“วันสตรีสากล 2020” : บทบาทสตรีในขบวนการแรงงานสากล ในบริบทสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง

วันสตรีสากล 2020” : บทบาทสตรีในขบวนการแรงงานสากล ในบริบทสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2563 สถาบันเพื่อการค้นคว้าวิจัยและฝึกอบรม มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย ได้จัดโครงการเสริมสร้างโลกทัศน์ในโอกาส “วันสตรีสากล 2020” ณ ห้องประชุมศุภชัย ศรีสติ พิพิธภัณฑ์แรงงานไทย มักกะสัน ซึ่งวันที่ 8 มีนาคมของทุกปี ถือเป็นวันสตรีสากลที่บรรดาสตรีทั่วโลกต่างยึดถือเป็นวันสำคัญในการรำลึกถึงการต่อสู้เพื่อสิทธิในการทำงานของแรงงานสตรี และมีการเฉลิมฉลองกันทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยที่แต่เดิมวันสตรีสากลถูกจัดกันในกลุ่มองค์กรแรงงานและนักศึกษา แต่ปัจจุบันสตรีกลุ่มต่างๆในสังคมต่างจัดงานวันสตรีสากลกันทั่วไปในนิยามความหมายที่แตกต่างกันไป

โดยหลักการเหตุผล วันที่ 8 มีนา ได้รับการประกาศให้เป็นวันสตรีสากลเมื่อ 110 ปีที่แล้ว เพื่อรำลึกถึงความสำเร็จในการต่อสู้เรียกร้องของบรรดากรรมกรหญิงโรงงานทอผ้าในประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้เกิด “ระบบสามแปด”  โดยให้เวลาทำงานลดเหลือวันละ 8 ชั่วโมง เวลาศึกษาหาความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพ 8 ชั่วโมง และเวลาพักผ่อน 8 ชั่วโมง มีการกำหนดให้ค่าแรงงานหญิงเท่าเทียมกับค่าแรงงานชาย มีการคุ้มครองสวัสดิการแรงงานหญิงและแรงงานเด็ก

วันสตรีสากลจึงเป็นวันที่สตรีทั่วโลกร่วมฉลองกัน หลายประเทศได้กำหนดให้วันสตรีสากลเป็นวันหยุดประจำชาติ กลุ่มสตรีจากทุกทวีปไม่ว่าจะแตกต่างกันโดยเชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม เศรษฐกิจ หรือการเมือง ได้รวมตัวกันเฉลิมฉลองวันสำคัญนี้ เป็นการรำลึกถึงความเป็นมาแห่งการต่อสู้อันยาวนานเพื่อให้ได้มาซึ่งความเสมอภาคและความยุติธรรมต่อสตรี

สำหรับประเทศไทย นับตั้งแต่อดีตก็มีเรื่องราวการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีของ “อำแดงเหมือน” ไพร่หญิงสมัย ร.4 ที่ต่อสู้จนเกิดกฎหมายห้ามซื้อขายลูกและเมีย หลังทำสนธิสัญญาเบาริ่ง 2398 เกิดอุตสาหกรรมแบบทุนนิยมตะวันตกขึ้นในสยาม และเมื่อเกิดแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติในปี 2504 ผู้หญิงจำนวนมากก็หลั่งไหลเข้าสู่ตลาดแรงงาน และถึงแม้จะมีบทบาทในระบบเศรษฐกิจมากเพียงใด แต่สิทธิของแรงงานหญิงกลับถูกกดไว้จนเกิดตำนานการรวมตัวต่อสู้ เช่น คนงานหญิงโรงงานทอผ้าธนบุรีหยุดงานประท้วงเรื่องลดค่าจ้างอย่างไม่เป็นธรรมในปี 2475 การร่วมต่อสู้จนเกิด พ.ร.บ.แรงงานฉบับแรกปี 2499 กระทั่งถึงการต่อสู้ยึดโรงงานของคนงานหญิงโรงงานฮาร่า ในปี 2519  การเรียกร้องกฎหมายลาคลอด 90 วัน ในปี 2536 และกรณีอื่นๆอีกหลายกรณี

แต่เดิม การเฉลิมฉลองวันสตรีสากลในประเทศไทย มักจัดขึ้นโดยองค์กรแรงงานและองค์กรนักศึกษา แต่ในช่วงหลายๆปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน สตรีกลุ่มต่างๆไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใด แนวคิดแบบไหน ล้วนจัดงานวันสตรีสากลเช่นกัน แต่ด้วยความหมายที่แตกต่างกันออกไป พิพิธภัณฑ์แรงงานไทย ในฐานะที่เป็นสถาบันวิชาการด้านประวัติศาสตร์แรงงานไทย จึงมีข้อมูลเกี่ยวกับวันสตรีสากลที่รวบรวมจากงานศึกษาวิจัยต่างๆ ที่เห็นว่าควรจะเผยแพร่ต่อสาธารณะ เพื่อคงจิตวิญญาณแห่งวันสตรีสากลให้คงอยู่สืบไป รวมทั้งเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนทำความเข้าใจบทบาทการเคลื่อนไหวของแรงงานสตรีระดับสากลในยุคปัจจุบัน

การจัดงานในครั้งนี้ช่วงเช้า ได้มีการจัดให้เยี่ยมชมนิทรรศการ “วันสตรีสากล กับประวัติศาสตร์การต่อสู้ของแรงงานหญิงในประเทศไทย” และเยี่ยมชมนิทรรศการถาวรชุด “ประวัติศาสตร์แรงงานยุคอดีตและประวัติศาสตร์แรงงานร่วมสมัย”

ช่วงบ่ายได้มีการฉายวีดิทัศน์ ชุด “วันสตรีสากลในประเทศไทย” และแสดงดนตรี โดยวงดนตรีภราดร

โดยนายมานิตย์ พรหมการีย์กุล  รองประธานมูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย กล่าวว่า บทบาทการต่อสู้ของผู้หญิงนั้น ถือว่า เป็นบทบาทหลักในสังคม แน่นอนการที่ผู้หญิงจะออกมาต่อสู้ นั้นเป็นเรื่องยาก ด้วยผู้หญิงต้องทำงานบ้านเลี้ยงดูลูก ดูแลครอบครัว และยังต้องทำงานในโรงงาน การที่มีผู้หญิงออกมาต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเท่าเทียมจึงเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง วันที่ 8 มีนาคม วันสตรีสากลของทุกปี จะมีผู้หญิงกลุ่มต่างๆที่ออกมาส่งเสียงเรียกร้องต่อรัฐบาลให้แก้ไขปัญหา เพื่อสร้างความเท่าเทียมและสวัสดิการ ซึ่งในกลุ่มยานยนต์ที่ตนทำงานอยู่ แม้มีผู้หญิงไม่มาก แต่ก็อยากให้เขาได้ออกมาเรียนรู้ร่วมกับกลุ่มผู้หญิงกลุ่มต่างๆ เพื่อการออกมาขับเคลื่อนร่วมกัน ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่พิพิธภัณฑ์แรงงานไทย จัดกิจกรรมให้แรงงานหญิงหลากหลายกลุ่มได้มาพบกัน ได้มีวงเสวนาให้ความรู้ ชมนิทรรศการ และวีดิทัศน์ ประวัติศาสตร์การต่อสู้ของแรงงานหญิงในสากลจนถึงประเทศไทย อีกด้วย

ต่อด้วยการเสวนาเรื่อง “บทบาทสตรีในขบวนการแรงงานสากล ในบริบทสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง”  ด้วยสถานการณ์การระบาดของไวรัส VOVID-19 ส่งผลให้วิทยากรไม่สามารถมาร่วมเวทีได้ แต่ได้ส่งคลิปวีดิโอ

ผศ.ดร.นฤมล ทับจุมพล รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ด้วยทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ในมาตรการเคร่งครัดกรณีไวรัสโคโรน่าCovid-19 ซึ่งการสอนเปิดเป็นออนไลน์ การสอบเป็นแบบเทคโฮม จึงไม่สามารถมาพบปะกับผู้ใช้แรงงานที่พิพิธภัณฑ์แรงงานไทยได้ หากสถานการณ์ดีขึ้นก็มีความยินดีที่จะมาพบกันโดยขอเล่าว่า “วันแรงงานสตรีสากล หรือวันที่ 8 มีนาคม”เดิมนั้น ตอนนี้ส่วนใหญ่จะได้ยินเพียงคำว่า “วันสตรีสากล” คำว่า “แรงงานหายไป” วันแรงงาน ไปอยู่ที่วันที่ 1 พฤษภาคมแทน (วันกรรมกรสากล หรือวันแรงงานแห่งชาติ) หรือแรงงานข้ามชาติอยู่ที่วันที่ 18 ธันวาคม (วันแรงงานข้ามชาติสากล) ของทุกปี คือตอนนี้เราจะมีกัน 3 วัน

8 มีนาคม สำคัญอย่างไร ในแง่ของขบวนการแรงงานมันเป็นมิติใหม่หากใครจำประวัติศาสตร์ได้ วันที่ 8 มีนา ซึ่งเป่นวันที่ขบวนการแรงงานสตรีสากล เริ่มต้นด้วยการประท้วงของแรงงานหญิงในโรงงานทอผ้าในรัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งขณะนั้นมีการต่อสู้เรื่องของค่าจ้าง และมีปัญหาการถูกละเมิดสิทธิ และมีกรณีเรื่องไฟไหม้โรงงาน ซึ่งทำให้นึกถึงกรณีประเทศไทย ที่ไฟไหม้โรงงานเคเดอร์ อินดัสตรี ที่ผลิตตุ๊กตา หากมาโยงในวันที่ 8 มีนาคม ก็พบว่าแรงงานสตรีเป็นรากของหลายๆเรื่อง หลายประเทศมองว่าผู้หญิงมีสิทธิน้อยกว่าผู้ชาย ซึ่งหากจำได้สิทธิผู้หญิงที่มีในการเลือกตั้งมาทีหลังผู้ชายใครที่สอนเกี่ยวกับประชาธิปไตย เรื่องสิทธิเรื่องนั้นตั้งแต่สมัยกรีกผู้หญิงทาสและแรงงานต่างด้าวไม่มีสิทธิความเป็นพลเมือง สหรัฐอเมริกาก็ไม่คอยต่างในบทบาทการต่อสู้สตรี วันสตรีสากลจึงเป็นการเปิดมิติใหม่ เพราะในช่วงแรกๆนั้นสามคนดำเท่ากับหนึ่งคนขาว ในแง่สิทธิเลือกตั้ง และในประเด้นผุ้หญิงก็เจอเช่นเดียวกัน ยังไม่นับถึงเรื่องค่าแรงซึ่งก็จะได้แตกต่างกันด้วยเหตุผลที่มองว่าผู้หญิงทำงานได้น้อยกว่า ซึ่งมองว่าประเทศไทยมีความก้าวหน้ากว่าหลายเรื่องอย่างน้อยที่สุดหลัง 2475 สิทธิเลือกตั้งของเราทั้งผู้หญิง ผู้ชาย ได้รับพร้อมกัน ขณะที่ในหลายประเทศใช้เวลาหลายปีกว่า ผู้หญิงจะมีสิทธิในการเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นสหรัฐหรืออังกฤษ หรือในประเทศอื่นๆ

อันที่สอง ในแง่ของการต่อสู้ของขบวนการแรงงานในสตรีสากล จะเห็นได้ว่าบทบาทผู้หญิงเป็นบทบาทหน้าในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เวลาที่คนคิดถึงในวันแรงงาน หรือวันที่ 8 มีนาคม แม้ว่าชื่อจะเป็นวันสตรีสากล ถึงที่สุดแล้วพลังที่อยู่ข้างหลัง เป็นขบวนการแรงงานสตรีที่ทำให้วันสตรีสากล มีมีติของเรื่องแรงงาน หากกล่าวถึงสังคมไทย จะเห็นว่า แรงงานหญิงในประเทศไทยมีการนำเรื่องันสตรีสากลมาใช้ในการเคลื่อนไหวหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการผลักดันเรื่องวันลาคลอด 90 วัน ก็เปิดประเด็นในวันสตรีสากล เรียกร้องเรื่องสิทธิการลาเรื่องค่าจ้าง หรือการไม่เลือกปฏิบัติ ก็มาจากประเด็นนี้ ดังนั้น หากสรุปในแง่ประวัติศาสตร์สั้นๆ บทบาทของขบวนการแรงงานในบทบาทของสตรีมีส่วนสำคัญมาก สิ่งที่จะต่างในสังคมไทยคือ ในอดีต เป็นแรงงานที่ทำงานเย็บผ้า การ์เม้นท์ เป็นกลุ่มแรก ค่าจ้างขึ้นต่ำของไทย ถูกผลักจากแรงงานผู้หญิงทอผ้าซึ่ง หากมีคนมาจากอ้อมน้อยอ้อมใหญ่ก็จะทราบถึงประวัติสาสตร์การต่อสู้ตรงนั้น ก็จะเห็นประเด็นเปลี่ยนแปลงง่ายๆ อย่างโรงงานหญิงดรงงานทอผ้าที่เกิดขึ้นที่รัฐนิวยอร์ก หากมีเทียบกับของไทยที่ไม่ว่าจะเป็นโรงงานทอผ้าที่ผลักดันเรื่องค่าจ้างแรงงานที่เริ่มแรกของไทย และในหลายๆประเด็นของแรงงานหญิง ของขบวนการแรงงานที่เป็นของผู้หญิงผลักดันเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง

ในช่วงของขบวนการแรงงานสากลที่ผู้หญิงเป็นขบวนหลักในการปฏิวัติอุตสาหกรรมก็จะมีแรงงานเหล็ก แรงงานที่เป็นอุตสาหกรรมหนัก ซึ่งตอนนั้นจะได้ยินว่าเป็นแรงงานผู้ชาย สิ่งที่ผลักดันอุตสาหกรรมขึ้นมาจริงๆที่เรียกว่า Labour intensive คือ อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น ซึ่งก็คือเท็กซ์ไทล์ เป็นกิจการด้านการทอผ้า ย้อมผ้า ตัดเย็บเสื้อผ้า และกิจกรรมเหล่านี้เป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ใช้แรงงานเข้มข้น โดยคาดหวังผู้หญิงในการทำงานหากดูประวัติศาสตร์ก็จะจำได้ไม่ว่าจะเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 ผู้หญิงเป็นฝ่ายทำการผลิตขระที่ผู้ชายไปรบ จะเห็นว่าเพศหญิงจำนวนมากทั้งหมดเลยเป็นผู้ผลิตในทางเศรษฐกิจ ดังนั้น หากถามว่าขบวนการแรงงานทำไมเกิดขึ้นโดยการขับเคลื่อนของผู้หญิง ก็เพราะผู้หญิงอยู่ในกระบวนการผลิต ตลอด 80 ปีในช่วงของไทย หรือ 100 กว่าปีในสากล

แล้วทำไมคนถึงไม่นึกถึงที่ผ่านมากหลายคนอาจได้ยินผู้นำอย่างคุณโรซา ลุคเซิมบวร์ค ซึ่งเป็นผู้นำแรงงาน ผู้นำของเยอรมนี แล้วก็มีคุณคลารา เซทคิน ที่มีคนกล่าวถึง แต่โจทย์ที่ทั้งสองท่านกล่าวถึงคือ ในแง่ของการผลิตทางเศรษฐกิจผู้หญิงมักถูกมองว่าทำการผลิตน้อยกว่า ซึ่งจริงๆนั้นไม่ใช่ ตอนนี้เรายังเจอว่า การทำงานบ้านไม่ถือว่าเป็นงาน ซึ่งผู้หญิงที่ทำงานบ้านเมื่อไม่ได้รับค่าจ้างก็ไม่ถือว่าเป็นคุณค่าในแง่แรงงาน  แต่คิดว่าการต่อสู้ของผู้หญิงในประเด็นนี้จึงเกิดขึ้นไม่เช่นนั้นข้อเรียกร้องในการลาคลอด 90 วันก็ไม่เกิด หากมีการตีความว่าช่วงที่ไม่ทำงาน เนื่องจากไปเลี้ยงดูลูกถือว่าไม่ได้ทำงานผลิตซึ่งเป็นข้อที่ถกเถียง จึงคิดว่าประเด็นเหล่านี้ผู้หญิงเปิดประเด็นไว้มาก รวมถึงสิ่งที่เรียกว่า REPRODUCTIVE คือการทำงานของผู้หญิงในฐานะคนดูแลครอบครัว ในฐานะที่ลดภาระในสิ่งที่เป็นค่าจ้าง หากไม่มีผู้หญิงทำงานก็จะถูกลดลงไป

สิ่งนี้เป็นภาพสะท้อนว่า ทำไมผู้หญิงจึงกลายเป็นพลังหลัก หรือเป็นกำลังหลักในการเคลื่อนไหวของขบวนการแรงงาน หรือดูงานในวันที่ 8 มีนาคมก็ได้ หรือดูขบวนการแรงงานในปัจจุบันก็ได้ หากเป็นแรงงานไทยหากเป็นอุตสาหกรรมสิ่งทอก็ต้องเป็นผู้หญิง รวมกระทั้งแรงงานกลุ่มอื่นๆก็เช่นกัน อาจมีแรงงานไม่กี่กิจการที่อาจไม่เห็นผู้หญิงที่เป็นผู้ที่ขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจก็จะเห็นว่าผู้หญิงมีบทบาท แต่ในส่วนบทบาทการเมืองของผู้หญิงในระดับสากล จริงแล้วในสังคมโลกการต่อสู้ของผู้หญิงไม่ได้มีอะไรได้มาโดยไม่ต่อสู้ และมองว่าอำนาจการตัดสินใจของผู้หญิงมีน้อยกว่าผู้ชายในฐานะครอบครัว จนมีการต่อสู้ และส่วนหนึ่งในการต่อสู้เราก็จะเห็นบทบาทของผู้หญิงที่มากขึ้น และก็มีโครงการ และมีประเด็น คือ การกล่าวถึงสิทธิ และโอกาส ที่ถูกกดทับมามากกว่าผู้ชาย ดังนั้นเวลาที่มีการเรียกร้องผู้หญิงจะสู้มากกว่าผู้ชาย และขณะเดียวกันก็มีปัญหาเยอะกว่าจะผลักขึ้นไป บางคนบอกว่าเป็นเรื่องของปิตาธิปไตย แนวคิดเรื่องพ่อปกครองลูก สังคมแบบพ่อเป็นใหญ่ แต่ส่วนหนึ่งในทางการเมือง ทางการต่อสู้ จะเห้นว่าบทบาทของผู้หญิงจะถูกมองว่า ในฐานะฝ่ายส่งเสริม และสนับสนุนมากกว่าเป็นฝ่ายกำลังรบ หรือฝ่ายที่ออกไปแนวหน้า ในข้อเท็จจริงหากดูจะเห็นได้ชัดถึงขบวนการหลายๆอันไม่ว่าจะเป็นแรงงาน สันติภาพ สิ่งแวดล้อม จริงๆแล้วเป็นผู้หญิงที่ทำให้สถานการณ์ดู Smoothขึ้น แต่ส่วนที่ว่าทำไมสัดส่วนถึงน้อย ก็ต้องถามว่าคนอื่นๆจะว่าอย่างไรบ้าง

ในมุมของผู้หญิงกับการเมืองนั้น ว่าด้วยโอกาสที่เท่าเทียมกันระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายนั้น คิดว่าไม่ใช่โอกาสที่แท้จริง เวลาบอกว่าทุกคนเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย ทุกคนมีโอกาสเท่ากันภายใต้การเมืองแบบนี้หรือแบบนั้น เป็นโอกาสบนต้นทุนของคนที่ไม่เท่ากัน หมายความว่าหากคุณเป็นนักการเมืองผู้ชายเวลาที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง โอกาสของคุรที่จะไม่ถูกวัด แต่นักหารเมืองผู้หญิง มีปัญหาครอบครัว ก็จะมองแล้วว่าเป็นทั้งแม่เป็นทั้งผู้นำทางการเมือง เป็นปัญหาความคาดหวังที่ต่างกัน เป็นต้นทุนที่ไม่เท่ากัน สองในเมื่อมีต้นทุนที่ต่าง ผู้หญิงซึ่งถูกกดทับมากกว่า ควรจะได้สิทธิพิเศษหรือจะได้รับความสนับสนุนเพิ่มขึ้น อบย่างเช่นประเทศพม่าแม้จะวิจารณ์มากมาย แต่พม่ามีเกณฑ์ที่ชัดเจนอย่างพรรคNLD แม้เป็นผู้สมัคร 2 คนเท่ากัน คะแนนเสียงได้นับการสนับสนุนเหมือนกัน ผู้หญิงมาก่อนผู้ชาย หากผู้หญิงเหมือนกันได้รับคะแนนเสียงเท่ากัน จะตัดสินที่ชาติพันธุ์มาก่อน ต้องคิดแบบนี้ถึงจะทำให้การเมืองเปลี่ยน หากไม่คิดก็ไม่มีประโยชน์

อยากฝากให้ผู้นำแรงงานไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายให้คิดใหม่ว่า หนึ่งต้องมองใหม่ คือมองว่าเราเป็นแรงงานเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นแรงงานไทยหรือแรงงานข้ามชาติ สองเมื่อคุยกันในวันแรงงานสตรีสากล ต้องเปิดบทบาทของผู้หญิงให้เพิ่มขึ้น จากการนับผู้นำแรงงานหญิงที่เป็นที่รู้จักจำนวนมาก แต่ที่มีตำแหน่งเหลือเพียงเล็กน้อยมาก จึงอยากถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะหากถามว่ารู้จักผู้นำแรงงานคนไหนบ้างก็จะได้ยินชื่อผู้หญิง แต่หากถามว่าประธานสภาเป็นใคร หาไม่พบว่ามีผู้หญิง ซึ่งต้องกลับมาถามตัวเอง ว่าควรต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมตรงนี้ ถือเป็นก้าวที่หนึ่งของวันแรงงานสตรีสากล 8 มีนาคม2563 เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ว่าจะเปลี่ยนในเรื่องนี้

ดร.รัชดา ไชยคุปต์ ผู้แทนไทยด้านสิทธิสตรี ในคณะกรรมาธิการอาเซียน ว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองด้านสิทธิเด็กและสิทธิสตรี (ASEAN) กล่าวว่า ทุกคนคงเข้าใจเรื่องประชาคมอาเซี่ยนแล้ว ว่าประกอบด้วย 3 เสาหลัก ที่ทำใน เสาของความมั่นคง ในเรื่องเสาเศรษฐกิจ และเสาสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งตนเป็นคณะกรรมการอยู่ที่ ACWC คือ เสาสังคม และวัฒนธรรม และเป็นนักวิจัยอยู่ที่ศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นของเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษา เรื่องของกรอบอาเซี่ยน เรื่องสิทธิผู้หญิงที่ทำอยู่ เวลากล่าวถึงเรื่องสิทธิผู้หญิงคนจะชอบมองเรื่องจำนวนก่อน ผู้ชายผู้หญิงเท่ากันหรือไม่ ซึ่งก็ถูกแต่ไม่ถูกทั้งหมด จริงแล้วนอกเหนือจากจำนวนอาจมองเรื่องคุณภาพ เช่นเรื่องของผู้หญิงในการที่มีส่วนในการตัดสินใจในเรื่องสำคัญต่างๆ หรือในระดับนักการเมือง อย่างผู้บริหารประเทศหรือผู้บริหารองค์กรต่างๆอย่างไรบ้าง

หากมาดู 3 เสาหลักอาเซียนว่าทำงานอย่างไรบ้าง ซึ่งก็เน้นย้ำว่าแม้จะอยู่กันคนละเสาแต่อยากให้ทำงานร่วมกันมองให้เป็นเรื่องเดียวกันทำงานด้วย ส่งเสริมและสนับสนุนซึ่งกันและกัน ในกรอบเรื่องสิทธิสตรีในคณะกรรมาธิการ ส่วนที่เกี่ยวข้องในเรื่องสิทธิจะเห็นว่า ที่ชัดเจนมาอยู่สองคณะกรรมาธิการของอาเซี่ยน คือ AICHR และACWC ในการทำงาน ACWC ในเรื่องผู้หญิงและเด็ก เรื่องสิทธิทำถึง 16 ประเด็น ซึ่งไม่ใช่เรื่องจำนวนอย่างเดียว ยังมีเรื่องความมั่นคง เรื่องของความยุติความรุนแรงทั้งเด็กและผู้หญิง เรื่องการต่อต้านการค้ามนุษย์ เรื่องการมีส่วนร่วมทางการเมือง เรื่องการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ และรวมถึงสิทธิแรงงานข้ามชาติด้วย

ประเด็นเรื่องของแรงงานข้ามชาตินั้น กรอบของอาเซี่ยนก็ครอบคลุมเรื่องการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิแรงงานใน 10 ประเทศ ซึ่งมีการจัดทำสื่อรณรงค์เป็นเรื่องการยุติความรุนแรง และการต่อต้านการค้ามนุษย์ เน้นไปในเรื่องยุติการแสวงหาผลประโยชน์โดย มีชอบด้วยเหตุแห่งสถานที่ทำงาน ซึ่งตรงนี้เป็นการรวมในสองประเด็นหลัก ที่อบกว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ทำไมถึงสำคัญ เพราะตรงนี้จะเกี่ยวข้องกับแรงงานผู้หญิงเป็นสำคัญในการละเมิดสิทธิ ด้วยเหตุแห่งเพศ ส่วนใหญ่จากข้อมูลที่ค้นพบ ผู้หญิงส่วนใหญ่จะเก็บเงียบ ซึ่งการถูกละเมิดอาจไม่ใช่ร่างการแต่เป็นวาจาก่อน ก็ไม่มีการแจ้ง HR หรือเพื่อน ซึ่งประเด็นดังกล่าวไม่ได้เกิดเพียงในประเทศไทย แต่มีในกลุ่มประเทศในอาเซี่ยนด้วยเช่นกัน ซึ่งถือว่า เป็นข้อท้าทายหลักเลยว่า ด้วยวัฒนธรรมแห่งความเงียบว่า เราจะทำอย่างไรให้ผู้หญิงส่งเสียงออกมา มีเรื่องอย่างน้อยมีการเล่าให้เพื่อนฟังว่า สิ่งที่พบเจอนั้นเป็นอย่างไรบ้าง

ถามว่า จะเชื่อมโยงไปยังเรื่องค้ามนุษย์อย่างไรบ้างก็มีประเด็นที่นายจ้าง มีการละเมิดทางเพศ ใช้เหตุตรงนั้นเป็นการผูกมัดดึงให้ทำงานอยู่กับเขา ดังนั้น จะเข้าข่ายการค้ามนุษย์ ซึ่งปกติที่เห็นในการรณรงค์ต่างๆ จะมีการแยกกันทำ เรื่องหนึ่งคือความรุนแรง เรื่องหนึ่งคือเรื่องการค้ามนุษย์ อย่างที่ทราบสองอย่างนี้ไม่ได้แบบว่า เท่ากัน แต่มีความเชื่อมโยงกัน นี่คือสิ่งที่อยากให้ผู้หญิงส่งเสียงออกมา เมื่อไรที่ถูกกกระทำการละเมิดสิทธิซึ่งเขาต้องเข้าใจเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานก่อน ต่อไปก็ต้องมีกลไกรองรับในการร้องเรียน แบบไหนที่มีประสิทธิภาพประสิทธิผล ก็เข้าไปร้องเรียนได้ เพระทุกคนที่มาทำงานหลักๆคือต้องการทำงานหาเงิน จึงทำให้เกิดความกลัวหากมีการละเมิดแล้วไปร้องเรียน หรือรายงานอาจตกงานได้ สิ่งที่ควรเรียนรู้ว่าหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้จะร้องเรียนที่ไหน หรือว่าขอความช่วยเหลือจากใครได้บ้าง กลไกตัวอย่างการร้องเรียนในประเทศไทย ในแง่ของรัฐร้องเรียนได้ที่เบอร์ 1300 เรื่องของปัญหาสังคม ซึ่งทุกเรื่องทุกคนสามารถโทรไปได้ถึงแม้ไม่มั่นใจก็ตาม ว่า เราตกเป็นผู้เสียหายของการค้ามนุษย์ หรือว่าตกเป็นผู้เสียหายจากการล่วงละเมิดหรือไม่ ซึ่งทาง 1300 จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้แก้ปัญหา ช่องทางของภาคประชาสังคม ที่ได้เก็บข้อมูลจากน้องๆพี่เพื่อน แรงงานข้ามชาติยังมีความเชื่อถือในข้อมูลหรือสอบถามเรื่องสิทธิ และเรื่องต่างๆกับภาคประชาสังคม หรือNGO ต่างๆ ถือเป็นอีกช่องทาง อีกอย่างที่เราค้นพบคือ แรงงานข้ามชาติจะใช้สื่อออนไลน์ ซึ่งได้เก็บข้อมูลกับพม่า ลาว กัมพูชา จะใช้เวลาว่างของแต่ละวัน หนึ่งชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมงในการดูข่าว หรือข้อมูลต่างๆ ผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ และใช้เฟสบุ๊คในการพูดคุยกันกับครอบครัวและเพื่อนๆในกลุ่ม ซึ่งองค์กรภาคประชาสังคมกับภาครัฐใช้ช่องทางสื่อคนละช่องทางกับเขา จึงมีความทำสื่อในการสื่อสารทั้งบทเพลง และโปสเตอร์เพื่อสร้างความเข้าใจส่งไปในช่องทางของแรงงานข้ามชาติโดยมีภาษาทั้ง 3 ภาษาด้วย

เรื่องผู้หญิงกับการเมืองในอาเซี่ยนนั้น คิดว่า น่าจะเป็นเหมือนกันทั่วโลกที่ให้ผู้หญิงเข้าไปเป็นนักการเมือง ซึ่งเรามองว่าเรามีโอกาส แต่ก้ต้องกลับมาถามผู้หญิงก่อนว่า หากมีโอกาสจะเข้าไปเป็นนักการเมืองหรือไม่หรือเลือกที่จะเป็นแรงงาน หรือเป็นอาจารย์อยู่ เมื่อมีโอกาส แล้วผู้หญิงพร้อมหรือไม่ เหนือกว่านั้นคือคนที่จะมาเลือกเรา ไม่ได้แปลว่าผู้หญิงทั้งหมดจะเลือกผู้หญิง ดังนั้นจะต้องมีเรื่องของการสื่อสารเรื่องของความชัดเจน หากสนใจที่จะเข้าสู่เส้นทางการเมืองแล้วเราจะทำอะไรให้กับพวกเขาบ้าง อยากให้มองว่าทุกเพศเป็นมนุษย์เหมือนกันหมดไม่อยากให้แบ่งว่า ผู้หญิงผู้ชาย หากเรามองทุกหคนเท่าเทียมกันหมดก็ต้องหมายความว่าทุกคนได้เท่าเทียมกันหมดจริง แต่ปัจจุบันนี้เรายังมีอะไรที่เหลื่อมล้ำกันอยู่ ถึงต้องมีการส่งเสริม และคุ้มครองสิทธิผู้หญิงอยู่

วันสตรีสากลเป็นวันที่เท่าเทียม สิทธิที่จะได้ก็ได้มาระดับหนึ่ง แต่คงต้องร่วมมือกัน คงต้องมองการส่งเสริมสิทธิสตรีในแรงงาน และตอนนี้ก็มีแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ หรือว่าในอาเชี่ยนมีการโยกย้ายแรงงาน มีความเชื่อมโยงกัน จึงอยากให้มีการเชื่อมโยงกันในการคุ้มครองสิทธิแรงงาน

            โดยวาสนา ลำดี