ลูกจ้างโรงแรม ร้องรัฐเร่งแก้ปัญหาCOVID-19 ทำอ่วม นายจ้างสั่งหยุดงานไม่จ่ายค่าจ้าง

Share on facebook
Share on google
Share on twitter

https://www.facebook.com/Vijit Dasantad

สหพันธ์แรงงานธุรกิจโรงแรม แจ้งสถานบริการ กิจการโรงแรมประสบปัญหาหนักสั่งลูกจ้างหยุดงานไม่จ่ายค่าจ้าง หลังนักท่องเที่ยวหาย เรียกร้องรัฐหามาตรการแก้ปัญหาเพื่อความเป็นธรรม ด้านประธานกรรมาธิการ การแรงงาน เสนอ แนวทางรัฐให้แก้ไขปัญหาแรงงานด่วน ส่วนนายกประกาศมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดไวรัส โควิด-19 พร้อมมาตรการเยียวยา

วันที่ 20 มีนาคม 2563 นักสื่อสารแรงงาน  ได้สัมภาษณ์นายวิจิตร ดาสันทัด ประธานสหพันธ์แรงงานธุรกิจโรงแรม และบริการ ภูเก็ต ถึงสถานการณ์แรงงานในภาคบริการจังหวัดภูเก็ตขณะนี้นั้น มีผลกระทบเป็นวงกว้างมากตั้งแต่ส่วนของประเภทกิจการร้านขายของทีระลึกให้กับนักท่องเที่ยว หลังสถานการณ์ไวรัสโคโรนา โควิด-19 ส่งผลให้ร้านค้าต้องปิดกิจการกันจำนวนมากโดยเฉพาะกิจการที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวชาวจีน

ผลพวงต่อมาเป็นรถรับจ้างที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวทั่วไปหลังจากที่นักท่องเที่ยวไม่ว่าจะรัสเซีย และอีกหลายประเทศในแถบยุโรปหายไปก็ส่งผลกระทบเรื่องงานที่หายไปขาดรายได้

https://www.facebook.com/Vijit Dasantad

กรณีหนักสุดและคิดว่ากระทบหนักมากคือ ประเภทกิจการโรงแรม ที่มีทั้งโรงแรมขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก ตอนนี้มีมาตรการต่อการจ้างงานของแต่ละแห่งแตกต่างกัน เช่น โรงแรมที่มีสหภาพแรงงานจะมีการใช้ มาตรการจากเบาไปหาหนัก โดย มีการปรึกษาหารือกับสหภาพแรงงาน มาตรการที่หนึ่ง คือ ให้ลูกจ้างใช้วันลาพักร้อนที่มีทั้งหมดก่อน มาตรการที่สอง ให้ลาหยุดเดือนละ 15 วัน จ่ายค่าจ้างร้อยละ 50 แต่ในประเภทโรงแรมที่ไม่มีสหภาพแรงงานบางแห่งจะใช้มาตรการให้หยุดโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ซึ่งเมื่อเดือนที่ผ่านมามีการนำมาตราการ ให้ลาหยุด 15 วันโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ให้ทำงาน 15 วันได้รับค่าจ้าง หนักสุดคือให้หยุดทั้งเดือนโดยไม่ได้รับค่าจ้างเลย โดยใช้วิธีเรียกลูกจ้างมาพบและให้ลาหยุดโดยไม่ได้รับค่าจ้าง หากดูโครงสร้างการบริหารประเภทกิจการโรงแรมในประเทศไทยนั้น เป็นโรงแรมในเครือขนาดใหญ่ในต่างประเทศด้วย หากเกิดผลกระทบก้ต้องใช้มาตรการแบบเดียวกันทั่วโลกหรือไม่

https://www.facebook.com/Vijit Dasantad

นายวิจิตร ยังกล่าวอีกว่า ช่วงต้นเดือนมกราคม 2563 มีแขกมาใช้บริการค้อนข้างเต็มทุกที่ แต่พอตอนนี้ฝ่ายบริหารบอกว่ารับผิดชอบค่าจ้างแรงงานไม่ไหวให้แรงงานต้องแบกภาระกันเองด้วยการรับค่าจ้างร้อยละ 50 หรือบางแห่งไม่จ่ายเลยร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งดูจะไม่เป็นธรรมกับแรงงานที่ทำงานมานาน และอยากเห็นมาตรการที่ดูแลแรงงานบ้าง ไม่ใช่มุ่งไปเพียงนายจ้าง แบบระบบอุปถัมป์โดยหวังว่า หากให้นายจ้างแล้วนายจ้างจะมาจ่ายให้กับลูกจ้างร้อยเปอร์เซ็นต์นั้นไม่จริง

ด้านนายสุเทพ อู่อ้น ประธานกรรมาธิการการแรงงาน(ปธ.กมธ.แรงงาน) กล่าวว่า ตนได้แถลงข่าวที่รัฐสภา เกียกกาย เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2563 โดยแถลง ข้อเสนอมาตรการช่วยเหลือผู้ใช้แรงงานในสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด – 19 เพื่อให้หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบพิจารณาประกอบด้วย

  1. กำหนดให้การกักตัว 14 วัน เป็นสิทธิของลูกจ้าง นายจ้างฝ่าฝืนต้องมีโทษ ห้ามบีบบังคับข่มขืนใจให้มาทำงานในภาวะเสี่ยง และห้ามให้การกักตัว 14 วันเป็นเงื่อนไขในการเลื่อนขั้น หากการป่วยเกิดจากการติดในที่ทำงานควรได้รับผลประโยชน์จากกองทุนเงินทดแทน, ผู้ประกันตนตามมาตรา 40 (แรงงานนอกระบบ) ที่กักตัวอยู่บ้านควรได้รับเงินทดแทนรายได้
  2. การเข้าอุดหนุนสำหรับภาคธุรกิจที่มีปัญหาในการประกอบกิจการ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและโรงแรม โดยรัฐจ่ายเงินเดือนร้อยละ 50 ให้เป็นเวลา 3 เดือน ไม่เกิน 15,000 บาท ต่อคน
  3. การลดเงื่อนไขการเข้าตรวจแบบไม่มีค่าใช้จ่ายกับโรงพยาบาลที่ถือหลักประกัน ไม่ว่า จะเป็นหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือประกันสังคม พร้อมจัดหาเสบียง/อุปกรณ์ดำรงชีพ ให้ประชาชนในระหว่างที่ถูกกักตัว เนื่องจากไม่สามารถออกไปข้างนอกได้

ภาพจากรัฐสภา

ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องเน้นการประชาสัมพันธ์ โครงการรักษาพยาบาลของภาครัฐ ว่า ไม่มีค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคร้ายแรง ถือเป็นหน้าที่รัฐต้องจัดการควบคุม เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง นอกจากนี้ยังต้องเพิ่มค่าเสี่ยงภัยให้บุคลากรสาธารณสุขด้วยรวมทั้งจัดรถเมล์ฟรี เพื่อเลี่ยงการติดเชื้อ ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล สำหรับแรงงานนอกระบบต้องเร่งพัฒนาระบบเงินเดือนให้เปล่า เพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาวสำหรับไว้ทำงานด้วย

นายสุเทพ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นข้อเสนอให้รัฐบาลจัดงบประมาณในการอุดหนุนสำหรับธุรกิจภาคการบริการ และการท่องเที่ยว และโรงแรม โดยให้รัฐจ่ายเงินเดือนร้อยละ 50 ให้เป็นเวลา 3 เดือน ไม่เกิน 15,000 บาท ต่อคน ด้วยมองว่า หากนายจ้างจ่ายค่าจ้างให้กับลูกจ้างเพียงร้อยละ 50 นั้นลูกจ้างไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างเพียงพอภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันที่มีค่าครองชีพที่สูง และสถานการณ์ภาคธุรกิจดังกล่าวเองก็มีปัญหา จึงอยากเห็นมาตรการที่ชัดเจนของภาครัฐในการช่วยเหลือแรงงาน และสถานประกอบการอย่างเป็นรูปธรรมด้วย

 

https://www.facebook.com/สหพันธ์แรงงานฯ

ส่วนพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงมาตรการแต่ละด้านเพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดโควิด 19 ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย วันอังคารที่ 17 มีนาคม 2563 เวลา 19.00 น.ว่า

(1) ด้านมาตรการป้องกัน จะต้องลดโอกาสการแพร่ระบาดของโรคในสถานที่ต่าง ๆ ที่มีความเสี่ยงสูง คือ

  1. ปิดสถานที่ที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคเพิ่มขึ้น ได้แก่

1) สถานที่ซึ่งผู้คนมาร่วมเป็นกิจวัตร เพื่อทำกิจกรรมร่วมกันอาจแพร่เชื้อได้ง่ายแม้จะป้องกันดีแล้ว เรายังมีทางเลือกอื่นทดแทนการชุมนุม ได้แก่ มหาวิทยาลัย โรงเรียนนานาชาติ สถาบันกวดวิชา และทุกสถาบัน ให้ปิดชั่วคราว ตั้งแต่วันพุธที่ 18 มีนาคม 2563 เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ และให้สถานศึกษาเหล่านั้นได้ดำเนินการป้องกันโรคตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

2) สถานที่ซึ่งผู้คนไม่ได้มาชุมนุมเป็นกิจวัตร แต่มาเพื่อทำกิจกรรมที่มีการเบียดเสียดใกล้ชิด และเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อง่ายทางปาก สัมผัสถูกเนื้อถูกตัวหรือใช้สิ่งของร่วมกันง่ายจะต้อง

2.1) ปิดชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย สำหรับสนามมวย สนามม้า สนามกีฬาที่มีผู้ชมแออัด ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

2.2) ปิดชั่วคราว 14 วัน สำหรับ ผับ สถานบันเทิง สถานบริการ นวดแผนโบราณ ฟิตเนส สปา และโรงมหรสพ ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

สำหรับพื้นที่อื่น ๆ นั้นเป็นเรื่องของผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะกรรมการระดับพื้นที่จะได้พิจารณาความเหมาะสมด้วยการดำเนินการดังกล่าว และการที่จะปิด 14 วันนี้ถ้าหากว่าสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น เราอาจจะมีการยืดระยะเวลาออกไปอีก ขอให้ทุกคนอย่าห่วงกังวล

3) งดการจัดกิจกรรมรวมคนจำนวนมากที่มีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่ระบาดของโรค เช่น การจัดคอนเสิร์ต การจัดงานแสดงสินค้าต่าง ๆ กิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรม และกีฬา โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด พิจารณาให้ความเห็นชอบด้วย ให้มีการเพิ่มมาตรการป้องกันสำหรับพื้นที่และสถานที่ที่ยังต้องเปิดอยู่

  1. ลดความเสี่ยงของการแพร่เชื้อในสถานที่ที่มีประชาชนใช้บริการจำนวนมาก ได้แก่ ห้างสรรพสินค้า ตลาด สถานที่ราชการ และรัฐวิสาหกิจ โดยจะต้องดำเนินการตามมาตรการป้องกันที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด
  2. ร้านค้า ร้านอาหาร ให้มีมาตรการป้องกันการแพร่เชื้อ เช่น การทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัส การคัดกรองอุณหภูมิ การใช้หน้ากากอนามัย รวมทั้งลดความแออัด
  3. ยับยั้งการแพร่ระบาดภายในประเทศ ได้แก่ งดวันหยุดสงกรานต์ ต้องขอความร่วมมือด้วย วันที่ 13 – 15 เมษายน 2563 ขอให้เลื่อนออกไปก่อน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด โดยจะจัดชดเชยวันหยุดให้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม
  4. ลดความเสี่ยงของการแพร่เชื้อในระบบการขนส่งสาธารณะในประเทศ โดยเพิ่มความถี่ของการเดินรถ มีมาตรการดูแลให้เข้มงวดขึ้น ในการเดินทางต่าง ๆ
  5. งดกิจกรรมที่มีการเคลื่อนย้ายคนข้ามจังหวัดของหน่วยงานที่มีคนเป็นจำนวนมาก เช่น ค่ายทหาร เรือนจำ โรงเรียน หรือหากจำเป็นต้องเคลื่อนย้าย ต้องมีมาตรการป้องกันการแพร่ของโรค รวมถึงการจำกัดการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวด้วย
  6. ให้ทุกหน่วยงานได้พิจารณามาตรการเหลื่อมเวลาการทำงานและการทำงานที่บ้าน และส่งเสริมให้ใช้ระบบอินเทอร์เน็ต เช่น การประชุมทางไกล โดยให้หน่วยงานราชการทุกหน่วยทำแผนการทำงานจากบ้านและรายงานผลการปฏิบัติต่อศูนย์ฯ
  7. ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด และคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มาตรา 35 เพื่อจำกัด ดูแล การเคลื่อนย้ายที่จะทำให้เกิดการแพร่ระบาด หรือกำหนดมาตรการที่เหมาะสมอื่น ๆ ในการจำกัดพื้นที่เสี่ยงตามข้อมูลที่มีการแพร่ระบาด และแจ้งมาตรการที่จะดำเนินการต่อศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ให้รับทราบ และให้ความเห็นชอบโดยเร็ว พร้อมทั้งรายงานผลการดำเนินงานเป็นประจำทุกวัน
  8. ให้เร่งดำเนินการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการควบคุมโรคในทุกอำเภอ เขต หมู่บ้าน ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่โดยด่วน และให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วยในการดำเนินการเฝ้าระวัง

(2) ด้านมาตรการช่วยเหลือเยียวยา ได้แก่

  1. กลุ่มธุรกิจ โรงงาน สถานประกอบการ โรงแรม และธุรกิจเกี่ยวเนื่องด้านการท่องเที่ยว ให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาหามาตรการรองรับเพื่อช่วยเหลือธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ ในกรณีที่ต้องชะลอการ lay off พนักงาน ลูกจ้าง อาทิ มาตรการช่วยเหลือการลดราคาห้องพักของธุรกิจโรงแรม
  2. กลุ่มประชาชนได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ให้กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณามาตรการในการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ รับฟังข้อร้องเรียน ที่ต้องการให้ช่วยเหลือ และมีภาระในในการผ่อนชำระ เช่น รถจักรยานยนต์ ฯลฯ เพื่อให้สถาบันการเงินผ่อนผันการชำระค่างวด รวมถึงประชาชนที่ประกอบอาชีพต่าง ๆ ที่อยู่นอกระบบ เช่น พ่อค้า แม่ค้า ลูกจ้างรายวัน เป็นต้น กลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ และพิจารณามาตรการเพื่อนำเสนอเป็นมาตรการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์การแพร่ระบาดฯในระยะที่ 2 ต่อไป
  3. ให้กระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการดูแลอย่างเข้มงวดในเรื่องที่เกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ไวรัสโควิด 19 เช่น หนี้นอกระบบ การบังคับคดี การขายฝาก เป็นต้น
  4. การสร้างขวัญและกำลังใจให้กับกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งนี้ สำหรับมาตรการของรัฐบาลเพื่อรองรับผลกระทบที่สืบเนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคที่เคยเข้าคณะรัฐมนตรี ขอให้ศูนย์ข้อมูลโควิด นำไปเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ในช่วงทางต่าง ๆ ต่อไป หลายอย่างหลายมาตรการเหล่านี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติ ต้องไปดำเนินการ ภายใต้ความรับผิดชอบ ให้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

ทั้งหมดนี้ที่คือเพื่อต้องสกัดกั้นการแพร่เชื้อจากต่างประเทศ และสกัดกั้นการแพร่กระจายในประเทศให้ได้มากที่สุด เพราะเราจะต้องควบคุมสถานการณ์ ชะลอให้อยู่ในระยะที่ 2 ให้นานที่สุด เพราะฉะนั้นจะมีมาตรการเพิ่มเติมมาตามลำดับ วันนี้มีแค่นี้ วันหน้าอาจจะมีมากขึ้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศของเรา เราจะต้องใช้มาตรการในการควบคุม ป้องกัน รักษา และสื่อสารในทุก ๆ ด้าน เราถือว่าการแก้ไขปัญหา โควิด 19 มีความสำคัญเป็นอันดับ 1 สำหรับประเทศไทยในเวลานี้ เนื่องจากมีผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนโดยตรง และเมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคบรรเทาลงแล้ว รัฐบาลจะได้ดำเนินการฟื้นฟูผลกระทบด้านอื่น ๆ อีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเศรษฐกิจต่อไป ทั้งนี้ รัฐบาลจะประเมินสถานการณ์โควิด 19 ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจรายวันอย่างใกล้ชิดและรอบคอบ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือ ปรับหรือเพิ่มเติมมาตรการต่าง ๆ ให้เกิดความเหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ต่อไป

                นักสื่อสารแรงงาน รายงาน