สรส.เสนอนายกฯชะลอร่างพ.ร.บ.การพัฒนากำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ

FB_IMG_1452839932451

สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจฯ ยื่นความคิดเห็นต่อนายกให้ชะลอร่างพ.ร.บ.การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พร้อมหนุนปฏิรูป แต่ค้านการแปรรูปทุกรูปแบบ

วันที่ 15 มกราคม 2559 สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ได้ยื่นหนังสือถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรื่อง ขอแสดงความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติการพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. …. นำโดยนายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และสมาชิก ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.)

โดยมีเนืีี้อหาดังนี้ รัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นโดยพระราชปณิธานของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ และประชาชนเป็นสำคัญ แต่เนื่องจากนักการเมืองที่ไม่มีความซื่อสัตย์ ไม่จงรักภักดีต่อพระราชปณิธานของพระองค์ท่าน ซึ่งเป็นบิดาของรัฐวิสาหกิจไทย ได้ใช้นโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจโดยโอนทรัพย์สินของแผ่นดินไปให้กลุ่มทุน และใช้โอกาสในทุกขั้นตอนทุจริตหาผลประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้อง ใช้อำนาจทางการเมืองแทรกแซง ทำให้รัฐวิสาหกิจหลายแห่งต้องประสบปัญหาวิกฤตไม่สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศ และบริการประชาชนที่เป็นธรรม มีประสิทธิภาพและนำรายได้จากรัฐวิสาหกิจไปพัฒนาประเทศ เพื่อความมั่นคงของชาติ เป็นเครื่องมือ ของรัฐในการแก้ปัญหาเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจ รวมทั้งบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน และพัฒนาประเทศชาติอย่างยั่งยืนตามพระราชปณิธานของพระองค์ท่านได้

FB_IMG_1452839797045

รัฐบาลปัจจุบันโดยนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีความต้องการที่จะปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ โดยนายกรัฐมนตรีได้ให้เหตุผลและแถลงต่อสื่อมวลชนว่า

“มีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปรัฐวิสาหกิจเสียใหม่เพราะ ที่ผ่านมามีการแทรกแซง แสวงหาประโยชน์จากนักการเมือง มีการทุจริต ทำให้ภารกิจของรัฐวิสาหกิจไม่สนอง ต่อความต้องการของประเทศชาติและประชาชนได้อย่างเต็มที่”

ซึ่งต่อมาก็ได้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมายกร่างกฎหมายเพื่อให้บรรลุเจตนารมณ์ดังกล่าว ซึ่งสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และได้เคยยื่นหนังสือแสดงเจตนารมณ์และจุดยืนของ สรส. ต่อนายกรัฐมนตรีหลายครั้ง กล่าวคือ

“สรส. ขอสนับสนุน แนวทางการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจที่มีเป้าหมายเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน และจะคัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทุกรูปแบบ”

ต่อมาหลังจากที่คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจได้ผ่านความเห็นชอบสาระสำคัญของกฎหมายเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2558 ซึ่งสาระสำคัญมีสองส่วนคือ ส่วนการกำกับดูแล และส่วนของการจัดตั้งบรรษัทรัฐวิสาหกิจ ดังที่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะไปแล้ว

FB_IMG_1452839987222

เมื่อคณะยกร่างกฎหมายร่างเสร็จและได้นำเสนอต่อสาธารณะครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2558 ที่โรงแรมคอนราด ถนนวิทยุ กรุงเทพฯ หลังจากที่ได้เห็นร่างกฎหมายได้ก่อให้เกิดข้อกังวล สงสัยในหลายประเด็น

สรส. จึงได้เชิญนักวิชาการ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งมาร่วมประชุมเพื่อระดมความคิดเห็น และสนับสนุนแนวทางการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจตามที่นายกรัฐมนตรีแถลงไว้ต่อสาธารณะ แต่เมื่อวิเคราะห์ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวเห็นว่ามีหลายประเด็นที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจที่นายกรัฐมนตรีมีความต้องการตั้งแต่ต้น และในบางมาตราขัดต่อหลักการของร่างกฎหมายด้วยซ้ำไป ที่สุดแล้วเมื่อพิจารณาลงลึกถึงรายมาตราพบว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวมีนัยอย่างสำคัญที่อาจนำไปสู่การแปรรูปรัฐวิสาหกิจในที่สุด โดยมีประเด็นที่นำเรียนนายกรัฐมนตรีและคณะดังต่อไปนี้

FB_IMG_1452840025583

ประการที่ 1 มีการกล่าวหาว่ารัฐวิสาหกิจไม่มีประสิทธิภาพ

จากข้อมูลของ สคร. ระบุว่า ในระยะเวลา 10 ปี นับตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปี 2557 สินทรัพย์
ของรัฐวิสาหกิจเพิ่มสูงขึ้นจาก 4.7 ล้านล้านบาท เป็น 11.8 ล้านล้านบาท สูงขึ้นถึงร้อยละ 159 และรายได้รวมจาก 1.5 ล้านล้านบาท เพิ่มสูงขึ้นถึง 5.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 240 ถือเป็นความเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะกล่าวว่า ไม่มีประสิทธิภาพคงมิใช่ข้อกล่าวหาที่ถูกต้อง นอกเสียจากผู้ที่เกี่ยวข้องบิดเบือนและจะเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากสินทรัพย์และรายได้ในรัฐวิสาหกิจทั้งหลาย และทุกครั้งไปที่ประเทศชาติประสบปัญหา ประชาชนเดือดร้อนด้วยมหันตภัยของวิกฤตเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติ ภาวะการขาดแคลน ขัดสน ประชาชนก็ยังได้พึ่งพารัฐวิสาหกิจในการแก้ปัญหาพาชาติบ้านเมืองผ่านพ้นวิกฤตการณ์ทุกครั้งเสมอมา และรัฐบาลไม่ว่าจะก้าวมาบริหารประเทศไม่ว่าด้วยวิธีการใดเสถียรภาพของรัฐบาลในการบริหารนโยบายก็ล้วนแล้วแต่ใช้รัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือทั้งสิ้น

ประการที่ 2 ต้องการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อให้ปลอดจากการแทรกแซงทางการเมืองและอำนาจทับซ้อน
ในมาตรา 6 กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน รัฐมนตรีอื่น 4 คนตามคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกิน 5 คนตามคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นกรรมการ ปลัดกระทรวงการคลังเป็นกรรมการและเลขานุการ และผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ รวมแล้วทั้งหมด 15 คน และผู้ทรงคุณวุฒิก็มาจากการกำหนดคุณสมบัติ
และคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง สรุปแล้วมาจากการเมืองถึง 10 คน ซึ่ง คนร. จะมีอำนาจมากดังที่จะกล่าวในประการต่อไป

ซึ่งเจตนารมณ์ที่จะให้ปลอดจากการเมืองแทรกแซงคงเป็นไปได้ยาก อาจเสี่ยงต่อการครอบงำของอำนาจกลุ่มทุนที่จะมากำหนดนโยบายเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้องเช่นที่ผ่านมา

FB_IMG_1452840053530

ประการที่ 3 ต้องการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจให้มีการกำกับ ดูแล ตรวจสอบ ถ่วงดุล ที่ดี

ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวให้อำนาจ คนร. ในการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจทุกแห่งในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ กำหนดนโยบายให้รัฐวิสาหกิจดำเนินการ กำกับดูแลเรื่องการเงิน การประเมินผล กำหนดหลักเกณฑ์ การสรรหาบุคคลที่จะแต่งตั้งเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ เสนอให้มีการตรา หรือแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้อง กับการพัฒนาประเทศ (มาตรา 12) และยังให้อำนาจ คนร. ไปมีอำนาจหน้าที่ในบรรษัทในการโอนรัฐวิสาหกิจให้แก่บรรษัท ควบ โอน ยุบ แยก เปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือหุ้นจนพ้นสภาพจากความเป็นรัฐวิสาหกิจ หรือทำให้เป็นรัฐวิสาหกิจโดยเสนอความเห็น ต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบกรอบเงินลงทุนแก่รัฐวิสาหกิจในบรรษัท(มาตรา 13) และการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจที่บรรษัทถือหุ้น (ในส่วนที่ 8 มาตรา 72,73,74) ซึ่งอำนาจทั้งหมดจะอยู่ที่ คนร. และ ครม.และประธาน คนร. เป็นนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีอื่นอีก 4 คน อำนาจตรวจสอบ ถ่วงดุล อยู่ในกลุ่มคนเพียงกลุ่มเดียวและมีอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ

FB_IMG_1452840012121

หลักการที่ 4 ขาดเอกภาพและขาดความเป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจทุกแห่งมีรัฐบาลเป็นเจ้าของโดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด บางแห่งอาจเปลี่ยนแปลงไปตามนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และที่สำคัญรัฐวิสาหกิจล้วนแต่ประชาชนเป็นเจ้าของโดยสัมพันธ์กับรัฐ ทางภาษี การบริหารจัดการดำเนินการตามภารกิจและวัตถุประสงค์การจัดตั้งองค์กร ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
และตามนโยบายของรัฐบาล

ดังนั้น ความสำเร็จความล้มเหลวก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลและแผนพัฒนาประเทศ หากมีรัฐบาลที่ดี มีวิสัยทัศน์ในการบริหารประเทศ มีเจตจำนงทางการเมืองเพื่อประโยชน์แห่งประเทศชาติ และประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด มีระบบธรรมาภิบาล จัดระบบความสัมพันธ์ที่ดี บูรณาการด้วยกันอย่างเป็นระบบ ทั้งในหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจให้เกื้อหนุนกัน ความเป็นเอกภาพจะเกิดขึ้น ประเทศชาติ ประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างมหาศาล แต่หากพิจารณาใน ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ หลักทรัพย์และภารกิจของรัฐวิสาหกิจจะถูกถ่ายโอนไปที่กระทรวงการคลัง แล้วจากนั้นจะถ่ายโอนไปยังบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ โดยจะเริ่มจากรัฐวิสาหกิจ 12 แห่งก่อน จากนั้นหากจะโอนรัฐวิสาหกิจอื่นใดเข้าไปอีกเป็นอำนาจของ ครม. เพียงออกเป็นพระราชกฤษฎีกา การที่จะกำหนดให้แต่ละรัฐวิสาหกิจทำภารกิจอะไร อย่างไร หรือจะยุติ หรือยุบเลิก อยู่ที่มติ ครม. (มาตรา 12,13,35,44,52,) ซึ่งในอนาคตก็จะขึ้นอยู่กับเจตจำนงของนักการเมืองที่จะเข้ามาบริหารประเทศภายใต้ หลักคิดระบบการเมือง ระบบเศรษฐกิจแบบไหน ไม่มีหลักประกันใด ๆ ให้แก่ประชาชนและรัฐวิสาหกิจ เพราะที่ผ่านมาสังคม ประเทศชาติ ประชาชนต้องลุกขึ้นมาขับไล่รัฐบาลที่ทุจริต ฉ้อฉล ซึ่งส่วนมากการทุจริตล้วนเกิดขึ้นในรัฐวิสาหกิจรวมถึงวิธีการที่จะสร้างจิตสำนึกความเป็นเจ้าของในรัฐวิสาหกิจให้เกิดขึ้น ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ก็ไม่ได้มีการพูดถึง

FB_IMG_1452839941752

ประการที่ 5 หลักการที่บอกว่าจะไม่มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

แม้ในสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ที่ออกมาเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2558 มีการระบุไว้ว่าจะไม่ให้มีข้อกังวลเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ แต่ในหลักการของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ก็มิได้บัญญัติไว้ และมีหลายมาตราที่กำหนดให้ คนร. เสนอต่อ ครม. เพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไข ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรัฐวิสาหกิจ และการโอน แยก ยุบเลิกและเปลี่ยนแปลงสัดส่วนในหุ้นที่บรรษัทถือครองจนพ้นสภาพจากความเป็นรัฐวิสาหกิจ (มาตรา 12 (8),13,49 วรรคสอง ,52) ซึ่งความรับรู้และความเข้าใจบวกกับประสบการณ์ที่เคลื่อนไหวเรื่องต่อต้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจมาอย่างยาวนานของ สรส. คงมองเป็นอย่างอื่นได้ยากนอกเสียจากความพยายามผูกเงื่อน สร้างปม เพื่อการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ในที่สุด

ประการที่ 6 การละเมิดสิทธิของพนักงานรัฐวิสาหกิจและสหภาพแรงงาน

นับตั้งแต่สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ที่ออกมาสู่สาธารณะครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2558
ระบุว่าเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการของบรรษัท ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือกฎหมายว่าด้วยพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการ
และพนักงานรัฐวิสาหกิจ และกฎหมายแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ในร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวก็ยังคงสาระสำคัญนี้ไว้อย่างเหนียวแน่นในมาตรา 48 และมาตรา 53

ในมาตรา 53 เพียงแค่บรรษัทรับโอนหุ้นจากกระทรวงการคลังแล้วสถานะของพนักงานที่เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจอยู่จะสิ้นสุดทันที สิทธิที่จะรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจก็ไม่สามารถทำได้เพราะขัดต่อกฎหมายแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ 2543 จะรวมตัวจัดตั้งสหภาพแรงงานเอกชนก็เป็นไปไม่ได้เพราะสถานะของบรรษัท
เป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการ (มาตรา 40) ซึ่งถือเป็นการทำลาย ขวัญ กำลังใจและความมั่นคงของพนักงาน เป็นละเมิดสิทธิของสหภาพแรงงานขัดต่อหลักการทางสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ และขัดต่อหลักการขององค์การแรงงานระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิเสรีภาพในการรวมตัว และการเจรจาต่อรอง (อนุสัญญาที่ 87 และ 98) ซึ่งในสถานการณ์
ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการกล่าวหาจากนานาชาติ ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะตรากฎหมายในลักษณะดังเช่นที่กล่าวมา และขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 มาตรา 4 ที่ระบุว่า

“ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทย ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้”

จากการร่วมประชุมหลายครั้งขององค์กรสมาชิกเพื่อพิจารณาถึงผลดี ผลเสียของร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. … ด้วยหลักการทั้ง 6 ประการที่กล่าวมาข้างต้น สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) โดยองค์กรสมาชิกมีมติเป็นเอกฉันท์ ไม่เห็นด้วย กับ ร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. … และเรียกร้องให้คณะทำงานในการยกร่างกฎหมาย คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ และรัฐบาลได้ดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ไม่มีความต้องการที่จะแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และสิ่งที่ สรส. องค์กรสมาชิกมีความกังวล ใน 6 ประการที่กล่าวมาข้างต้น และได้นำเสนอต่อประธานคณะทำงานยกร่างที่มี นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล และนายระพี สุจริตกุล ไปแล้วเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2558 ณ ห้องประชุม 6 อาคาร 4 ธนาคารแห่งประเทศไทย คือ

FB_IMG_1452840094959

1. ร่างพ.ร.บ.การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. … ต้องไม่เขียนไปในลักษณะที่ก่อให้เกิดการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เปลี่ยนแปลงสถานะของรัฐวิสาหกิจจนพ้นสภาพจากการเป็นรัฐวิสาหกิจทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยต้องตระหนักถึงพระราชปณิธานของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5

2. ต้องสร้างระบบการกำกับ ตรวจสอบ ดูแล ให้โปร่งใส มีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ และถ่วงดุลกัน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการบริการได้ง่าย เท่าเทียม และเป็นธรรม

3. ต้องไม่ลิดรอนสิทธิของพนักงานรัฐวิสาหกิจและสิทธิสหภาพแรงงาน

4. ขอให้นำร่าง พ.ร.บ.พัฒนารัฐวิสาหกิจแห่งชาติ พ.ศ. … (ฉบับสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์)
ไปประกอบการพิจาณาในการเปลี่ยนแปลงแก้ไข
สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ขอยืนยันในเจตนารมณ์และจุดยืนที่ได้กระทำและแสดงออกเสมอมาว่า “สรส. เห็นด้วยกับการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจที่ไม่ให้นักการเมืองเข้ามาแทรกแซงหาประโยชน์ ต้องการให้มีการบริหารงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ปราศจากการทุจริต มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ให้ประชาชนได้ใช้บริการที่ดี เกิดความมั่นคงแก่ประเทศ เพื่อนำประเทศชาติสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน”

สรส. ขอกราบเรียนมายัง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เพื่อโปรดระงับร่างฉบับนี้ไว้ก่อน และขอโอกาสให้ สรส. ส่งผู้แทนเข้าร่วมตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมและสร้างความสมานฉันท์ โดยยึดประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลักสำคัญ พร้อมกันนี้เพื่อยืนยันในเจตนารมณ์และจุดยืนของ สรส. จึงได้แนบร่าง พ.ร.บ.พัฒนารัฐวิสาหกิจแห่งชาติ พ.ศ. … (ฉบับสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์) เพื่อประกอบการพิจารณา และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อคิดเห็น และข้อแนะเสนอที่กล่าวมาข้างต้น รวมทั้งร่าง พ.ร.บ.ฯ ของ สรส. ที่แนบมาด้วยนี้จะได้รับการพิจารณาจากท่านนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อไป