รองนายกแถลง 8 มาตรการเยียวยาแรงงานนอกระบบ ผลกระทบจากโควิค-19

Share on facebook
Share on google
Share on twitter

รองนายก สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ แถลง 8 มาตรการเยียวยาแรงงานนอกระบบ และผู้ประกอบการขนาดเล็ก ด้านสมาพันธ์แรงงานนอกระบบ เสนอ 4 มาตรการแก้ปัญหาผลกระทบจากโควิด-19 คือ มาตรการด้านการเงิน และภาษี มาตรการด้านการจ้างงาน มาตรการด้านสุขภาพ และมาตรการสำหรับผู้ประกันตนภายใต้ การประกันสังคมมาตรา 39 และมาตรา 40

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2563 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี แถลงมาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบจากไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ต่อเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม ระยะที่ 2 โดยมี 8 มาตรการสำหรับดูแลกลุ่มแรงงาน-ลูกจ้าง ได้แก่

  1. สนับสนุนเงินคนละ 5,000 บาทต่อเดือน (นาน 3 เดือน) ในกลุ่มแรงงานลูกจ้าง ลูกจ้างชั่วคราว อาชีพอิสระที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม จำนวน 3 ล้านคน

ทั้งนี้กลุ่มผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคม เพิ่มสิทธิกรณีว่างงาน 50% ของค่าจ้าง

– กรณีนายจ้างไม่ให้ทำงาน รับเงินไม่เกิน 180 วัน

– กรณีรัฐสั่งหยุดรับเงินไม่เกิน 90 วัน

  1. สินเชื่อฉุกเฉิน 10,000 บาทต่อราย วงเงินรวม 40,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน ไม่ต้องมีหลักประกัน
  2. สินเชื่อพิเศษ 50,000 บาทต่อราย วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 35% ต่อเดือน ต้องมีหลักประกัน
  3. ให้ Soft Loan กับสำนักงานธนานุเคราะห์ (โรงรับจำนำต่างๆ) วงเงิน 2,000 ล้านบาท เพื่อให้ปล่อยสินเชื่อ
  4. ยืดเวลาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาออกไปเป็นสิงหาคม 2563 จากก่อนหน้าที่เลื่อนไปอยู่ในเดือนมิถุนายน 2563 ทั้งนี้จะช่วยให้เม็ดเงินราว 21,000 ล้านบาท ยังอยู่กับคนไทย
  5. เพิ่มวงเงินหักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันสุขภาพเพิ่มขึ้นเป็น 25,000 บาทต่อราย จากเดิมที่ 15,000 บาท
  6. ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับค่าเสี่ยงภัยให้บุคลากรทางการแพทย์
  7. ฝึกอบรม เพิ่มทักษะ หรือจัดกิจกรรมเพื่อสังคม รวมถึงนักศึกษาที่ยังหางานไม่ได้ และขยายการฝึกอบรมผ่านภาคีเครือข่าย เช่น มูลนิธิโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กองทุนหมู่บ้าน และชุมชนเมือง กระทรวงอุดมศึกษาฯ เป็นต้น

โดยเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2563 เรื่อง มาตรการดูแล และเยียวยาแรงงานนอกระบบและผู้มีรายได้น้อยทที่ได้รับ ผลกระทบจากไวรัสโคโรนา สมาพันธ์แรงงานนอกระบบ ได้ส่งหนังสือเปิดผนึกถึง นายสุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงาน เพื่อให้หามาตรการสำหรับแรงงานนอกระบบ และผู้มีรายได้น้อยเพื่อบรรเทาผลกระทบจากไวรัส โคโรนา สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการที่ กระทรวงการคลัง เสนอเพื่อดูแล และเยียวยาผลกระทบจากไวรัส โคโรนา ต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งทางตรงทางอ้อม ระยะที่ 1 อันประกอบด้วยมาตรการทั้ง ด้านการเงิน ด้านภาษีและอื่น ๆ ซึ่ง มาตรการส่วนใหญ่เน้นการช่วยเหลือ เพื่อแบ่งเบาภาระต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการ ในขณะเดียวกัน กลุ่มแรงงานนอกระบบและผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากไวรัส โคโรนา ทั้ง โดยตรง และโดยอ้อม แรงงานเหล่านี้เป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระทำการผลิตอยู่ ตามบ้าน เป็นผู้ค้าหาบเร่แผงลอย ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง ผู้ขับรถรับจ้างสาธารณะ หมอนวด ช่างเสริม สวย ผู้ทำงานบริการ กิจการร้านอาหารขนาดเล็ก เกษตรกรรายย่อย และอื่นๆ ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 20 ล้านคน คนเหล่านี้ได้รับ ผลกระทบในการประกอบอาชีพ จากภาวะเศรษฐกิจถดถอย เช่นเดียวกับผู้ประกอบการอื่น ๆ แต่มีความสามารถในการรองรับปัญหาค่อนข้างจำกัด เพราะเป็นกลุ่ม คนที่หาเช้ากินค่ำ ไม่มีเงินออม กลับได้ ประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวน้อยมาก มาตรการต่างๆ ของภาครัฐที่จะมาช่วยดูแล และเยียวยาเศรษฐกิจของประเทศในภาวะวิกฤตนี้

จึงจำเป็นต้องครอบคลุม กลุ่มแรงงานนอกระบบและผู้มีรายได้น้อยเหล่านี้อย่างทั่วถึง เพื่อให้สามารถประกอบ อาชีพ และดา เนินชีวิตต่อไปได้รวมทั้งลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในสังคมไทย สมาพันธ์แรงงานนอกระบบ ประเทศไทยอันประกอบด้วยแรงงานนอกระบบอาชีพต่าง ๆ จึงใคร่ขอเสนอให้รัฐมีมาตรการดูแลและเยียวยา แรงงานนอกระบบและผู้มีรายได้น้อยในประเทศไทย

นายสมคิด  ด้วงเงิน ประธานสมาพันธ์แรงงานนอกระบบ  ประเทศไทย กล่าวว่า มาตรการสำหรับแรงงานนอกระบบ และผู้มีรายได้น้อย  เพื่อบรรเทาผลกระทบจากไวรัสโคโรนา นั้น สมาพันธ์แรงงานนอกระบบ (ประเทศไทย) มีข้อเสนอดังนี้

  1. มาตรการด้านการเงิน และภาษี

– ขอให้ปรับเงื่อนไขการเข้าถึงสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย รายจิ๋ว และผู้ประกอบอาชีพอิสระ เช่น ผู้ค้าหาบเร่แผงลอย  ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์และผู้ขับรถแท็กซี่รับจ้าง วงเงินสินเชื่อไม่เกินหนึ่งล้านบาท อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน2% และลดดอกเบี้ย ลงเหลือ 1% ในกรณีที่มีการรวมกลุ่มอาชีพ

– พักเงินต้น ลดดอกเบี้ยขยายเวลาชำระหนี้แก่ลูกหนี้ที่เป็นผู้ประกอบการรายย่อย รายจิ๋ว และผู้ประกอบอาชีพอิสระที่เป็นลูก หนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

– ขอให้รัฐบาลเจรจากับสถาบันการเงินเอกชนเพื่อผ่อนคลายการชำระคืนเงินกู้ และเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงินของผู้ประกอบการรายย่อย รายจิ๋ว และผู้ประกอบอาชีพอิสระ

– ลดภาษีมูลค่าเพิ่มลง 1 % เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของแรงงานนอกระบบและประชาชนทั่วไป

  1. มาตรการด้านการจ้างงาน

– ส่งเสริมการจ้างงานผู้ผลิตรายย่อย โดยจัดสรรโควตาไม่น้อยกว่า 30 % ของ การจัดซื้อจัดจ้าง ผลิตภัณฑ์ที่หน่วยงานรัฐต้องใช้ผ่านกลุ่มผู้ผลิต ซึ่งเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ เช่น กระเป๋าสัมมนา ของที่ระลึก ผ้าปิดจมูก เสื้อยืด รวมทั้งการจัดจ้างให้ทำงานบริการ หรือการจ้างแรงงาน แก่กลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ เช่นการขุดลอกท่อ การตัดแต่งกิ่งไม้หรืออื่น ๆ เป็นต้น

– มีมาตรการสนับสนุนการใช้สินค้าจากชุมชน สินค้า ที่ผลิตในประเทศ เช่น ส่งเสริมการแต่ง กายด้วยผ้าไทยอาทิตย์ละ 3 วัน นำอาหารแปรรูปจากกลุ่มผู้ผลิตมาจัดเป็นอาหารว่างของส่วนราชการ เป็นต้น

– คืนโอกาสในการประกอบอาชีพและพื้นที่ทำมาหากินให้แก่ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานรากสำคัญ เช่น หาบเร่แผงลอย พื้นที่จอดรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง โดยปรับมาตรการจัดระเบียบให้สามารถปฏิบัติได้จริงและเร่งด่วน

– สนับสนุนคูปอง เพื่อให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระ เช่น ผู้ค้าอาหารหาบเร่แผงลอย ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ รับ จ้าง และผู้ขับขี่รถยนต์รับจ้างสาธารณะ สามารถนา ไปซื้อ น้ำมันและแก๊สหุงต้มในราคาที่ได้รับการ สนับสนุน

  1. มาตรการด้านสุขภาพและและอื่นๆ

– จัดบริการรถเมล์ และรถไฟฟรี สำหรับประชาชนทุกคน

– ลดการเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ อันเกี่ยวข้องกับระบบการศึกษาของเยาวชนเพื่อลดภาระของผู้ปกครอง แม้ผู้ปกครองไม่มีค่าใช้จ่ายเรื่องค่าเทอมแล้ว แต่ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่ากิจกรรมพิเศษ ค่าเครื่องปรับอากาศ ค่าใช้คอมพิวเตอร์ เป็นต้น

– ลดดอกเบี้ยสถานธนานุเคราะห์เพื่อลดภาระ และช่วยเหลือประชาชนผู้เดือดร้อน

– แจกอุปกรณ์ป้องกันไวรัสโคโรนาให้กับแรงงานที่ให้บริการสาธารณะ และมีความเสี่ยงในการเป็นผู้รับเชื้อ และแพร่เชื้อ เช่นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง และผู้ขับรถแท็กซี่ เป็นต้น

  1.  มาตรการสำหรับผู้ประกันตนภายใต้ การประกันสังคมมาตรา 39 และมาตรา 40 

– ลดเงินสมทบเข้าสู่กองทุนประกันสังคมให้แก่ ผู้ประกันตนภายใต้มาตรา 39 และมาตรา 40 เช่น เดียวกับผู้ประกันตนในมาตรา 33

– มีมาตรการสินเชื่อสำหรับผู้ประกันตน ตามมาตรา 39 และมาตรา 40 เช่น เดียวกับที่ให้กับผู้ประกันตน ตามมาตรา 33 และผู้ประกอบการ

– ให้สิทธิประโยชน์กรณีชดเชยการขาดรายได้อันเนื่องมาจากการเจ็บป่วยของผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ที่ได้รับเชื้อไวรัส โคโรนา และไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามจริง โดยไม่นับรวมกับ สิทธิประโยชน์ เดิม ที่กำหนดให้ค่าชดเชยไว้ 30 วันต่อปี

นักสื่อสารแรงงาน รายงาน