สรส.แถลง 3 ข้อ แก้ไขปัญหาวิกฤตของชาติ

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
แถลงการณ์ สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) เรื่อง การแก้ไขปัญหาวิกฤตของชาติ
สังคมโลกปัจจุบัน ตกอยู่ใต้ภายการครอบงำของระบบทุนเสรีนิยมผูกขาดที่พัฒนาอย่างเกรี้ยวกราดรุนแรง ตั้งแต่ ค.ศ. 1989 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน กลุ่มทุนนิยมผูกขาดอำนาจที่ถูกชี้นำโดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกา โดยมีนายโรนัลด์ รีแกน เป็นประธานาธิบดี และในช่วงเวลาเดียวกันกับนางมากาแรต แธตเชอร์ เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศอังกฤษ ร่วมกันจัดระเบียบโลกใหม่ เพื่อให้ระบบทุนนิยม มีเสรีภาพ มีอำนาจในการเคลื่อนย้ายทุนได้อย่างไร้พรมแดน โดยบังคับให้ประเทศต่าง ๆ เปิดเสรีอำนายความสะดวก ให้กับระบบทุนครอบโลก แสวงหาผลกำไรสูงสุดทุกหนแห่งของโลก คือเปิดเสรีทางการเงิน เปิดเสรีทางการค้า แปรรูปรัฐวิสาหกิจ ทำให้ทรัพย์สินของสาธารณชนโอนให้นายทุนผูกขาด กดขี่ขูดรีดประชาชน  ลดสวัสดิการด้านแรงงาน ส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานระยะสั้น ทำให้เกิดแรงงานที่กฎหมายไม่คุ้มครองมหาศาล และลดค่าจ้าง ลดสวัสดิการ เช่น รับเหมาค่าแรง งานบริการ รับงานไปทำที่บ้าน การจ้างงานบางช่วงเวลา มาถึงปัจจุบันยุคดิจิทัลใช้เทคโนโลยี AI และหุ่นยนต์เป็นเหตุให้มีการเลิกจ้างคนงานจำนวนมาก การทำงานที่ไม่มั่นคง บั่นทอนทำลายขบวนการแรงงานทั่วโลกให้อ่อนแอลง
เมื่อก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ผลจากการกระทำของระบบทุนผูกขาดครอบโลกปรากฏเป็นที่ประจักษ์
ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงที่สุดต่อมนุษยชาติ ในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม
เกิดช่องว่างระหว่างคนในสังคมโลก และในแต่ละประเทศต่าง ๆ กว้างขึ้น เช่น ช่องทางรายได้ระหว่างคนส่วนน้อยที่ร่ำรวยมหาศาล กับคนส่วนใหญ่ยิ่งยากจนลง (รวยกระจุกจนกระจาย) ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมโลกถูกทำลายอย่างรวดเร็วเพราะนำทรัพยากรธรรมชาติไปตอบสนองความโลภของนายทุน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชั้นบรรยากาศ (Climate Change) เป็นเหตุทำให้เกิดภัยพิบัติ และวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม เช่น
น้ำท่วม ภัยแล้ง ไฟป่า แผ่นดินไหว โรคภัยต่าง ๆ เช่นที่กำลังวิกฤตรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์โลก คือ โรค COVID-19 ที่มีผู้ติดเชื้อไปแล้วกว่า 47 ล้านคนทั่วโลก และเสียชีวิตกว่า 1 ล้านสองแสนคน ซึ่งยังทวีคูณความรุนแรงไม่มีแนวจะยุติลงเมื่อใด สิ่งที่ได้กล่าวมานั้นประเด็นปัญหาประเทศไทยซึ่งนักการเมืองที่บริหารประเทศติดต่อกันมาสิบกว่าปีที่ได้นำนโยบายของระบบทุนผูกขาดครอบโลก และพึ่งพาทุนข้ามชาติเป็นหลักทำให้เกิดวิกฤตอย่างรุนแรงทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในสังคมที่
ความเหลื่อมล้ำในสังคมสูงที่สุดในโลก มีการทุจริตคอร์รัปชั่นรุนแรงติดต่อกันมานับ 10 ปี  วิกฤตสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายเกิดภัยพิบัติต่าง ๆ รวมทั้งอากาศเป็นพิษ และเมื่อเกิดไวรัส COVID-19  ระบาดไปทั่วโลก ประเทศไทยได้รับผลกระทบกับเศรษฐกิจอย่างรุนแรงเพราะรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มาจนถึงปัจจุบัน พัฒนาประเทศด้วยการพึ่งพาทุนข้ามชาติ คือ การส่งสินค้าออก และการท่องเที่ยว เป็นรายได้หลักประมาณ 90% ของ GDP เมื่อเกิดโรคระบาดของ COVID-19 ทำให้ส่งออกไม่ได้ นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ได้เดินทางเข้ามา ส่งผลกระทบให้มีการเลิกจ้าง คนงานจำนวนมากต้องถูกเลิกจ้าง
ในขณะที่ COVID-19 กำลังระบาดอย่างรุนแรงทั่วโลก วิธีลดการแพร่เชื้อ คือ เว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) และสวม MASK แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย คือ วิกฤตทางการเมืองมีการชุมนุมประท้วงที่มีการขยายวงกว้างยิ่งขึ้นโดยเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ยุบสภา ลาออก ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และ
ถึงขั้นเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันระดับสูง
จากที่มาของปัญหาดังกล่าวของประเทศ
สรส. จึงจัดให้ให้มีประชุมผู้นำสูงสุดและในฐานะที่เคยเคลื่อนไหวทางการเมืองร่วมกับประชาชนจำนวนมาก ในการขับไล่รัฐบาลที่มาโดยไม่ชอบธรรมตามรัฐธรรมมนูญ และมีการทุจริตคอร์รัปชั่นในเหตุการณ์ที่ผ่านมาก่อนรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ เข้าบริหารประเทศ ประสงค์จะให้มีการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจังเพื่อประโยชน์สุขของคนส่วนใหญ่ และความเป็นธรรมของคน
ในชาติ โดย สรส. ขอประกาศอุดมการณ์ จุดยืน ซึ่งบัญญัติไว้ในธรรมนูญของ สรส. ว่า สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.)  “จะพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งผลประโยชน์ของประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” และเสนอต่อรัฐบาลให้เร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ของประเทศโดยเร่งด่วนที่สุด ดังนี้
ข้อ 1 เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤต และนำพาประเทศไปสู่ความสันติสุข และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยให้นำแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นธงนำในการบริหารประเทศ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี ลดการพัฒนาประเทศแบบพึ่งพาทุนข้ามชาติ ควบคู่กันไปกับส่งเสริมระบบสหกรณ์รวมทั้งจัดเก็บภาษีแบบก้าวหน้า และจัดให้มีรัฐสวัสดิการที่สำคัญ คือ การให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงการศึกษา และการรักษาพยาบาล อย่างถ้วนหน้าโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอย่างแท้จริง
ข้อ 2 ต้องดำเนินการอย่างเฉียบขาดในการป้องกันปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น ในทุกระดับให้ลดน้อยลงและหมดไปในที่สุด โดยเฉพาะในรัฐวิสาหกิจทั้งหลายและต้องสร้างระบบการตรวจสอบให้เป็นจริงโดยให้สหภาพแรงงานมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง และยุตินโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจในทุกรูปแบบ แต่ต้องปฏิรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ และประชาชน ตามพระราชปณิธานของพระบิดารัฐวิสาหกิจไทย (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)
ข้อ 3 ด้านปฏิรูปทางการเมือง
3.1 การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องให้มีตัวแทน ประชาชนทุกอาชีพมีส่วนร่วม เช่น ตัวแทนผู้ใช้แรงงาน ตัวแทนเกษตรกร ตัวแทนกลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ ฯลฯ ตามสัดส่วน ของประชากร แต่ละอาชีพ โดยต้องผ่านความเห็นชอบของประชาชนด้วยกระบวนการต้องผ่านประชามติ
3.2 การได้มาซึ่งวุฒิสมาชิกต้องมาจากตัวแทนตามสัดส่วนของประชากรทุกอาชีพ โดยคำนึงถึงประชากรส่วนใหญ่ของประเทศเป็นสำคัญ คือ ผู้ใช้แรงงาน เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา พี่น้องชาติพันธุ์ และอาชีพอื่น ๆ อย่างเป็นธรรม
3.3 การเลือกตั้งผู้แทนราษฎร ต้องให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้มีสิทธิลงสมัครโดยยกเลิกการใช้เงินเป็นกำแพงขวางกั้น เพื่อให้คนรายได้น้อยทั่วประเทศมีโอกาสสมัครเป็นผู้แทนราษฎรได้ โดยลดค่าสมัครลง ลดวงเงินการหาเสียงลง ให้คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) จัดเวทีให้หาเสียงผ่านสถานีวิทยุโทรทัศน์อย่างเป็นธรรม เสมอภาค ไม่ควรให้เดินเคาะประตูบ้านหาเสียง เพื่อป้องกันการซื้อสิทธิ์ ขายเสียง เป็นบ่อเกิดของการทุจริตคอร์รัปชั่น เมื่อได้อำนาจก็คิดทุจริต เพื่อถอนทุนคืนจนเป็นวงจรอุบาทว์ของการเมืองไทยมายาวนาน
3.4 สำหรับการใช้สิทธิ์เลือกตั้งต้องให้มีบัตรสองใบ คือ เลือกพรรค และเลือกผู้สมัครแบบแบ่งเขต และเพื่อลดการซื้อเสียงและสะดวกแก่ผู้ใช้สิทธิ์โดยให้ผู้ที่ทำงาน หรืออาศัยอยู่ที่ใดในวันเลือกตั้ง ใช้สิทธิ์เลือกผู้สมัครเลือกตั้งได้เมื่ออาศัยอยู่ในเขตเลือกตั้งนั้น ๆ โดยไม่ต้องย้ายทะเบียนบ้าน เพื่อให้ประเทศชาติพัฒนาไปสู่ความสันติสุขอย่างยั่งยืน ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
3.5 การแสดงออกด้วยการชุมนุมของประชาชนทุกกลุ่ม สาขาอาชีพ โดยสงบ ปราศจากอาวุธ ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานย่อมได้รับการคุ้มครองจากรัฐ
สรส. จึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน และขอเสนอมาเพื่อให้รัฐบาลได้พิจารณาในการแก้ปัญหาวิกฤตในปัจจุบันโดยเร่งด่วนต่อไป
ด้วยความสมานฉันท์และปรารถนาดีอย่างจริงใจ
สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.)
03 พฤศจิกายน 2563
“สามัคคีกรรมกร ต้านทุนนิยม ครอบโลก สร้างสังคมใหม่ ประชาธิปไตยประชาชน”