สปส.เสนอปรับเพิ่มฐานเก็บเงินสมทบมาตรา 33 และมาตรา 39

1481344378293

ผู้นำแรงงาน ยื่นข้อเสนอเพิ่มสิทธิหลายด้าน ตั้งคำถามต่อการปรับเพิ่มฐานจัดเก็บเงินสมทบเพิ่มมาตรา 33 และ 39 แก้ปัญหาตรงจุดหรือไม่ เมื่อนโยบายมีผลกระทบถึงคน 13 ล้านคน คงต้องหาทางสื่อสารให้ได้ข้อคิดเห็นที่แท้จริง

สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นผลการศึกษาการปรับเพดานจัดเก็บเงินสมทบประกันสังคมเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2559 ที่โรงแรมแอมบาสซาเตอร์  ซิตี้ จอมเทียน สัตหีบ ชลบุรี โดยกลุ่มสหภาพแรงงานภาคตะวันออก ยื่นข้อเสนอต่อเวทีรับฟังความคิดเห็น  ถึงนายสุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม  กรณีการเปิดรับฟังความคิดประเด็นการแก้ไขปรับปรุงฐานการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตน มาตรา 33 และมาตรา 39 ซึ่งทางกลุ่มจึงมีข้อเสนอดังนี้

  1. เงินสมทบผู้ประกันตนมาตรา 33 ให้คำนวณจากฐานค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎกระทรวงแรงงานและให้คำนวณตามฐานเงินเดือนของผู้ประกันตนโดยไม่มีเพดานกำหนด และให้นำเงินที่เก็บเพิ่มขึ้นไปใช้จ่ายในกรณีชราภาพ กรณีทดแทนการขาดรายได้ กรณีสงเคราะห์บุตร ส่วนกรณีอื่นๆเป็นหน้าที่ของรัฐบาลต้องดูแลรับผิดชอบเหมือนกันกับสิทธิจากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และระบบรัฐสวัสดิการของข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ
  2. ให้สำนักงานประกันสังคมเร่งออกประกาศใช้อนุบัญญัติ ทั้ง 17 ฉบับ ที่ออกตามพระราชบัญญัติประกันสังคมฉบับแก้ไขปี 2558
  3. ให้สำนักงานประกันสังคมแก้ไขเพิ่มเติมเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ ดังนี้
  4. สำนักงานประกันสังคมต้องเป็นองค์กรอิสระ
  5. รัฐบาลต้องจ่ายสมทบประกันสังคมเต็มร้อยละ 5 จากเดิมที่จ่ายสมทบน้อยกว่าฝ่ายผู้ประกันตน และนายจ้าง
  6. ทุกสิทธิประโยชน์ต้องเกิดขึ้นทันทีตั้งแต่เป็นผู้ประกันตนโดยไม่มีเงื่อนไข
  7. ทุกสิทธิประโยชน์ต้องจ่ายจริงตามความจำเป็นโดยไม่มีเพดาน ผู้ประกันตนต้องไม่มีการจ่ายเพิ่มเติม
  8. ทุกสิทธิประโยชน์เมื่อผู้ประกันตนใช้สิทธิต้องไม่มีการสำรองจ่าย
  9. กรณีการใช้สิทธิของลูกจ้างนายจ้างตามกฎหมายจะต้องไม่ทำให้ผู้ประกันตนเสียสิทธิโดยเด็ดขาด เช่น การใช้สิทธิปิดงาน นัดหยุดงาน หยุดงานเนื่องจากเจ็บป่วยประสบอันตราย การใช้สิทธิตามมาตรา 75 การใช้สิทธิด้วยเหตุจำเป็นจากภัยธรรมชาติเป็นต้น
  10. การคำนวณเงินชราภาพกรณีผู้ประกันตนมาตรา 39 ต้องใช้ฐานค่าจ้างสุดท้ายย้อนหลัง 60 เดือน หลังจากพ้นจากผู้ประกันตนมาตรา 33 ยกเว้นจำกลับเข้ามาเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ให้ใช้เฉพาะฐานค่าจ้างมาตรา 33 ย้อนหลัง 60 เดือน
  11. กรณีเงินชราภาพผู้ประกันตนสามารถเลือกที่จะรับเป็นเงินบำเหน็จชราภาพ หรือบำนาญชราภาพได้
  12. เงินบำนาญชราภาพอย่างน้อยต้องเพียงพอต่อการดำรงชีพไม่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ปัจจุบัน 300 บาทต่อวันคือ 9,300 บาทต่อเดือน)
  13. ปรับเพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรจาก 400 บาท เป็น 1,000 บาทขยายอายุจาก 6 ปี เป็น 12 ปี ไม่จำกัดจำนวนบุตร
  14. เงินชดเชยค่าขาดรายได้ต้องจ่ายเต็ม ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มของฐานค่าจ้างที่ผู้ประกันตนได้รับ
  15. การใช้สิทธิกรณีฉุกเฉินจะต้องไม่มีการสำรองจ่าย และจ่ายเพิ่ม

1481344383980

ด้านนายสุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวถึงผลการศึกษาการปรับเพดานจัดเก็บเงินสมทบในอัตราร้อยละ 5 จากฐานเงินเดือนปัจจุบันเพดานสูงสุดอยู่ที่ 15,000 บาท นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นผู้ประกันตน ตามที่ สปส.จะขยายเพดานจัดเก็บเงินสมทบเพิ่มเป็น 20,000 บาท เพื่อให้เกิดเสถียรภาพของกองทุน สอดรับกับสภาพเศรษฐกิจ และชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ใช้แรงงาน ซึ่งการปรับฐานคาดว่า จะส่งผลดีกับผู้ประกันตน ในเรื่องของสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับเพิ่มขึ้น เพราะฐานการคำนวณเงินสมทบเพิ่มขึ้น เช่น การรับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน ปัจจุบันสำหรับผู้ถูกเลิกจ้างจะได้ในอัตราร้อยละ 50 ของ 15,000 บาท คือ 7,500 บาท เมื่อปรับเป็น 20,000 บาท ก็จะได้เงินว่างงานเพิ่มขึ้นถึง 10,000 บาท เป็นต้น

ทั้งนี้จากการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นผู้ประกันตนแล้วใน 3 พื้นที่ คือ อุดรธานี เชียงใหม่ กรุงเทพมหานคร พบว่า ผู้ประกันตนส่วนใหญ่เห็นด้วย แต่นายจ้างบางส่วนยังมีข้อกังวล เรื่องภาระรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ซึ่งการรับฟังความคิดเห็นยังเหลือที่ภาคใต้ที่อยู่ระหว่างการกำหนดวันเวลาและสถานที่ และวันนี้เป็นการรับฟังครั้งที่ 4 ในส่วนของผู้ประกันตนที่จังหวัดชลบุรีแล้ว อย่างไรก็ตามคาดว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในช่วงกลางปี 2560 แน่นอน และปัจจุบัน ผู้ประกันตนที่มีเงินเดือนเกิน 15,000 บาท อยู่ที่ประมาณร้อยละ 20 หรือ ประมาณ 2 ล้านคน ที่จะต้องส่งเงินสมทบเพิ่มขึ้น หากการปรับเงินสมทบมีผลบังคับใช้ และในอนาคตภายหลังใช้เพดานใหม่จะต้องมีการพิจารณาทบทวนอัตราเงินสมทบว่าเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันหรือไม่

1481344386672

ส่วนนายชาลี  ลอยสูง รักษาการประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า ต้องถามว่าสปส.แก้ปัญหาตรงจุดหรือไม่ ต่อประเด็นการที่ประกันสังคมมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะการปรับเพดานเงินสมทบเพิ่มขึ้นจากเดิมนั้น ด้านผู้มีรายได้ส่วนของเงินเดือนสูงนั้นตัวเลขอาจมีส่วนน้อยก็จริงแต่ปัญหาการรับฟังความคิดเห็นที่ไม่ทั่วถึงและมีส่วนน้อยที่ได้เข้าและรับรู้ถึงการเปิดรับฟังความคิดเห็น ซึ่งตนเองยังต้องมาร่วมในพื้นที่ชลบุรีทั้งที่อยู่แถบสมุทรปราการ เป็นต้น ประเด็นมาตรา 39 ที่สปส.จะมีการเพิ่มเพดานการจัดเก็บเงินสมทบจากเดิมเก็บสมทบที่ 432 บาท ฐานเงินเดือน 4,800 บาท ปรับเพิ่มเป็น 7,800 บาท หรือว่าจะเป็น 6,800 บาท นั้นรัฐควรต้องมีการเปิดการรับฟังกว้างกว่านี้เพราะผู้ประกันตนราว 13 ล้านคน แม้ว่าสปส.ได้มีการเปิดรับฟังทางเว็ปไซต์ไปเมื่อเดือนที่ผ่านมาถามว่ามีสักเท่าไรที่ได้รับรู้และเข้าไปตอบแบบสอบถามนั้น

“ในส่วนของผู้ประกันตนมาตรา 33 ยังเป็นคนที่มีรายได้ แต่ประเด็นกรณีของมาตรา 39 ผู้ประกันที่ต้องออกจากงานออกจากมาตรา 39 ไม่ว่าจะถูกเลิกจาก หรือลาออกจากงานก็ถือว่าเป็นผู้ไม่มีรายได้ตรงนี้คิดว่าในส่วนของสปส.ต้องคำนึงด้วย ตัวเลขคนที่หลุดจากระบบประกันสังคมมาตรา 39 นั้นมีตัวเลขเพิ่มขึ้น ซึ่งในส่วนของสปส.กำลังจะมีการนิรโทษกรรมให้สามารถกลับเข้ามาประกันตนได้ใหม่นั้น สาเหตุอาจไม่ใช่เพราะลืมจ่ายเงินสมทบแต่อาจเป็นเพราะเขาไม่มีรายได้ไม่มีเงินที่จะจ่ายสมทบประกันสังคมตรงนี้ก็ต้องมองด้วย ประเด็นเก็บเงินสมทบเพิ่มแล้วเขาได้รับประโยชน์ทดแทนเพิ่มขึ้นหรือไม่ รัฐควรนำเงินบางส่วนที่คนมาตรา39ไมได้ใช้มาจัดเป็นสวัสดิการให้กับเขาเพื่อการดูแลซึ่งคนเหล่านี้ก็เข้าสูงสังคมสูงวัยควรนำมาจ่ายเป็นบำนาญชราภาพเพิ่มขึ้นโดยอาจลดจ่ายกองอื่นเช่นสงเคราะห์บุตร คลอดบุตรนำเงินมาไว้ในกองบำนาญชราภาพเพื่อการสอดคล้องกับความเป็นจริง ถามว่าวันนี้มาตรา 39 จ่ายเงินสมทบ2 เท่า อยู่ที่ 432 บาทหากคนที่ไม่มีรายได้จะนำเงินที่ไหนมาจ่ายเพิ่ม ” นายชาลี กล่าว

นักสื่อสารแรงงาน รายงาน