สมาพันธ์คนงานรถไฟ เสนอการพัฒนาประชาชนต้องมีส่วนร่วม

สมาพันธ์คนงานรถไฟ เสนอการพัฒนาประชาชนต้องมีส่วนร่วม

สพ.รฟ.ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาล -ประชาชน เรื่องความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย-จีน กรณีรถไฟความเร็วสูง เสนอรัฐสร้างการมีส่วนร่วมใช้ระบบประชาธิปไตย

สมาพันธ์คนงานรถไฟ (สพ.รฟ.) ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาลและประชาชน วันที่ 20 มิถุนายน 2560 เรื่อง ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนในการสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงระหว่างกรุงเทพ-นครราชสีมา โดยมีเนื้อหา ดังนี้

ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ได้มีคำสั่งที่ 30/2560 ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2560 เรื่อง มาตรการเร่งรัดและเพิ่มประสิทธิภาพการดําเนินการโครงการรถไฟความเร็วสูง ช่วงกรุงเทพ – นครราชสีมา โดยมีสาระที่กล่าวไว้ว่ามีความจําเป็นต้องพัฒนาระบบคมนาคมให้ก้าวหน้า ทันสมัย และสอดคล้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ของประเทศ โดยเฉพาะการขนส่งทางราง ซึ่งรวมถึงโครงการรถไฟความเร็วสูง ตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟของประเทศไทยในกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของไทย พ.ศ. 2558 – 2565 แต่การดําเนินการดังกล่าวยังมีปัญหาและอุปสรรคหลายประการ และมอบหมายให้การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) รับผิดชอบในการดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน และเพื่อให้เกิดความรวดเร็ว คสช.กำหนดให้การดำเนินการในโครงการดังกล่าวให้การรถไฟแห่งประเทศไทยได้รับการยกเว้นการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบต่างๆหลายฉบับ ซึ่งจากคำสั่งดังกล่าวได้ก่อให้เกิดคำถาม การวิพากษ์ วิจารณ์ในสังคมอย่างกว้างขวาง ซึ่งส่วนมากไม่เห็นด้วยต่อการดำเนินการดังกล่าว เพราะการดำเนินการด้วยวิธีพิเศษเหล่านั้น อาจทำให้เกิดการทุจริตในโครงการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่ามหาศาล รวมทั้งการยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายต่างๆเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุนใดหรือไม่ อย่างไร และ ประเทศไทยไปอ่อนยอมในเงื่อนไขของสาธารณรัฐประชาชนจีนมากไป ทำให้คนไทยสูญเสียโอกาสในมิติงานด้านต่างๆ และที่สำคัญการดำเนินการในโครงการดังกล่าวประเทศไทยจะได้ประโยชน์จริงหรือไม่

สมาพันธ์คนงานรถไฟ(สพ.รฟ.)ซึ่งเป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 42 ภายใต้ฉันทามติของ บุคคล กลุ่มบุคคล ที่ทำงานในกิจการของการรถไฟฯ กิจการระบบการขนส่งทางราง ทั้งที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ และที่เป็นอดีตพนักงาน ครอบครัว รวมทั้งประชาชนที่ยึดมั่นในอุดมการณ์แห่งสาธารณะมีความเห็นต่อการพัฒนาระบบการขนส่งทางราง ดังนี้

1. การขนส่งทางรางนับวันยิ่งมีความสำคัญต่อระบบการขนส่งของประเทศและของโลก ด้วยเงื่อนไขหลากหลายประการที่เป็นประโยชน์ต่อโลก ต่อมนุษย์ทุกคน และแต่ละประเทศทุกภูมิภาคของโลกต่างหันมาพัฒนาส่งเสริม สนับสนุนการขนส่งในระบบรางให้มีการเชื่อมเส้นทางหรือร้อยโลกเข้าด้วยกัน  สพ.รฟ.เห็นด้วยอย่างยิ่งในการที่รัฐบาลปรับทิศเปลี่ยนทางจากระบบการขนส่งแบบเดิมมาเป็นการส่งเสริม พัฒนาขีดความสามารถของระบบการขนส่งทางรางและการต่อเชื่อมเส้นทางกับประเทศต่างๆ

2. สพ.รฟ.ยังคงยืนยันในเจตนารมณ์ให้ระบบการขนส่งทางรางนั้นต้องดำเนินการโดยรัฐ และไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งในการแปรเปลี่ยนระบบการขนส่งทางรางไปให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินการ หรือที่เรียกว่า “การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ” รวมทั้ง ร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. …. และการจัดตั้งบริษัทในการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยเฉพาะ บริษัทเดินรถ บริษัทซ่อมบำรุงรางและล้อเลื่อน ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2559 เพราะจะเป็นการทำลายโอกาสของ รฟท.ในการพัฒนาองค์กร (ได้ยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา ไปแล้วเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2560)และไม่เห็นด้วยกับการนำระบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐบาลและเอกชน (Public-Private Partnership) ในบริษัทรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิ้งค์ (รฟฟ.) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ รฟท.เพราะจะทำให้ รฟท.และ รฟฟ.สูญเสียโอกาสในการพัฒนาศักยภาพ การเรียนรู้ การถ่ายทอดองค์ความรู้ขององค์กรและบุคลากรในการขนส่งระบบรางด้วยพลังงานไฟฟ้า

3. ต่อการสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงระหว่างกรุงเทพ-นครราชสีมา ภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน  สพ.รฟ.มีความกังวลเฉกเช่นเดียวกับภาคส่วนต่างๆของสังคม ที่ให้ทัศนะความเห็น วิพากษ์ วิจารณ์กันอยู่ในขณะนี้ว่าสิ่งที่ คสช.ต้องการปลดปล่อยเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคทำให้โครงการนี้ล่าช้าออกไปนั้น แล้วมาใช้เงื่อนไขด้วยวิธีพิเศษที่สุดแล้วใครจะได้ประโยชน์ ใครจะเสียประโยชน์ ประเทศไทยหรือสาธารณรัฐประชาชนจีนจะได้ประโยชน์มากกว่ากัน และที่สุดแล้วหากไม่ได้เป็นไปอย่างที่รัฐบาลต้องการในโครงการที่มูลค่าสูงขนาดนี้ ความผิดพลาดหากเกิดขึ้นใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ

ดังนั้นเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความรอบคอบทาง สพ.รฟ.จึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาล และ คสช.ดังนี้

1. ความล่าช้าของโครงการตามนโยบายรัฐบาลที่เกิดขึ้น เกิดจากสาเหตุอะไร คสช.และรัฐบาลควรชี้แจงให้แก่ประชาชนได้รับทราบ

2. เพื่อให้เกิดความรอบคอบ คสช.และรัฐบาลควรรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะจากภาคส่วนต่างๆของสังคมที่กำลังให้ความเห็นกันเป็นวงกว้างในขณะนี้ และที่สำคัญ งบประมาณในโครงการมหาศาลซึ่งจะผูกพันเป็นหนี้สาธารณะในอนาคตที่ประชาชนคนไทยทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบ จึงสมควรอย่างยิ่งที่ประชาชนจะต้องรับรู้และตัดสินใจ ซึ่งก็สอดคล้องกับนโยบายของ คสช.และรัฐบาลที่ต้องการสร้างระบบ     ธรรมาภิบาล ความโปร่งใส สมควรที่จะกระทำให้ประจักษ์แก่ประชาชน

3. ประเทศไทยมีเส้นทางรถไฟทั่วประเทศประมาณ  4,300 กิโลเมตร และจะเพิ่มขึ้นในอนาคตจากการสร้างรถไฟทางคู่และการขยายสร้างเส้นทางต่างๆ แต่ระยะทางจากเหนือจรดใต้ยาวประมาณ  2,500 กิโลเมตร เส้นทางอื่นก็คงไม่ยาวไปกว่านี้ ดังนั้นการสร้างรถไฟความเร็วสูง(ซึ่งความเร็วสูงที่พูดถึงกันก็ไม่ได้บอกว่ามีความเร็วเท่าใด)เมื่อดูจากประเทศต่างๆแล้วไม่เหมาะสำหรับระยะทางในประเทศไทย  ดังนั้นสิ่งที่เป็นไปได้และเหมาะสมสำหรับประเทศไทยคือความเร็วระดับปานกลาง 150-200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็น่าจะพอเพียง พร้อมกันนั้นการสร้างรถไฟทางคู่ทั่วประเทศ ที่กำลังทำกันอยู่ซึ่งกำลังจะแล้วเสร็จในปี 2563 รวมทั้งเพิ่มขนาดของทางจาก 1.00 เมตร เป็น 1.435 เมตร(Standard gauge) ก็น่าจะเพียงพอในการขนส่งสินค้า และโดยสารในประเทศไทย และหากจะเชื่อมกับประเทศต่างๆในการโดยสารของประชาชน ทั้งความเร็วปกติและความเร็วสูง ก็ให้ใช้เป็นความร่วมมือในการเดินรถร่วมกันน่าจะเกิดประโยชน์มากกว่า เพราะการขนส่งสินค้าโดยทั่วไปแล้วก็ไม่ได้ใช้ความเร็วสูง และเปลี่ยนพลังงานที่ใช้ในการขับเคลื่อนจากฟอสซิลเป็นระบบรถไฟฟ้า รวมทั้งแก้ปัญหาทางตัดเสมอระดับทางรถไฟของการรถไฟฯซึ่งมีอยู่มากกว่า 2,500 จุดทั่วประเทศเพื่อลดอุบัติเหตุและความสูญเสีย

4. เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ตามที่รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้พยายามเน้นย้ำว่า “ความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการพัฒนาประเทศ ด้วยการใช้ศาสตร์ของพระราชา ด้วยภูมิปัญญาของคนไทย เน้นความพอเพียง พึ่งพาตนเอง สร้างความแข็งแกร่งจากภายใน สร้างศักยภาพของประเทศทั้งเรื่องบุคลากร ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจ ด้วยการสนับสนุน ส่งเสริมกิจกรรมงานด้านการวิเคราะห์  วิจัย การประมวลผล พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในระบบการขนส่งทางราง และการคิดค้นออกแบบนวัตกรรมใหม่ที่เป็นภูมิปัญญาของไทย” เช่นการพลิกฟื้นโรงงานมักกะสันให้กลับมาทำหน้าที่ในการ ผลิต ซ่อม สร้าง นวัตกรรมเกี่ยวกับการขนส่งทางรางเฉกเช่นในอดีต และควบคู่กันในการรักษาเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ ในการอนุรักษ์ คุณค่า ความงดงาม ของนวัตรกรรม สิ่งปลูกสร้าง สถานที่ในอดีตเพื่อถ่ายทอดศักดิ์ศรี ความภาคภูมิใจให้แก่คนไทยก็มีความสำคัญเช่นกัน เพราะประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเซียที่ดำเนินการกิจการรถไฟหรือการขนส่งทางราง

สมาพันธ์คนงานรถไฟ(สพ.รฟ.)หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเจตนารมณ์  และข้อเสนอที่กล่าวมาข้างต้น  จะได้รับการพิจารณาจากรัฐบาลและประชาชน เพื่อร่วมกันสร้างประเทศชาติของเราให้มีความแข็งแกร่ง         มีความเป็นประชาธิปไตยด้วยการมีส่วนร่วม คือร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ และเชื่อว่าทุกคน ทุกกลุ่มคน ทุกองค์กร ล้วนมีความรัก ความปรารถนาดีต่อประเทศชาติ และต้องการเห็นคนไทยทุกคนได้รับประโยชน์จากการพัฒนาประเทศโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง