ศาลสั่งจำคุก 12 ปี แก๊งค้ามนุษย์ พร้อมชดใช้เงิน 1,256,240 บาท

Share on facebook
Share on google
Share on twitter

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น สั่งจำคุก 12 ปี แก๊งค้ามนุษย์บังคับเด็กขายดอกไม้ถนนข้าวสารพร้อมชดใช้เงิน 1,256,240 บาท

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์ได้อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ คม.1/2562 และคดีหมายเลขแดงที่ 1691/2562 เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 เวลา 09.00 นาฬิกา คดีดังกล่าวพนักงานอัยการจังหวัดตากเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นางซาระบี อับดุลเลาะ จำเลยที่ 1 และนายชาลี ไม่มีนามสกุล จำเลยที่ 2 ข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 และพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 โดยศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาว่า ระหว่างปี พ.ศ. 2556 ถึง ปี พ.ศ. 2560 จำเลยทั้งสองกับพวกที่ยังหลบหนีอยู่ สมคบกันรับเด็กชายมิน (นามสมมุติ) สัญชาติพม่าไว้จากนายหน้าแล้วหน่วงเหนี่ยวกักขัง ทุบตีทำร้าย ใช้กำลังขู่เข็นบังคับให้เด็กชายมินขายดอกกุหลาบให้แก่นักท่องเที่ยวบริเวณถนนข้าวสาร ระหว่างเวลาหกโมงเย็นถึงตีสามทุกวัน อันเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการบังคับใช้แรงงานเด็ก มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (1) (2),  10 วรรคหนึ่ง, 52 วรรคสามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (3) (5) (7),78 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลจังหวัดตากให้จำคุกจำเลยคนละ 12 ปี และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ เด็กชายมิน ผู้เสียหายเป็นเงิน 1,256,240 บาท 

คดีนี้สืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2561 คลินิกกฎหมายแรงงานแม่สอด ของมูลนิธิเพื่อมนุษยชนและการพัฒนา (มสพ.) ร่วมกับ สมาพันธ์แรงงานแห่งเมียนมา (CTUM) นำแรงงานข้ามชาติสัญชาติพม่าซึ่งเป็นลุงของเด็กชายมิน เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรแม่สอดว่าเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2556 – 2560 เด็กชายมิน หลานชายอายุ 14 ปี ถูกกลุ่มนายหน้าจากประเทศพม่า หลอกให้มาทำงานที่ประเทศไทย โดย ด.ช.มิน ถูกส่งตัวไปทำงานกับนายจ้างที่จังหวัดนนทบุรีในปี พ.ศ. 2557 และถูกนายจ้างสามี-ภรรยา กับพวกบังคับข่มขู่ทุบตีให้ทำงานร่วมกับเด็กเหยื่อค้ามนุษย์อีก 10 กว่าคน เร่ขายดอกไม้ในเวลากลางคืนแก่นักท่องเที่ยว บริเวณถนนข้าวสาร ต่อมา ด.ช.มิน ทนการถูกทารุณกรรมไม่ไหว จึงได้หนีกลับมาหาลุงที่อำเภอแม่สอด หลังจากได้รับการร้องทุกข์แจ้งความ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานงานกันเข้าจับกุมจำเลยทั้งสองได้ ส่วนสามีของจำเลยที่ 1 ได้หลบหนีไป ต่อมาศาลจังหวัดแม่สอด ได้มีพิพากษาว่าจำเลยทั้งสอง มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2561 ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญา พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง และให้ร่วมกันชดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายดังกล่าวข้างต้น (รายละเอียดเพิ่มเติม http://hrdfoundation.org/?p=2078&lang=en)

โดยศาลเชื่อตามพยานหลักฐานและคำเบิกความของพยานสรุปว่าเด็กชายมิน (นามสมมุติ) ผู้เสียหาย ขณะนั้นอายุ 9 ปีได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยกับมารดาเพื่อหางานทำเนื่องจากมีฐานะยากจน มารดาได้นำเด็กชายมินไปฝากไว้ที่บ้านนายยูซุป ไม่มีนามสกุล ที่อำเภอแม่สอด หลังจากนั้นมีคนขับรถยนต์ตู้มารับพร้อมเด็กอีก 2 คน ไปส่งให้จำเลยที่จังหวัดนนทบุรี ซึ่งนอกจากเด็กชายมินแล้ว ยังมีเด็กอื่นอีกประมาณ 10 คนอยู่ที่บ้านดังกล่าว นางซาระบี จำเลยที่ 1 กับนายอามีนหรือยามีนสามีและนายชาลี จำเลยที่ 2 กับพวกบังคับให้ เด็กชายมินและเด็กคนอื่นขายดอกกุหลาบระหว่างเวลา 6 โมงเย็นถึงตี 3 ทุกวัน โดยคนหนึ่งจะต้องขายให้ได้วันละ 100 ดอก ราคาดอกละ 20 บาท โดยมีนายชาลีขับรถพาไปส่งบริเวณสนามหลวงและถนนข้าวสารและคอยควบคุมมิให้หลบหนี หากขายดอกไม้ไม่หมดจะถูกทำร้าย และจะต้องตื่นนอน 7 โมงเช้า ส่วนเด็กที่ขายหมดจะได้ตื่นนอน 8 โมงเช้า หลังตื่นนอนจะต้องนำดอกกุหลาบมาห่อพลาสติกเตรียมไว้ขายตอนเย็นคนละ 100 ดอก เด็กๆ จะได้รับอาหารเพียงวันละ 1 มื้อ ในเวลาบ่าย 3 โมง เด็กชายมินเคยหลบหนี 1 ครั้ง แต่ถูกจับได้จึงถูกนางซาระบีทำร้าย และถูกนายอามีนชกต่อยด้วยสนับมือจนซี่โครงหัก ต่อมาในเดือนธันวาคม 2560 หลังจากนายชาลีขับรถจักรยานยนต์ไปส่งให้ขายดอกกุหลาบที่ถนนข้าวสาร แล้วขับรถไปส่งเด็กอีกสองคนที่สะพานพระราม 5 เด็กชายมินจึงหนีไปขอความช่วยเหลือจากพนักงานร้านเซเว่นอีเลฟเว่นและตำรวจเพื่อกลับแม่สอด เจ้าหน้าที่จึงให้ไปที่สถานีขนส่งหมอชิต จนได้พบกับลุงที่อำเภอแม่สอดและขอความช่วยเหลือจากCTUM และคลีนิคกฎหมายแรงงานแม่สอดของ มสพ. จนนำไปสู่การทลายแก๊งบังคับเด็กขายดอกไม้ดังกล่าว

คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของแก็งค้ามนุษย์ที่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการบังคับใช้แรงงานเด็กที่เด็กๆ ต้องตกเป็นเหยื่อเนื่องจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ความไม่รู้ไม่เข้าใจของพ่อแม่ ตลอดจนความอ่อนแอของประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์และการคุ้มครองเด็ก เชื่อว่ายังมีเด็กๆ อีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะจากครอบครัวที่ยากจนในประเทศเพื่อบ้านของไทยที่ต้องตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ ทั้งในด้านแรงงานและด้านการแสวงหาประโยชน์ทางเพศ เด็กๆ เหล่านั้นควรที่จะได้มีโอกาสในการศึกษาและใช้ชีวิตในวัยเด็กอย่างอบอุ่นกับครอบครัว เพื่อเติบโตเป็นพลเมืองของโลกที่แข็งแรงทั้งด้านร่างกายและจิตใจ แต่พวกเขาต้องตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ โดยการสมคบกันระหว่างขบวนการนายหน้าและนายจ้าง พฤติกรรมของแก๊งค้ามนุษย์ดังตัวอย่างในคดีนี้เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ สังคมต้องช่วยกันสอดส่องเป็นหูเป็นตาและดูแลให้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์และการคุ้มครองเด็กมีผลบังคับใช้อย่างจริงจัง

ข้อมูลเพิ่มเติม

กาญจนาอัครชาติผู้จัดการคดี 

โครงการต่อต้านการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและพัฒนา

เบอร์โทรศัพท์ 090-916-0011E-mail:kanjana.ak@gmail.com

จิรารัตน์ มูลศิริ ทนายความประจำสำนักงานคลินิกกฎหมายแรงงานแม่สอด 

เบอร์โทรศัพท์ 089-273-4711