ศาลระนอง พิพากษายกฟ้องจำเลยคดีค้ามนุษย์ในแรงงานประมงชาวกัมพูชา

ศาลจังหวัดระนอง พิพากษายกฟ้องจำเลย คดีหมายเลข คม. 2,4/2559 คดีค้ามนุษย์ในแรงงานประมงชาวกัมพูชา จำนวน 11 คน

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2560 ศาลจังหวัดระนองได้อ่านคำพิพากษ า ในคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดระ นอง เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายเรืองชัย ผิวงาม ไต๋ก๋งเรือ ก.นาวามงคลชัย 1 เป็นจำเลยที่ 1 และนายสมชาย เจตนาพรสำราญ เจ้าของกิจการแพปลาในพื้นที่จัง หวัดสมุทรสาคร เป็นจำเลยที่ 2 (หมายเลขคดีดำที่ คม.2/2559 และคม.4/2559) ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการกระทำ ความผิดฐานค้ามนุษย์, ร่วมกันค้ามนุษย์ตั้งแต่สามคนขึ้นไปโดยบังคับใช้แรงงาน ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำ การใด ไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใ ดโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่ อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพของผู้ถูกข่มขืนใจเองหรื อโดยใช้กำลังประทุษร้าย หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นห รือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่น ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และให้ผู้อื่นกระทำการใดให้แก่ผู้ กระทำหรือบุคคลอื่นต่อผู้เสียหา ยแรงงานประมงชาวกัมพูชาจำนวน 11 คน โดยผู้เสียหายในคดีดังกล่าว ได้แต่งตั้งให้ทนายความโดยการสนั บสนุนของมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุ ษยชนและการพัฒนา ให้คำปรึกษาและช่วยเหลือทางกฎหม ายรวมทั้งยื่นคำร้องต่อศาลจั งหวัดระนองเพื่อเข้าเป็นโจทก์ร่ วมกับพนักงานอัยการ (รายละเอียดเพิ่มเติม http://hrdfoundation.org/?p=15 61)

ศาลจังหวัดระนอง ได้อ่านคำพิพากษา ใจความสรุปว่า

1.       จากข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้เสียหายในคดีถูกนำพามายังประ เทศไทยโดยช่องทางที่ถูกต้องตามก ฎหมายและพักอยู่บนเรือ ก.นาวามงคลชัย 1 เพื่อรอทำงานอยู่ประมาณครึ่งเดือน และรู้แล้วว่าต้องไปทำงานบนเรือ ประมงมิใช่การคัดแยกปลา โจทก์ร่วมบางส่วน จึงได้หลบหนีเพื่อไปขอความช่วยเ หลือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อตั้งใจให้ตำรวจจับและส่งกลับบ้าน  แต่เมื่อพบกับตำรวจก็ไมได้แสดง ท่าทีว่าตนถูกหลอกหรือถูกบังคั บและยังขึ้นรถกระบะเพื่อกลับมายั งที่พัก อีกทั้ง ผู้เสียหายยังมีโอกาสในการพบเจ้ าหน้าที่อีกหลายครั้ง เช่น วันที่ไปทำหนังสือคนประจำเรือหรื อวันที่ออกเรือ แม้ว่าผู้เสียหายจะสื่อสารภาษาไทยไม่ได้แต่หากแสดงท่าทางขัดขืนก็จะสามารถเข้าใจได้ ดังนี้การกระทำของผู้เสียหายจึง ขัดกับวิสัยของผู้ที่อยู่ภายใต้ การบังคับของผู้อื่น

2.       เมื่อผู้เสียหายที่หลบหนีกลับมา ถึงที่พักแล้ว ได้มีการเรียกประชุมชี้แจง ทำนองว่า หากใครประสงค์จะกลับบ้านให้นำเงิ นค่าใช้จ่ายและค่าหนังสือเดิ นทาง จำนวน 30,000 บาท มาจ่ายให้แก่นายหน้า โดยครั้งหนึ่งได้มีญาติของแรงงา นคนหนึ่งได้นำเงินมาจ่ายให้กั บนายหน้า จึงได้กลับบ้านไปโดยไม่มีการกัก กันไว้ ส่วนกลุ่มผู้เสียหาย นายหน้ายังได้มีการดูแลพาไปซื้อ ของใช้เพื่อเตรียมออกไปทำงานและ รอส่งผู้เสียหายลงเรือประมง ซึ่งหากนายหน้าหลอกลวงกลุ่มผู้เ สียหายมาจริงก็ไม่จำเป็นต้องอยู่รอ นอกจากนี้ช่วงเวลาที่ผู้เสียหาย อาศัยอยู่ในสถานที่พักก่อนลงเรือ ก็ไม่ได้มีการปิดประตูที่อยู่อาศัย และไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดถูกทำร้าย ร่างกาย จึงเป็นการผิดวิสัยของผู้ที่บังคับ หลอกลวงผู้อื่นมาขาย

3.       การทำงานบนเรือประมงนอกน่านน้ำจะมีเครื่องมือในการช่วยทุ่นแรงข องแรงงานประมง โดยมีช่วงการทำงานที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับจำนวนปลาที่จับได้ โดยผู้เสียหายจะมีเวลาพักผ่อนช่ วงเวลาปล่อยอวนจนถึงเวลากู้อวน นอกจากนี้เวลาที่มีการเปลี่ยนสถ านที่จับปลาก็ได้มีการพักผ่อน การทำงานดังกล่าวเป็นเรื่องของส ภาพงานที่ต้องทำต่อเนื่องกันไปจนเสร็จ มิเช่นนั้นอาจทำให้ปลาเน่าเสียได้

4.       จากคำให้การของผู้เสียหายที่ว่า ถูกไต้ก๋งทำร้ายร่างกายนั้น  ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ร่วมบางคนไม่เคยทำงานประมงทะเลมาก่อน การทำงานในระยะแรก อาจยังไม่มีความชำนาญ จึงถูกไต๋กงเรือคนที่ 1 ดุด่าและทำร้าย และไต้ก๋งคนดังกล่าว ไม่ใช่ผู้กระทำความผิดในคดีนี้ จึงเห็นได้ชัดเจนว่าวิธีการทำงานนั้นขึ้นอยู่กับการจัดการและอุปนิสัยของไต้ก๋งเรือแต่ละคน

5.       ส่วนคำให้การของผู้เสียหายที่กล่าวว่ามีลูกเรือคนไทยที่กระโดดเรือเพื่อหลบหนี ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ลูกเรือคนไทยบางคนได้กลับมาทำงานในเรืออีกครั้งและไม่ปรากฏว่าลูกเรือไทยคนใดร้องเรียนว่าถูกบังคับให้ทำงานและจากการสัมภาษณ์ก็ไม่พบว่ามีลูกเรือไทยคนใดที่เป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์

6.       เรื่องการยึดหนังสือเดินทางของโ จทก์ร่วมไว้กับไต๋ก๋งนั้น ได้มีนายอภิสิทธิ์ เตชะนิธิสวัสดิ์ นายกสมาคมประมงนอกน่านไทย เบิกความเป็นพยานของจำเลย ว่า เมื่อเรือประมงออกเดินทางแล้ว ไต๋ก๋งจะเก็บหนังสือเดินทางและห นังสือคนประจำเรือไว้เพื่อสะดวกในการให้เจ้าหน้าที่ตรวจส อบหากไม่มีให้ตรวจสอบลูกเรื ออาจถูกจับกุม แต่เมื่อเดินทางกลับแล้วไต้ก๋งเ รือจะคืนเอกสารให้แก่คนงาน จึงน่าเชื่อว่าการเก็บหนังสือเดิ นทางของโจทก์ร่วม กระทำด้วยเหตุผลดังกล่าวมากกว่า มิให้โจทก์ร่วมทั้งหมดหลบหนี

7.       ครอบครัวของผู้เสียหายได้มีการยื นยันว่าได้รับเงินจากนายหน้าเป็ นค่าจ้างของผู้เสียหาย ส่วนประเด็นที่ว่านายหน้าได้มีการหักเงินเท่าใดนั้น เป็นคนละกรณี ส่วนค่าจ้างที่ค้างจ่ายนั้นเนื่ องจากสภาพการทำงานประมงเป็นสภาพ ที่แตกต่างจากงานทั่วไปและการจ่ ายค่าจ้างนั้นแรงงานกับนายจ้ างสามารถตกลงกันเองได้ แต่เมื่อผู้เสียหายกลับขึ้นฝั่ง ก็ถูกนำไปอยู่ที่สถานคุ้มครองสวั สดิภาพผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ จังหวัดระนอง จึงไม่เปิดโอกาสให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างที่ค้างกับผู้เสียหายได้ อย่างไรก็ตามนางคำนึงนวลได้นำเงิ นค่าจ้างของโจทก์ร่วมทั้งหมด ไปฝากไว้กับเจ้าหน้าที่ตรวจแรงง านให้นำจ่ายให้แก่โจทก์ร่วมทั้ งสิบเอ็ด จนครบถ้วนแล้ว

8.       ดังนั้นจากข้อเท็จจริง พยานหลักฐานที่กล่าวมาไม่สามารถ พิสูจน์ให้เห็นได้ว่า มีการกระทำความผิดจริง ผู้เสียหายไม่เต็มใจทำงานเพราะรู้สึกเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนักและถูกไต้ก๋งเรือคนที่ 1 ดุด่าทำร้ายเนื่องจากทำงานล่าช้ ามากกว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์จากการบังคับใช้แรงงาน จึงพิพากษายกฟ้อง

                ทั้งนี้ นางสาวกาญจนา อัครชาติ ผู้ช่วยประสานงานโครงการต่อต้าน การค้ามนุษย์ด้านแรงงาน มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการ พัฒนาเห็นว่า คำพิพากษาดังกล่าวอาจเป็นการก้าวเดินที่สวนทางกับความพยายามของ รัฐบาลไทยที่มีความต้องการจะยกระดับการจ้างงานแรงงาน ประมงให้ได้มาตรฐานให้ได้ตามหลั กสากล แต่ทั้งนี้ความเข้าใจในกระบวนการจ้างงานแรงงานข้ามชาติ สภาพการทำงาน รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปร ะมงของผู้ใช้กฎหมายยังมีความคลาดเคลื่อนกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ มีการพัฒนาในเชิงบวกเพื่อพยายามป้องกันไม่ให้แรงงานถูกบังคับใช้แรงงาน หรือถูกเอารัดเอาเปรียบ ซึ่งต่อไปสิ่งที่น่าจับตามองคือ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบกระบวนการพิ จารณาคดีค้ามนุษย์ จากระบบกล่าวหาเป็นระบบไต่สวน โดยผู้ใช้กฎหมายจำเป็นต้องอาศัย ความเข้าใจบริบทต่างๆของการค้าม นุษย์ รวมถึงสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดความยุติธรรมมากที่สุด

ที่มาของคดี

            เมื่อวันที่ 21  มกราคม 2559  ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดระนอง ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 25 กองกำลังเทพสตรีและหน่วยงานที่เ กี่ยวข้องร่วมกันเข้าตรวจสอบสภาพความเป็นอยู่บนเรือประมงของลูกเรือทั้ง 3 ลำที่ได้ออกไปทำประมงนอกน่านน้ำ ที่ประเทศอินโดนีเซียและประเทศปาปัวนิวกินี   กล่าวคือ เรือ ก.นาวามงคลชัย 1 มีลูกเรือทั้งหมด 21 คน ประกอบด้วยคนไทย 3  คน กัมพูชา 18 คน เรือ ก.นาวามงคลชัย 5 (ไม่ทราบจำนวนลูกเรือ) และเรือ ก.นาวามงคลชัย 8 มีลูกเรือทั้งหมด 24 คน ประกอบด้วยคนไทย 8 คน กัมพูชา 16 คน โดยสาเหตุที่มีการเรียกตรวจสอบเ รือดังกล่าวสืบเนื่องจากการประส านของเจ้าหน้าที่จากจังหวัดสมุ ทรสงครามว่า มีเหตุลูกเรือชาวไทยจำนวน 5 คน ได้กระโดดออกจากเรือดังกล่าวก่อ นที่จะออกจากน่านน้ำประเทศไทย ซึ่งได้มีการตั้งข้อหาค้ามนุษย์ เป็นคดีในขณะนี้อยู่ที่ศาลจังหวั ดสมุทรปราการ  โดยจากผลจากการตรวจสภาพความเป็นอยู่บนเรือ และการนำลูกเรือทั้งหมดเข้าสู่ก ระบวนการคัดแยกเหยื่อจากการค้ามนุษย์  พบว่ามีการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์บนเรือประมงจำนวน 2 ใน 3 ลำ คือ เรือนาวามงคลชัย 1 พบว่ามีผู้เสียหายชาวกัมพูชาจำนวน 11 คน และเรือนาวามงคลชัย 8 พบผู้เสียหายชาวกัมพูชา 4 คน รวมผู้เสียหายทั้งหมด 15 คน