มสพ.ร้องตำรวจให้ปลดโซ่ล่าม ชาลี แรงงานพม่าที่รักษาตัวในโรงพยาบาล

มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (มสพ.)  ได้เข้ายื่นหนังสือถึงผู้บังคับบัญชาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  เพื่อขอให้ปลดโซ่ล่ามนายชาลี ดียู แรงงานชาวพม่า ที่รับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ เนื่องจากได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีนายชาลี หรือชาลี ดียู เเรงงานข้ามชาติชาวพม่าซึ่งประสบอุบัติเหตุผนังปูนหล่นทับระหว่างการทำงานให้กับนายจ้างจนได้รับบาดเจ็บสาหัส สะโพกด้านซ้ายหัก ลำใส้ใหญ่เเตก อวัยวะในช่องท้องได้รับบาดเจ็บรุนแรง และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2554 โดยที่นายชาลีไม่มีเอกสารเเสดงตนใดๆ อีกทั้งนายจ้างและกองทุนเงินทดเเทนก็ไม่ยอมรับผิดชอบค่าใช่จ่ายต่างๆในการรักษาพยาบาล ทั้งในปัจจุบันก็ไม่สามารถติดตามตัวนายจ้างได้ แม้ทางโรงพยาบาลปทุมธานีจะได้ติดต่อหน่วยงานและสถานสงเคราะห์ต่าง ๆของรัฐ แต่ก็ไม่มีที่ใดยอมรับดูเเลนายชาลี โดยอ้างว่าเนื่องจากนายชาลีเป็นเเรงงานผิดกฎหมาย ทั้งๆที่นายชาลีได้แจ้งว่าตนเคยขึ้นทะเบียนเเรงงานต่างด้าวไว้แล้วเมื่อเดือนมกราคม 2553 แต่เนื่องจากนับตั้งแต่ประสบอุบัติเหตุเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2554 ก็พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลมาโดยตลอดและไม่ได้กลับไปที่พักอีก เอกสารประจำตัวต่างๆ ที่เก็บไว้ในที่พักซึ่งเช่าอยู่ก็สูญหายทั้งหมด  อีกทั้งยังถูกนายจ้างทอดทิ้ง จึงไม่ได้ต่อใบอนุญาตทำงานในช่วงวันที่ 20 มกราคม 2554 ที่ผ่านมา กระทั่งวันเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2554 โรงพยาบาลปทุมธานีได้เเจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาควบคุมตัวนายชาลีไปเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งๆที่ยังอยู่ในระหว่างการรักษาพยาบาลที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด นายชาลีจึงถูกจับกุมและนำตัวไปควบคุมไว้ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) กรุงเทพมหานคร เพื่อรอการส่งกลับไปยังประเทศพม่า อย่างไรก็ตามจากการเรียกร้องของมูลนิธิฯ สตม.จึงได้ส่งตัวนายชาลีไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลตำรวจ เนื่องจากอาการยังสาหัสและเสี่ยงต่อการติดเชื้อซึ่งสถานกักตัวของ สตม.ไม่สามารถดูเเลได้ และเมื่อเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ได้เข้าเยี่ยมนายชาลีเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2554 ได้พบว่านายชาลีถูกอายัดตัวอยู่ภายในห้องขังและถูกล่ามโซ่ไว้กับเตียงผู้ป่วยตลอดเวลา ไม่สามารถลุกจากเตียงใด้ ทั้งๆที่ข้อหาที่มีต่อนายชาลีเป็นเพียงความผิดเล็กน้อยเท่านั้น

จากกรณีดังกล่าว มูลนิธิฯ มีความห่วงใยเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อนายชาลี ทั้งการที่โรงพยาบาลแจ้งตำรวจ การควบคุมตัวโดยการล่ามโซ่นายชาลีไว้กับเตียงผู้ป่วย เและความพยายามในการผลักดันนายชาลีกลับประเทศพม่า เเม้ว่านายชาลีจะมีสภาพร่างกายที่ยังคงบาดเจ็บสาหัสต้องได้รับการรักษาเพื่อช่วยชีวิตไว้ เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ได้สอบถามเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งดูเเลนายชาลีอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ ได้รับเเจ้งว่าการล่ามโซ่เป็นการปฏิบัติตามระเบียบ ซึ่งมูลนิธิฯ เห็นว่าเป็นการกระทำเกินความจำเป็น ไร้มนุษยธรรม ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน ขัดต่อกฎหมาย และเสี่ยงต่ออันตรายถึงชีวิต มูลนิธิฯ จึงร้องเรียนมายังท่านดังต่อไปนี้

1. ขอให้ปลดโซ่นายชาลีทันที เนื่องจากนายชาลีมิได้กระทำผิดร้ายแรง มิได้อยู่ในสภาพที่จะสามารถหลบหนีได้ และการล่ามโซ่ผู้ป่วยนั้นยังเป็นการละเมิดต่อเสรีภาพในร่างกาย ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และมีลักษณะเป็นการทรมานซึ่งขัดต่อมาตรา 26 และมาตรา 31 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 ขัดต่อปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ทั้งนี้ ตามที่ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 1438/2552 เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2552 และประการสำคัญยังขัดต่อระเบียบและมาตรการปฏิบัติในการรับตัว    ควบคุม    ผู้ต้องหาหรือผู้ต้องกักต่างด้าว ตามคำสั่งกองบังคับอำนวยการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่    21  /   2545 ข้อ 4.3 ซึ่งระบุว่า “ห้ามใช้เครื่องพันธนาการแก่เด็กอายุต่ำกว่า   14   ปี   หรือหญิง    คนชรา    คนพิการ และคนเจ็บป่วย    ซึ่งไม่สามารถจะหลบหนีได้ด้วยกำลังตนเอง” ซึ่งกรณีของนายชาลี เป็นผู้ประสบอุบัติเหตุจากการทำงานจนได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณหน้าท้องมีเเผลผ่าตัดที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อในลักษณะที่ลำใส้ใหญ่ยังอยู่ด้านนอกผนังหน้าท้อง ไม่สามารถขับถ่ายได้อย่างปกติจึงต้องมีถุงรองรับของเสียจากร่างกายอยู่ด้านนอกติดกับ ลำใส้ใหญ่ กระดูกต้นขาขวาหักไม่สามารถเดินได้ซึ่งไม่ได้รับการรักษามาก่อน นายชาลีจึงเป็นผู้ป่วย มีสภาพร่างกายที่อ่อนเเอ ยังคงต้องอยู่ในความดูเเลของเเพทย์อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ห้องในโรงพยาบาลตำรวจที่นายชาลีได้รับการรักษายังมีลักษณะเป็นห้องขัง  นายชาลีจึงไม่สามารถหลบหนีได้ และมิได้เป็นบุคคลที่น่าจะทำอันตรายต่อผู้อื่น หรือเป็นบุคคลที่น่าจะพยายามหลบหนีการควบคุมแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องปฏิบัติตามระเบียบฯ ข้อ 4.3 ข้างต้น กล่าวคือ ห้ามใช้เครื่องพันธนาการกับนายชาลี  
นอกจากนี้นายชาลียังอยู่ระหว่างการใช้สิทธิเรียกร้องเงินทดเเทนในฐานะผู้เสียหาย ดังนั้นการควบคุมตัวอยู่ในโรงพยาบาลตำรวจจึงเพียงพอแล้วโดยไม่ต้องมีการจำตรวนหรือล่ามโซ่นายชาลี

2. ขอให้ดำเนินการตรวจสอบสถานะการจดทะเบียนเเรงงานและให้ปล่อยตัวนายชาลีจากการควบคุมตัวโดยทันที หากพบว่านายชาลีได้จดทะเบียนเเรงงานแล้ว แต่เนื่องจากประสบอุบัติเหตุเสียก่อนและถูกนายจ้างทอดทิ้ง จึงมิได้ดำเนินการต่อใบอนุญาตทำงาน นายชาลีจึงมิได้มีเจตนากระทำผิดต่อกฎหมาย แต่กลับเป็นผู้เสียหายจากการ กระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการละเมิดต่อกฎหมายโดยนายจ้าง และมีสิทธิตามกฎหมายในฐานะผู้เสียหายในคดีอาญาในการร้องทุกข์และได้รับการชดเชยตามความเหมาะสม    

ทั้งนี้ทางมูลนิธิได้มีการสำเนาข้อร่องเรียนถึงหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ นายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง นายเเพทย์ใหญ่ (สบ.8 ) โรงพยาบาลตำรวจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจังหวัดปทุมธานี ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเเห่งชาติ และประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ ซึ่งขณะนี้แหล่งข่าวรายงานว่าทางตำรวจได้ปลดโซ่ที่ล่ามนายชาลีออกแล้ว