สมาพันธ์แรงงานอุตสาหกรรม เสริมความรู้งานขับเคลื่อน

1436086733162

ติดอาวุธทางปัญญา เรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การถูกคุกคามสิทธิ การควบคุมมวลชนและการทำงานกับชุมชน

วันที่ 2- 3 ก.ค. 58 สมาพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (CILT)ได้จัดสัมมนาเรื่อง “เรียนรู้ประการณ์การทำงานเคลื่อนไหวกับมวลชนและชุมชนให้อยู่รอดและยั่งยืน” ณ ภูวิว รีสอร์ท อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยในวันที่2.ก.ค.ช่วงเช้าเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องการคุกคามนักสิทธิมนุษยชน โดยนายศิริชัย ไม้งาม ประธานสหภาพแรงงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อ.ภัทรมน สุวพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ดำเนินรายการและร่วมแลกเปลี่ยนโดยนายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์

1436086716545

อ.ภัทรมน สุวพันธุ์ เริ่มจากการฉายภาพย้อนหลังการคุกคามสิทธิตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องสิทธิชุมชน เรื่องสิ่งแวดล้อม และตั้งข้อสังเกตในช่วงอดีตมีการรวมกลุ่มเป็นขบวนการในการต่อสู้อย่างชัดเจน เช่นสมาพันธ์ชาวไร่ ชาวนา สมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคเหนือ ฯลฯ แต่ในยุคหลังการต่อสู่ในรูปขบวนการไม่ค่อยชัดเจน เป็นลักษณะบุคคล ซึ่งการคุกคามรุนแรงถึงชีวิต มีทั้งตายและสูญหาย สะท้อนภาพความรุนแรง จากนั้นมีการยกตัวอย่างการต่อสู้ในต่างประเทศเช่นการเคลื่อนไหวโดยใช้เครื่องมือการสื่อสารในการนัดหมายการชุมนุม ซึ่งจะหาแกนนำหลักไม่ได้ก็จะทำให้ปัญหาการถูกคุกกคามน้อยลง จากนั้นยกตัวอย่างกรณีเครสของผู้นำชาวกระเหรี่ยงที่ถูกอุ้มหายไป มีคู่กรณีเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ และรัฐมักมีการใช้กลไก 2 ด้าน เป็นเครื่องมือในการคุกคามสิทธิประชาชนคือการใช้กลไกเรื่องความรุนแรงและการใช้กลไกการสร้างอุดมการณ์สร้างการศึกษาแบบการผลิตซ้ำทางความคิด เช่นกรณีของผู้นำชาวชาวกระเหรี่ยงมีการสร้างภาพเรื่องการบุกรุกที่ป่า สร้างภาพลักษณ์ให้เจ้าหน้าที่ดูดี แต่ต่อมาทางภาคประชาชนได้ใช้กลไกทางการสื่อสารตามโซเชียลเน็ตเวิร์คให้ข้อเท็จจริงจนในที่สุดได้นำข้อมูลอีกด้านมาถ่ายทอดทำให้มีกระแสต่อต้านเจ้าหน้าที่รัฐคนดังกล่าว

1436086713177

นายศิริชัย ไม้งาม ได้สะท้อนประสบการณ์จากการชุมนุมของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ซึ่งต้องต่อสู้กับประเด็นการที่รัฐกำลังจะทำลายรัฐวิสาหกิจ ขายรัฐวิสาหกิจเพื่อแปรรูป ซึ่งการชุมนุมยาวนานถึง487วัน ซึ่งการรวมตัวกันการชุมนุมถือเป็นเครื่องมือที่ทางสากลเขายอมรับและปฏิบัติกัน ส่วนตัวก็มีทั้งการถูกข่มขู่ฆ่า ถูกติดตาม รวมถึงการคุกคามของเจ้าหน้าที่รัฐ เช่นมีการออกคำสั่งให้เลิกชุมนุม ข่มขู่จะยุบสหภาพฯ แต่เราก็ยืนยันในจตนารมณ์ที่ชัดเจนไม่มีผลประโยชน์อื่นแอบแฝงจึงทำให้รอดตัวมาได้ จึงทำให้ได้บทเรียนนำมาสู่การตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้นำ กองทุนสไตค์ และกองทุนสร้างสำนักงาน เพื่อรองรับเหตุการณ์ในอนาคตข้างหน้า นอกจากนี้นายศิริชัย ยังตั้งข้อสังเกตเรื่องการคุกคามว่า หากเป็นกรณีที่เกี่ยวเนื่องกับผลประโยชน์ของท้องถิ่นกับโรงงาน เช่นประเด็นผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติ มักจะมีการใช้ความรุนแรง แต่หากเป็นประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับนโยบายรัฐมักไม่ค่อยมีการใช้ความรุนแรง นอกจากนี้นายศิริชัย ยังให้ข้อคิดเรื่องความไม่เป็นเอกภาพของผู้นำ แย่งชิงการนำ ไม่มีกติการ่วมกันเช่นการห้ามดื่มของมึนเมาในที่ชุมนุม จนในที่สุดก็จะนำสู่จุดความล้มเหลวของการชุมนุม และ ที่สำคัญต้องมีการสร้างเครือข่ายในการทำงาน เพื่อคอยสนับสนุนซึ่งกันและกัน

นายสาวิทย์ แก้วหวาน ได้สรุปนิยามของการคุกคามสิทธิว่า การคุกคามสิทธิคือ การจำกัดสิทธิ ตัดสิทธิ กลั่นแกล้ง ใช้กลไกขมขู่ หมายชีวิต ซึ่งสรุปได้ว่าการแข่งขันที่รุนแรง มักจะมาพร้อมกับการกดขี่ที่เข้มข้น บทเรียนจากการคุกคามนักสิทธิมนุษยชนจากกรณีตัวอย่างจะไม่ค่อยมีประเด็นแรงงานเพราะส่วนใหญ่เป็นประเด็นข้อเรียกร้องเฉพาะในโรงงานไม่มีประเด็นที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับประเด็นของสังคมโดยรวม มีเพียงกรณีของนายทะนง โพธิ์อ่าน ที่ต่อสู้เรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ส่วนนักสิทธิมนุษยชนที่ถูกคุกคามถึงกับชีวิตมากที่สุด เป็นประเด็นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมซึ่งเกี่ยวพันกับผลประโยชน์มหาศาล ดังนั้นการต่อสู้ในเชิงประเด็นเฉพาะอาจจะไม่ค่อยได้รับความสนใจมากนัก จึงอยากให้ทางภาคแรงงานหันมาเรียกร้องในประเด็นทางสังคมให้มากขึ้น ที่สำคัญการลงมือปฏิบัติเกาะติดกับปัญหาเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าการเรียนในตำราหรือในห้องสัมมนา อยากเรียนรู้จึงต้องอยู่กับมัน ลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง

ส่วนในช่วงบ่ายเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์การควบคุมมวลชนขนาดใหญ่ โดยนายนัสเซอร์ ยีหมะ อดีตหัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัย คปท.ซึ่งได้ชี้ให้เห็นหัวใจของการจัดการชุมนุม 6 ประการ คือ

1.ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน และควรมีเป้าหมายในหลายระดับ

2.มีแกนหลักอาจมีได้หลายคนและไม่ควรประกาศว่าใครเป็นแกนนำ

3.ควรมีการมอบหมายงานให้ชัดเจนเหมาะสมกับความสามารถของแต่ละคน

4.ประเมินมวลชนที่สนับสนุน

5.เตรียมแผนงาน กิจกรรม

6.ต้องหมั่นทำความเข้าใจกับผู้ชุมนุม

จากนั้นได้มีการสรุปปัญหาที่มักเกิดขึ้นในการชุมนุมดังนี้

1.ทีมงานไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย

2.มวลชนไม่ทำตามข้อตกลง

3.มีการแทรกแซงการชุมชุม ป่วน/คุกคาม

4.ข่าวปล่อยบิดเบือนข้อเท็จจริง

5.ปัญหาความขัดแย้งภายใน

6.ไม่ทำตามเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือทำเกินกว่าที่กำหนดไว้ในเป้าหมาย

7.แกนนำถูกดิสส์เครดิต

นอกจากนี้นายนัสเซอร์ยังได้แลกเปลี่ยนเรื่องการประเมินสถานการณ์การสลายการชุมนุม และให้ฝึกเป็นนักสังเกตหมั่นสังเกตจะช่วยในเรื่องการประเมินสถานการณ์ได้

ในวันที่3 ก.ค.เป็นการเรียนรู้ประสบการณ์การทำงานกับชุมชน โดยมีนายจำรูญ สวยดี จากสภาองค์กรชุมชนจ.ปราจีนบุรีและนายเดช พุ่มคชา จากคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน มีนายชาลี ลอยสูงรองประธานคณะกรรมการสมาฉันท์แรงงานไทยเป็นผู้ดำเนินรายการซึ่งเป็นรูปแบบเป็นการทำกระบวนการกลุ่มโดยให้ผู้เข้าร่วมทุกท่านมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นจนจบกระบวนการ ช่วงแรกนายจำรูญ สวยดี ได้ถามผู้ร่วมถึงเป้าหมายการทำงานกับชุมชนซึ่งส่วนใหญ่ได้แสดงความคิดเห็นว่าต้องการเข้าไปทำความรู้จักคุ้นเคยและร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชุมชนเพื่อให้รับรู้ปัญหาของกันและกัน ด้านนายเดช พุ่มคชา ได้ชี้ให้เห็นทิศทางการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจจากซีกโลกตะวันตกมาสู่ซีกโลกตะวันออก การผูกขาดของนายทุนต่ออำนาจรัฐ และการล้มสลายของระบบทุนนิยม

จากนั้นนายจำรูญได้ตั้งคำถามถึงความหมายของชุมชน ซึ่งได้ข้อสรุปว่าชุมชนคือการการรวมตัวกันของกลุ่มคนที่มีการตั้งกติการ่วมกันมีการเชื่อมโยงปฏิสัมพันธ์กัน โดยนายจำรูญได้แลกเปลี่ยนเรื่องการทำงานกับชุมชนว่าต้องไม่เข้าไปในลักษณะนักสังคมสงเคราะห์เพราะจะทำให้ชุมชนไม่เข้มแข็งและจะชินกับการแบมือขอ ควรสร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นก่อนและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต้องให้และรับอย่างสมดุลและไม่ควรให้ความสำคัญกับงานชุมชนจนลืมเป้าหมายการจัดตั้ง มีโอกาสควรจัดตั้งทันที ด้านนายเดช ได้เพิ่มเติมความหมายของชุมชนว่า

1.ชุมชนนั้นมีความเป็นชนชั้นไม่เท่าเทียมกัน

2.ชุมชนมีอุทาหรณ์มีที่มามีเรื่องราว

3.มีความหลากหลาย

4.มีชีวิตชีวามีความเป็นไป

5.มีการเปลี่ยนแปลงระหว่างปัจจัยภายในกับภายนอก

ซึ่งสิ่งที่สำคัญต้องมีกระบวนการการสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลง มีเป้าหมายและกำหนดพื้นที่เป้าหมายให้ชัดเจนให้ประเมินว่าพื้นที่ที่สามารถสร้างกระแสและขยายต่อได้อย่างรวดเร็วได้ให้เริ่มทำพื้นที่นั้น ให้ความสำคัญกับความยิ่งใหญ่ของชุมชน การเรียนรู้รากเหง้าของชุมชนถือเป็นสิ่งสำคัญ และให้การเรียนรู้ในครั้งนี้นำสู่การปฏิบัติอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม

นักสื่อสารแรงงาน รายงาน