ลอยแพคนงานจอร์จี้ ไม่จ่ายค่าจ้างและค่าชดเชย

P1010151

แรงงานหญิงสูงวัยต้องตกงาน! หลังนายจ้างอ้างไม่มีคำสั่งซื้อ อ้างถูกบีบย้ายงานลดค่าจ้าง หลังศาลสั่งจ่ายนายจ้างอุทธรณ์ต่องานนี้ยาว

เมื่อครบกำหนดประกาศหยุดงานชั่วคราวตามมาตรา 75 ในวันที่ 8 กันยายน 2558 คนงาน 78 คนส่วนใหญ่เป็นแรงงานหญิงสูงวัยเดินทางไปทำงาน แต่กลับไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าโรงงาน และพบใบประกาศว่า “ปัจจุบันสถานประกอบการแห่งนี้ดำเนินกิจการโดยบริษัทสนุการ์เมนท์ จำกัด”

นางกรรนิกา ใจเพ็ชร คนงานบริษัทจอร์จี้ แอนด์ ลูจำกัดกล่าวถึงสถานการณ์การเลิกจ้างคนงานว่า คนงานส่วนใหญ่ทำงานมากกว่า 8 ปี โดยสภาพปัญหาคือเดือนสิงหาคม 2556 บริษัทจอร์จี้แอนด์ลูได้พยายามละเมิดข้อตกลงสภาพการจ้างโดยการเปลี่ยนแปลงสัญญาจ้างงาน ดังนั้นคนงานจึงได้รวมตัวกันเพื่อเจรจาต่อรองและได้จัดตั้งสหภาพแรงงานขึ้นในเดือนตุลาคม 2556 แต่บริษัทจอร์จี้แอนด์ลูไม่เคารพสิทธิการร่วมกลุ่มของคนงาน โดยได้เลิกจ้างแกนนำคนงานในวันที่ 16 ตุลาคม 2556 หลังจากการยื่นข้อเรียกร้องต่อบริษัทฯ โดยปฏิเสธการจ่ายค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการกระทำไม่เป็นธรรม และต่อมาในวันที่ 6 และ 7 มกราคม 2557 เลิกจ้างกรรมการสหภาพแรงงานและปฏิเสธรับกรรมการสหภาพแรงงานกลับเข้าทำงานและจ่ายค่าเสียหายจากการกระทำไม่เป็นธรรม ตามคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ เลือกปฏิบัติต่อสมาชิกสหภาพแรงงานโดยไม่จัดโบนัสประจำปีให้กับสมาชิกสหภาพแรงงานในปี 2556 และ 2557 นอกจากนี้ยังจ่ายค่าจ้างให้กับพนักงานรายเดือนต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ ไม่จ่ายเงินจากกองทุนชื่นชมคืนให้แก่ลูกจ้าง ซึ่งทุกกรณีที่เกิดขึ้นเราได้ใช้สิทธิตามที่กฎหมายแรงงานไทยกำหนด โดยได้ร้องเรียนต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเชียงใหม่ คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ และศาลแรงงาน สำหรับกรณีค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการกระทำไม่เป็นธรรม เงินเดือนของพนักงานรายเดือน โบนัส และกองทุนชื่นชม บริษัทจอร์จี้ได้ยื่นอุทธรณ์ และปัจจุบันกรณีทั้งหมดอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฏีกา

ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2558 บริษัทจอร์จี้แอนด์ลูได้มีคำสั่งหยุดงานชั่วคราวภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงานมาตรา 75 โดยให้เหตุผลว่ามีคำสั่งซื้อจากลูกค้าน้อยลง โดยคำสั่งดังกล่าวส่งผลกระทบต่อคนงานทั้งหมด 78 คน และเรื่องที่เลวร้ายที่สุดคือบริษัทจอร์จี้แอนด์ลูไม่จ่ายค่าจ้างให้กับคนงานทั้ง 78 คนนับตั้งแต่การประกาศใช้มาตรา 75 และในวันที่ 8 กันยายน 2558 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดคำสั่งหยุดงานชั่วคราวตามมาตรา 75 พวกเราได้เดินทางไปที่บริษัทเพื่อกลับเข้าทำงานตามปกติ แต่กับพบว่ามีประกาศว่า “ปัจจุบันนี้สถานประกอบการแห่งนี้ดำเนินกิจการโดย บริษัทสนุก การ์เม้นท์ จำกัด” ซึ่งประกาศดังกล่าวลงวันที่ 7 กันยายน 2558

คำอ้างของบริษัทจอร์จี้แอนด์ลูที่แจ้งว่าไม่มีคำสั่งซื้อจากลูกค้านั้นไม่เป็นความจริง เนื่องจากคณะกรรมการบริษัทจอร์จี้แอนด์ลู ที่มีชื่อบริหารแทนนายนายเซบาสเตียน ซาโรอิ ได้จดทะเบียนบริษัทใหม่ในนาม “บริษัทสนุกการ์เม้นท์ จำกัด” ในวันที่ 3 มิถุนายน 2558 ซึ่งโรงงานดังกล่าวตั้งอยู่ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตากและผลิตสินค้าให้กับ Pure & Co และหลังจากนั้นไม่กี่วันผู้จัดการทั่วไปของบริษัทจอร์จี้แอนด์ลู จำกัด ได้จดทะเบียนเปิดบริษัทใหม่โดยมีชื่อว่า “บริษัทน่ารัก โฮลดิ้ง จำกัด” ในวันที่ 5 มิถุนายน 2558 โดยบริษัดังกล่าวใช้บ้านเลขที่เดียวกับบริษัทจอร์จี้แอนด์ลู จำกัด ที่อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่

นางกรรนิกา เล่าต่ออีกว่า “ตนทำงานอยู่แผนกติดกระดุม แต่นายจ้างย้ายให้ไปทำงานแผนกแพ็กซึ่งเป็นงานหนักทำไม่ไหวเพราะตอนนี้อายุ 50 กว่าปีแล้ว และได้มีการพูดคุยกับทางบริษัท และในที่สุดต้องเข้าสู่กระบวนการทางศาลและศาลตัดสินให้ชนะคดีโดยมองว่าเป็นการย้ายงานที่ไม่เป็นธรรมเป็นงานที่มีสภาพที่หนักกว่าเดิม และยังมีการปรับสภาพการจ้างจากเดิมที่รับเป็นเงินเดือนละ 9,000 บาทลดค่าจ้างเหลือเดือนละ 8,000 บาทซึ่งต่อมานายจ้างอุทธรณ์คดีตอนนี้ก็อยู่ในขั้นตอนศาลฎีกา”
ทั้งนี้แหล่งข่าวรายงานว่า บริษัทจอร์จี้ แอนด์ ลูได้มีการโอนย้ายทรัพย์สิน และขายที่ดินตั้งโรงงานให้กับบริษัทน่ารัก โฮลดิ้ง เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 โดยทั้งผู้ซื้อและผู้ขายเป็นบุคคลคนเดียวกัน ได้แก่นางธัญวรัชม์ อินต๊ะวงศ์ ซึ่งเป็นทั้งตัวแทนบริษัทจอร์จี้ แอนด์ ลู และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทน่ารัก โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งทางสหภาพแรงงานได้ตั้งข้อสังเกตุว่าเป็นการแสดงเจตนาพยายามหลีกเลี่ยงที่จะไม่จ่ายหนี้สินให้กับคนงานหรือไม่ซึ่งทางสหภาพแรงงานได้ยื่นคำร้องต่อศาลให้ดำเนินการเรียกผู้เกี่ยวข้องมาทำการไต่สวนแล้ว แต่อยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อมีคำสั่งของศาลฎีกา

ด้านนายเซบาสเตียน ซาโรอิ และ Pure & Co Ltd ได้ประชาสัมพันธ์ต่อลูกค้าและสาธารณะมาโดยตลอดว่าทำธุรกิจอย่างมีจริยธรรมและคุณธรรม แต่ความเป็นจริงแล้วตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ที่คนงานได้ก่อตั้งสหภาพแรงงาน นายเซบาสเตียน ซาโรอิได้ละเมิดสิทธิแรงงานอย่างร้ายแรง ทั้งยังเพิกเฉยต่อการปฏิบัตตามกฎหมายไทย และมาตรฐานแรงงานสากล และล่าสุดคือการโกงค่าจ้างและหลบหนีการจ่ายค่าชดเชยให้กับคนงานเป็นจำนวนเงินทั้งหมด 10,954,486.40 บาท

รายการสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายที่นายเซบาสเตียน ซาโรอิ และ Pure & Co Ltd ต้องจ่ายให้คนงาน:

1. ค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้าง 51 คน จำนวน 3,924,114.75 บาท

2. เงินจากกองทุนชื่นชมให้แก่ลูกจ้าง 59 คน จำนวน 930,955.77 บาท

3. ค่าจ้างค้างจ่ายตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน ถึง 7 กันยายน 2558 จำนวนให้แก่ลูกจ้าง 37 คน 1,008,973 บาท

4. ค่าจ้างค้างจ่ายของพนักงานรายเดือนที่ยังจ่ายไม่ครบตามกฎหมายกำหนด จำนวน ให้แก่ลูกจ้าง 43 คน 333,850 บาท

5. โบนัสปี 2556 จำนวนให้แก่ลูกจ้าง 46 คน 425,896.88 บาท และในปี 2557 ให้แก่ลูกจ้าง 41 คนจำนวน 334,280 บาท

6. ค่าเสียหายจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมทั้งกลุ่มแกนนำ 10 คน จำนวน 460,260 บาท และกรรมการสหภาพแรงงาน 4 คน จำนวน 848,000 บาท

7. ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้กับกลุ่มคนลูกจ้าง 37 คนที่ถูกลอยแพ จำนวน 2,644,700 บาท

8. วันลาพักผ่อนประจำปีที่เหลือให้แก่ลูกจ้าง 27 คน 43,456 บาท

นายสุชาติ ตระกูลหูทิพย์ มูลนิธิMAP กล่าวถึงสถานการณ์แรงงานในลำพูนว่า การตั้งสหภาพแรงงานในพื้นที่ต้องสู้กับความคิดและอคติทั้งนายจ้าง รัฐ และสังคมพื้นถิ่น ด้วยนายจ้างมักใช้วิธีการเลิกจ้างแกนนำ สหภาพแรงงาน โดยผ่านการไกล่เกลี่ยจากรัฐให้รับข้อเสนอของนายจ้างเพื่อลดขั้นตอนการขึ้นสู่การดำเนินคดี ซึ่งการต่อสู้แต่ละครั้งของคนงานต้องสูญเสียทั้งเวลา เงิน รวมถึงโอกาสและครอบครัว ซึ่งตรงนี้ทำให้การทำงานสหภาพแรงงานในพื้นที่ถูกตอนมากกว่าเติบโตเหมือนกับสหภาพแรงงานส่วนกลางหรือว่าภาคตะวันออก กรณีของคนงานบริษัทจอร์จี้ที่พบคือการเลี่ยงกฎหมาย การใช้กฎหมายและอำนาจรัฐเข้ามาแม้ว่าศาลจะตัดสินว่านายจ้างต้องจ่าย หรือทำให้ถูกต้องกฎหมายแรงงานไทยก็ยังมีช่องทางดึงเวลาออกไปด้วยการอุทธรณ์คดียืดเวลาต่อสู้ ซึ่งก็เป็นเทคนิคทางกฎหมายที่นายจ้างได้ใช้เพื่อให้ลูกจ้างที่สายป่านสั้นไม่สามารถที่จะเข้าถึงความยุติธรรมได้เพราะไม่มีกำลังทรัพย์ และความรู้หรือผู้รู้เข้ามาช่วยเหลือได้ การชุมนุมโดยใช้กำลังคนนอกจากเงินไม่มีต้องใช้สำนึกล้วนๆก็ยังมีปัญหาพื้นที่ชุมนุมใช้ที่ไหนในนิคมอุตสาหกรรม หน้าบริษัท หรือถนนในชุมชนมักถูกต่อต้านและดำเนินคดี การต่อสู้เพื่อเข้าถึงสิทธิของคนงานจึงเป็นปัญหามาโดยตลอดและไม่สามารถประคองตนจนถึงความเป็นธรรมได้ทุกคดี บางส่วนจึงต้องจำยอมรับสภาพตามที่รัฐ หรือศาลไกล่เกลี่ย เป็นต้น

บริษัทจอร์จี้ แอนด์ลู จำกัด ผลิตสินค้าให้กับ Pure & Co ภายใต้ยี่ห้อสินค้า Neon Buddha และ Pure Handknit โรงงานตั้งอยู่ที่อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ โดยดำเนินธุรกิจตั้งแต่ปี 2549 โดยมีนายเซบาสเตียน ซาโรอิ นักธุรกิจชาวแคนาดา ซึ่งเป็นเจ้าของตัวจริงทั้งบริษัทจอร์จี้ แอนด์ลู จำกัด และ Pure & Co Ltd. และยี่ห้อสินค้า Neon Buddha and Pure Handknit นายเซบาสเตียน ซาโรอิและบริษัทจอร์จี้แอนด์ลูได้ละเมิดสิทธิคนงาน กฏหมายไทย และมาตราฐานแรงงานสากลเป็นเวลาต่อเนื่องในหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุดมีการลอยแพคนงานที่ทำงานในบริษัทจอร์จี้แอนด์ลูในจังหวัดเชียงใหม่ โดยไม่จ่ายค่าชดเชยและไปเปิดโรงงานใหม่ในนาม “บริษัทสนุก การ์เม้นท์” ในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ประเทศไทย

นักสื่อสารแรงงาน รายงาน