วันแรงงานข้ามชาติ แรงงานเสนอการคุ้มครองที่เท่าเทียม

2015-12-19 14.01.44

เครือข่ายแรงงานเสนอให้มองแรงงานที่คุณค่าผู้สร้าง ชวนส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิให้เท่าเทียม โดยไม่เลือกปฏิบัติ

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2558 เครือข่ายแรงงานทั้งภาครัฐวิสาหกิจ เอกชน และแรงงานข้ามชาติได้จัดงานวันแรงงานข้ามชาติสากล ร่วมกันที่ วัดเทพนรรัตน์  ตำบลนาดี  อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ตามที่องค์การสหประชาชาติ(UN) ได้ประกาศรับรองให้วันที่ 18 ธันวาคม ของทุกปีเป็น “วันแรงงานข้ามชาติสากล” ด้วยหลักการที่จะให้ทุกประเทศตระหนักถึงสิทธิแรงงานข้ามชาติ ที่อพยพจากประเทศต้นทางไปทำงานยังประเทศปลายทาง ให้ได้รับการปฏิบัติที่ดีจากรัฐบาล และทุกภาคส่วน โดยไม่เลือกปฏิบัติ ด้วยความแตกต่างเรื่องเชื้อชาติ ภาษา ลัทธิความเชื่อ สีผิวและเพศภาพ รวมทั้งการรณรงค์ให้เห็นถึงความสำคัญของการคุ้มครองแรงงานขาติชาติเหล่านี้ ด้วยการเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน เสรีภาพขันพื้นฐานของแรงงานข้ามชาติ และแบ่งปันประสบการณ์และภาระหน้าที่ที่จะต้องทำให้เชื่อมั่นในความคุ้มครองแรงงานท้องถิ่นของประเทศนั้นๆ

นายศิริชัย ไม้งาม ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบแรงงาน และการคุ้มครองผู้บริโภคงานวัฒนธรรม กล่าวว่า การปฏิรูปที่มีการกำหนดในคณะอนุกรรมาธิการฯนั้นจะมีการดูแล และรับข้อเสนอแนะแนวทางการดูแลแรงงานข้ามชาติ โดยจะทำให้ดีที่สุด เพื่อกำหนดให้เกิดการปฏิรูปให้เกิดความเท่าเทียมกันตามหลักสากลคือไม่เลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเชื้อชาติ สีผิว ศาสนา และวัฒนธรรมหรือความต่างด้วยเพศ ภาษา ด้วยเหตุผลอื่นๆอีกมากมาย ความสำเร็จในการครั้งนี้เป็นความสำเร็จของทุกคนในการร่วมกันแก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติ การที่มีกฎหมายออกมาดูแลเพื่อสร้างความเท่าเทียมกันของแรงงานทุกกลุ่ม และการปฏิรูปครั้งนี้จะต้องทำให้เกิดการแก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติที่เป็นรูปธรรม หรือลดน้อยลง

นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ประธานมูลนิธิแรงงานสมศักดิ์ โกศัยสุข กล่าวว่า เสรีภาพคือสิทธิขั้นพื้นฐาน คือมาตรฐานของมนุษย์ทุกคน เพื่อการคุ้มครองด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งในการประชุมองค์การแรงงานระหว่างประเทศ(ILO)ทุกปีจะมีการกล่าวถึงสิทธิและเสรีภาพของผู้ใช้แรงงาน ทั้งเสรีภาพในการรวมกลุ่ม และสิทธิเพื่อการเจรจาต่อรองที่ต้องได้รับการคุ้มครอง ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ซึ่งประเทศไทยดูเหมือนเป็นประเทศที่ก้าวหน้าใน 45 ประเทศแรกๆในการเข้าไปร่วมก่อตั้ง ILO แต่วันนนี้ยังไม่มีการให้การรับรองอนุสัญญาที่ถือว่าสำคัญด้านสิทธิ และเสรีภาพของแรงงานอย่างน้อย 2 ฉบับคืออนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศฉบับที่ 87 และฉบับที่ 98 เป็นต้น เพื่อการคุ้มครองด้านสิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงานทุกกลุ่มรวมถึงแรงงานข้ามชาติ โดยต้องมีการปรับทัศนคติใหม่ของรัฐ ข้าราชการ และนายจ้างให้มองว่า แรงงานข้ามชาติคือผู้ที่มาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศและสร้างความเจริญรุ่งเรืองด้านเศรษฐกิจให้กับประเทศ

2015-12-19 14.02.40

ประเทศไทยได้เข้าสู่ประชาคมอาเซี่ยนเป็นการรวมตัวของ 10 ประเทศโดยมีการกำหนดกติการ่วมกันเพื่อการพัฒนาร่วมกันด้านเศรษฐกิจ คำนึงถึง 3 เสาหลัก เสาที่หนึ่งว่าด้วยประชาคมการเมือง และความมั่นคงอาเซี่ยน มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้าง และดำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความั่นคง เสาที่สองประกอบด้วยประชาคมเศรษฐกิจอาเซี่ยน วัตถุประสงค์เพื่อทำให้มีตลาดการค้า และการเคลื่อนย้ายสินค้าการบริการ การลงทุน และแรงงานฝีมืออย่างเสรี และเสาที่สาม คือประชาคมสังคม และวัฒนธรรม ซึ่งตรงนี้พูดถึงคน การคุ้มครองทางสังคม โดยมุ่งหวังประชาคมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง สังคมเออาทรและแบ่งปัน แต่ว่ากับยังไม่มีการพูดถึงว่าจะทำอย่างไร เหมือนกับเรื่องการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ การเคลื่อนย้ายทุนไปทั่วโลกแต่แรงงานจะเคลื่อนย้ายแบบทุนทำไมไม่ได้ และไม่ได้รับการคุ้มครองดูแลที่เท่าเทียมกัน องค์กรแรงงานทั่วโลกเคลื่อนไหวให้มีการดูแลแรงงานในฐานะมนุษย์ ผู้สร้างโลก ไม่ใช่สินค้า หรือสิ่งของ มนุษย์รู้จักหน้าที่ สิทธิ เสรีภาพ มีคุณธรรม ศิลธรรม กว่าสัตว์ทั้งหลาย ฉะนั้นทุน รัฐ แรงงานในฐานะมนุษย์ต้องไม่เบียดเบียนกัน และตนเองด้วย

นางสาววิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า การจัดงานวันที่ 18 ธ.ค. มีการจัดกิอจกรรมรณรงค์กันทุกปี เพื่อแสดงถึงความต้องการให้สังคมได้รับรู้ถึงปัญหาแรงงานข้ามชาติที่เกิดขึ้น และผลกระทบต่อนโยบายรัฐบาลไทยที่มีการออกกฎกติกาต่างๆที่ส่งผลกระทบกับผู้ใช้แรงงานข้ามชาติ ซึ่งขณะนี้แม้ว่าจะมีการพูดถึงการคุ้มครองแรงงานแรงงานข้ามชาติ แต่ปัยหาที่พบคือแรงงานจข้ามชาติยังไม่สามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการจำนวนมาก ดูได้จากตัวเลขแรงงานข้ามชาติที่อยู่ในประเทศไทยราว 2-3 ล้านคน แต่มีตัวเลขในระบบประกันสังคมเพียง 2-3 หมื่นคนเท่านั้น ปัญหาการดูแลเรื่องความปลอดภัยในการทำงานที่เมื่อแรงงานข้ามชาติประสบอุบัติเหตุ พิการ หรือเสียชีวิตเนื่องจากการทำงาน ส่วนใหญ่ไม่ได้รับการดูแลตามกฎหมายที่มี ยังคงติดเรื่องของการเข้าเมืองถูกหรือผิดกฎหมายอยู่ แต่ในความจริงกฎหมายคุ้มครองแรงงานไม่ได้ระบุการคุ้มครองแรงงานทุกคนโดยไม่คำนึงถึงว่าเข้ามาอย่างไรอยู่แล้วแต่แรงงานไม่ทราบ และนายจ้างเองก็ยังไม่ทราบ หรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งด้านค่าจ้างขั้นต่ำเองก็มีบางที่ที่ไม่จ่ายตามที่กฎหมายกำหนดเป็นมาตรฐาน

ทั้งนี้ในหลายองค์กรได้มีการออกแถลงการณ์เพื่อการคุ้มครองดูแลแรงงานข้ามชาติ เช่นคณะทำงาน ASTUC ประเทศไทยได้เสนอดังนี้ 1. ประเทศสมาชิกจะต้องเร่งยกร่างกฎบัตรอาเซียนว่าด้วยการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิแรงงานข้ามชาติจะต้องมีผลผูกพันในทางกฎหมาย (เพื่อคุ้มครองแรงงานข้ามชาติโดยไม่ต้องคำนึงถึงสถานะการเข้าเมืองของแรงงานข้ามชาติซึ่งรวมถึงครอบครัวของแรงงานข้ามชาติด้วย) 2. ประเทศสมาชิกอาเซียนต้องเริ่มพูดคุยถึงครอบครัวของแรงงานระดับภูมิภาค ซึ่งพวกเราได้เสนอมาตรฐานแรงงานระดับภูมิภาคนี้ภายใต้ “ข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยการส่งเสริมและการคุ้มครองสิทธิแรงงาน” ข้อตกลงฉบับนี้ประกอบด้วยมาตรฐานแรงงานที่ประเทศสมาชิกอาเซี่ยนจะต้องสร้าง และเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อการคุ้มครองสิทธิแรงงานทั้งผอง โดยไม่ต้องคำนึงถึงสัญชาติของคนงาน

2015-12-19 14.00.26

ด้านคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ได้แถลงดังนี้ เห็นถึงความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลต้องมีนโยบายที่ชัดเจนในการคุ้มครองสิทธิแรงงานข้ามชาติ

1.การบังคับใช้กฎหมายแรงงานอย่างเคร่งครัดทุกฉบับที่เกี่ยวข้อง และมีการพัฒนากลไกที่เอื้อต่อการเข้าถึงของแรงงานข้ามชาติ

2.กระบวนการพิสูจน์สัญชาติยังมีความซับซ้อนไม่สอดคล้องกับการจ้างงานในปัจจุบัน จำเป็นต้องมีการปรับปรุงแก้ไขใหม่

3.รัฐต้องรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศฉบับที่ 87 และ98 เพื่อส่งเสริมสิทธิการรวมตัวและเจรจาต่อรองของแรงงานข้ามชาติ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานข้ามชาติให้เกิดความเท่าเทียมกับแรงงานไทยตามมาตรฐานสากล

ส่วนเครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ ได้แถลงเพื่อแรงงานข้ามชาติจากประเทศเมียนมาร์ กัมพูชา และลาว ว่า

1. รัฐบาลต้องกำหนดและดำเนินนโยบายที่ง่าย และโปร่งใสให้แก่แรงงานที่สิ้นสุดอายุวิซ่า 6 ปี และการสิ้นสุดอายุวีซ่า 4 ปี ของแรงงาน MOU โดยเร็วที่สุด ในการที่จะได้มีสิทธิในการทำงานต่อไปในประเทศไทย โดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการนายหน้า

2.รัฐบาลต้องกำหนดและดำเนินนโยบายเพื่อการเคลื่อนย้ายที่ปลอดภัยของแรงงานโดยการมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นในการตัดสินใจร่วม และข้อเสนอแนะจากภาคแรงงาน

3.รัฐบาลต้องติดตามและดำเนินการเรื่องสิทธิที่แรงงานควรจะได้รับตามนโยบายและกฎระเบียบที่วางไว้

4.รัฐบาลต้องพัฒนากลไกธรรมเนียมแบบการทำงานอย่างมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ นายจ้าง และแรงงาน

สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ได้แถลงว่า  แรงงานข้ามชาตินี้มีส่วนสำคัญในการสร้างพลังการผลิต และความเจริญกเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่การปฏิบัติต่อแรงงานข้ามชาติเหล่านี้ ทั้งจากเจ้าหน้าที่ภาครัฐ และผู้ประกอบการกลับยังคงพบการเอารัดเอาเปรียบแรงงาน โดยมิได้คำนึงถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน สิทธิของแรงงานข้ามชาติ และการจ้างงานที่เป็นธรรม (Decent Work) เช่น การกดราคาค่าจ้าง การทำงานในสภาวะที่เสี่ยงต่ออันตรายและไม่ถูกสุขอนามัยการกักขังหน่วงเหนี่ยวเยี่ยงทาสและการค้ามนุษย์ การสร้างกระบวนการในการพิสูจน์สัญชาติที่มีความล่าช้าและมีความซับซ้อน สร้างความยากลำบากให้แก่คนงานแต่เอื้อต่อการเข้ามาแสวงหากำไรของกลุ่มนายหน้าต่างๆ เมื่อแรงงานต้องเข้าสู่กระบวนที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายพบว่า แม้แต่แรงงานเป็นผู้เสียหาย แต่ด้วยที่ยังอยู่ในฐานะของผู้หลบหนี เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ทำให้ต้องมีการดำเนินคดีในเรื่องผู้หลบหนีเข้าเมืองกับแรงงานด้วย เป็นต้น ปัญหาของแรงงานข้ามชาติเหล่านี้ จึงยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามและแก้ไขร่วมกันทั้งฝ่ายรัฐบาล นายจ้าง ขบวนการสหภาพแรงงานไทย และแรงงานข้ามชาติเองเพื่อสิทธิของแรงงานข้ามชาติ และเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศในสายตานานาชาติซึ่งมีความละเอียดอ่อน

ทั้งนี้ยังมีการจัดเวทีเสวนา “สิทธิแรงงานข้ามชาติ คุณภาพชีวิตที่ต้องรอการเปลี่ยนแปลง” ซึ่งมีตัวแทนทั้งฝ่ายรัฐทั้งสำงานจัดหางาน สวัสดิการจังหวัด และประกันสังคม สมาคมนายจ้าง และตัวแทนจากILO เข้ามาให้ความกระจ่างเรื่องการคุ้มครองด้านสิทธิของแรงงานข้ามชาติ และร่วมตอบคำถามทั้งเรื่องการเข้าเมืองผิดกฎหมาย และส่วนของการดูแลเรื่องประกันสังคมตามกฎหมายฉบับใหม่

ต่อมาก็เป็นการแสดงทางวัฒนธรรมของประเทศเมียนมาร์ โดยเด็กลูกของแรงงานข้ามชาติ รวมถึงมีการแสดงละครสะท้อนปัญหาของแรงงานเมียนมาร์ที่เข้ามาทำงานอีกด้วย

——————————————

หมายเหตุ: องค์กรร่วมจัดประกอบด้วย เครือข่ายแรงงานข้ามชาติ (MWRN-Migrant Worker Right Network) ร่วมกับสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์(สรส.) และคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (HRDF)และมูลนิธิสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์

นักสื่อสารแรงงาน รายงาน