วันงานที่มีคุณค่า คสรท.และสรส.ยื่นUN ร้องรัฐไทยละเมิดสิทธิ 13 ผู้นำสร.รถไฟ

วันที่ 7 ตุลาคม2564 คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย(คสรท.) สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์(สรส.) และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) ได้ยื่นหนังสือถึงนายแกรม บัคเล่ย์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ILO ประจำประเทศไทย กัมพูชา และ สปป. ลาว ที่ด้านหน้าอาคารสหประชาชาติ กทม. เรื่อง   การละเมิดสิทธิสหภาพแรงงานอย่างต่อเนื่องต่อของผู้นำสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย 13 คนโดยมีผู้แทนมารับหนังสือในครั้งนี้ ซึ่งมีเนื้อหา ดังนี้

            เรื่องร้องเรียนที่มีต่อรัฐบาลไทย อันเกี่ยวข้องกับคดีหมายเลข 3022 ของรายงานของ คณะกรรมการว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคม (CFA) องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ซึ่ง สร.รฟท., สรส., สหพันธ์แรงงานขนส่งระหว่างประเทศ (ITF) และสมาพันธ์สหภาพแรงงานสากล (ITUC) ได้เคยยื่นคำร้องเรียนไปเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2556 ในข้อกล่าวหา มีการกระทำล้มล้างสหภาพแรงงานด้วยการเลิกจ้างกรรมการ สร.รฟท. สาขาหาดใหญ่ จำนวน 6 คน และกรรมการ สร.รฟท. จำนวน 7 คน ที่มีส่วนร่วมในการริเริ่มรณรงค์ด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย หลังจากที่เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง รถไฟตกรางที่บริเวณเขาเต่า ต.หนองแก อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

            โดยรายงานสถานการณ์ ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นหลังจากที่คณะกรรมการว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคม ที่มีข้อเสนอแนะต่อการแก้ไขปัญหา ดังนี้

            1.   มาตรา 33 และมาตรา 77 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 ยังไม่ถูกยกเลิก หรือปรับปรุงแก้ไข สหภาพแรงงานในรัฐวิสาหกิจยังคงถูกห้ามมิให้ทำการนัดหยุดงาน รวมทั้งบทบัญญัติในการลงโทษผู้นำสหภาพแรงงานที่ทำการนัดหยุดงาน ทั้งโทษจำคุกและโทษปรับ

            2.  ผู้นำ สร.รฟท. ทั้ง 13 คน ยังต้องรับผิดชอบจ่ายค่าเสียหาย 15 ล้านบาท (ประมาณ 500,000 เหรียญสหรัฐ) พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับจากวันที่ยื่นฟ้องหรือประมาณ 25 ล้านบาท ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาคดีแรงงาน ในประเด็นนี้ สร.รฟท. พยายามใช้การเจรจาทวิภาคีเพื่อหารือกับ รฟท. ผู้นำ สร.รฟท. ผู้นำแต่ละคน จะต้องรับภาระจ่ายค่าเสียหายค่าปรับตามคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นจำนวนเงินเท่าใด

            3.  แม้ว่า ผู้นำ สร.รฟท. ทั้ง 13 คน จะได้รับการพิจารณาและเห็นชอบให้กลับเข้ามาเป็นพนักงานของ รฟท. ตามเงื่อนไขสภาพการจ้างเดิม อันเป็นผลของข้อตกลงทวิภาคีในอดีตที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ผู้นำ สร.รฟท. ยังคงถูก รฟท. กล่าวหาต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า ผู้นำ สร.รฟท. ทั้ง 13 คนร่วมกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ร่วมกันละทิ้งงานหรือกระทำการอย่างใดๆ เพื่อให้งานหยุดชะงักหรือเสียหาย โดยร่วมกระทำเช่นนั้นด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้เริ่มสอบสวนข้อกล่าวหาดังกล่าวและในที่สุดมีมติว่า การกระทำของผู้นำ สร.รฟท. ทั้ง 13 คน มีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงาน ละทิ้งงานหรือกระทำการอย่างใดๆ เพื่อให้งานหยุดชะงักหรือเสียหาย โดยร่วมกระทำเช่นนั้นด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 166 สำนักงานอัยการสูงสุดจึงแต่งตั้งทนายเพื่อนำผลการสอบสวนของคณะกรรมการ ปปช. ไปฟ้องศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ล่าสุดศาลได้มีคำพิพากษาให้กรรมการ สร.รฟท. มีความผิดจริงตามข้อกล่าวหาและให้ลงโทษ ขณะนี้ คดีอยู่ในระหว่างการขออุทธรณ์

            4.  นายสาวิทย์ แก้วหวาน หนึ่งในผู้นำ สร.รฟท. ทั้ง 13 คน ได้รับคำสั่งจาก รฟท. ให้ออกจากงานชั่วคราว มีผลวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2564 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการทำงานก่อนเกษียณอายุการปฏิบัติงานด้วยมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ เพื่อรอการแจ้งตอบจากคณะกรรมการ ปปช. เป็นเอกสารสำหรับการพิจารณาว่านายสาวิทย์ แก้วหวาน จะต้องถูกลงโทษทางวินัยอีกครั้งหนึ่งหรือไม่ตามการชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ปปช.

            ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ยังคงมีการละเมิดสิทธิของสหภาพแรงงานอยู่เช่นเดิม โดยมีปรัจักษ์พยานหลักฐานดังนี้ 1) กฎหมายยังคงจำกัดการใช้เสรีภาพในการสมาคม ด้วยตามมาตรา 33 และมาตรา 77 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 ยังไม่ถูกยกเลิก ปรับปรุง หรือแก้ไข 2) การละเมิดสิทธิสหภาพแรงงานยังดำเนินต่อไปด้วยการดำเนินคดีกับผู้นำ สร.รฟท. ทั้ง 13 คน ในศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง โดยกล่าวหาว่า มีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงาน ละทิ้งงานหรือกระทำการอย่างใดๆ เพื่อให้งานหยุดชะงักหรือเสียหาย โดยร่วมกระทำเช่นนั้นด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 166 และ 3) ที่สำคัญที่สุด รฟท. มีคำสั่งให้นายสาวิทย์ แก้วหวาน ออกจากงานชั่วคราว เพื่อไม่ให้เกษียณอายุราชการอย่างเป็นทางการและได้รับเงินบำนาญการเกษียณอายุการปฏิบัติงาน

            ทั้งนี้ ขอยื่นคำร้องทุกข์ต่อการกระทำของรัฐบาลไทย ที่เกี่ยวข้องกับคดีหมายเลข 3022 ของรายงานของคณะกรรมการว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมอีกครั้ง พร้อมทั้งให้ข้อมูล ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมที่เกิดขึ้นขอคดีดังกล่าว ข้าพเจ้าขอขอบคุณในความช่วยเหลือของ ILO ที่จะช่วยเรียกร้องขอให้รัฐบาลไทยแก้ไขการละเมิดสิทธิของสหภาพแรงงานที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่จบสิ้นโดยเร่งด่วน

            ในวันที่ 7 ตุลาคมของทุกปี เป็นวัน งานที่มีคุณค่า (Decent Work) แนวคิดเรื่อง “งานที่มีคุณค่า” ได้ถูกนำาเสนอต่อรัฐสมาชิกองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เป็นครั้งแรกในการประชุมใหญ่แรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Conference) ครั้งที่ 87 เมื่อ พ.ศ. 2547 โดยมีความเชื่อมันว่า งานที่มีคุณค่าจะยกระดับคุณภาพชีวิตในการทำางานให้ดีขึ้น และส่งเสริมให้มีการพัฒนาแรงงานที่ยังยืน “งานที่มีคุณค่า” หมายถึง งานซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการเกี่ยวกับชีวิตการทำางานของมนุษย์ได้ความต้องการเกี่ยวกับชีวิตการทำางานของมนุษย์

            ประกอบด้วย การมีโอกาสและรายได้ การมีสิทธิในด้านต่าง ๆ  การได้แสดงออก การได้รับการยอมรับ ความมั่นคงของครอบครัว การได้พัฒนาตนเอง การได้รับความยุติธรรม และการมีความเท่าเทียมทางเพศ

            ประเด็น 4 ข้อหลัก คือ

            1. การมีสิทธิในด้านต่าง ๆ โดยการรับรองและคุ้มครองสิทธิพื้นฐานในการทำางานให้แก่ลูกจ้าง

            2. การได้แสดงออกโดยการรับรองและส่งเสริมสิทธิในการร่วมตัว และเสรีภาพในการยื่นข้อเรียกร้องและร่วมเจรจาต่อรองของลูกจ้าง การให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาฉบับที่ 87 ว่าด้วย เสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว และฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัว และการร่วมเจรจาต่อรอง

            3. การได้รับความยุติธรรม โดยการคุ้มครองให้ลูกจ้างมีสภาพการทำางานและได้รับผลตอบแทน จากการทำางานอย่างยุติธรรม และไม่ถูกเลือกปฏิบัติหรือมีสภาพการทำางานที่ไม่เป็ นธรรม อันมีสาเหตุ จาก สัญชาติ เชื้อชาติ พื้นฐานทางสังคม ความคิดเห็นทางการเมือง ทัศนคติในเรื่องเพศ การเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ฯลฯ

            4. การมีความเท่าเทียมทางเพศโดยการคุ้มครองให้ลูกจ้างหญิงได้รับการปฏิบัติในการทำางานและสิทธิประโยชน์จากการทำางานอย่างเท่าเทียมกับลูกจ้างชาย

นักสื่อสารแรงงาน รายงาน