้งหนังสือพิมพ์ หนังสือ สารคดี ข่าวทีวี คำนึงถึงภาพข่าวเล่าเรื่อง การชุมนุม ถือป้ายประท้วง แถลงการณ์ข้อเรียกร้อง ต้องเจาะภาพเด็ดๆ ปัญหาหากภาพไม่พร้อมก็จะเห็นการนำภาพเก่าๆมาฉายซ้ำๆซึ่งน่าเบื่อ การลำดับภาพ ซ้อนภาพทำให้น่าดูขึ้น
3.  หลักการเขียนข่าวมีทั้งข่าวสั้น 1-2 นาที หรืออาจเขียนข่าวเป็นสกรู๊ปได้ซึ่งดึงภาพให้ยาวได้ แต่ควรมีการเปลี่ยนภาพให้หลากหลาย ในประเด็นข่าวสกรู๊ปเพื่อดึงคนดูการเล่าเรื่องที่น่าสนใจ เช่นสกรู๊ปชีวิตก็ต้องเล่าเรื่องบรรยายภาพให้เห็นความลำเค็ญ ความเจ็บปวดสะท้อนชีวิต ภาพพื้นที่ผู้คนที่เกี่ยวกับข่าวยาว 3-5 นาที 
4.  เสียงการบรรยายข่าว เรื่องราวกับภาพต้องไปด้วยกันสอดคล้องตรงกันกับเนื้อหาข่าว ซึ่งคนเขียนบทหรือข่าว อ่านข่าว ช่างภาพ คนละคนกับคนตัดต่อข่าวเป็นวิดีทัศน์ คนเขียนข่าวต้องระบุหมายเลข วันเวลาช่วงของภาพและเสียงที่อ่านบทไปให้ใช้ภาพได้ตรงกันกับเสียง เป็นรูปแบบการสื่อสารระหว่างนักตัดต่อกับนักข่าว แต่เนื่องจากนักสื่อสารแรงงานศูนย์ภูเก็ตเป็นคนทำข่าว เขียนข่าวถ่ายภาพเอง ตัดต่อจัดทำวิดีทัศน์ จึงอาจรู้อยู่ว่าใช้ภาพใดตรงกับเนื้อหา และเสียงคนอ่านข่าว   
5.  ข่าวทีวี ต้องรวดเร็วฉับไวทันต่อข่าว เที่ยงตรง จึงต้องมีการเตรียมการเสมอ ปัจจุบันนี้มีการสร้างสื่อผ่านโทรศัพท์มือถือได้ ช่องทางสื่อทางเลือกมีมากมาย บางครั้งสื่อกระแสหลักยังต้องมาหาข่าวจากสื่อทางเลือก หรือสื่อกระแสรองเช่นกัน ฉะนั้นการใช้โทรศัพท์ถ่ายคลิปภาพวิดีโอจึงมีการทำกันแพร่หลายส่งข่าวสั้นผ่านมือถือ ส่งไปลงเว็บไซต์ เป็นต้น
6.  ข่าวท้องถิ่นจะใช้ภาษาท้องถิ่นก็ได้ หรือภาษาที่ง่ายๆเหมาะกับชาวบ้านการใช้ศัพท์เฉพาะ ภาษาอังกฤษคำไทยคำจึงไม่เหมาะสมในการทำข่าว ใช้ภาษาอีสานมาพูดข่าวในท้องถิ่นภาคใต้ก็คงไม่รู้เรื่องกัน ใช้ภาษากลางดีที่สุด
7.  ข้อควรระวัง การเขียนเพื่ออ่านเป็นข่าวเสียง ทั้งวิทยุและทีวีต้องไม่ใช่คำย่อ เพราะสื่อภาษาตัวย่อคนฟังหรือคนดูไม่เข้าใจ ส่วนประกอบข่าวที่ต้องมี ชื่อเต็ม ตำแหน่ง อายุ และอย่าลืมระบุสถานที่ซึ่งก็พอสมควรไม่ร่ายยาวมากเกินไป
8. การใช้กระดาษเขียนข่าวให้คนอ่าน ต้องเป็นกระดาษแผ่นเดียว มีความหนาไม่ปลิวตามแรงลมพัด พิมพ์ตัวใหญ่พอประมาณ มีหัวข้อข่าว โปรยข่าว ก่อนเข้าสู่เรื่องราวข่าว
 
นายวิชัย นราไพบูลย์ เสริมทักษะการผลิตวิดีทัศน์โดยสรุปดังนี้ หลักการและตัวอย่างการเขียนบทสารคดี การตัดต่อ ใส่ภาพ เล่าเรื่องด้วยภาพ การทำวีดิทัศน์มีความจำเป็นต้องเรียนรู้ การลงโปรแกรม การวางภาพ และใช้ภาพที่เหมาะสมกับข่าว
1. ลงโปรแกรมUlead 11 ซึ่งเป็นโปรแกรมตัดต่อวีดีโอ ที่ทางโครงการได้เตรียมให้กับผู้เข้าอบรมทุกคน
2.  การเตรียมภาพ โดยให้ทุกคนลงภาพที่เตรียมมาสำหรับทำข่าว วิดีทัศน์ โดยใช้ข่าวที่เขียนเมื่อวานมาเขียนเป็นสคลิปข่าวสั้นประมาณ 1 นาที และหาภาพใส่ หรือหากใครจะเขียนข่าวการฝึกอบรม หรือข่าวสหภาพแรงงานตามที่มีการเตรียมภาพไว้แล้วก็ได้
3.  โปรแกรมUleadเป็นโปรแกรมที่มีลูกเล่นหลายอย่างการใส่ภาพ ตัวหนังสือไตเติลใส่ลูกเล่นให้เกิดความนิ้มนวล การนำภาพมาวางการตัดต่อภาพการใส่ลูกเล่นภาพ ใส่ตัวหนังสือในภาพ ฯลฯ
4.  การลงเสียงอ่านข่าว การตัดต่อเสียง โดยให้ผู้เข้าอบรมอ่านข่าวที่เขียน และนำภาพมาวางให้ตรงกับเสียง และข่าว พร้อมทั้งได้มีการใส่เสียงเพลงประกอบเป็นสารคดี แล้วเซฟเป็นไฟล์เอ็มเพ็กทู ซึ่งมีความใกล้เคียงกับดีวีดี ภาพจะคมชัดมากกว่าที่จะเซฟเป็นซีดี
5.  มีการลงมือปฏิบัติจริง โดยให้เวลา 1 ชั่วโมง 
6.  มีการนำมาเปิดเพื่อช่วยกันดูและร่วมกันวิจารณ์งานที่ผลิตออกมาของผู้เข้าอบรมโดยวิทยากร
7.  ผลงานที่ผลิตมีความเข้าใจในที่ต้องทำแต่ยังขาดทักษะ ซึ่งต้องใช้เวลาในการทำบ่อยๆเกิดความคล้องกับเครื่องมือ การทำงานบ่อยจะสั่งสมประสบการทำงานได้ดีขึ้นเรื่อย เช่นเทคนิคการวางภาพที่ตรงกับข่าว เสียงอ่านที่ถูกต้อง ซึ่งครั้งนี้ถือว่าดี แม้ว่ามีเวลาน้อยวัน ทุกอย่างอยู่ที่ความพร้อมที่จะทำงาน
  
จากนั้น นายวิชัย นราไพบูลย์ และนางสาวมัทนา โกสุมภ์ ได้ร่วมกันมอบเกียรติบัตรการเข้าฝึกอบรมทักษะการเขียนข่าว และอบรมการผลิตสื่อวีดิทัศน์ ให้แก่ผู้เข้าร่วมอบรม ทั้งนี้ นายชัยวุฒิ  พวงสุวรรณ  สวท. (NBT.)ภูเก็ต ได้อยู่ร่วมจนจบเวทีโดยเสนอว่าต่อไปให้มีการผลิตสื่อส่งให้ทั้งสื่อกระแสหลัก และสื่อทางเลือกด้วย
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////
 
สรุปรายงานการประชุมวางแผนงานศูนย์ภูเก็ต วันที่ 8 สิงหาคม 2553 ณ ห้องประชุมระฆังทอง โรงแรมทวิน อินน์ จังหวัดภูเก็ต จัดโดยโครงการการพัฒนาสื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนขบวนการแรงงาน และแผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย ผู้นำแรงงานในพื้นที่ จังหวัดภูเก็ตจำนวน 10 คน รายชื่อทีมวิทยากรจำนวน 4 คนรวม 14 คน ซึ่งมีการจัดประชุมวางแผนการทำงานทีมทำงานประเมิน และทีมนักสื่อสาร โดยสรุปดังนี้
 
นางสาวมัทนา โกสุมภ์ แผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานได้ชี้แจงว่า โครงการติดตามประเมินผลการทำงานภายใน ซึ่งต้องมีการทำงานกับศูนย์แรงงานซึ่งมีทั้งหมด 9 แห่ง ศูนย์แรงงานภูเก็ตเป็นหนึ่งแห่งที่ต้องมีการทำงานร่วมมือกันซึ่งต้องมีคณะทำงานเกิดขึ้นเพื่อการติดตาม ทำงานร่วมกัน การรับเรื่องราวร้องทุกข์ มีการร่วมมือกันสร้างนวัตกรรมกลไกการทำงานรับเรื่องราวร้องทุกข์ การจัดการองค์ความรู้เฉพาะในกลุ่ม การขับเคลื่อนนโยบายระดับองค์กร สถานประกอบการ และระดับชาติรัฐบาล ซึ่ง อาจเปลี่ยนแปลงในส่วนระดับจังหวัด โดยทำร่วมกันทุกศูนย์ภูมิภาค แนวคิดการประเมินการทำงานเป็นระบบประเมินร่วมกับ ซึ่งมีทั้งผู้ประเมินภายในซึ่งก็ทำร่วมกันกับคณะทำงานที่จะตั้งขึ้น ส่วนที่สองเป็นการประเมินภายนอกอันนี้เป็นส่วนที่เขาจะมาติดตาม ในส่วนประเมินภายในให้ศูนย์ส่งตัวแทนเข้าร่วมออกแบบด้วยกันซึ่งจะจัดในวันที่ 30-31 สิงหาคม 2553  ทั้งนี้ทางศูนย์แรงงานภูเก็ต ได้ส่งนายวารินทร์ สังข์คง และนายวิเชียร ตนุมาตร เข้าร่วมเป็นคณะทำงานทีมประเมินภายในโดยจะเข้าร่วมออกแบบประเมินร่วมกับทางแผน
เวลา 19.30 น. ประชุมวางแผนการทำงานร่วมกันของศูนย์แรงงานภูเก็ต โครงการการพัฒนาสื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนขบวนการแรงงาน โดยนายวิชัย นราไพบูลย์ได้ชี้แจง ถึงแนวคิดการทำงานร่วมกัน
 
 
1.  ทางโครงการจะมีการจัดทำหนังสือพิมพ์แรงงาน เว็บไซต์ เพื่อให้นักสื่อสารแรงงานที่ผ่านการอบรมได้ฝึกทักษะการเขียนข่าว และผลิตวิดีทัศน์จากพื้นที่ไม่ต้องตัดทิ้ง โดยจะมีการนำลงทั้งส่วนของหนังสือพิมพ์ เว็ปไซต์ หรือส่วนของแรงงานปริทัศน์ หรือสื่อใหม่ประเภทยูทูบ หรืออาจได้ลงหนังสือพิมพ์ในสื่อกระแสหลัก ซึ่งสื่อท้องถิ่นเองก็สนใจและพร้อมทำงานร่วมกันอยู่แล้ว นักสื่อสารแรงงานที่ผ่านการอบรมต้องมีการผลิตข่าวสารส่งสื่อมวลชน และโครงการ ถือเป็นพันธกิจร่วมกัน การทำงานต้องตอบสนองต่อขบวนการแรงงาน สร้างเสริมความเข้มแข็งด้านงานประชาสัมพันธ์ให้กับขบวนการแรงงาน เป็นบทบาทหน้าที่ของนักสื่อสารแรงงานทุกคน  การอบรมนี้ หากจะถือว่าสำเร็จได้คือการร่วมมือการสร้างสรรค์งานข่าวสารแรงงานให้เผยแพร่ไปทุกช่องทางที่มี ให้สังคมได้รับรู้เรื่องราวพี่น้องแรงงานในจังหวัดภูเก็ต ทั้งแรงงานในระบบ แรงงานนอกระบบ แรงงานข้ามชาติ สภาพปัญหา ข่าวสร้างสรรค์ต่างๆ ทางโครงการฯมีงบประมาณส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการทำงานด้านการสื่อสารของศูนย์จำนวน 30,000 บาท โดยสนับสนุนให้ผลิตสื่อคู่ขนานกับส่วนกลาง รูปแบบจดหมายข่าว วารสารแรงงาน หรือแผ่นพับข่าวสารแรงงานภูเก็ต งบในการผลิตสารคดีวีดิทัศน์รายงานข่าวสารแรงงานส่งให้ลงเว็บไซต์ ซึ่งก็เห็นข่าวกระแสหลักหลายที่ที่นำข่าวจากสื่อกระแสรอง หรือสื่อทางเลือกไปทำข่าวต่อยอดได้ ให้ถือว่าโครงการฯเป็นเพียงน้ำมันล่อลื่นให้ศูนย์แรงงานฯมีพลังขับเคลื่อนไปได้เป็นประโยชน์ต่อขบวนการแรงงาน โดยการทำงานร่วมกันในโครงการมะยะเวลาเกือบ 2 ปี แต่เชื่อว่าขบวนการนักสื่อสารแรงงานนั้นคงไม่จบตามโครงการฯ ยังคงมุ่งมั่นทำงานให้ขบวนการแรงงานต่อไป
 
นายวิจิตร ดาสันทัด ประธานสหพันธ์แรงงานธุรกิจโรงแรมและบริการ ภูเก็ต ได้สอบถามแนวทางการสนับสนุนของโครงการฯที่ให้ศูนย์นั้นมีข้อเสนออย่างไรต่อการทำงานร่วมกัน และการรับทุนจะต้องทำอย่างไร?
 
นายวิชัย นราไพบูลย์ ผู้จัดการโครงการการพัฒนาสื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนขบวนการแรงงาน มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย ได้นำเสนอว่า สิ่งที่ต้องทำก็คือนักสื่อสารต้องร่วมทำงานกับโครงการฯ สนับสนุนการทำงานขบวนการแรงงาน เป็นนักสื่อสาร เขียนข่าวส่งข่าว ผลิตวิดีทัศน์สนับสนุนการขับเคลื่อนของแรงงานเป็นต้น ซึ่งต้องมีการแต่งตั้งตัวแทนทำงานร่วมกันในการทำสัญญาเพื่อรับทุนสนับสนุนการทำงาน ซึ่งต้องรอให้มีการอบรมศูนย์อื่นครบถ้วน แล้วจึงวางแผนทำงานร่วมกัน ซึ่งศูนย์แรงงานภูเก็ต เป็นศูนย์แรกที่ได้รับการอบรมที่ครบถ้วน และมากกว่าศูนย์อื่นๆ จึงคิดว่าน่าจะประสบผลสำเร็จในการสร้างนักสื่อสารมากกว่าศูนย์อื่นๆที่มีตัวแทนเข้าร่วมอบรมเขียนข่าวเพียงศูนย์ละ 6 คน และมีตัวแทนเข้าอบรมการผลิตวิดีทัศน์จำนวนศูนย์ละ 1-2 คนต่อศูนย์เท่านั้น รวมแล้วส่วนกลางจะมีผู้ที่อบรมครบรูปแบบเพียง 10 กว่าคนเท่านั้น 
 
/////////////////////////////////////////////////////////////////////
 
สรุปการฝึกอบรม  “ทักษะการเขียนข่าวของนักสื่อสารแรงงาน” ศูนย์แรงงานชลบุรี-ระยอง ศูนย์แรงงานสัมพันธ์ภาคตะวันออก ศูนย์แรงงานสมุทรปราการ และศูนย์แรงงานฉะเชิงเทรา-ปราจีน วันเสาร์ที่ 4 กันยายน 2553 ณ.ห้องฝึกอบรมสหภาพแรงงานชิ้นส่วนยานยนต์ และโลหะแห่งประเทศไทย (TAM) ต.บางวัว อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา จัดโดย “โครงการการพัฒนาสื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนขบวนการแรงงาน” มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย สนับสนุนโดย แผนงานพัฒนาคุณชีวิตแรงงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผู้เข้าร่วมอบรมประกอบด้วยผู้นำแรงงานจากจังหวัดสมุทรปราการ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา และปราจีนบุรี จำนวน 28 คนวิทยากรประกอบด้วย นางสาวเพ็ญจันทร์  เจริญสุทธิพันธ์  หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ นายภาสกร  จำลองราช  หนังสือพิมพ์มติชน นายโกวิท  โพธิสาร  ทีวีไทย และ นายชัยภัทร  ธรรมวงษา  สื่อมวลชนหนังสือพิมพ์แนวหน้า โดยมีกรณีตัวอย่างเรื่องจริงจากพื้นที่ 3 คน ผู้สังเกตการณ์ 4 คน และผู้ดูแลโครงการ 4 คน รวมทั้งหมด 38 คน
นายวิชัย นราไพบูลย์ ผู้จัดการโครงการการพัฒนาการสื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนขบวนการแรงงาน มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย กล่าวถึงการลงพื้นที่อบรมนักสื่อสารแรงงานนั้นประกอบด้วยศูนย์แรงงานชลบุรี-ระยอง ศูนย์แรงงานสัมพันธ์ภาคตะวันออก ศูนย์แรงงานสมุทรปราการ และศูนย์แรงงานฉะเชิงเทรา-ปราจีน นั้นทางมูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทยได้รับการสนับสนุนทุนจากแผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน สสส.ให้มีการจัดอบรมนักสื่อสารแรงงาน ซึ่งครอบคลุมศูนย์แรงงาน 9 แห่ง ซึ่งเป็นศูนย์ปฏิบัติการแรงงานของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย 6 แห่ง ศูนย์แรงงานของสภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยเนื่องจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย 3 แห่ง ได้อบรมให้กับทางศูนย์จังหวัดภูเก็ตไปแล้ว 1 ศูนย์ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ในการอบรมของทีมวิทยากร ซึ่งได้รับเกียรติจากพี่น้องสื่อมวลชนสายแรงงาน ที่เสียสละเวลามาช่วยอบรมทักษะการเขียนข่าวการจับประเด็นมาเป็นข่าวให้กับผู้นำแรงงานเพื่อให้เป็นนักสื่อสารแรงงาน หรือนักส่งข่าว ทั้งช่วยกันเขียนข่าว ส่งข่าวสารด้านแรงงานหรือชุมชนที่ประสบปัญหาต่างๆ เพื่อการสื่อสารต่อสังคมให้ได้รับรู้ประเด็นความเดือดร้อน ปัญหาที่ต้องการให้มีการรณรงค์ทำความเข้าใจทั้งภายในและภายนอก ทั้งนี้ในส่วนโครงการจะมีการจัดทำเว็บไซต์ และหนังสือพิมพ์แรงงาน ซึ่งยังไม่ได้ตั้งชื่อ มาทำงานร่วมกัน โดยทุกท่านที่เข้าอบรมต้องส่งตัวแทนมาร่วมเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ร่วมกัน และโครงการก็จะมีทุนในการสนับสนุนศูนย์ละ 3 หมื่นบาท โดยมีการทำความตกลงร่วมมือกันทำงาน ซึ่งแต่ละศูนย์จะต้องมีผลงาน เป็นจดหมายข่าว เป็นหนังสือพิมพ์ แบบง่ายๆ การตัดต่อวีดิทัศน์ ซึ่งจะอบรมโดยทีมนักข่าวพลเมืองทีวีไทย อยู่ระหว่างการประสานงานทำความร่วมมือกันกับทางโครงการ ตัวแทนที่ส่งเข้าอบรมต้องมีการผลิตสื่อ เป็นนักข่าวพลเมืองแรงงาน ซึ่งอาจได้ออกอากาศที่ทีวีไทย ถือเป็นความสำเร็จอันนี้ก็ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของผู้เข้าฝึกอบรม การอบรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจากนักข่าวมืออาชีพ จากหนังสือพิมพ์มติชน หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ หนังสือพิมพ์แนวหน้า และมีมาจากทีวีไทย เป็นความหลากหลายสื่อมวลชนที่มีความสามารถและการเขียนคนละแนว ที่ทุกท่านควรหาความรู้ให้ครบถ้วน
 
นายภาสกร จำลองราช หนังสือพิมพ์มติชน กล่าวว่าจากการที่ได้อ่านงานของผู้เข้าร่วมอบรมเขียนส่งไปให้แล้ว ส่วนใหญ่ที่เขียนเป็นสกรู๊ปข่าวได้ ไม่ใช่ข่าว ซึ่งรูปแบบการเขียนข่าวก็สามารถขยายไปเป็นสรูปข่าว ตรงนี้เป็นการขยายความเนื้อหาให้มากขึ้น ความเป็นข่าวต้องคำนึงความครบถ้วน โดยมีองค์ประกอบว่า ใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร และอย่างไร มีความสดใหม่ ทันต่อเหตุการณ์ คนเขียนข่าวทุกคนต้องเป็นนักอ่านหนังสือพิมพ์ อ่านหนังสือจะทำให้เห็นมุมมองคนเขียนและเข้าใจว่าข่าวอย่างไหนที่เป็นข่าว
 
นางสาวเพ็ญจันทร์ เจริญสุทธิพันธ์ หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ กล่าวว่า การเขียนข่าวของผู้เข้าอบรมเป็นการเขียนขยายความบรรยาย เป็นเรื่องเล่าที่น่าสนใจ แต่ยังขาดความเป็นข่าวอยู่คิดว่า ต้องดูองค์ประกอบข่าวก็คือสดใหม่ ไม่ยาวมากนัก โดยสรุป ทีมสื่อมองว่า นักสื่อสารแรงงาน การเขียนที่เห็นเป็นการให้ข้อมูล ซึ่งต้องการให้ข้อมูลให้มากที่สุด ใส่รายละเอียดลงมาเพื่อส่งต่อให้สื่อมวลชน เป็นฐานข้อมูลในการเขียนเผยแพร่สู่สื่อมวลชน การเขียนสกรู๊ปก็ยังขาดความหน้าสนใจมากกว่าการเขียนเป็นข่าว บางครั้งการเขียนข่าวก็ไม่จำเป็นต้องเป็นข่าวในทันทีก็ได้ อาจเก็บไว้เป็นฐานข้อมูล เพื่อเขียนข่าวเมื่อเห็นว่าควรต่อเวลา ซึ่งตรงนี้สิ่งที่นักสื่อสารแรงงานทำคือการเก็บข้อมูลเขียนข่าวเบื้องต้นส่งให้กับนักข่าว หากมีความน่าสนใจ และเห็นว่าควรเป็นข่าวก็อาจมีการติดตามข้อมูลต่อ อาจเป็นรูปแบบนักข่าวพลเมือง นักสื่อสารแรงงาน เป็นแหล่งข่าว ให้กับสื่อกระแสหลัก ข่าวต้องคำนึงถึงจุดขาย เช่นการชุมนุมมีบุคคลสำคัญมาร่วม แสดงความคิดเห็นอย่างไร ก็สามารถรายงานเป็นข่าวได้ ข่าวที่เป็นข่าว คือ สภาพปัญหาคนเดือดร้อน คนดัง ความแปลกใหม่ไม่เคยเกิดที่ไหนมาก่อน ความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่
 
ทีมนักข่าวได้อ่านเรื่องเล่าที่ทางนักสื่อสารแรงงานส่งไปให้อ่านล่วงหน้าซึ่งครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมส่งมากถึง 20 ชิ้นงาน จากผู้เข้าร่วมอบรมทั้งหมด 28 คน โดย นักข่าวได้หยิบเรื่องคนงานเหมาค่าแรงมาปรับเป็นข่าว ซึ่งคุณภาสกร ได้ปรับจากการเขียนเรื่องเล่าแบบบทความ หรือรายงานมาเปลี่ยนเป็นข่าวอ่านให้ผู้เข้าอบรมฟังและแจกให้ทุกคน เพื่อดูว่าข่าวเขียนเป็นข่าว เขียนอย่างไรให้เป็นข่าว กับคุณเพ็ญจันทร์ ได้สรุปว่าเนื้อหาน่าสนใจมาก และทำให้สื่อใช้เป็นฐานข้อมูลทำเป็นข่าวได้ นี้ก็ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อนักข่าว
จากนั้นทีมวิทยากร ได้ให้ผู้เข้าร่วมอบรมเขียนย่อข่าวจากที่ตนได้เขียนเป็นบทความ และรายงานใหม่ ส่วนผู้ที่ไม่ได้เขียนมา และผู้ที่เขียนเรื่องเหมาค่าแรงให้ย่อข่าวจากจดหมายข่าวแรงงานปริทัศน์ โดยมีข่าวปฏิบัติการแรงงานข้ามชาติ,  ครส.มีคำสั่งให้นายจ้างรับคนงาน LTU กลับเข้าทำงาน, สหภาพแรงงานไทรอัมพ์กับการต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรี ฯลฯ ทั้งนี้ได้มีการปรับแก้กันคนละ 2-3 ครั้ง จึงผ่านโดย เนื่องจากผู้เข้าอบรมยังไม่รู้ว่า วิธีการเขียนข่าว ยังจับประเด็นไม่ได้ว่าข่าวนี้มีความเด่นอย่างไร ทำให้ต้องปรับหลายครั้ง จนเข้าใจประเด็น จากนั้นในช่วงบ่ายก็ได้มีการจัดเวทีเสวนา เรื่องจริงจากพื้นที่ กรณีปัญหาคนงานบริษัทไทยคูณ โดย นายพรโพธิ์เจริญ ศรีละเลิง และ นางจีรานันท์ มีมุ่งกิจ คนงานบริษัททาทาร่า ดำเนินรายการโดย นายชาลี ลอยสูง ประธานสมาพันธ์แรงงานเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และโลหะแห่งประเทศไทย โดยให้ผู้เข้าอบรมจับประเด็นเขียนข่าว โดยสรุปหลังจากได้ฟังเรื่องทีมสื่อมวลชน ให้ผู้เข้าอบรมทำการเขียนข่าวรายบุคคล โดยให้เขียนไม่เกิน 1 หน้ากระดาษ ใครเขียนแล้วเสร็จให้ส่งกับทีมสื่ออ่าน โดยเวียนอ่านและปรับแก้ ทั้งนี้บางคนเขียนเพียง 2 ครั้งก็ผ่าน แต่บางคน ขอเขียนใหม่หลายๆครั้ง จนรู้สึกมั่นใจ ซึ่งบางคนเขียนปรับ 4 ครั้งจนครบจำนวนทีมสื่อทั้ง 4 คน จากนั้นทีมสื่อสรุปว่า นักสื่อสารแรงงานทั้งหมดที่เข้าอบรมสามารถเป็นผู้ส่งสารให้กับสื่อมวลชนได้และรู้ว่าอะไรที่เป็นข่าวสามารถจับประเด็นเสวนาได้เป็นอย่างดี สิ่งที่ขาดคือ การใช้สรรพนาม คำนำหน้า ตำแหน่ง ซึ่งมีความสำคัญมากสำหรับบุคคลที่เป็นข่าว การเขียนข่าวที่มีความหมื่นเหม่ต่อการถูกฟ้อง ปัญหาอิทธิพลท้องถิ่น สื่อต้องมีข้อเท็จจริง ความเป็นข่าวต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์ ต้องมีการเตรียมข้อมูลบางครั้งอาจต้องเช็คหาข้อเท็จจริง การอ้างแหล่งข่าว และการปกปิดแหล่งข่าวก็มีความสำคัญ หากว่าข่าวนั้นอาจทำให้เกิดอันตรายต่อแหล่งข่าว ทุกอย่างต้องมีจรรยาบรรณ
 
นายวิชัยได้สรุปการอบรมว่า จากการอบรมครั้งนี้เป็นกลุ่มที่ 2 และถือว่าเป็นกลุ่มที่มีความพร้อมทั้งอุปกรณ์ และคนที่มาร่วมกันจำนวนมาก ซึ่งทางโครงการมีความยินดีเป็นอย่างมาก แต่การอบรมไม่ได้จบลงแค่เพียงอบรมเท่านั้น แต่ต้องมีการทำงานร่วมกันต่อไปโดยทางโครงการมีงบประมาณเล็กน้อยให้แต่ละกลุ่มๆละ 30,000 บาท โดยจะให้การสนับสนุนให้กลุ่มมีการผลิตข่าวสารของตนเองในกลุ่ม และผลิตข่าวสารร่วมกันในส่วนกลาง ซึ่งจะมีหนังสือพิมพ์ เว็บไซต์มารองรับ โดยคาดว่าทุกท่านในฐานะนักสื่อสารจะเขียนข่าวส่งมาเพื่อสร้างพื้นที่สื่อสารของตนเองของแต่ละกลุ่ม
    
////////////////////////////////////////////////////////////////////////
 
สรุปการฝึกอบรม  “ทักษะการเขียนข่าวของนักสื่อสารแรงงาน” กลุ่มสระบุรี, กลุ่มอยุธยา, กลุ่มสหภาพแรงงานอ้อมน้อย – อ้อมใหญ่, กลุ่มปทุมธานี วันเสาร์ที่ 11 กันยายน 2553  เวลา 08.00 – 17.00 ณ ห้องประชุมสำนักงานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย สวนรถไฟ เขตจตุจักร  กรุงเทพ จัดโดย “โครงการการพัฒนาสื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนขบวนการแรงงาน” มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย สนับสนุนโดย แผนงานพัฒนาคุณชีวิตแรงงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผู้เข้าร่วมอบรมประกอบด้วยผู้นำแรงงาน จังหวัดสระบุรี พระนครศรีอยุธยา นครปฐม สมุทรสาคร ปทุมธานี และกรุงเทพมหานคร จำนวน 20 คน ทีมวิทยากร นางสาวเพ็ญจันทร์  เจริญสุทธิพันธ์  หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ นางสาวสิรินาฏ ศิริสุนทร หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ นายโกวิท  โพธิสาร  ทีวีไทย นางสาวจิรนันท์  หาญธิรงวิทย์  เว็บไซต์ประชาไท โดยมีกรณีคัวอย่างเรื่องจริงจากพื้นที่ 3 คน และทีมผู้บริหารและสังเกตการณ์ 4 คนรวมทั้งหมด 27 คน
นายวิชัย นราไพบูลย์ ผู้จัดการโครงการการพัฒนาการสื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนขบวนการแรงงาน มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย กล่าวถึงการลงพื้นที่อบรมนักสื่อสารแรงงานนั้นได้มีการลงพื้นที่ภูเก็ต พื้นที่ตะวันออก ซึ่งประกอบด้วยสมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ชลบุรี ระยอง เข้าร่วมอบรม กลุ่มกลุ่มสระบุรี, กลุ่มอยุธยา, กลุ่มสหภาพแรงงานอ้อมน้อย – อ้อมใหญ่, กลุ่มปทุมธานี นี้เป็นกลุ่มที่ 3 ซึ่งในโครงการถือว่าเป็นกลุ่มสุดท้าย สิ้นสุดการอบรมทักษะการเขียนข่าว แต่ที่เห็นรายชื่อก็เสียดายที่ส่วนของอยุธยามีมาร่วมอบรมเพียงคนเดียว การอบรมทุกครั้งก็มีทีมสื่อมวลชนมืออาชีพลงมาช่วยอบรมให้ โดยครั้งนี้มีทั้งหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ยังมีสื่อมวลชนจากทีวีไทย ในส่วนของทีมนักข่าวพลเมืองที่จะเป็นทีมมาช่วยอบรมการตัดต่อวีดีโอให้อีกครั้ง และมีสื่อมวลชนที่ถือว่าเป็นพี่น้องจากเว็บไซต์ประชาไทมาช่วยอบรมให้ ซึ่งก็ขอให้ผู้เข้าอบรมได้หาความรู้เทคนิคการเขียนข่าวกับทีมสื่อทุกท่าน เพราะแต่ละท่านมีสไตล์การเขียนคนละแบบ เมื่อครั้งวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมาก็มีการเวียนให้ทีมสื่อดูเพื่อจะได้เรียนรู้ทุกมุมของการเขียนข่าว
 
นายโกวิท โพธิสาร ได้นำเสนอเทคนิคการเขียนข่าวว่า หลักการเขียนข่าวที่เป็นมาตรฐานเดียวกันคือ ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร และอย่างไร คนเขียนข่าว บทความจะต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ทุกครั้ง ผู้เขียนต้องรู้คุณค่าของข่าวคือ ความสด ใหม่ น่าสนใจ ประเด็นคนดัง เรื่องแปลกที่ไม่เคยเกิดขึ้นที่ไหนมาก่อน เรื่องที่ปกปิดน่าสงสัย ข้อเท็จจริง การเขียนข่าวต้องคำนึงที่สุดคือเรื่องจรรยาบรรณสื่อมวลชน แม้ว่าเราจะเป็นเพียงนักสื่อสารแรงงาน แต่ถือว่าเป็นผู้ส่งข่าวก็ต้องคำนึงหลักจริยธรรมความถูกต้อง การแจ้งแหล่งข่าว ว่าอะไรควรเปิดเผยได้ และน่าสนใจ ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของแหล่งข่าวด้วย ซึ่งอย่าปล่อยให้สื่อกลายเป็นผู้ละเมิดแหล่งข่าวเสียเอง
 
นางสาวสิรินาฏ ศิริสุนทร เสนอว่า ข่าวที่สดใหม่ แปลกนั้นอย่างหมากัดคน หากเป็นคนดังก็เป็นข่าว หากเป็นเราธรรมดาไม่เป็นข่าว การพาดหัวข่าว ที่น่าสนใจ น่าอ่าน การโปรยข่าวคือการเขียนข่าวแบบสรุปที่เรียกว่าปีรามิดหัวกลับ ขณะนี้การอ่านข่าวของคนเปลี่ยนจะเห็นว่าชอบอ่านแค่สรุปบ้างหากหน้าสนใจก็จะเข้าไปอ่านเพิ่ม ซึ่งนักข่าวที่ไปทำข่าวกลับมาแต่ละวันต้องมีการนำข่าวมากองบนโต๊ะแล้วประชุมร่วมกัน เรียกว่าประชุมข่าว หากนักสื่อสารจะทำแบบนี้ทุกวันว่าใครไปพบอะไรมาบ้างคุยกันแล้วเขียนส่งเป็นข่าวจะน่าสนใจมากเพราะนักสื่อสารเป็นแรงงานในพื้นที่นั้นๆ
 
นางสาวเพ็ญจันทร์ เจริญสุทธิพันธ์ กล่าวว่า จากการที่ได้อ่านข่าว เรื่องเล่าที่มีผู้เข้าอบรมเขียนส่งให้ เพื่อเป็นการทำการบ้านส่งให้อ่านก็มีหลายชิ้น แบ่งกันกับพี่น้องสื่อ ก็พบว่ามีข่าวของปูมง (นายมงคล ยางงาม) เขียนได้น่าสนใจมาก ซึ่งเขียนมีโปรยหัว มีการพูดถึงชีวิตคนงานที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม การพัฒนาเศรษฐกิจที่มาจากแรงงาน และมีอีกหลายคนที่เขียนได้ดีทีเดียว จากนั้นได้มีการอ่านข่าวที่ผู้อบรมส่งให้โดยแบ่งกันไปเป็นกลุ่มให้สื่อได้อ่าน และวิจารณ์งานที่เขียนมาเป็นรายคน ซึ่งครั้งนี้มีผู้เขียนส่งมา 15 ชิ้น จากผู้เข้าร่วม 20 คน และมีมาส่งในห้องอบรม อีก 2 ชิ้น ที่เหลือ 3 คนให้นำข่าวจากจดหมายข่าวแรงงานปริทัศน์มาคัดย่อ โดยสมติฐานว่ามีข้อมูลแล้วให้เขียนออกมาใหม่ เพื่อส่งให้มีการวิจารณ์ ปรับแก้กัน ครั้งนี้ มีสื่อมวลชนหลากหลายทั้งหนังสื่อพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ บางกอกโพสต์ เว็ปไซต์ประชาไท และทีวีไทยมาช่วยในการอบรม ทำให้ผู้เข้าอบรมได้รับการและเปลี่ยนประสบการเขียนกันกับนักข่าวเกือบทุกคน จากนั้นได้จัดเวทีเสวนา เรื่องจริงจากพื้นที่ โดยได้มีกรณีคนงานอ้อมน้อย-อ้อมใหญ่ นางสาวเกตุแก้ว ทะเบียนธง  สหภาพแรงงานกิจการสิ่งทอนครหลวงที่ได้มาเล่าสภาพปัญหาที่นายจ้างไม่นำส่งเงินสมทบผู้ประกันตน จนทำให้คนงานไม่สามารถใช้สิทธิได้ และได้มีขบวนการร้องเรียนต่อรัฐ เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหา และกรณีของแรงงานนอกระบบ กรณีมอเตอไซด์รับจ้าง นายชนินท์ นาควารี  เครือข่ายแรงงานนอกระบบ ที่มีปัญหาเรื่องของเสื้อวินราคาแพงมีปัญหาเรื่องความไม่ปลอดภัยในการทำงาน ประสบอุบัติเหตุแขนขาหัก ก็ไม่มีสวัสดิการรองรับหากพิการ ทางเครือข่ายแรงงานนอกระบบได้มีการเรียกร้องให้รัฐขยายระบบประกันสังคมมาตรา 40 สู่แรงงานนอกระบบ ซึ่งตนก็คิดว่าจะได้การดูแล และแรงงานมีความพร้อมในการจ่ายเงินสมทบ และเห็นว่ารัฐก็ควรจ่ายเงินสมทบด้วย เพื่อการจัดการสวัสดิการ จากนั้นก็ได้ให้ผู้เข้าอบรมลงมือเขียนข่าว จากการจับประเด็นการสัมมนาเรื่องจริงจากพื้นที่ โดยหาใครเขียนเสร็จส่งให้พี่เลี้ยงนักข่าวอ่าน วิจารณ์ และปรับแก้ ซึ่งครั้งนี้ผู้เข้าอบรมส่วนใหญ่ไม่มีคอมพิวเตอร์โน็ตบุค จึงใช้ปากกากระดาษเขียน ปรับแก้หลายครั้ง บางท่านแก้ถึง 4 ครั้งโดยเวียนให้สื่อมวลชนที่เป็นพี่เลี้ยงได้อ่านครบทุกคน เพื่อหาความต่างของการเขียนข่าวของแต่ละท่าน
นักข่าวสรุปแนวจากการอ่านข่าว ได้สรุปดังนี้ ข่าวต้องดูเรื่องความสะเทือนใจเช่นเช่นประเด็นของคนงานที่นายจ้างไม่นำส่งเงินสมทบ หากดูเรื่องของคนงานที่เกษียณอายุแล้วไม่ได้สิทธิก็จะเกิดความสะเทือนใจ คนงานถึงการที่นายจ้างหักเงินไม่นำส่งทำให้คนอายุมากต้องลำบากรัฐก็ไม่ดูแล หรือกรณีคนท้องไปคลอดลูกแต่คลอดในระบบประกันสังคมไม่ได้ จำนวนก็มีความสำคัญว่ามีผู้ได้รับผลกระทบเท่าไร
 
ประเด็นข่าวที่น่าสนใจ คือการสัมภาษณ์ผู้ที่ได้รับผลกระทบ ให้เห็นความลำบากของกรณีปัญหาเพื่อสะท้อนออกมาให้เกิดความสะเทือนใจ คนเล่าเรื่องต้องดูว่า จะดึงเนื้อหายังไงออกมาขายได้ คนที่เขียนก็ต้องพยายามดึงสิ่งที่อยู่ลึกๆของปัญหาให้สะท้อนออกมาสู่มุมที่ให้สังคมรับรู้กว้างขึ้น ผ่านการกลั่นกรองเรื่องราวร้อยเรียงให้น่าสนใจ อาจใช้การสัมภาษณ์คนเดียวไม่เพียงพอ อาจต้องหากรณีปัญหาเพิ่ม เพื่อความน่าเชื่อถือ การเขียนข่าว คนเขียนข่าวลงรายละเอียดได้ แต่คนเขียนข่าวจะให้ความคิดเห็นของตัวเองไม่ได้ ต้องคำนึ่งเสมอว่าเราคือคนเล่าข่าว คนเขียนข่าว เป็นแค่คนที่สื่อสารเรื่องราวของเขาไม่ใช่ของเรา ต้องมีจรรยาบรรณรับผิดชอบต่อข่าว กรณีไม่แน่ใจ ข้อเท็จจริงให้ถามแหล่งข่าว หรือเสาะหาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น โดยสรุปหลายคนสามารถเขียนข่าวได้ดี แต่อาจต้องหาข้อมูลหรือคุณค่าของข่าวเพื่อปรุง เพิ่มรสชาด มีสีสัน ให้น่ากิน การเขียนข่าวส่งต้องเอาใจความสำคัญไว้ส่วนบน ซึ่งต่างกับบทความที่อาจเอาบทสรุปไว้ข้างล่าง การเขียนข่าวต้องนำใจความสำคัญมาโปรยให้ครบไว้บนสุดเพื่อไม่ให้บรรณาธิการ(บก.)ตัดออก ซึ่งอาจเป็นเพราะหน้าไม่พอ ไม่มีเวลาอ่าน สำคัญของข่าวก็จะหายไป สิ่งสำคัญคือ คนทำข่าวต้องมีใจ มีปากกามีความพร้อมที่จะต้องการสื่อสารให้กับคนภายนอก หรือสังคมได้รับรู้ข่าวสารที่ต้องการสื่อ ซึ่งอาจเป็นข่าว หรืแอไม่เป็นข่าวก็จะเป็นข้อมูลให้กับสื่อมวลชนคนทั่วไปที่ได้รับข่าวสารของเรา นักสื่อสารต้องรู้จักการใช้เครื่องมือเพื่อสื่อสาร จากนั้นคุณวิชัย ได้สรุปการอบรมครั้งนี้เป็นการอบรมกลุ่มนักสื่อสารซึ่งเป็นกลุ่มสุดท้ายของโครงการฯแต่ก็คงต้องลงพื้นที่เพื่อเสริมให้กลุ่มที่มาไม่ครบซึ่งติดภารกิจไม่สามารถมาได้ และกลุ่มที่ต้องการอบรมเพิ่ม การทำงานเพิ่งเริ่ม ในส่วนของโครงการยังมีงบประมาณลงมาสนับสนุนให้แต่ละกลุ่มประมาณ 30,000 บาท โดยให้แต่ละกลุ่มทำโครงการเข้ามาว่าจะมีการผลิตสื่อของกลุ่ม การเขียนข่าว การจัดทำหนังสือพิมพ์ร่วมกันในส่วนกลาง และเว็บไซต์ที่ต้องมีข่าวของทุกกลุ่ม
 
/////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
 
บันทึกการประชุม การสร้างนักสื่อสารแรงงาน โครงการ การพัฒนาสื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนขบวนการแรงงาน สนับสนุนโดย แผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน วันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม 2553  เวลา 14.00-17.00 น. ณ ห้องประชุมศุภชัย  ศรีสติ ศรีสติ มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย  เขตราชเทวี กรุงเทพฯ ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยผู้นำแรงงานกลุ่มต่างๆ สื่อมวลชนทีมอบรมนักข่าวพลเมืองจากทีวีไทยประกอบด้วย นางสาววราพร  อัมภารัตน์ นางสาวสุวิวนา  ทิพย์พินิจและผู้บริหารโครงการรวม 19 คน โดยสรุปได้ดังนี้
 
นายวิชัย นราไพบูลย์ ผู้จัดการโครงการฯ สรุปให้ฟังว่า การฝึกอบรมนักสื่อสารแรงงาน มีผู้ผ่านการอบรมจำนวนเกือบ 70 คน สูงกว่าเป้าหมายที่โครงการตั้งไว้ 50 คน แม้จะมีพื้นที่เข้าร่วมฝึกอบรมเพียง 8 ศูนย์ จากเดิมที่ตั้งเป้าหมายไว้ 9 ศูนย์ ก็ถือได้ว่าโครงการนี้บรรลุผลสำเร็จในขั้นแรก เพราะสื่อมวลชนที่เป็นวิทยากรในการอบรมชื่นชมคนงาน และกล่าวด้วยว่าหลายคนมีทักษะการเขียนดี บางคนทำงานได้ดีอยู่แล้ว ส่วนกิจกรรมต่อเนื่องหลังนักสื่อสารแรงงานผ่านการอบรม ประกอบด้วยเนื้องาน 2 ส่วน 
 
ส่วนแรก การจัดทำหนังสือพิมพ์แรงงาน อาจจะเรียกวารสารหรืออะไรก็แล้วแต่ เดือนละฉบับ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2553 ถึงตุลาคม 2554 การร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเขียนข่าวและนำเสนอข้อมูลต่างๆในเว็บไซต์โครงการ และการทำโครงการย่อยของแต่ละศูนย์ ทั้งสามกิจกรรมต้องการให้นักสื่อสารแรงงานที่ผ่านการอบรมรอบที่ 1 คัดเลือกตัวแทนมาทำหน้าที่บรรณาธิการ  จัดทำ “จดหมายข่าว” ขององค์กร และทำวีดีทัศน์ มีงบประมาณสนับสนุนศูนย์ละ 20,000 บาท ส่วนการทำหน้าที่กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์แรงงาน และการเขียนข่าว/ส่งข่าวในเว็บไซต์ มีงบสนับสนุนค่าเดินทางและอื่นๆต่างหาก 
ตัวแทนหรือบรรณาธิการมีหน้าที่ ประสานงานในศูนย์ บริหารจัดการงบประมาณสนับสนุนการผลิตสื่อภายในองค์กร ดูแลการสื่อสารภายในศูนย์ของตนเอง และหาข่าว เขียนข่าว ในหนังสือพิมพ์แรงงานอีกอย่างน้อยเดือนละหนึ่งชิ้น รวมถึงร่วมเป็นกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์และเว็บไซต์โครงการ และเพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างราบรื่น ขอให้แต่ละศูนย์ตั้งบรรณาธิการเป็นตัวแทนหลัก 1 คน และรองอีก 1 คน สองคนนี้จะต้องฝึกอบรมการทำงานบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ดังที่สื่อมวลชนที่เป็นวิทยากรในการอบรมนักสื่อสารแรงงานให้คำแนะนำเบื้องต้นไว้ และอาจจะต้องเข้าร่วมประชุมในฐานะกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์แรงงานเดือนละครั้ง หรือใช้การสื่อสารทางอื่นในการติดต่อตามความเหมาะสมต่อไป
นายวิชัย ขอให้แต่ละกลุ่มให้ความสำคัญกับประเด็นความปลอดภัยและประกันสังคมเป็นพิเศษ เพื่อให้สอดรับกับแนวทางของโครงการ และเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญต่อชีวิตคนงาน นอกจากนั้นยังเสนอให้นักสื่อสารแรงงานที่ผ่านการอบรมทำงานต่อเนื่องทันที แม้โครงการต่อเนื่องจะเริ่มดำเนินการในเดือนพฤศจิกายน 2553 แต่การสื่อสารภายในสามารถทำได้ตลอดเวลา อย่างน้อยก็น่าจะมีการสรุปและนำข่าวที่ได้จากการอบรมนักสื่อสารแรงงานไปเผยแพร่ต่อในศูนย์ รวมถึงการนำวิธีการเขียนข่าวที่ได้รับจากการอบรมไปใช้ประโยชน์ต่อองค์กรแรงงาน มิใช่ใส่ใจเฉพาะผลลัพธ์ของโครงการ ตัวอย่างเช่น การเขียนข่าวเกี่ยวกับนโยบายด้านความปลอดภัยของบริษัท การพบปะระหว่างตัวแทนฝ่ายลูกจ้างกับฝ่ายจัดการหรือฝ่ายนายจ้าง ฯลฯ การทำงานลักษณะนี้เป็นการนำสื่อเข้าไปสนับสนุนการทำงานของขบวนการแรงงาน
 
ที่ผ่านมาการทำงานของคนงานยังขาดการประสาน/เชื่อมโยงการทำงานสู่สื่อสาธารณะ โดยเฉพาะเรื่องการนำข้อมูลข่าวสารขึ้นเว็บไซด์ เพราะคิดว่าไม่ได้เป็นข่าว ไม่สำคัญ ทั้งที่ในความเป็นจริง การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารสู่สาธารณะ นอกจากทำให้สาธารณะรับรู้ ยังทำให้สื่อมวลชนได้รับข้อมูลข่าวสาร เมื่อมีสถานการณ์หรือความขัดแย้งเกิดขึ้น สื่อมวลชนจะนำสิ่งเหล่านี้มานำเสนอได้
 
เมื่อถามถึงจดหมายข่าวและ web block (การสื่อสารผ่านเว็บไซต์) ผู้เข้าร่วมประชุมบางคนบอกว่าองค์กรของตนมีและดำเนินการได้ บางแห่งมีแต่ไม่ได้ดำเนินการ ขณะที่บางแห่งยังไม่มีอะไรเลย ในประเด็นนี้คุณวิชัยชี้แจงเพิ่มเติมว่า สื่อที่จะผลิตขึ้นภายใต้โครงการนี้จะต่างออกไปจากสื่อที่มีอยู่เดิม เช่น เว็บไซต์ขององค์กรอาจเน้นเรื่องการสื่อสารภายใน การประชุมใหญ่ ฯลฯ แต่เว็บไซต์โครงการเน้นการสื่อสารกับสาธารณะ นำเสนอภาพรวมการขับเคลื่อนขบวนการแรงงาน นอกจากนั้น โครงการยังตั้งใจจะจัดอบรมความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาเว็บไซต์เพิ่มเติมให้แก่นักสื่อสารแรงงาน ในอนาคต การทำเว็บไซต์จะนำเสนอเฉพาะภาพนิ่งเฉยๆไม่ได้ ต้องทำเป็น clip VDO (ภาพเคลื่อนไหว)
ส่วนการทำหนังสือพิมพ์แรงงานนั้น นักสื่อสารแรงงานทุกคนต้องช่วยกันเขียนข่าว ช่วยกันทำหนังสือพิมพ์ ถ้านักสื่อสารแรงงานไม่ร่วมแรงร่วมใจในการผลิตหนังสือพิมพ์แรงงาน โครงการยินดีจะคืนงบประมาณแก่ผู้ให้ทุน เพราะมูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทยไม่มีนโยบายรวมศูนย์การทำงานไว้ที่ส่วนกลาง ความสำเร็จของโครงการขึ้นอยู่กับความร่วมมือร่วมใจในการทำงานของคนงานแต่ละพื้นที่ 
 
สำหรับเนื้องานส่วนที่สองคือ การอบรมเทคนิคการตัดต่อวีดีโอ จะจัดฝึกอบรมระหว่างวันที่ 12-14 พฤศจิกายน 2553 รายละเอียดจะมีทีมอบรมนักข่าวพลเมืองของทีวีไทยมาพูดคุยให้ฟังในวาระต่อไป
 
จากนั้นที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับวิธีบริหารจัดการงบประมาณสนับสนุนศูนย์ละ 20,000 บาท ได้ข้อตกลงว่า ให้ใช้ระบบสัญญาจ้างแบบเหมาจ่าย โดยให้แต่ละศูนย์กลับไปหารือเรื่องผลผลิตว่าจะทำสื่อชนิดไหน จำนวนเท่าไหร่ เช่น จัดทำจดหมายข่าวกี่ฉบับ พิมพ์ฉบับละกี่เล่ม ทำวีดีทัศน์ความยาวกี่นาที กี่ชิ้น ฯลฯ และขอให้แจ้งกลับมายังคุณสุมาลี ลายลวด ภายใน 7 วัน เพื่อดำเนินการจัดทำสัญญาจ้างให้แล้วเสร็จ เพื่อให้แต่ละศูนย์เบิกเงินไปใช้ โดยเบื้องต้นขอให้ทุกศูนย์มีโครงการจัดทำจดหมายข่าว เน้นประเด็นเรื่องสุขภาพความปลอดภัย ถ้าทำเดือนละครั้งอาจจะต้องทำหลายหน้า แต่ถ้าทำถี่กว่านั้นอาจทำแค่หน้าสองหน้าก็ได้
 
ประเด็นต่อมา นางสาววาสนา ลำดี กล่าวถึงนางสาวมัทนา โกสุม ผู้ช่วยผู้จัดการแผนงานฯ จะจัดอบรมทีมประเมิน ระหว่างวันที่ 24-25 พฤศจิกายน 2553 เพื่อทำหน้าที่ติดตามการทำงานของโครงการว่าเป็นอย่างไร มีปัญหาตรงไหน อย่างไร โดยกำหนดให้โครงการส่งตัวแทนเข้าร่วมอบรมศูนย์ละ 1 คน และทีมกลางอีก 2 คน พร้อมกันนั้นคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยจะส่งตัวแทนเข้าร่วมอบรมศูนย์ละ 1 คน โดยตกลงในเบื้องต้นว่าตัวแทนของศูนย์ในสังกัดคณะกรรมการสมานฉันท์จะทำงานร่วมกับตัวแทนของโครงการ ขณะที่สถาบันส่งเสริมความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน จะส่งตัวแทนเข้าร่วมอบรมศูนย์ละ 2 คน ทำงานแยกส่วนออกไปต่างหาก นอกจากนั้น ปลายเดือนตุลาคม คาดว่าจะเป็นวันที่ 31 ตุลาคม 2553 โครงการจะจัดเวทีให้นักสื่อสารแรงงานพบปะพูดคุยกับสื่อมวลชนหลายแขนง เช่น เว็บไซต์ หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ เพื่อทำความเข้าใจและเข้าถึงเหตุผลที่ต้องมีสื่อเฉพาะด้านเฉพาะกลุ่ม และเหตุผลที่ต้องมีนักสื่อสารในกลุ่มของตนเอง นี่คืออีกหนึ่งเรื่องราวที่นักสื่อสารแรงงานต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการสื่อสาร ดังนั้น นักสื่อสารแรงงานทุกคนควรจะเข้าร่วมเวที ยกเว้นภูเก็ต อยู่ไกล อาจจะให้มีตัวแทนมาเข้าร่วมเพียง 1-2 คน หรือกรณีที่นักสื่อสารแรงงานไม่สามารถเข้าร่วมได้ อนุญาตให้ศูนย์ส่งตัวแทนมาเข้าร่วมแบบหนึ่งต่อหนึ่ง (แต่ละศูนย์ส่งคนได้ตามจำนวนนักสื่อสารแรงงานที่ผ่านการอบรมรอบแรกเท่านั้น) กลับมาที่การอบรมเทคนิคการตัดต่อวีดีโอ เจ้าหน้าที่ฝึกอบรมนักข่าวพลเมือง ทีวีไทย นางสาววราพร  อัมภารัตน์ (จ๋า) และ (มะลิ)นางสาวสุวิวนา ทิพย์พินิจ  กล่าวถึงการเขียนข่าวว่าเน้นเรื่องการเขียน แต่นักข่าวพลเมืองเน้นเรื่องภาพ การทำงานมีความต่างกัน ที่ผ่านมาส่วนใหญ่ทำงานกับชาวบ้าน คนแก่บ้าง เด็กบ้าง บางคนไม่เคยอบรม ไม่มีทักษะการเขียน ไม่มีทักษะการใช้กล้อง ก็สามารถเป็นนักข่าวพลเมืองได้ ผู้เข้าอบรมบางคนบอกว่าเขียนไม่ได้ อุปกรณ์ไม่มี จะทำอย่างไร คำแนะนำง่ายๆคือ เขียนอะไรให้นึกถึงภาพของเรื่องนั้น การผลิตข่าวแบบนี้ แม้ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยาก ผู้อบรมต้องฝึกคิดเรื่อง ฝึกเล่าเรื่อง ต้องมีจุดเชื่อม ต้องนำเสนอให้คนอื่นอยากรู้ ชี้ให้เห็นว่าเรื่องราวเหล่านั้นส่งผลกระทบต่อเขาอย่างไร 
จากนั้นทั้งสองท่านได้นำเสนอวีดีทัศน์หลายชุด เช่น ครั้งแรกของการฝึกอบรมนักข่าวพลเมือง, ตัวอย่างผลงานของผู้ผ่านการอบรม 3-4 วัน, สิ่งที่ผู้อบรมต้องเตรียมก่อนการอบรมนักข่าวพลเมือง ประกอบด้วย
 
1.  ทดลองดูผลงานของนักข่าวพลเมืองในทีวีไทย
2.  เตรียมทีม กลุ่มละ 3 คน รวมไม่เกิน 10 ทีม
3.  มีเรื่องอยากสื่อทีมละ 1 เรื่อง
4.  เตรียมภาพเคลื่อนไหว เขียนเรื่องอะไรให้ถ่ายภาพเรื่องนั้น
5.  มีกล้องดิจิตอล คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ (หูฟัง)
 
แต่เนื่องจากเจ้าหน้าที่ฝึกอบรมไม่เคยทำงานกับคนงาน จึงตั้งเงื่อนไขเพิ่มเติมว่า “ขอให้ผู้เข้าอบรมกรอกแบบสอบถามเรื่องความถนัดและอุปกรณ์ที่มี”
ปกตินักข่าวพลเมืองไม่สอนเขียนบท แต่จะสอนวิธีการทำสคริปและวิธีการนำเสนอภาพประกอบ ทำอย่างไรให้กระชับ และสอนการถ่ายภาพ/ตัดต่อภาพ โดยการอบรมจะใช้เวลา 3 วัน วันแรกเป็นการพูดคุยเกี่ยวกับการนำเสนอ/ทำสคริป วันที่สองเป็นการถ่ายภาพ/ตัดต่อ เรียน 2 ชั่วโมงแล้วให้ลงมือปฏิบัติ และวันที่สามเป็นการนำเสนอ
หลังจากพูดคุยเรื่องเนื้อหาจบแล้ว คุณมะลิได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการถ่ายภาพเพื่อเป็นวัตถุดิบในการตัดต่อวีดีโอความยาว 3 นาที (ในการฝึกอบรม) ว่าควรมีการถ่ายภาพเป็นช็อตๆสั้นๆ รวมกันประมาณ 15-30 นาที และสิ่งสำคัญสำหรับการถ่ายภาพคือ “ภาพต้องนิ่ง” หลังจากนั้นเป็นการแนะนำเทคนิคการถ่ายภาพหลายๆวิธี เช่น การดึงภาพ อย่าใช้วิธีซูม (zoon) ควรเดินเข้าหาเพราะซูมจะมีเสียงและทำให้ภาพสั่น, ความยาวในการถ่ายภาพแต่ละช็อตประมาณ 7-10 วินาที, การบันทึก กด 1 ครั้ง เท่ากับ 1 ช็อต/record, ภาพนิ่งใช้สำหรับเรื่องในอดีต เสน่ห์ทีวีอยู่ที่ภาพเคลื่อนไหว, การถ่ายภาพ 360 องศา ตอนถ่ายใช้ได้ แต่ตอนตัดต่อมีปัญหา ทางแก้คือ ต้องมีจุดเริ่มและจุดจบที่ชัดเจน ไม่ใช่ถ่ายไปเรื่อยๆ, การสัมภาษณ์ต้องระวังเรื่องเสียงคนบันทึก, ควรเตรียมประเด็นก่อนสัมภาษณ์ ชวนคุยก่อน แล้วค่อยบันทึก จะทำให้กระชับมากขึ้น, สัมภาษณ์แล้ว อีกฝ่ายตอบ ให้ทิ้งภาพไว้สักครู่แล้วค่อยกดหยุดภาพ, สัมภาษณ์แล้วได้ไม่ครบ ให้ทำบทแล้วใส่เสียงบรรยายเสริมแทนการสัมภาษณ์เพิ่มก็ได้, รวมถึงวิธีการจับกล้องแบบผู้ชายและผู้หญิง สิ่งสำคัญคือการประคองหรือตั้งฐานให้มั่นคง, และก่อนลงพื้นที่ต้องตรวจสอบแบตเตอร์รี่และการ์ดบันทึกความจำ
 
เมื่อถามถึงโอกาสในการนำเสนอผลงานในทีวี คุณจ๋า(ชื่อจริง)บอกว่า มีแน่นอน และเสริมอีกด้วยว่า นอกจากการประท้วง ผู้ชมอยากเห็นวิถีชีวิต อยากรู้จักคนงานใน 3 นาที ความสำคัญจึงอยู่ที่ เราจะหยิบยกประเด็นไหนขึ้นมานำเสนอ และที่สำคัญ ในปี 2554 ทางสถานีมีโปรแกรมจะเอาผลงานของนักข่าวพลเมืองมานำเสนอคั่นระหว่างรายการ (break) และจะเปิดสถานีภูมิภาคในภาคเหนือและภาคอีสาน ทำให้มีโอกาสในการนำเสนอผลงานของนักข่าวพลเมืองเพิ่มมากขึ้น
ท้ายสุด คุณจ๋า(ชื่อจริง)และคุณมะลิขอให้คนงานส่งแบบสอบถาม พร้อมกับให้แต่ละกลุ่มเขียนประเด็นที่อยากทำ ส่งภายในวันที่ 22 ตุลาคม 2553 ส่วนการถ่ายภาพเคลื่อนไหวให้นำไปในวันอบรม โดยขอให้ตระหนักว่า คนดูอยากเห็นภาพบวก ต้องชี้สาเหตุ ปัญหา การต่อสู้ และทางแก้ ที่สำคัญคือ “มีชีวิตเป็นอยู่อย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาคืออะไร”
ก่อนปิดการประชุม นางสาววาสนาแจ้งเรื่องงบประมาณในการฝึกอบรมที่สูงกว่างบประมาณที่ตั้งไว้ เดิม 10 คน อบรม 1 วัน เพิ่มขึ้นเป็น 30 คน อบรม 3 วัน ทำให้จำเป็นต้องของบประมาณสนับสนุนเพิ่มเติมจากทีวีไทย เบื้องต้นทีวีไทยจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการอบรมทั้งหมด และโครงการรับผิดชอบค่าเดินทางของผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด ส่วนค่าอาหารและที่พัก คุณวาสนารับหน้าที่ประสานงานกับผู้มีอำนาจตัดสินใจของทีวีไทยต่อไป
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////
 
เวทีสานสัมพันธ์ภาคีแรงงาน ชุมชน และสื่อสาธารณะ เขตย่านภาคตะวันออก เรื่อง “บทบาทการสื่อสารสังคม : ทางออกทางรอดปัญหาสุขภาพความปลอดภัยของแรงงาน และชุมชน” วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม 2553 จัดโดย แผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน โครงการการพัฒนาสื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนขบวนการแรงงาน ณ ห้องประชุมสายธารรีสอร์ท จังหวัดชลบุรี ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยผู้นำแรงงาน นักสื่อสารแรงงาน ตัวแทนชุมชน เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก สื่อมวลชน ตัวแทนแผนงานฯ ผู้ดูแลโครงการฯ รวม 21 คน ได้ร่วมกัน เสวนาเรื่อง บทบาทการสื่อสารสังคม: ทางออกทางรอดปัญหาสุขภาพความปลอดภัยของแรงงาน และชุมชน
นายวิชัย  นราไพบูลย์ ผู้จัดการโครงการการพัฒนาสื่อฯมูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทยกล่าวว่า บทบาทหน้าที่สื่อ คือการนำเสนอข่าวแบบรอบด้าน ครบทุกประเด็น สื่อจึงต้องการข้อมูลที่หลากหลาย ในการที่จะนำเสนอต่อสาธารณชนให้ได้รับรู้ข่าวสารข้อเท็จจริง ซึ่งอาจพบกับขบวนการสร้างกระแสให้เกิดความหน้าสนใจ เพื่อเป็นข่าว ซึ่งอาจเป็นข้อเท็จจริง หรือเป็นข่าวลวง ตรงนี้ก็เป็นหน้าที่สื่อในการกลั่นกรองข่าวสารก่อนการเผยแพร่ และบางครั้งสื่อก็อาจเป็นส่วนหนึ่งของความของความขัดแย้งระหว่าง รัฐ นักการเมือง นายจ้าง ลูกจ้าง แรงงาน และชุมชน  สื่อมีพลังในการที่จะทำความเข้าใจต่อสังคม สื่อมีส่วนที่จะทำให้สังคมเข้าใจปัญหาการเคลื่อนไหวผลักดันขับเคลื่อน
 
นายภาสกร จำลองราช หนังสือพิมพ์มติชน กล่าวว่าสื่อถูกแบ่งเป็นสื่อท้องถิ่น กับสื่อส่วนกลาง การทำข่าว และแนวคิดสื่อเดิมจะทำงานกับรัฐ ข้าราชการมากกว่าภาคประชาชน แรงงาน เช่นสื่อส่วนกลางก็จะประจำอยู่สำนักพิมพ์หรือสถานี และส่วนหนึ่งจะประจำอยู่กระทรวง กรมต่างๆ ซึ่งเป็นที่ทำงานของนักการเมือง และข้าราชการ ส่วนสื่อท้องถิ่นก็เช่นกัน ส่วนใหญ่จะประจำอยู่ที่ศาลากลางจังหวัดเป็นห้องประชาสัมพันธ์ของจังหวัด จึงมีความใกล้ชิดกับรัฐ หรือข้าราชการ ทำให้เกิดการทำข่าวที่จะเป็นความเคลื่อนไหวของรัฐเป็นส่วนใหญ่ จนอาจเกิดคำครหาว่าสื่อไม่ทำข่าว หรือทำข่าวความขัดแย้งระหว่างนายจ้างกับแรงงาน หรือรัฐกับชาวบ้านแล้วจะเอยเอียงหนักไปทางรัฐมากกว่า สื่อปัจจุบันต้องมีการปรับตัวมากขึ้นเนื่องจาก แรงงาน กับภาคประชาชนนั้นมีการพัฒนาการรวมกลุ่มกันมากขึ้น มีการทำข้อมูลการทำงานประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เกิดการทำงานที่ทันต่อสถานการณ์สื่อเองก็ต้องปรับตัวมากขึ้น แต่ก็อาจมีสื่อบางคนเท่านั้นที่ยังติดอยู่กับกรอบเดิม ไม่ยอมปรับตัว ความแตกต่างระหว่างสื่อท้องถิ่นกับ สื่อส่วนกลาง ที่สำคัญอีกอย่างคือ การทำงานของสื่อส่วนกลางมีเงินเดือน มีความใกล้ชิดแหล่งข้อมูล มีการทำข่าวแบ่งงานกันทำ อยู่ใกล้กับศูนย์กลางอำนาจใกล้ชิดแหล่งข่าวที่เป็นผู้นำ มีจุดขายที่น่าสนใจและมีคุณค่าความเป็นข่าวที่สังคมเฝ้ามองและติดตาม ภายในหนึ่งวันอาจมีข่าวเข้ามาจำนวนมาก แต่สื่อท้องถิ่นจะทำข่าวเป็นรายชิ้น หากไม่มีการตีพิมพ์ หรือออกอากาศก็จะไม่ได้ค่าจ้าง เป็นสื่อที่ต้องทำทุกข่าวทั้งข่าวอาชญากรรม ข่าวแรงงาน ข่าวชาวบ้าน ข่าวาสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ต้องทำและต้องได้ลงก่อนถึงได้รับค่าจ้าง ทำให้สื่อมวลชนที่ทำงานท้องถิ่นอาจต้องทำงานหนัก หาจุดขายของข่าว และต้องทำข่าวที่คิดว่าต้องเป็นข่าว ได้ลงแน่นอน จึงจะเห็นข่าวอาชญากรรมส่วนใหญ่มาจากท้องถิ่น ทำให้สื่อท้องถิ่นเองก็ไม่มีทางเลือกที่จะต้องทำงานกับนักการเมืองท้องถิ่น นายจ้าง หรือข้าราชการผู้ใหญ่ เพื่อความอยู่รอด แต่อย่างไรคิดว่าจรรยาบรรณของสื่อส่วนใหญ่ยังมีอยู่ และยังทำงานบนพื้นฐานความถูกต้องของข่าว หากแรงงาน ชุมชนมีข้อมูล และมีความรอบด้านควรเสนอเป็นข่าว หรือเก็บไว้เพื่อติดตามทำข่าวต่อก็อยู่ที่ความพร้อมและจุดขายว่ามีความน่าสนใจหรือไม่ 
 
นางสาวอัยยลักษณ์ เหล็กสุข สหภาพแรงงานเอ็น ที เอ็น นิเด็ค ประเทศไทย แสดงความเห็นว่า เนื่องจากเรื่องราวของคนงานNTN นิเด็ค เคยเป็นข่าวอยู่ช่วงที่มีการชุมนุมเรียกร้องสวัสดิการ และนายจ้างเลิกจ้างกรรมการสหภาพแรงงานรวมสมาชิกจำนวน 80 กว่าคน เดิมทำอย่างไรก็ไม่เป็นข่าว คนงานก็ชุมนุมประมาณ 1,000 คน เพื่อเรียกร้องให้นายจ้างรับกรรมการสหภาพแรงงานและสมาชิกกลับ ตอนนั้นมองไม่ออกว่าจะทำอย่างไรให้มีข่าวออกไปสู่สังคมว่าเราเดือดร้อน นายจ้างกระทำกับคนงานแบบไม่เป็นธรรม เพราะผู้คนก็คิดเพียงว่านายจ้างเลิกจ้าง พร้อมจ่ายค่าชดเชยให้ และโอนเงินเข้าบัญชีให้คนงานที่ถูกเลิกจ้าง สังคมไม่เข้าใจว่าทำไมเรียกร้องกลับเข้าทำงาน ได้มีการนำเสนอประเด็นข้อมูลของคนงานทั้งหมดที่ถูกเลิกจ้างว่าประกอบด้วยใครบ้าง สัดส่วนผู้หญิง ผู้ชาย อายุ และภาระของคนงาน ก็มีการทำข้อมูล และพบว่ามีคนงานที่ตั้งครรภ์ และคลอดบุตรนอนอยู่บ้านถูกเลิกจ้างด้วยประมาณ 7 คน สื่อมวลชนก็ทำข่าวประเด็นการเลิกจ้างคนท้องออกไป ก็ยังมีประเด็นการคุกคามทำร้ายร่างกายตามมา สื่อก็ทำข่าวอีก จนเกิดกระแสการหนุนช่วยของแรงงานNTN นิเด็ค ในจังหวัดปทุมธานี และก็เกิดกระแสที่ต่อว่านาจ้างที่ทำการผิดกฎหมายฉวยโอกาสเลิกจ้างคนงานที่ตั้งครรภ์ และคนงานที่คลอดบุตร ทำให้นายจ้างยอมเจรจาและรับคนงานกลับเข้าทำงานทั้งหมด และยินยอมให้คนงานผ่อนจ่ายค่าชดเชยที่นายจ้างโอนเข้าบัญชีแล้ว โดนหักจากค่าจ้างเป็นรายเดือนจนกว่าจะครบ และมีการปรับการบริหารงานใหม่เน้นการทำงานด้านแรงงานสัมพันธ์มากขึ้น ซึ่งช่วงนี้มีการเจรจาปรับสภาพการจ้างในรอบปี ก็มีการเจรจาปรึกษาหารือกันด้วยดี
นายภาสกร จำลองราช แสดงความคิดเห็นต่อประเด็นนี้ว่า การทำงานส่งข่าวอาจไม่ใช่ทำครั้งเดียวจบ อาจถูกเก็บเป็นข้อมูล เช่นสื่อเขียนเรื่องเลิกจ้างคนงานท้อง แต่ปัญหาใหญ่ของเรื่องนี้ คือ นายจ้างเลิกจ้างแกนนำสหภาพแรงงาน  ประเด็นหลักที่นักข่าวเอาไปขายสู่สังคมคือ เรื่องนายจ้างเลิกจ้างคนท้อง ประเด็นรองคือเรื่องที่แกนนำถูกขู่ฆ่าและถูกทำร้าย ไม่ควรจะส่งข่าวนี้ในวันรุ่งขึ้น เพราะต้องการที่จะต้องทำประเด็นรองให้เป็นประเด็นหลัก สิ่งที่ต้องทำคือ การป้อนข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจและการส่งข่าวให้เน้นความสำคัญกับเรื่องที่แกนนำถูกขู่ฆ่า และทำร้าย โดยวันต่อมาจะต้องเอาประเด็นรองขึ้นให้เป็นประเด็นหลัก  การทำข่าวนั้นไม่ใช่ประสบการณ์บางครั้งอาจต้องทำงานหนักมาก เช่น นักข่าวส่วนใหญ่อยู่ส่วนกลาง แต่ปัญหาแรงงาน ชุมชนอยู่ต่างจังหวัด คนที่เกี่ยวข้องปัญหาก็อยู่ต่างจังหวัด อย่างสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด ควรจะต้องมีเบอร์โทรศัพท์ มีข้อมูลรู้จักกับนักข่าว หรือว่าประชุมร่วมกันกับนักข่าวเพื่อให้ข้อมูลข้อเท็จจริงมากขึ้น หาช่องทางในการที่จะช่วยตัวเองให้มากที่สุด เพื่อให้สื่อต่างๆที่ออกสู่สังคมตรงกับความต้องการที่นำเสนอมากที่สุด ในเมื่อเริ่มมีช่องทางนักสื่อสาร ผู้นำแรงงาน หรือชุมชนลองเรียนรู้กับสื่อ ลองเล่นกับสื่อรู้ว่าสนุกจริงๆในสถานการณ์การต่อสู้ระหว่างคู่ขัดแย้งมันจะซับซ้อนกว่านั้นอีก ถ้าตัวนายจ้างหรือนายทุนเขาก็มีสื่ออยู่ในมือเขาก็ส่งข่าว การกำหนดทิศทางข่าว ต้องต่อสู้กันเรียกว่าสงครามข่าว ใครจะคุมสภาพ คุมทิศทางได้มากกว่ากัน และใครมีวิธีการยังไง แล้วเรามีเพื่อนที่เป็นนักข่าวแค่ไหน เพราะนี่ไม่ใช่เพื่อนในโรงงาน เพื่อนจากมูลนิธิ เพื่อนจากกรรมการสิทธิ ที่สำคัญว่านักวิชาการหรือใครที่จะมาหนุนช่วยสนับสนุนการต่อสู้เคียงข้างกัน
 
นายไพฑูรย์ บางพระ สหภาพแรงงานอุตสาหกรรมท่อเหล็ก กล่าวว่าจากการเขียนข่าวตามที่ไปอบรมมาเป็นครั้งแรกก็ยังมึนอยู่ กลับมาก็ยังไม่รู้จะเขียนอย่างไร เริ่มนับหนึ่งเริ่มเขียนการวางคอร์ลัมที่จะต้องเขียนจะขึ้นอย่างไร คือเจาะเรื่องปัญหาแรงงานลงไป เช่นข่าวบริษัทหนึ่งประท้วงเรื่องข้อเรียกร้อง ข้อมูลเรื่องโบนัส สมมุติบริษัทให้ 5 เดือน แต่สหภาพแรงงานไม่ใจ มีปัญหาว่าเรียกร้อง 6 เดือน ตามด้วยข้อเรียกร้องมากมายหรือไม่ ค่าแรงต่ำ จำนวนคนร้อยกว่าคน ทำงานวันละกี่ชั่วโมง ปีหนึ่งไม่มีวันหยุด สิ่งเหล่านี้ไม่เคยบอกใคร นักข่าวมาทำเป็นข่าวออกสู่สังคมแต่ไม่ตรงกับข่าวที่คนงาน สื่อบอกว่าลูกจ้างต้องเป็นข่าว แต่พอข่าวออกไปลูกจ้างกลายเป็นคนผิด สังคมบอกว่านายจ้างจ่ายให้แล้วลูกจ้างควรพอใจไม่น่าจะเรียกร้องมากนัก นักข่าวไม่ทำข่าวแบบลงลึกจริงๆ แนวเขาเขียนข่าวบางทีเป็นมืออาชีพ แรงงานจะสื่อยังไง ตรงนี้แรงงานยังขาด เพราะว่านักข่าวเข้ามาหา มาทำข่าวอย่างมากใช้เวลาครึ่งชั่วโมงก็กลับ แต่ช่วงครึ่งชั่วโมงแม้ว่าจะพยายามสื่อสารกับนักข่าวก็ไม่มีสื่อเขียนข้อมูลลงลึกข้อเรียกร้องทั้งหมด เขียนเพียงแต่เรื่องเรียกร้องโบนัส ข้อเรียกร้องสวัสดิการแม้มีเรื่องความต้องการความปลอดภัยในการมีงานทำว่าทำงานมา 10 ปี ยังไม่ได้บรรจุเป็นพนักงานประจำจนต้องมาเรียกร้องไม่เป็นข่าว
 
นายสุทธิ  อัตฌาศัย เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก กล่าวว่า ประเด็นที่ที่จะให้สื่อต้องมีความชัดเจน เสนอแล้วต้องส่งผลกระทบต่อสังคม สร้างความเข้าใจกับสาธารณชนให้เกิดการเปิดกว้างให้คนได้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้น ให้เกิดภาพความเห็นใจ ซึ่งตรงนี้การใช้ผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นผู้ที่สื่อเรื่องราวของตนเองจึงเป็นที่น่าสนใจเพิ่มขึ้น เพราะคนที่จะสามารถสื่อสารชัดเจนว่าต้องการอะไร เกิดอะไรขึ้นต้องเป็นเจ้าของปัญหา การเลือกคนที่จะเป็นผู้สื่อสารบางครั้งไม่ควรใช้คนเดียว คนเดิมๆ ต้องมีการเปลี่ยนผู้ที่นำเสนอปัญหา เพื่อไม่ให้ช้ำ คือเล่าเรื่องเดียว เป็นจุดขายคนเดียว ต้องมีการสร้างตัวละคร หรือเจ้าของปัญหาคนใหม่ๆ เพื่อการกระจายบทบาท ข่าวก็ไม่น่าเบื่อ เปลี่ยนคนออกมาสื่อสาร แต่ละคน แต่ละเรื่อง เพื่อเป็นตัวเลือกให้ สื่อได้เลือกว่าวันนี้จะเล่นเรื่องลุงน้อย หรือจะเล่นเรื่องชุมชน สร้างความหลากหลายทางข้อมูล การทำงานต้องสร้างข้อมูลต้องมีการหาข้อมูลมาหนุนประเด็นที่เป็นปัญหา หาพันธมิตรทางวิชาการ ทั้งส่วนที่เป็นนักวิชาการสิ่งแวดล้อม ที่อยู่ในมหาวิทยาลัย องค์กรอิสระ องค์กรเอกชนต่างๆ และก็ให้มีบทบาทของนักวิชาการที่เป็นแพทย์ที่เข้ามาตรวจชาวบ้านเรื่องผลกระทบด้านสุขภาพ เพื่อได้ข้อมูลผลกระทบจากสุขภาพเพิ่มเข้ามาหนุนช่วย เป็นการทำงานร่วมกันหลายฝ่าย ก็จะมีการสื่อสารผ่านสื่อออกไปสู่สังคมแบบต่อเนื่อง การสร้างแอ็คชั่นการเคลื่อนไหวก็ต้องมีการปูพื้นสื่อสารล่วงหน้า การท่าทายอำนาจรัฐบ้าง แต่ก็ต้องดูกระแสสังคมเช่นกันว่าเข้าใจประเด็นปัญหาผลกระทบ ที่มีการสื่อไปล่วงหน้าเช่นที่ให้ชาวบ้านเดินเท้าจากระยองมาทำเนียบรัฐบาล เดิน 2 วันกับ 200 กว่ากิโลเมตร ท่ามกลางกระพระราชกฤษฎีกาฉุกเฉิน ก็เสี่ยงที่รัฐจะใช้อำนาจรัฐจัดการชาวบ้าน แต่กระแสสังคมเห็นใจลุงน้อย เนื่องจากมีสื่อทำข่าวลุงเดินเท้ามา ข่าวของลุงที่ต้องสูญเสียครอบครัว และชาวบ้านที่ป่วย ก็จะเห็นได้ด้วยภาพผ่านสื่อถึงผู้คนที่สนับสนุนให้กำลังใจเป็นตน ในส่วนของแรงงานก็ควรมีการทำข้อมูล มีนักวิชาการแนวร่วมหลากหลายมากขึ้น เข้ามาหนุนช่วย การเรียกร้องเรื่องค่าจ้าง 421 บาท ก็จะทำให้ผู้คนเข้าใจได้ว่าทำไหมค่าจ้าง 421 บาทคนงานถึงอยู่ได้ หากดูปัจจุบัน แรงงานมีนักวิชาการมาสนับสนุนด้านวิชาการน้อยมาก ทำให้การสื่อสารมีด้านเดียวคือแรงงาน ท่ามกลางนายจ้างที่มีทั้งรัฐ นักวิชาการ และเงินทำให้แรงงานที่เคยเข้มแข็งขณะนี้ดูเหมือนพันธมิตรด้านวิชาการมีน้อยมาก การต่อสู่ของชาวบ้านมาบตาพุด ที่สู้จนปัจจุบัน ก็คือ 1. การใช้ข้อมูล ข้อเท็จจริง 2. รีลาการนำเสนอของผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อคงกระแสการต่อสู้ 3.  นักการเมือง ข้าราชการที่ใช้อำนาจแทนการนำข้อเท็จจริงมาต่อสู้กับชาวบ้าน จนนำไปสู่การทำลายชีวิตคน ความสามัคคีในชุมชน ซึ่งตรงนี้ก็คงไม่ต่างกับแรงงานที่โดนความเลวร้ายของระบบทุนเข้าไปแทรกแซงและจัดการเช่นกลายกรณีที่เกิดในระยอง และเป็นข่าวการยิงสหภาพแรงงาน การขมขู่เอาชีวิตกันเป็นต้น
 
นายยงยุทธ เม่นตะเภา ประธานสหพันธ์แรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย นำเสนอว่า ประเด็นในส่วนของแรงงานเดือดร้อนอธิบายความให้สื่อเข้าใจ หลังจากนั้นเราก็ทำกิจกรรมขับเคลื่อน ประเด็นที่มีความชัดเจนที่เห็น กระแสการกดดันนายจ้าง อยากให้สื่อมีการนำเสนอเกาะติดสถานการณ์ และสื่อสารออกเป็นช่วงๆ เพื่อให้สังคมได้รับรู้ปัญหาพื้นที่ เช่นกรณี คนงานขนส่งรถยนต์แห่งหนึ่ง เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทรถยนต์ขนาดใหญ่ โดยบริษัทใหญ่ใช้แนวการแยกบริหาร ตั้งเป๋นบริษัทลูกขึ้น หากถ้าสื่อจะนำเสนออย่างต่อเนื่องในมุมมองหลายๆแบบทั้งการแยกบริษัทลูกบริหาร การจัดการเรื่องสวัสดิการที่มีความต่าง และการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรม การต่อสูของสหภาพแรงงานเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการจ้างงาน การที่นายจ้างหาเหตุเลิกจ้างสหภาพแรงงานจนเกิดการเปิดข้อมูลส่วย สื่อทำข่าวเกาะติดประเด็นส่วย ทำข่าวทุกวันเป็นประเด็นหลัก ส่วนกรณีการเลิกจ้างสหภาพแรงงานเป็นประเด็นเล็กที่แทรกไว้ในข่าวเท่านั้น สหภาพแรงงานมีการเข้ายื่นหนังสือสถานฑูต มีสื่อทำข่าวตีแผ่ออกไปทางประเทศญี่ปุ่น ที่เป็นบริษัทแม่ เรียกร้องผ่านองค์กรนายจ้าง ขับเคลื่อนผ่านองค์กรแรงงานพันธมิตรที่ต่างประเทศ กดดันนายจ้างบริษัทแม่ในญี่ปุ่นต้องตัดสินใจรับพนักงานทั้งหมดที่เลิกจ้างกลับเข้ามาทำงาน
 
นายชัยภัทร  ธรรมวงษา หนังสือพิมพ์แนวหน้า ได้เสนอแลกเปลี่ยนว่า ในฐานะสื่อมวลชน จากการได้เฝ้าติดตามการทำงานของขบวนการแรงงาน และคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยมาโดยตลอด กรณีการเรียกร้องให้มีการปรับค่าจ้างที่เป็นธรรมควรเป็น 421 บาทต่อคน แรกคิดว่าเรียกร้องสูงไปหรือไม่? แต่เมื่อได้ข้อมูลการสำรวจข้อมูลของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย นำมาเปิดเผยก็ปรากฏว่าข้อมูลที่แรงงานสำรวจมาจากค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน การเสนอปรับค่าจ้าง 421 บาท เป็นข้อมูลที่ค่อนข้างเหมาะสมที่ทำให้คนงานสามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้ หลังจากที่ส่งข่าวเข้าไปที่บก (กองบรรณาธิการ) ก็มีความเห็นต่างๆนาๆ มีการพูดคุยกัน เป็นกระแสสื่อสารที่ส่งให้สังคมมีการวิพากษ์วิจารณ์กันสูงมากทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย และข้อมูลที่ค่อยปล่อยออกมาการที่สื่อลงหาข้อมูลสัมภาษณ์คนงานมาเสนอทำให้ทุกคนเห็นด้วยว่าการปรับขึ้น 421 บาท มีความเหมาะสมตามภาวะเศรษฐกิจ ทีนี้บทบาทของนักสื่อสารแรงงานจะทำอย่างไรให้สังคมได้รับรู้ ในฐานะสื่อก็เสนอว่าเมื่อมีข้อมูลต่างๆพร้อมลงมือเขียน จากนั้นหาช่องทางการนำเสนอผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ ซึ่งอาจเปิดหน้าสกรู๊ปเหล่านี้ น่าจะเป็นช่องทางหนึ่งให้ได้เผยแพร่เรื่องราวของแรงงานได้ ข่าวเรื่องค่าจ้างค่อนข้างต่อเนื่อง เพราะจะต้องไปถามหลายๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น นายจ้าง ลูกจ้าง นายก คณะกรรมการค่าจ้าง เหล่านี้คิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไรบ้าง ควรหาตัวละครเกี่ยงกับเรื่องนี้ สอบถามว่าค่าจ้างเท่านี้พอไหม เท่าไหร่ถึงจะพอ หรือแม้แต่สิทธิต่างๆ ว่าพอไหมได้รับสิทธิไหม
 
นายภาสกร จำลองราช กล่าวเสริมว่า ประเด็นค่าจ้างมีปัญหาเรื่องโครงสร้าง รวมถึงความอ่อนล้าของขบวนการแรงงาน ด้วยช่วงหลังจะเห็นว่าตกขบวนบ่อย ความจริงหลังช่อง 14 ตุลา เป็นต้นมาน่าจะเป็นภาพความยิ่งใหญ่ แต่พอช่วงหลังมากลับย่ำแย่กว่าเก่า เคยเขียนเรื่องนี้ไปหลายทีแล้ว เพราะว่าตัวของผู้นำทั้งหลายเอาแต่ผลประโยชน์ขากสำนึกก็มีมากมาย ก็เลยทำให้เหลือกลุ่มเล็กๆ สะเปะสะปะไปหมด ที่สำคัญจะเห็นว่าคนที่อยู่เบื้องหลังอย่างนักวิชาการด้านแรงงานหายหมดเลย ก็ส่งผลกระทบต่อนักข่าวเหมือนกันเพราะไม่รู้ว่าจะไปถามใครได้ ที่มีอยู่ก็น้อยมากภาษาข่าวเขาเรียกว่าช้ำหมด จะสำภาษณ์ผู้นำแรงงานก็มีแต่คุณวิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย คนอื่นหายไปไหนหมด ยกตัวอย่างการทำงานวิจัยของรัฐบาลสำรวจเรื่องค่าจ้างข้าราชการขั้นต่ำ 7,000 บาท ต่อไปขึ้นให้อีก กลับมาดูด้านแรงงานกลายเป็นว่ามีเพียงแผ่นกระดาษแบบสอบถาม ตัวเลขก็กระโดดไปกระโดดมา 250 บาทบ้าง 421 บาท บ้าง คือมันไม่มีความเป็นเอกภาพเลย ไม่มีข้อเท็จจริงว่าจะเอามาตรฐานอะไร จะมาตรฐานไอแอลโอ หรือมาตรฐานสังคมไทย เอามันสักอย่างให้ตรงกัน เอาข้อเท็จจริงของการดำรงชีวิตมาพูดกันหรือเปล่า นักข่าวก็สนใจมากว่าทำไปคนๆหนึ่งทำงานมา 20-30 ปี ได้ค่าจ้างมากกว่าค่าจ้างขั้นต่ำไม่เท่าไหร่ ทำไมถึงอยู่ได้ สิ่งเหล่านี้ทำไมไม่ถูกถ่ายทอดออกกันมาเยอะๆ ส่วนภาพที่ออกมากลายเป็นภาพตัวเลขหมด ว่าทำไมเป็นตัวเลข 421 บาท นักวิชาการก็ไม่มีออกมาให้ความเห็นเรื่องนี้เท่าที่ควร ก็เลยกลายเป็นเรื่องตลกไป อีกเรื่องคือหลายคนตั้งคำถามว่าสิ่งที่เราเรียกร้องไปทำไมไม่เป็นข่าว เราต้องเข้าใจว่าการประท้วงการเรียงร้องช่วงนี้มันเกิดขึ้นทุกวันมีให้เห็นมากมาย จนหัวหน้าข่าวเองมองว่าเป็นเรื่องปกติเราจะทำอย่างไรให้เขาเห็นว่ามันเป็นเรื่องพิเศษ ทำอย่างไรเราจะโยงให้เขาเห็นภาพกว้างได้ไหม ทำให้เป็นประเด็นสาธารณะภาพลึกมันมีอยู่แล้ว ภาพกว้างหายไปหมดมันกลายเป็นจุดๆ มันไม่ได้เดือนร้อนอะไรเลยน้ำหนักข่าวก็เลยเบา เพราะฉะนั้นเรื่องการทำข้อมูล การร้อยขบวนทำให้มันมีน้ำหนักเป็นเรื่องสำคัญมาก
นายยงยุทธ เม่นตะเภา เสริมว่า มันเป็นเรื่องที่น่าเสียใจมากว่าตัวเลขการขึ้นค่าจ้างต่างๆมันมาจากการเสนอของลูกจ้างเองที่เป็นคณะกรรมการไตรภาคี ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากสภาต่างๆ ซึ่งก็รู้อยู่ว่าปัญหาที่ไปที่มาของไตรภาคีที่มีอยู่ไม่ใช่ตัวแทนของคนงานที่แท้จริง เพราะฉะนั้นตัวเลขที่สะท้อนออกมาก็จะมาจากคณะกรรมการไตรภาคีเหล่านี้ ซึ่งสื่อส่วนใหญ่จะไม่เข้าใจถึงโครงสร้างขององค์กรแรงงานว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรถูกต้องหรือไม่  เสนอว่าควรจะมีเวทีพูดคุยกันให้ชัดเจน ทำการวิจัยหาข้อมูลและจะต้องมีตัวละครจริงๆมานำเสนอให้เห็นว่ามันเป็นแบบนี้จริงๆ ส่วนของอุตสาหกรรมรถยนต์ก็เหมือนกันนำข้อมูลจากต่างประเทศมาเปรียบเทียบดู มีใครรู้บ้างว่ารถยนต์ใช้เวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งนาทีรถออกมาหนึ่งคัน กำไรมากมายมหาศาล ส่วนค่าจ้างที่ขึ้นจริงๆถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นแค่ 2 เปอร์เซ็นเท่านั้น ข้อมูลเรามีพร้อมแต่จะทำอย่างไรให้เป็นจริงเป็นจัง จึงเสนอว่าต้องหาเวทีให้นักวิชาการได้ทำงานวิจัยและนำเสนอข้อมูลอย่างจริงจัง
 
นายวิชัย นราไพบูลย์ เห็นด้วยกับเวทีการนำเสนอข้อมูลอย่างจริงจังในฐานะเป็นคนหนึ่งที่เสนอเรื่องตัวเลข 421 บาทซึ่งคิดว่ามันคงไม่ได้แต่อยากเสนอให้เห็นว่าคนงานจะอยู่ได้จริงๆมันต้องเท่านี้ ควรจะหานักวิชาการออกมาพูดให้มากขึ้น ซึ่งได้ดูข่าวที่คุณวิไลวรรณไปออกทีวีช่อง 11 ทำให้เห็นเลยว่าฝ่ายนายจ้างเองเขาไม่มีข้อมูลตรงนี้เลยว่าทำไมตัวเลขถึงได้ก้าวกระโดด แต่พอรู้เขาก็พูดอะไรไม่ได้ ก็เห็นด้วยกับเหตุผลว่าเหมาะสมกับตัวเลขแต่เขาก็ให้ไม่ได้ เขากลัวว่านายทุนขนาดเล็กจะอยู่ไม่ได้ แต่ท่าทีก็ถอยมาบอกว่าอาจจะมีการปรับแบบอัตราก้าวหน้า ไม่ใช่ 5 บาท 10 บาทแล้ว อาจจะค่อยๆปรับก็ได้คิดว่าการสู้กันด้วยข้อมูลเหตุผลมันมีพลังมากเราอาจจะเดินในแนวนี้ให้มากขึ้น
 
นายสุทธิ เสริมว่า เห็นด้วยที่สำคัญคือทำเรื่องนี้ให้สังคมได้รับรู้ให้มากสร้างกระแสอย่างต่อเนื่องให้สังคมรับรู้ว่าทำไมจะต้องได้ค่าแรงเท่านี้ก็จะเกิดประโยชน์ทั้งสองทาง เพราะฉะนั้นจะต้องทำงานให้หนักขึ้นโดยเฉพาะการจัดตั้งสหภาพแรงงานเพื่อสร้างอำนาจในการต่อรองและจะต้องเป็นของจริงไม่ใช่ของปลอมอย่างที่เป็นอยู่ จะต้องเป็นผู้แทนของคนงานอย่างแท้จริงโดยเฉพาะประเด็นการก่อตั้งสหภาพแรงงานสื่อได้ทำเรื่องนี้บ้างหรือเปล่าว่า ก่อนและหลังการปันสหภาพแรงงานมันต่างกันหรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก
 
นางสาววาสนา ลำดี ผู้ประสานงานโครงการการพัฒนาสื่อฯ ในฐานะทำงานกับสื่อมานาน เป็นคนกลางและรู้ปัญหาของแรงงานว่ามีปัญหาเรื่องข้อมูล บางทีมีข้อมูลมาแค่บรรทัดเดียวว่ามีเรื่องอะไร ชุมนุนอยู่ตรงนี้ช่วยประสานนักข่าวให้หน่อย  มองว่าข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญเราควรจะให้ข้อมูลกับสื่อขนาดไหน อะไรควรให้ อะไรไม่ควรให้ ต้องดูด้วยว่าประเด็นไหนสะเทือนมากสุด และต้องบอกด้วยว่าตรงไหนสามารถบอกชื่อได้หรือไม่ได้ สิ่งที่เราคิดว่าเป็นประเด็นหลักสื่ออาจมองเป็นประเด็นรองก็ได้ 
 
นางสาวมัทนา โกสุม  แผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน   เปลี่ยนประเด็นยุทธศาสตร์สื่อเลือกประเด็นเล่นให้มันเป็นซีรี่ ถ้าเราสามารถเลือกให้เป็นซีรีได้เราก็จะเล่นประเด็นต่างๆกันให้ต่อเนื่องแต่ว่าจะต้องมีข้อมูลสนับสนุนกันและตั้งธงร่วมกัน ดึงนักวิชาการด้านแรงงานมาร่วม การที่เราทำข้อมูลเองอาจจะได้ข้อมูลเชิงลึกมากกว่า ยกตัวอย่างกลุ่มเกษตรพันธะสัญญาเขารวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มสื่อสารสังคม มีนักวิชาการ มีทีมไบโอไท เข้าไปช่วย เขามีประเด็นวางร่วมกันทำเป็นซีรี่เลยว่าหนึ่งปีจะไปถึงไหนทำอะไรบ้าง
 
นางสุนี  ไชยรส  รายการสิทธิวิวาทะ ทีวีไทย สรุปว่า เข้าสู่ประเด็นที่ 2 กรณีประเด็นมาบตาพุดทำซึ่งทำอย่างไรชุมชนกับแรงงานจะผนึกกำลังเคลื่อนไหวร่วมกันได้ เป็นพลังเสริมซึ่งกันและกันได้ นี่คือโจทย์เชิงบวก ส่วนประเด็นเชิงลบก็คือมีบางกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากนายจ้างตั้งเป็นสหภาพขึ้นมา และก็ไปขับเคลื่อนให้ร้ายกับชุมชนด้วย เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรให้พี่น้องแรงงานได้เชื่อมร้อยขบวนการอะไรทีมากกว่านั้น ไม่ได้สู้เพื่อประเด็นสิทธิของชุมชนอย่างเดียว หรือจะแยกสู้เป็นประเด็นแต่ให้เห็นว่ามีพลังอีกฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง
 
1.  มันเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจ วันนี้ได้ลงลึกหาทางออกร่วมกันในเชิง ไม่ใช่ว่าเราจะไม่ต่อสู้ ทำยังพลังของเรามันจะกลับมามีฐานข้อมูลของนักวิชาการ มีกลุ่มพลังอื่นๆ ซึ่งบทเรียนของมาบตาพุดมันอาจจะต่างจากกรมกร เพราะเรื่องสิ่งแวดล้อมมีนักวิชาการมาร่วมเยอะ มีฐานข้อมูลทั้งในประเทศและต่างประเทศ ก็เป็นจุดยืนของสิ่งแวดล้อมขบวนสิ่งแวดล้อมจึงสามารถเกาะพื้นที่สื่อค่อนข้างได้ลึก และต่อเนื่องตลอดเวลา
2. ขบวนการแรงงานก็มีประสบการการต่อสู้และความเข้มแข็งมาก กลุ่มภาคตะวันออกก็มีประสบการและเครือข่ายเข้มแข็งมากถ้าเทียบกับหลายๆส่วน  เมื่อ 2 ฐานก่อรูปขึ้นมา แต่ว่าเรายังขาดมุมของนักวิชาการพื้นที่  แต่พอที่จะเห็นจุดเชื่อมอยู่ 3 เรื่อง ที่น่าจะเกาะเกี่ยวนักวิชาการมาได้ วันนี้เครือข่ายแรงงานที่เราพูดกันเห็นภาพชัด ทำยังไงจะแปรเรื่อง ขบวนการขับเคลื่อนสถาบันความปลอดภัย ขับเคลื่อนหลายๆจุดพร้อมๆกันทั่วประเทศ  แต่ว่าเอาความรู้เหล่านี้ไปเชื่อมโยงกันถึงความปลอดภัยที่เกี่ยวเนื่องกับชุมชน หรือความปลอดภัยที่ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุจากสารพิษในโรงงานอย่างเดียว แต่ทำให้มันเป็นประเด็นเดียวกัน แล้วสร้างกระแสตรงนี้ร่วมกัน ซึ่งอาจจะไปคุยกับนักวิชาการหรือชุมชนและนักวิชาการฝ่ายสิ่งแวดล้อม ดุสิว่าที่คุยกันแต่เรื่องชุมชนพอมาถึงเรื่องแรงงานมันมีตัวไหนหรือขบวนการแบบไหนที่ทำให้พวกเรานำมาใช้ และแผน
 
ร่วมกันเป็นพื้นฐานให้ความรู้ เราต้องมีข้อมูล ข้อเท็จจริง มีเหตุและผล และมีสิ่งที่จะล้มล้างเขาได้เวลาเปิดประเด็น  
1. การเตรียมข้อมูลอย่างต่อเนื่องให้สังคมเข้าใจเป็นระยะๆ มันเป็นจุดหนึ่งที่สามารถเปิดประเด็นออกมาได้อย่างชัดเจน สิ่งที่คนงานกลัวจะตกงาน สิ่งที่คนงานไม่กล้าขึ้นมาพูด เราคงไม่พาเขาชนตั้งแต่แรกแต่จะทำเป็นขบวนการ
2. อาทและภาสกรบอกว่าต้องให้ความรู้ บางเรื่องสื่อไม่จำเป็นต้องเป็นประเด็นการต่อสู้อย่างเดียว แต่ว่าช่วงการให้ความรู้ต่างๆ เป็นประโยชน์ทั้งต่อคนงานและชุมชน กฎหมายแรงงาน กฎหมายแรงงานนอกระบบฟังดูแล้วเหมือนไม่เกี่ยวกับเรา แต่แท้ที่จริงแรงงานต่อสู้ให้เพื่อพวกเขา และคนงานนอกระบบก็อยู่ในชุมชนกันหมดเลย มันก็อาจเป็นตัวอย่างในการสร้างจุดเชื่อม
3. การต่อสู้ที่ชุมชนและพวกเราได้ประโยชน์ร่วมกัน มี 2 เรื่องคือ บ่อวิน  ชุมชนก็เดือดร้อนจากบ่อขยะแน่นอน เขาอาจจะเตรียมการต่อสู้ของเขาอยู่แต่ไม่เป็นกระแส คนงานก็พร้อมที่จะสู้ด้วย เพราะคนงานก็อยู่กับชุมชน ต้องเตรียมข้อมูลให้พร้อม ทำกระแสให้ต่อเนื่อง 2. การจัดระเบียบจราจร คนชุมชนก็เดือดร้อนจากการที่คนงานมาอยู่อาศัยจำนวนมาก ระบบจราจรที่อยู่อาศัย ความไม่เป็นระเบียบของการจัดระเบียบชุมชน เรื่องนี้ก็เป็นอีกเวทีที่จะต้องคุยกับเทศบาลคุยกับชุมชนได้ และแรงงานก็คุยกันเองว่าจะสามารถสร้างสรรค์ ที่ทำให้ชุมชนกับแรงงานเอื้ออาศัยกันได้  เราจะทำอย่างไรเพื่อที่จะให้การส่งข่าวซึ่งกันและกันให้รู้ว่าการปล่อยข่าวเรื่องการโจมตีแรงงานและชุมชน สื่อกันให้รู้เพื่อป้องกันและช่วยกันป้องกันการปล่อยข่าวและหาวิธีแก้ไข ความไม่เชื่อใจกัน ซึ่งนายสุทธิ  อัตฌาสัย มองว่ามันทิ้งกันไม่ได้ เพราะว่าในชุมชนมีโรงงานเกิดขึ้นมากมาย เพราะฉะนั้นเขาก็คือส่วนหนึ่งในชุมชน และที่สำคัญก็คือแรงงานก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจในชุมชนด้วย เพราะฉะนั้นจะต้องเชื่อมร้อยในเชิงกิจกรรมมากขึ้น อาจจัดเวทีแลกเปลี่ยนเชิงขบวนการว่าชุมชนอยู่ในเขตโรงงานเห็นอะไรบ้าง สิ่งหนึ่งที่เห็นคือคนงานในมาบตาพุดไม่ชอบให้มีสหภาพ เขามองว่าสหภาพแรงงานเป็นแนวใช้ความรุนแรง เป็นแรงงานผู้บริหาร เป็นแรงงานชั้นสูง จึงมีทัศนะคติที่ไม่ค่อยตรงกัน คิดว่าถ้าจะเริ่มน่าจะเริ่มจากพื้นที่มีแรงงานและทำความเข้าใจร่วมกัน เช่นปัญหาการทิ้งขยะของโรงงานที่ไม่ถูกต้อง คนในชุมชนก็ต้องรู้ว่าทำไมสหภาพแรงงานจะต้องชุมนุมหน้าโรงงาน ทำให้เห็นถึงความเดือดร้อน ก็น่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดี และก็จะนำไปสู่การทำงานในเชิงขบวนการได้ง่ายขึ้น ยกตัวอย่างไทยคูณที่นำเรื่องการทำงานผิดพลาดของเครื่องจักรออกมาเล่าให้ชุมชนฟัง ทำให้ชุมชนเข้าใจมากขึ้นว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้วเจาะลึกลงไปถึงประเด็นเรื่องความปลอดภัย
 
นายวิชัย นราไพบูลย์ สรุปปิดท้ายว่า ความคาดหวังของโครงการอบรมสื่อก็คือ อยากให้พี่น้องได้ใช้ประโยชน์จากสื่อเรื่องของการสื่อที่จะทำให้ยกน้ำหนักคุณภาพชีวิตของตัวเอง แรงงานทั้งหมดมีเกินครึ่งของคนทั้งประเทศ ซึ่งตรงนั้นมันมีปัญหาเราเชื่อมกันไม่ได้ ปัญหาก็จะถูกแยกเป็นชิ้นๆ ผลกระทบต่อสหภาพแรงงานมีแน่นอนถ้ามันยังมีผลกระทบต่อชุมชนมันแยกกันไม่ออกที่เราได้คุยกันมา ก็มีข้อเสนอที่จะทำงานกับชุมชนเริ่มที่กิจกรรมเล็กๆ สิ่งที่เราขาดคือการทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง การที่จะไปร่วมเป็นครั้งคราวบางทีมันก็เกิดความไม่ไว้วางใจกัน หลายอย่างก็สะท้อนมีภาพของความไม่แน่นแฟ้น ความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน 
การที่จะเชื่อมเครือข่ายเล็กๆอย่างที่ต้องการก็จะเป็นไปไม่ได้ มันต้องปรับตรงนี้ สหภาพแรงงานต้องทำงานร่วมกับชุมชนมากขึ้นในแง่ของกิจกรรมขบวนการ อาจจะไม่ใช่ไปเคลื่อนไหวอย่างเดียว ก่อนจะสู่เวทีใหญ่เราต้องสร้างกิจกรรมเล็กๆขึ้นมา  
หัวใจของโครงการก็คือกระบวนการทั้งหมดมันต้องใช้การสื่อสารทุกระดับที่จะทำให้เกิดความเข้าใจกัน ระหว่างสหภาพกับชุมชน การทำงานร่วมกันก็เป็นการสื่อสารอีกชนิดหนึ่งที่จะแลกเปลี่ยนบุคคลกับบุคคลหรือกลุ่มต่อกลุ่มให้เข้าใจซึ่งกันและกันและขับเคลื่อนร่วมกันได้ สำคัญมากกว่านั้นเราหวังพึ่งพลังสื่อในการที่จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต บางครั้งการเปลี่ยนแปลงชาวแรงงานและชาวชุมชนให้มีชีวิตที่ดีกว่า ก็มีข้อเสนอมากมาย ข้อมูลคุณต้องสม่ำเสมอพรุ่งนี้จะเคลื่อนไหวเรื่องขยะแล้วเก็บไว้คนเดียวมันก็จบอยู่แค่นั้น สังคมไม่รับรู้ว่าสหภาพมีส่วนในการสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน ชุมชนเองก็จะไม่ยอมรับมันเป็นสิ่งที่เราต้องสร้าง เราก็อาจจะมีนักวิจัยของเราเองด้วยช่วงนี้จำเป็นที่เครือสื่อต้องคิดส่วนนี้ ตอนนี้มีเรื่องความเปลี่ยนแปลงในเรื่องปลอดภัย มันเป็นตัวชี้วัดในส่วนของสมานฉันท์ในบริษัทต่างๆมันเป็นนโยบายที่ต้องบันทึกเอาไว้ มันจะเป็นข่างเชิงบวกโรงงานมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในการแก้ไขเรื่องความปลอดภัย อย่าเก็บเอาไว้คนเดียวบันทึกและเผยแพร่ให้รุ่นน้องได้เรียนรู้ร่วมกัน นี่คือสิ่งที่พยายามเสนอกับพวกเราว่าในที่สุดแล้วการทำงานร่วมกันต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือซึ่งเราก็จะใช้สื่อ แต่นักข่าวเขาก็บอกว่าอย่าหวังพึ่งเขาอย่างเดียว เขาเองก็ไม่ไหวเพราะเขามีข่าวเยอะ เพราะฉะนั้นมันเป็นหน้าที่ของเราต้องเริ่มจากตัวเราเองก่อน ที่จะป้อนข้อมูลเข้าไป
/////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
 
สรุปการฝึกอบรม “ทักษะการเขียนข่าวของนักสื่อสารแรงงาน” จัดโดยกลุ่มสหภาพแรงงานอยุธยาและใกล้เคียง ร่วมกับ “โครงการการพัฒนาสื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนขบวนการแรงงาน” มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย สนับสนุนโดย แผนงานพัฒนาคุณชีวิตแรงงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม 2553 ณ ห้องประชุมสหภาพแรงงานฮอนด้าแห่งประเทศไทย นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ พระนครศรีอยุธยา ผู้เข้าร่วมอบรมประกอบด้วยผู้นำสหภาพแรงงานในพื้นจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 9 คน ทีมวิทยากร ประกอบด้วยนางสาวเพ็ญจันทร์  เจริญสุทธิพันธ์  บางกอกโพสต์ และนางสาวจิรนันท์  หาญธรรมรงค์วิทย์  ประชาไท ผู้บริหารโครงการ 3 คน โดยสรุปได้ดังนี้ 
ความคาดหวังของผู้เข้าอบรม คือ
 
1.  ต้องการให้มีสื่อมวลชนทำข่าวของแรงงาน เมื่อมีประเด็นปัญหาทุกครั้ง
2.  ข่าวของแรงงานไม่ค่อยได้รับสนใจจากสื่อมวลชน
3.  ต้องกการสื่อสารเรื่องราวสภาพปัญหาของแรงงานกับสื่อมวลชนอย่างถูกต้อง
 
ทีมวิทยากรสอบถามผู้เข้าร่วมข่าวคืออะไร?
 
1.  ข่าวคือ ความสดใหม่น่าสนใจ
2.  ข่าวคือ  ความเดือดร้อนของผู้คน เช่น กรณีน้ำท่วม ไฟไหม้ ตึกถล่ม
3.  ข่าวคือ ความแปลกประหลาด เช่น ต้นไม้ออกลูกประหลาด
4.  ข่าวคือ ความดังของคน ความเด่นของคน เช่นคนเด่น คนดัง
 
โดยสรุปองค์ประกอบของข่าว คือ ประกอบด้วยใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร เพื่ออะไร โดยต้องมีความสดใหม่ มีความเด่น ดัง น่าเชื่อถือ หรืออาจมีความประหลาดน่าสนใจ คนที่เดือดร้อน มีความทุกข์ร้อน เป็นปัญหาของคนส่วนใหญ่ ส่งผลกระทบต่อผู้คน ฯลฯ จากนั้นได้มีการนำเสนอประเด็นเรื่องจริงจากพื้นที่ กรณีปัญหาหัวหน้างานสั่งพักงาน ของนางขณิกพรรษ์  รักษาดี คนงาน NTN นิเด็ค วังน้อย และนายอุดม ไกรยราช ประธานกลุ่มผู้ใช้แรงงานอยุธยา และใกล้เคียง โดยให้ผู้เข้าฝึกอบรม จับประเด็นเขียนเป็นข่าว ให้เวลาประมาณ 60 นาที ผู้เข้าอบรมที่เขียนแล้วเสร็จให้นำข่าวที่เขียนส่งให้ทีมวิทยากรได้อ่าน และมีการวิจารณ์ที่ละคนเป็นการเติมเต็มการเขียนข่าว ซึ่งก็มีการแก้ไข 1-2 ครั้ง
 
ทีมวิทยากรสรุปว่า มีการเขียนข่าวจับประเด็นได้ดี เนื่องจากประเด็นไม่ซับซ้อนมาก แต่ยังมีบางคนขาดรายละเอียดเรื่องวันเวลา ซึ่งผู้เขียน หรือนักสื่อสาร แม้แต่นักข่าวเองหากจับประเด็นไม่ชัดจะต้องหาเบอร์โทรแหล่งข่าว แหล่งข่าวอยู่ก็สัมภาษณ์เพิ่มเติม ให้ได้ประเด็นครบถ้วนมากขึ้น จะได้ไม่ผิดพลาด ขาดความหน้าเชื่อถือ การเขียนข่าว คำนำหน้าหรือสถานภาพ ชื่อ-สกุล ตำแหน่ง ต้องมีและถูกต้องจำเป็นต้องถามหากแหล่งข่าวไม่บอก ต้องหามา เป็นหลักการเบื้องต้น ต้องดึงใจความสำคัญของข่าวออกมาให้ได้ เช่นกรณีนี้ หัวหน้างานให้ใบเตือน และสั่งพักงานโดยใช้ดินสอเขียนกำกับด้านหลัง โดยที่ผู้ที่ถูกทำโทษไม่รูเห็น และผู้ที่ถูกทำโทษยังเป็นพนักงานดีเด่นมาหลายปีซ้อน ไม่มีประวัติที่ไม่ดี เพื่อให้ข่าวนี้ลบล้าง สิ่งที่หัวหน้ากระทำว่า เป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรม โดยใช้ข้อมูลเป็นตัวแปลให้คนที่ได้อ่านข่าวนี้คิด ช่วงเวลา 15.30 น.ทางทีมวอทยากร ให้ผู้เข้าอบรมนักสื่อสาร ได้มีการเพิ่มทักษะการสัมภาษณ์เรื่องจริงในพื้นที่ นายมนัส โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย จากการประชุมสหภาพแรงงานสาขาอยุธยาที่มีกว่า 20 แห่ง ถึงผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า ถึงข่าวการที่จะตัดโบนัสหรือไม่ปรับขึ้นเงินเดือนตามที่ตกลงกับสหภาพแรงงาน และได้มีการสัมภาษณ์ นายบรรจง  บุญชื่น ประธานสหภาพแรงงานฮิตาชิ คอมเพรสเซอร์ และนายอุดม ไกรยราช ประธานกลุ่มฯ ถึงแนวทางการขับเคลื่อน และสภาพปัญหาจริงเป็นอย่างไร ซึ่งทำให้คนงานได้มีประสบการณ์ในการสัมภาษณ์จริงๆ
 
จากนั้นก็ได้ฝึกเขียนข่าวจากการสัมภาษณ์ โดยมีการแบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยใช้หลักการประชุมข่าวก่อนมีการลงมือเขียน ใช้เวลา 60 นาที จากนั้นให้ทีมวิทยากรได้อ่าน และเติมเต็ม และนำข่าวมารวมกัน เป็นข่าวเดียว โดยสรุป ผู้เข้าอบรมได้มีการปรึกษาช่วยกันเขียนข่าว ซึ่งแต่ละคนได้มีการจับประเด็นเขียนข่าว และเรียนรู้ร่วมกันในการสัมภาษณ์ และได้แนวการทำงานแบบรวมกลุ่มประชุมข่าวได้
/////////////////////////////////////////////////////////////////
 
บันทึกการประชุม สรุป การประชุมเตรียมงาน และฝึกอบรมการเป็นบรรณาธิการข่าว 22 ตุลาคม 2553 ณ มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย โครงการ การพัฒนาสื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนขบวนการแรงงาน  สนับสนุนโดยแผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน ณ ห้องประชุมศุภชัย  ศรีสติ ศรีสติ มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย  เขตราชเทวี กรุงเทพฯ ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยแกนนำนักสื่อสารแรงงานแต่ละพื้นที่จำนวน12 คน เจ้าหน้าที่และผู้บริหารโครงการ 1 คน และวิทยากรนางสาวสิรินาฎ  ศิริสุนทร หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ  รวมทั้งหมด 17 คน 
นายวิชัย นราไพบูลย์  ผู้จัดการโครงการการพัฒนาสื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนขบวนการแรงงาน ชี้แจงกิจกรรมในวันนี้ว่า  ทางโครงการฯได้จัดฝึกอบรมการเป็นบรรณาธิการข่าวซึ่งเป็นกิจกรรมพิเศษที่ไม่ได้กำหนดไว้ในแผนกิจกรรม  เพื่อเสริมทักษะพัฒนาแกนนำตัวแทนจากศูนย์แรงงานต่างๆ สำหรับทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการร่วมในการจัดทำหนังสื่อพิมพ์ของนักสื่อสารแรงงาน และการเผยแพร่ข่าวในเว็บไซต์ voicelabour ของนักสื่อสารแรงงาน  
 
นอกจากนี้จะมีการประชุมซักซ้อมความเข้าใจในการเตรียมทำกิจกรรมต่อเนื่องของนักสื่อสารแรงงานที่ได้ผ่านการฝึกอบรมการเขียนข่าวไปแล้ว   รวมทั้งการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้ารับการฝึกผลิตสื่อวิดีโอกับทาง ทีวีไทย
 
การฝึกอบรมการเป็นบรรณาธิการข่าว
 
นางสาวสิรินาฏ ศิริสุนทร  จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ  ทำหน้าที่เป็นวิทยากรฝึกอบรมการเป็นบรรณาธิการข่าว  ได้ให้แกนนำที่เข้ารับการฝึกอบรมทุกคนหาและอ่านบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์รายวันและรายสัปดาห์หลายฉบับที่เตรียมมา รวมทั้งจดหมายข่าวแรงงานปริทัศน์  หลังจากนั้นให้แต่ละคนบอกเล่าเนื้อหาบทบรรณาธิการที่ตัวเองอ่าน  พร้อมกับอธิบายแจกแจงบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับว่า  ส่วนใหญ่จะอยู่ในหน้า 2 หรือ 3  แต่ก็มีบางฉบับที่อยู่หน้าอื่น  ความยาวก็อยู่ระหว่าง  3 ถึง 7 ย่อหน้า ย่อหน้าละ 4-5 บรรทัด  เนื่อหาแตกต่างกันไปแต่ก็อิงอยู่กับสถานการณ์  เช่น บทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเป็นเรื่องยุทธศาสตร์หาเสียงของพรรคการเมือง  เพราะสถานการณ์อยู่ระหว่างมุ่งสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่   หนังสือพิมพ์ข่าวสดพูดเรื่องผลสำรวจการทุจริตคอรับชั่นที่นักธุรกิจเห็นเป็นเรื่องปกติว่า  เป็นเรื่องน่าเป็นห่วงและเป็นภัยคุกคามต่อชาติในปัจจุบัน  ส่วนของมติชนมุ่งนำเสนอกรณีที่ดินเขาแพงที่มีชื่อนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลเข้าไปพัวพันโดยตั้งคำถามว่านายกรัฐมนตรีจะจัดการได้หรือไม่  ซึ่งกรณีนี้เป็นประเด็นร้อนทางการเมืองอยู่ในเวลานี้   ในส่วนของหนังสือพิมพ์แนวเศรษฐกิจก็จะเห็นได้ชัดถึงแนวทาง  อย่างเช่น กรุงเทพธุรกิจเขียนถึงเรื่องของค่าเงินบาทแข็งและนักธุรกิจให้แบงค์ชาติออกมาตรการช่วยเหลือ  ส่วนหนังสือพิมพ์สุดสัปดาห์บางฉบับก็ไม่มีบทบรรณาธิการเพราะเหตุผลทางด้านการลงโฆษณาจึงไม่มีพื้นที่เหลือ
 
จากนั้นวิทยากรได้บรรยายนำเสนอ โครงสร้างของบทบรรณาธิการ ว่า   เริ่มต้นด้วย ชื่อเรื่องหรือหัวเรื่อง ที่ต้องน่าสนใจครอบคลุมรายละเอียดเนื้อเรื่อง  ตามด้วย ความนำ ที่เป็นการเกริ่นให้เห็นที่มาของเหตุการณ์  และสรุปประเด็นสำคัญของเนื้อข่าวทั้งหมด  ถัดมาเป็นเนื้อเรื่อง  ซึ่งเป็นรายละเอียดของเนื้อหาทั้งหมด  และจบด้วย บทสรุป ที่เป็นความคิดเห็น เหตุผลข้อเสนอแนะ การโน้มน้าว และการแสดงจุดยืน
โดยมีเรื่องที่ต้องคำนึงถึงคือ  การย่อหน้า  ที่จะบอกว่ากล่าวถึงเรื่องอะไร ซึ่งแต่ละย่อหน้าต้องมีเอกภาพเป็นเรื่องเดียวกัน ทำให้ง่ายและสะดวกต่อการเขียนบทบรรณาธิการ  
 
หัวข้อบรรยายต่อมาเป็นเรื่อง การเขียนบทบรรณาธิการ  ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญที่จะทำให้งานเขียนมีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือ  ประกอบด้วย
1.  การประชุมกองบรรณาธิการ  เพื่อพิจารณาเรื่องที่จะเขียน และการแสดงจุดยืน
2.  การเลือกเรื่องหรือประเด็นเนื้อหา  ต้องมีความสำคัญและเกี่ยวกับประโยชน์ส่วนรวม
3.  การตั้งวัตถุประสงค์  เช่น เพื่อโน้มน้าวหรือกระตุ้น  โดยต้องเลือกใช้ภาษาให้เหมาะสม
4.  การพิจารณากลุ่มเป้าหมาย  ใช้ภาษาและลีลาการเขียน รวมทั้งเนื้อหาที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย
5.  การรวบรวมข้อมูล  เพื่ออ้างอิงสนับสนุนข้อความที่เขียน 
6.  การวิเคราะห์ข้อมูลและลำดับข้อมูล  โดยเลือกใช้ข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุด พิจารณาอย่างรอบคอบ  ถ่ายทอดเป็นลำดับอย่างเที่ยงตรงเป็นธรรม
 
ข้อควรระวัง คือ ใช้ภาษาเข้าใจง่าย  ไม่ใช้คำฟุ่มเฟือย  สื่อสารได้กับคนทุกระดับ 
 
วิทยากรสรุป  บทบรรณาธิการก็คือ  ข้อเขียนที่ต้องการสื่อสารพูดคุยกับคนอ่านนอกเหนือจากการเสนอข่าว  อาจเป็นทั้งภาพรวมของเนื้อหาในหนังสือพิมพ์แต่ละเล่ม  หรือเป็นจุดยืนของกองบรรณาธิการที่มีต่อสถานการณ์ใดๆในขณะนั้น  อาจเวียนกันเขียนหลายคน  โดยเนื้อหาต้องมีความสำคัญสั้นกระชับประมาณ 4 – 7 ย่อหน้า  แต่ละย่อหน้ามี 4 – 5 บรรทัด   ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย  โดยหลักจะอยู่ในหน้า 2 หรือหน้า 3 ของหนังสือพิมพ์ซึ่งพบเห็นง่าย  โดยบทบรรณาธิการที่ดีนั้น  ควรเป็นความเห็นร่วมของกองบรรณาธิการ (หรือคณะกรรมการ)  ถ้าสำคัญมากอาจเขียนต่อเนื่องหลายตอนได้    
 
การประชุมแกนนำนักสื่อสารแรงงาน
 
วาระที่ 1   การแจ้งรายชื่อ-จัดเตรียมอุปกรณ์เพื่อการฝึกอบรมการผลิตสื่อวิดีโอกับ ทีวีไทย และ การส่งแบบสอบถาม-บทสารคดีสำหรับฝึกผลิตสื่อวิดีโอ
 
นายวิชัย  แจ้งว่าทางทีวีไทยตกลงสนับสนุนการฝึกอบรมระหว่างวันที่ 12 – 14 พฤศจิกายน 2553 ทั้งส่วนวิทยากร  ค่าที่พัก และอาหาร   ให้ทางโครงการฯรับผิดชอบค่าพาหนะและค่าจัดการอื่นๆ  ส่วนสถานที่ยังไม่ได้กำหนด  โดยทางทีวีไทยคาดหวังกับการอบรมให้กลุ่มแรงงานในครั้งนี้มาก  และอาจมีโครงการฝึกอบรมให้แรงงานในภูมิภาคต่างๆด้วยถ้าการฝึกอบรมครั้งนี้ได้ผลที่น่าพอใจ   
 
วาสนา ลำดี  แจ้งว่า  แต่เดิมกำหนดจำนวนผู้เข้าอบรมไว้ 10 คน  แต่ครั้งนี้ขยายไปถึง 30 คน โดยเฉลี่ยศูนย์ละ 3 คน  ซึ่งยังมีหลายศูนย์ที่ได้คนเข้าอบรมไม่ครบ  
ในส่วนของอุปกรณ์ที่ต้องเตรียมไปคือ คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คหรือ พีซี ก็ได้ กลุ่มละ 1 คน  ซึ่งการฝึกอบรมนั้นจะทำเป็นทีม  เพราะงานมีหลายหน้าที่ทั้ง การเขียนบท  ถ่ายภาพ และตัดต่อ 
สำหรับบทสารคดีที่วันนี้เป็นกำหนดต้องส่งล่วงหน้าให้กับทางทีวีไทย  แต่มีคนเขียนส่งมาแค่ 1 คนจากศูนย์ฉะเชิงเทรา  แบบสอบถามจากทีวีไทยก็ยังได้ไม่ครบ 
ที่ประชุมเสนอความเห็นแลกเปลี่ยนกันในหลายประเด็น  เช่น เรื่องของผู้ที่จะเข้าฝึกอบรมควรส่งคนที่คิดว่าฝึกแล้วจะทำงานให้กลุ่มได้  ไม่เช่นนั้นจะเป็นการเสียโอกาสในเรื่อง  เรื่องของบทสารคดี  ควรเกี่ยวข้องกับประเด็นประกันสังคม  ความปลอดภัย  สวัสดิการ หรือเรื่องที่เกี่ยวกับแรงงาน   และควรเป็นเรื่องสดใหม่  
 
สรุปว่า ขณะนี้มีเพียงศูนย์ฉะเชิงเทราที่เตรียมการทุกอย่างค่อนข้างพร้อมในการทำงานเป็นทีม  จึงขอให้แกนนำแต่ละศูนย์ไปเร่งดำเนินการโดยเร็ว  ในการหาคนเข้าอบรมให้ครบจำนวน  ให้ทุกคนรีบเขียนบทสารคดีส่งล่วงหน้ารวมทั้งแบบสอบถาม  และให้จัดเตรียมภาพเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับเนื้อหาสำหรับใช้ในการฝึกอบรมด้วย  โดยผู้ประสานงานของโครงการฯจะเร่งรัดติดตามต่อไป
 
วาระที่ 2   ข้อตกลงร่วมการผลิตสื่อของแต่ละศูนย์
 
นายวิชัยได้กล่าวย้อนถึงวัตถุประสงค์ของโครงการว่าต้องการให้นักสื่อสารแรงงานที่ผ่านการฝึกอบรมการเขียนข่าวแล้วได้มีโอกาสมีเวทีฝึกฝนการเขียนข่าว   ซึ่งขณะนี้ก็ได้จัดทำเว็บไซต์ของนักสื่อสารแรงงานชื่อ voicelabour.org และมีนักสื่อสารแรงงานหลายคนเขียนข่าวและบทความขึ้นเว็บแล้ว   นอกจากนี้ยังเตรียมงบประมาณสำหรับทำกิจกรรมอื่นเพื่อฝึกฝนทักษะ คือ  การทำหนังสือพิมพ์ของส่วนกลางเป็นรายเดือน  การทำจดหมายข่าวและการผลิตสื่อวิดีโอในแต่ศูนย์พื้นที่  โดยจะต้องมีแกนนำของแต่ละศูนย์เป็นตัวแทนรับผิดชอบในการรับงบประมาณสนับสนุน  และทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการร่วมกันด้วย  ซึ่งจะเป็นผู้ดูแลจัดการการผลิตสื่อต่างๆของแต่ละศูนย์
 
สำหรับงบประมาณสนับสนุนการผลิตสื่อในระยะเวลา 12 เดือน  ตามโครงการจัดให้ศูนย์ละ 20,000 บาท  เพื่อผลิตจดหมายข่าวและผลิตวิดีโอ  และจัดแบ่งงบประมาณเพื่อสนับสนุนการมาร่วมเป็นบรรณาธิการเพื่อดูแลจัดการการผลิตข่าวอีกศูนย์ละ 1,000 บาทต่อเดือน  โดยแต่ละศูนย์จะต้องเขียนโครงการเสนอว่าจะทำกิจกรรมอะไร อย่างไร  ตามตัวอย่างที่ให้  
 
ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนกันในหลายประเด็น ดังนี้
 
ประเด็นของข่าว  ต่างเห็นว่าจะมีหลากหลาย  บางข่าวก็เหมาะสมกับการใช้ทำจดหมายข่าวในพื้นที่   บางข่าวก็เหมาะกับการเขียนขึ้นเว็บไซต์หรือเขียนลงหนังสือพิมพ์ของนักสื่อสารแรงงาน ซึ่งเป็นการสื่อสารกับสังคมด้วย
 
ประเด็นของการผลิตจดหมายข่าวของแต่ละพื้นที่ว่าจะทำเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือน    ซึ่งมีข้อดีข้อเสียต่างกันคือ  รายสัปดาห์จะได้ความรวดเร็วสดใหม่  แต่หลายคนว่าเป็นภาระทั้งในการต้องผลิต บ่อยครั้ง และการเผยแพร่ที่ไม่สามารถทำได้อย่างรวดเร็วเพราะบางแห่งต้องขออนุญาตฝ่ายจัดการก่อน    ส่วนถ้าทำรายเดือน  จะทำให้มีเวลารวบรวมต้นฉบับ  แต่งานก็จะมากขึ้น บางข่าวบางเหตุการณ์ที่สำคัญก็จะถูกนำเสนอล่าช้าไป 
 
ประเด็นของการผลิตวิดีโอ  มีความกังวลอยู่บ้างว่าทักษะความชำนาญยังไม่มีจะทำให้คุณภาพไม่ดีถ้าทำมากชิ้นเกินไป  โดยยกตัวอย่างการทำสารคดีประวัติสหภาพฯว่าต้องใช้เวลารวบรวมข้อมูลและภาพ   แต่ก็มีอีกแนวคิดว่าถ้าทำเป็นข่าวอย่างที่นักข่าวทีวีทำกัน ถ่ายภาพและสัมภาษณ์เก็บข้อมูลตอนเช้า  เที่ยงก็ออกข่าวได้แล้ว ซึ่งแต่ละศูนย์ก็น่าจะทำได้ไม่ยากหากผ่านการฝึกแล้ว
 
โดยสรุปก็คือ  ให้แต่ละศูนย์ไปเขียนโครงการกำหนดรายละเอียดว่าแต่ละศูนย์จะทำงานอย่างไรก็ให้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละแห่ง  แต่ขอให้อยู่ในกรอบที่กำหนดไว้กว้างๆ  และขอให้รีบส่งโครงการภายใน 1 สัปดาห์ เพื่อจะได้มีการปรับแก้และดำเนินการให้ทันกับงบประมาณงวดที่ 2 ซึ่งจะเริ่มในเดือนพฤศจิกายน 2553 นี้  
//////////////////////////////////////////////////////////////////////