พิษโควิด ทำขบวนการแรงงานไร้สิทธิเดินขบวน เสนอตั้งกองทุนประกันความเสี่ยง

ผู้นำแรงงานเสนอตั้งกองทุนประกันความเสี่ยง แก้ปัญหาวิกฤติผลกระทบจากโควิด-19 ส่งเสริมการจ้างงานที่มั่นคง –รัฐสวัสดิการเพื่อประชาชนทุกคน ด้านนักวิชาการชี้รัฐบาลต้องมองการแก้ปัญหาระยะยาวด้านการพัฒนาฝีมือแรงงาน การจ้างงาน สร้างระบบโครงข่ายรองรับทางสังคม

วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 ภาคีสังคมแรงงานสู่วิกฤตโควิด-19 ได้จัดวงเสวนาออนไลน์ เรื่อง “วันกรรมกรสากล ภายใต้มหันตภัยโควิด-19 : ปัญหาและข้อเสนอของขบวนการแรงงานไทย” โดยทางพิพิธภัณฑ์แรงงานไทยได้เชิญชวนเข้าชมนิทรรศการออนไลน์ ผ่านทางเว็บไซต์ https://thailabourmuseum.org และชวนชมภาพยนต์ เดินขบวนออนไลน์ “ย้อนรอยวันแรงงาน 25532562” อีกด้วย ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาดของไวรัสโคโรน่า (โควิด-19) ไปทั่วโลก และแต่ละประเทศก็มีมาตรการในการให้ทำงานที่บ้าน ห้ามรวมตัวรวมกลุ่ม รักษาระยะห่างทางสังคม แน่นอนว่า ส่งผลกระทบต่อสังคม และคนส่วนใหญ่ทั่วโลก ด้านการจ้างงาน การเลิกจ้าง ตกงาน และกิจกรรมทางประวัติศาสตร์อย่างวันกรรมกรสากล (MAYDAY) หรือวันแรงงานแห่งชาติ ที่ไม่อาจจัดการเดินรณรงค์รวมตัวเพื่อเสนอปัญหา และเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาแรงงานได้ ภาคีสังคมแรงงานสู่วิกฤตโควิด-19

นางสาวอำไพ วิวัฒนสถาปัตย์ ประธานสหภาพแรงงานวิงสแปนสัมพันธ์ กล่าวถึงสภาพปัญหา คนทำงานเกี่ยวเนื่องกับการบินว่า ช่วงนี้ได้รับผลกระทบอย่างมาก ซึ่งสายการบินจะมีคนทำงาน 2 กลุ่มหลัก คือ คนงานที่เป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งอาจไม่ได้รับผลกระทบมากหนัก มีการปรับเรื่องเวลาการทำงานน้อยลง ซึ่งทำงานอยู่ในบ้านเป็นส่วนใหญ่ และยังไม่มีการเลิกจ้าง สภาพการจ้างงานมีความมั่นคง

ส่วนกลุ่มที่สองคือ คนงานที่เป็นลูกจ้างเอกชนในสนามบิน ซึ่งกลุ่มนี้เป็นส่วนใหญ่ ที่เป็นลูกจ้างเหมาช่วง เหม่าค่าแรง ที่ส่งมาให้บริษัทที่ต้องการทำงานภายนอก เช่น สายการบิน หรือรัฐวิสาหกิจบางแห่ง ใช้แรงงานด้วยการจ่ายค่าแรงรายวัน ซึ่งคนงานได้รับผลกระทบ ประเด็นสำคัญนยจ้างบางรายบังคับให้ลูกจ้างต้องเขียนใบลาออก เป็นเจตนาหลีกเลี่ยงการเลิกจ้าง และการต้องจ่ายคาชดเชยตามกฎหมายด้วย โดยใช้สถานการณ์ช่วงโรคระบาดโควิด-19 ในการละเมิดสิทธิแรงงานและปฏิบัติต่อคนงานอย่างไร้มนุษยธรรม นายจ้างส่วนใหญ่ผลักภาระให้ไปรับเงินประกันสังคม ให้คนงานไปขึ้นทะเบียนประกันสังคม

สุดท้ายคนงานเหล่านี้ไม่สามารถเข้าถึงประกันสังคมได้ ด้วยนายจ้างบางรายไม่ยอมที่จะจัดการอะไรให้กับลูกจ้างเลย ให้ลูกจ้างดำเนินการเพียงฝ่ายเดียว รู้สึกเหมือนถูกลอยแพ ส่วนมาตร 33 ค้อนข้างจะมีปัญหาทั้งที่เราอยู่ในระบบ แต่กลับมีความล่าช้าในการดำเนินการ ประกันสังคมจะอ้างว่า นายจ้างยังไม่ได้ส่งบ้าง หรือลูกจ้างไม่มีสิทธิบ้าง เหมือนลูกจ้างไร้ความดูแล ขาดการเยียวยา ซึ่งใครๆหรือคนภายนอกจะมองว่าคนทำงานเกี่ยวกับสายการบินมีชีวิตที่ดี สวยหรู มีรายได้ที่มากมายมหาศาลมีความมั่นคงทุกอย่างมีสวัสดิการที่ดี  แต่ความจริงคือ แรงงานส่วนใหญ่เป็นแรงงานรายวันได้รับค่าจ้างขั้นต่ำ และต้องเปลี่ยนนายจ้างไปเรื่อยๆ ด้วยสัญญาจ้างเป็นสัญญาจ้างระยะสั้น เช่น 2 ปี หรือ 3 ปี สรุปคือเราไม่มีความมั่นคงในการทำงาน วันนี้มีการหยุดกิจการกันเป็นส่วนใหญ่ที่สุวรรณภูมิ บางบริษัทหยุด 2 เดือน หรือ 3 เดือน ซึ่งไม่รู้ว่า สถานการณ์จะกลับมาเหมือนเดิมเมื่อไร และการบินระหว่างประเทศจะกลับมาบินได้อีกเมื่อไร ตอนนี้ก็ขยายออกไปวันที่ 31 พฤษภาคม 2563 ซึ่งก็ต้องดูว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร

อยากให้รัฐบาลเข้ามาดูลแรงงานอย่างจริงจัง ในเรื่องการจ้างงาน ให้ลูกจ้างได้รับค่าจ้างที่มีมาตรฐาน และยกเลิกการจ้างงานสัญญาระยะสั้น ขอให้มาดูแลด้านสิทธิแรงงานให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายขั้นต่ำก็ยังดี เราอาจตกงานมากขึ้น บางบริษัทอาจลดขนาดองค์กรลง การจ้างงานที่น้อยลง ให้รัฐเข้ามาดูแลการสร้างอาชีพ การสร้างรายได้เป็นสิ่งที่ยั่งยืนมากกว่าการวานเงินแจก” นางสาวอำไพ กล่าว

นางธนัญภรณ์ สมบรม สหภาพแรงงานรอยัลปอร์ซเลน (RPC.)  กล่าวว่า นายจ้างใช้การปิดกิจการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2563 และขณะนี้ก็คงจะยาวถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2563 ซึ่งนายจ้างจ่ายค่าจ้างเพียง50% แทนที่จะให้ไปใช้ประกันสังคมด้วยเหตุสุดวิสัยรับค่าจ้าง 62% ด้วยการประกาศหยุดกิจการชั่วคราวนั้นตั้งแต่ก่อนมีมติคณะรัฐมนตรี หรือกฎกระทรวงแรงงาน โดยนายจ้างเองก็อ้างว่ามีกำลังจ่ายเพียง 50%เท่านั้น ซึ่งจะได้รับค่าจ้าง 75 % หรือไม่คงต้องรอขบวนการทางกฎหมายต่อไป

ตอนนี้ก็ยอมรับค่าจ้างในช่วงที่หยุดเพียง 50% การได้รับเงินแค่ 50% ก็ต้องมีผลกระทบแน่นอน กระทบเรื่องรายได้ ที่เคยได้รับเต็ม 100 เหลือเพียง 50% ซึ่งเงินที่จะใช้ในชีวิตประจำวันก็ไม่เพียงพอและเราก็ไม่สามารถที่จะไปใช้สิทธิประกันสังคมได้อีก เนื่องจากเรายังได้รับค่าจ้างจากนายจ้างอยู่ 50% ผลกระทบอีกอย่างคือความไม่มั่นคงในการทำงาน เนื่องจากบริษัทมีการจ้างงานแบบสัญญาจ้างรายปี ตอนนี้เมื่อไม่มีงานนายจ้างก็บอกเลิกสัญญา ไม่มีการต่อสัญญาจ้าง และให้ลูกจ้างกลุ่มนั้นไปใช้สิทธิประกันสังคมกรณีว่างงานแทน ซึ่งมาจากการจ้างงานที่ไม่มั่นคง ทำให้มีคนตกงานมากขึ้น ผลกระทบต่อมาคือเรื่องหนี้สินของสหกรณ์ออมทรัพย์ ตอนนี้คนงานที่มีหนี้ก็เพิ่มขึ้นอัตโนมัติ เพราะการที่ไปพักชำระหนี้ โอนบ้าน โอนรถ หากเราพักหนี้ทั้งต้น และดอกเขาก็จะมีการทบดอกที่พักไปเป็นต้นอีก ทำให้มีหนี้เพิ่มขึ้นแบบอัตโนมัติ

ผลกระทบที่เห็นของแรงงานในยุควิกฤตโควิด-19 ก็มีเรื่องของรายได้ที่หาย และความมั่นคงในการทำงาน ซึ่งการจ้างงานแบบสัญญาจ้างเป็นการใช้ช่องว่างของกฎหมายมาใช้ ซึ่งขบวนการแรงงานมีการเรียกร้องมาโดยตลอด เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาก็จะกระทบ การทำงานของสหภาพแรงงานก็ได้พยายามที่จะชี้แจงกับสมาชิกให้ทราบถึงข้อมูลที่นายจ้างมีการหยุดกิจการชั่วคราว เนื่องจากเป็นบริษัทผลิตเพื่อส่งออก 80% ลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ที่ยุโรป และอเมริกา ซึ่งคำสั่งซื้อลดลงอย่างเห็นได้ชัด และที่รับ 50% เพราะนายจ้างอ้างว่ามีกำลังจ่ายได้แค่นี้

การจ้างงานในอนาคตมีการปรับแน่นอน ปัญหาไม่ว่าจะเป็นโรคระบาด พิษเศรษฐกิจต่างๆ ทุกครั้งก็มากระทบที่แรงงานทุกครั้ง จึงอยากเสนอให้มีการตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงได้หรือไม่ ในยามที่นายทุนมีกำไรก็นำผลกำไรนั้นมาใส่ไว้ในกองทุน หรือว่า ก่อนที่จะตั้งโรงงานควรมีเงินสักก้อนมาลงไว้ในกองทุน หากว่า วิกฤติภายภาคหน้าลูกจ้างจะได้มีแหล่งเงินที่จะมาเยียวยา อยากให้สถานประกอบการมีการตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพด้วย เพื่อเป็นแหล่งเงินออมก้อนสุดท้าย หลังลูกจ้างเกษียณอายุ หรือออกจากงาน ควรกำหนดเป็นกฎหมายบังคับให้นายจ้างจัดให้มีทุกสถานประกอบการ ด้านการจ้างงานไม่ควรที่จะมีการจ้างงานที่ไม่มั่นคงไม่ว่า จะเป็นการจ้างงานเหมาค่าแรง หรือสัญญาจ้างปีต่อปี ที่ใช้ช่องของกฎหมายในการจ้าง ควรมีการจ้างงานเป็นประจำภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน อยากให้รัฐยกเว้นการเก็บภาษีเงินค่าชดเชย การเกษียณอายุ จากการเลิกจ้าง  เสนอให้ระบบประกันสังคม เจ้าหน้าที่ประกันสังคมปรับให้สอดคล้องกับสถานณ์การตอนนี้มีคนว่างงาน และต้องการที่จะยื่นรับสิทธิแต่ว่า ทำได้ยากในระบบอิเล็กทรอนิคส์” นางธนัญภรณ์ กล่าว

นางสาวธนพร วิจันทร์ ประธานกลุมบูรณาการแรงงานสตรี กล่าวว่า วันกรรมกรสากล (MAYDAY) หากไม่มีสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ผู้ใช้แรงงานทั่วโลกก็จะมีการออกมาเคลื่อนไหวเดินขบวนกัน เพื่อยื่นข้อเรียกร้อง และข้อเสนอแนะกับรัฐบาล ในประเทศไทยทุกปี การขับเคลื่อนก็มีการยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลมาหลายปี ล่าสุดการจ้างานที่ไม่มั่นคง ทั้งแรงงานหญิง แรงงานชาย แรงงานในระบบ แรงงานข้ามชาติ และแรงงานนอกระบบ แรงงานภาคบริการ ทุกคนต้องการความมั่นคงในการจ้างงาน

เมื่อสถานการณ์โควิด-19 เข้ามาทำให้คนงานถูกกระทำซ้ำ จากเดิมบอบช้ำด้วยปัญหาเศรษฐกิจมาแล้ว กรณีหุ่นยนต์จะมาแทนคน การนำAI มาทำงานแทนคน อาจมาดูว่าหลังโรคระบาดนี้ อาจควบคุมได้สถานการ์ดีขึ้น แต่ไม่รู้ว่า โครงสร้างการจ้างงานจะดีขึ้นหรือไม่ จะได้เข้าไปสู้การจ้างงานในระบบอุตสาหกรรมหรือไม่ ซึ่งต้องตั้งคำถามต่อรัฐบาลในฐานะผู้บริหารประเทศ และรัฐบาลมีหน้าที่ในการที่จะต้องมาดูแล หากมีการตกงานมากขึ้น แนวโน้มรัฐบาลจะมีมาตรการนโยบายอะไรที่มารองรับคนตกงานในอนาคต ซึ่งตัวเลขที่คาดการว่าอาจมีจำนวน 7 แสน หรืออาจเป็น 10 ล้านคนก็ได้ สิ่งที่ชัดคือกองทุนประกันการว่างงาน ถูกนำมาใช้จำนวนมาก ซึ่งต้องให้รัฐบาลที่เข้ามาดูแล

จากวิกฤติของแรงงานตั้งแต่ปี 2540 วิกฤติต้มยำกุ้ง จะเป็นแฮมเบอร์เกอร์ปี 2550 วิกฤติช่วงนั้นคนงานยังมีโอกาสในการรวมตัว ยังมีโอกาสที่จะส่งเสียงสะท้อนปัญหาสังคมให้เห็นสถานการณ์ปัญหามีอะไรบ้าง แต่จากการเกิดโรคระบาดนี้ ลูกจ้างไม่มีสิทธิที่จะออกมาบอกให้สังคม หรือรัฐบาลได้รู้ว่า พบเจอปัญหาอะไรอยู่บ้าง ไม่มีโอกาสในการรวมกลุ่มที่จะบอก ตอนนี้ถูกทำให้กระจาย และบางเรื่องถูกซุกไว้ใต้พรมบ้าง ไม่กล้าออกมาสื่อสารเพราะกลัวนายจ้างรู้หากนายจ้างรู้ก็อาจไม่ถูกเรียกกลับเข้าทำงานอีก คนงานกังวล ในการรวมตัว อำนาจต่อรองของสหภาพแรงงานก็ลดลงจากการถูกเลิกจ้างจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้จำนวนสมาชิกน้อยลง ซึ่งขบวนการแรงงานเองก็จะต้องปรับตัวเรื่องการรวมกลุ่มว่า จะเป็นรูปแบบใดในอนาคต

แน่นอนว่า สถานการณ์โควิด-19 ผ่านไปโครงสร้างการผลิตของนายจ้างอาจเปลี่ยนไป ตอนนี้ work from home นายจ้างอาจมองว่า งานบางงานสามารถทำที่บ้านก็ได้ บริษัทอาจไม่ต้องรับผิดชอบอะไรหรือไม่ในอนาคต  ยิ่งเป็นการรับจ้างทำของยิ่งจะไม่มั่นคงในการทำงานในอนาคต จึงต้องส่งเสียงถึงรัฐบาลว่า การจ้างงานในอนาคตมาตรการของรัฐในการเยียวยาต่างๆขาดกระบวนการการมีส่วนร่วมของคนที่ได้รับผลกระทบ อย่างเช่น ประกาศกฎกระทรวงที่ออกมาทำให้นายจ้างฉกฉวยโอกาสผลักให้ลูกจ้างไปใช้ประกันสังคมทั้งหมด มาตรการเยียวยาต่างๆที่ออกมาต้องมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย เพื่อให้ได้รับการดูแลครอบคลุมทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ใช้ระบบประชาธปไตยให้ผู้มีส่วนได้เสียเข้ามาแสดงความคิดเห็น เพื่อให้เห็นว่า การออกกฎระเบียบกติกาแบบนี้ผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไรบ้าง

มาตรการเยียวยา วันนี้ไม่ใช่เฉพาะแรงงาน ไม่ว่า จะเป็นเด็ก คนชรา คนพิการแรงงานในระบบ นอกระบบทุกคนต้องการได้รับการเยียวยาทั้งหมด รัฐบาลอาจมองว่าจะนำงบประมาณที่ไหน เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบ หากบริหารไม่ได้ก็ควรจะออกไป ต้องยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ วันนี้สถานการณ์ประเทศต้องฟังเสียงกัน ต้องเกิดกระบวนการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นและแก้ปัญหาตรงจุด หากวันนี้เงินประกันว่างงานหมดรัฐบาลจะนำเงินที่ไหนมา ต้องยอมรับว่าเงินประกันสังคมที่สมทบกันมาทั้งฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้างฝ่ายละ 5 % รัฐบาลจ่ายเพียง 2.75% แต่รวบอำนาจการบริหารทั้งหมด ซึ่งควรมีการปฏิรูประบบให้มีส่วนร่วม และขบวนการแรงงานก็เรียกร้องตลอดมาว่าประกันสังคมต้องเป็นองค์กรอิสระ ต้องตรวจสอบได้ มีความโปร่งใส ทันต่อสถานการณ์แก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่ใช้ระบบราชการ

ปัญหาในอนาคตที่คนตกงานในอนาคตที่ถูกปิดงาน จะถูกเรียกกลับเข้าทำงานเท่าไร รัฐบาลเนื่องในวันแรงงาน วันกรรมกรสากล หากวันนี้ แรงงานไม่มีเงิน ไม่มีอำนาจซื้อเศรษฐกิจก็จะเสียหาย ด้วยนักลงทุนก็ไม่มีการลงทุนก็จะทำให้ผสถานการณ์เศรษฐกิจย่ำแย่ลงไป  คนกล่าวถึง การกลับไปทำการเกษตร แต่ที่ดินตรงไหน รัฐบาลต้องสนับสนุนในการจัดสรรที่ดินให้หรือไม่ จะมีระบบน้ำ ระบบปุ๋ยให้เขาได้ใช้ในราคาที่ถูกหรือไม่ วิกฤติแต่ละครั้งรัฐก็อุ้มนายทุนมากกว่า

อยากเห็นกระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้ามาทำงานร่วมกัน รวมทั้งกระทรวงสาธารณะสุขที่ควรมีการบูณราการทำงานร่วมกัน กระทรวงแรงงาน กับกระทรวงพัฒนาสังคมฯ ควรทำงานใกล้ชิดกันมากขึ้น ซึ่งเป็นกระทรวงที่ดูแลคนส่วนใหญ่ของประเทศทั้ง แรงงาน ผู้สูงอายุ เด็ก ผู้หญิง ตอนนี้มีการเรียกร้องให้ดูแลเด็ก ด้วยเงินอุดหนุนถ้วนหน้า ทุกคนทุกครอบครัวมีข้าวกิน หรือไม่เด็กมีนมกินหรือไม่ ตอนนี้แรงงานซึ่งเป็นพ่อแม่ได้รับผลกระทบถูกให้ออกจากงาน ลดค่าจ้างแบบแนบเนียน และนายจ้างทำได้ชอบธรรมอีก ทุกคนเห็นใจนายจ้างว่า เขาอยู่ไม่ได้ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ ถามว่า จริงหรือ กระทรวงแรงงานต้องมีมาตรการที่ชัดเจนเข้าไปดูแลตรวจสอบด้วย เนื่องจากตอนนี้สหภาพแรงงาน หรือองค์กรแรงงานก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก ด้วยสถานการณ์โควิด-19 เห็นด้วยการจัดเก็บภาษีซึ่งภาษีตอนนี้ที่เก็บได้คือVAT ที่คนจนจ่ายและถูกหัก จึงขอเรียกร้องให้เก็บภาษีมรดก” นางสาวธนพร กล่าว

รศ.ดร.กิริยา กุลกลการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า จริงแล้วโลกเปลี่ยนไปแล้ว อยากชวนให้มามองว่า เราเรียนรู้อะไรบ้างในสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งเราเรียนรู้อย่างน้อย 3 เรื่องด้วยกัน เรื่องแรกเรารู้ว่า การออมมีความสำคัญ ดูว่า หากเราไม่มีรายได้1-2 เดือน เราอยู่ได้หรือไม่ ตอนนี้หลายคนขาดรายได้ไปเรามีเงินออมพอที่จะใช้ในตอนนนี้หรือไม่ หนึ่งเดือน สองเดือน หรือหนึ่งสัปดาห์ หรือคนหาเช้ากินค่ำอาจไม่มีเลย ซึ่งต้องมาดูว่า ตัวคนงานเองมีความฟุ่มเฟือย หรือไม่มีความพยายามหารายได้ หรือลดค่าใช้จ่ายหรือไม่ พี่น้องแรงงานบางท่านอาจยังใช้จ่ายฟุ่มเฟือยอยู่อยากให้วางแผนการเงินคิดไปยาวๆหากไม่มีงานทำเกษียณอายุแล้ว เราวางแผนเงินในอนาคตหรือยัง กลไกภาครัฐก็มีการออมผ่านทางกอช.(กองทุนการออมแห่งชาติ) อีกอันเป็นประกันสังคม ซึ่งต้องส่งเงินสมทบ ทั้งแรงงานในระบบ นอกระบบ มาตรา 33 มาตรา 39 หรือมาตรา 40 ส่งสมทบจะเป็น 100 บาทหรือ 300 บาท ตามกฎหมายกำหนดให้ส่ง เพื่อจะได้มีเงินเมื่อเจ็บป่วยเข้ารักษาพยาบาล

มาดูโครงสร้างเงินไม่พอในการใช้จ่ายจะมาออมได้อย่างไร ซึ่งต้องรับผิดชอบครอบครัวภาระมากมาย ซึ่งภาครัฐต้องมีการช่วย เพื่อเพิ่มโอกาสให้แรงงานหารายได้ ให้กับประชาชนอย่างทัดเทียม ซึ่งก็ต้องอาศัยให้ขบวนแรงงานเข้าไปตรวจสอบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ซึ่งตั้งแต่เด็กเลย คือ ต้องได้รับการศึกษาที่ทัดเทียมกัน เพื่อให้เป็นแรงงานที่มีคุณภาพ การกู้เงินต่างๆต้องสามารถเข้าถึงได้ไม่ใช่ปล่อยให้กู้นอกระบบอัตราดอกเบี้ยแพงต้องหากลวิธีต่างๆ ต้องไม่มีการทุจริต ให้โอกาสทุกคนทัดเทียมเท่าเทียมกัน ไม่มีการผูกขาด ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ภาครัฐต้องเข้าไปปรับเพื่อให้ผู้ใช้แรงงานมีโอกาสในการหารายได้ เป็นโจทย์ใหญ่ที่สามารถทำด้วยกันได้

อันที่สอง การที่ภาครัฐมีความซักช้าในการเยียวยาด้วยภาครัฐมีงบประมาณจำกัด และอยากช่วยคนที่ต้องการก่อน ปัญหาคือว่า เขาไม่รู้ว่า อยู่ที่ไหน ไม่แน่ใจ จึงทำให้การเยียวยาช้า คนลำบากมาก จนเป็นฟางเส้นสุดท้ายอาจคิดสั้น ปัญหาที่ช้า ตรงนี้รัฐต้องมีการพัฒนาฐานข้อมูลให้ทันสมัยแต่ละกระทรวงการที่จะข้อมูลต่างๆ ที่มีแต่ละกระทรวงนั้นล้าสมัยแล้ว ไม่ได้เข้าว่า อาชีพของผู้มีรายได้น้อยมีหลายอาชีพไม่ใช่เกษตรกรอย่างเดียว ยังมีอาชีพรับจ้างเล็กๆน้อยๆตรงนี้รัฐบาลต้องเข้าใจและพัฒนาข้อมูลให้ทันสมัยด้วยรัฐบาลมีเทคโนโลยีต่างๆที่สามารถจะทำได้ และแรงงานเองก็ต้องให้ความร่วมมือ ยอมที่จะให้ข้อมูลต่างๆ เข้าระบบไปกรอกภาษีก็ได้ ซึ่งก็ไม่ได้หมายถึงการจ่ายภาษี เช่นกรอกเพราะเรามีรายได้น้อยรัฐบาลจะได้อุดหนุน เหมือนในต่างประเทศ สามารถขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐได้หากมีรายได้น้อย ไม่ใช่โจทย์ที่ว่า ใครจ่ายภาษีถึงได้รับการช่วยเหลือไม่จ่ายภาษีก็สามารถได้รับการเงินอุดหนุนได้ เป็นลักษณะปันทุกข์ปันสุขกัน

อันสุดท้ายควรมีระบบอัตโนมัติในการช่วยเหลือเมื่อเกิดวิกฤติได้ โซเซียลเซฟตี้เน็ท ระบบโครงข่ายรองรับทางสังคมเพื่อไม่ให้คนร่วงหล่นออกไป เพื่อที่จะให้รัฐเข้ามาดูแลได้ เมื่อดครงข่ายนั้นไม่รองรับ อย่างที่เห็นระบบสวัสดิการเช่นบัตรทองอย่างการที่เกิดโควิด-19 หากไม่มีระบบบัตรทองเข้ามารองรับคงจะโกลาหล วิกฤติมากกว่านี้ เพราะป่วยเป็นโควิด-19 ไม่มีเงินไปรักษา ค่ารักษา 2-3 แสนหรืออาจมากกว่านี้ ตอนนี้ไม่ต้องกังวลมีการรักษาภายใต้ระบบสวัสดิการทั้งประกันสังคม และบัตรทอง เรามีบัตรคนจน บัตรทอง และประกันสังคม แต่ว่าระบบประกันสังคมมาตรา 33 ยังล่าช้ามาก ซึ่งอาจต้องมีการปฏิรูปดึงออกมาจากภาครัฐให้เป็นองค์กรอิสระ เพื่อให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพ การปฏิรูปก็ต้องดูว่าตอนนี้ขาดกลุ่มไหนไปบ้างซึ่งต้องปฏิรูป มีการกล่าวถึงคนไม่มีรายได้ มีการกล่าวถึงรายได้พื้นฐาน ที่ทั่วหน้า หรือการแจกเงินเลย ก็มีคนออกมาบอกว่าเราไม่มีเงินจะใช้ระบบสวัสดิการแบบแสกนดิเนเวีย สวีเดนได้อย่างไร ซึ่งคิดว่า ตรงนี้ต้องมีการปฏิรูประบบภาษีด้วย ตอนนี้ฐานภาษีมีคนจ่ายภาษีน้อย มีคนหลบเลี่ยงภาษีจำนวนมากต้องมีการปรับระบบให้ดีขึ้น หากปรับระบบภาษีได้สถานการณ์ทางการสวัสดิการก็จะดีขึ้น

ช่วงโควิด-19ว่า เป็นเรื่องยากแล้วหลังโควิด-19 คิดว่า น่าจะยากกว่านี้ ซึ่งคงต้องพูดคุยเรื่องการฟื้นฟูกัน และจะฟื้นฟูอย่างไร เนื่องจากก่อนหน้าที่เรามีเรื่องปัญหาทางเศรษฐกิจอยู่ก่อนแล้ว เศรษฐกิจเติบโตช้า แล้วมีความพยายามที่จะนำเครื่องจักรมาทดแทนคน มีการลดการจ้างงานด้วยวิธีต่างๆ หลังการระบาดของโควิด-19 นายจ้างต้องมีการปรับเปลี่ยนแน่นอนโลกจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว จึงอยากชวนให้มองไปไกลกว่าการเยียวยาได้หรือไม่ ซึ่งกระทรวงแรงงานมีการออก เรื่องการปรับทักษะต่างๆ แต่ไม่มีใครกล่าวถึง หรือสนใจมากหนัก ซึ่งอยากเสนอว่า การแจกเงินของรัฐบาลเปลี่ยนเป็นการจ่ายให้แรงงานไปเรียนได้หรือไม่ นอกเหนือจากการจ่าย เพื่อการจ้างงานแบบการไปทำงานให้กับภาครัฐเป็นการจ่ายเพื่อให้เขาไปเรียน เพื่อปรับทักษะป้อนเข้าสู่ตลาดการจ้างงานEECก็ได้ ซึ่งตอนนี้ที่ยังไม่รวดเร็วยังไม่มา เพราะเรายังขาดคนที่มีทักษะ การที่จะให้เขาไปภาคเกษตรก็ต้องมีนโยบาย จะให้ไปเป็นเกษตรพอเพียงนั้นมองว่าไม่ง่าย ภาครัฐต้องเตรียมให้เขาเป็นผู้ประกอบการ เพราะเกษตรกรคือผู้ประกอบการต้องมีการปรับวิธีคิดให้ในเชิงการตลาด นอกเหนือจากเทคโนโลยีทางภาคเกษตร

“แนวโน้มการจ้างงานนอกระบบมากขึ้นการจ้างงานแบบประจำคงน้อยลง ซึ่งอาจเกิดแรงงานนอกระบบสายพันธุ์ใหม่ หรืออุบัติใหม่ ซึ่งระบบประกันสังคม หากไม่มีการจ้างงาน ในระบบประกันสังคมมาตรา 33 จะคุ้มครองคนน้อยลงเรื่อยในอนาคต ฉะนั้นการจ้างงานมีแนวโน้มในการจ้างงานที่ไม่มั่นคงลงเรื่อย เมื่อนายจ้างจะไม่ได้รับผิดชอบอะไรในส่วนกลางจะสร้างกลไกอะไรที่ให้แรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบประกันสังคมเพื่อให้เกิดความเสี่ยงน้อยลง ทำให้เกิดเสถียรภาพความมั่นคงมากขึ้น หรือการประกันสังคม รูปแบบใหม่ที่แยกออกมาจากในระบบ เป็นกองทุนนอกระบบ” รศ.ดร.กิริยา กล่าว

รศ.ดร.กิริยา กล่าวอีกว่า ด้วยแต่ละคนแต่กละกลุ่มมีความเสียงไม่เท่ากัน ในอนาคตเทรนที่จะอยู่ในระบบนั้นยากมาก การจ้างงานแบบเดิมๆเป็นบริษัท ลูกจ้าง นายจ้างแบบเดิมๆ แนวโน้มจะเป็นแรงงานนอกระบบมากขึ้นจะไม่มีนายจ้างชัดเจน จะเป็นแบบรับจ้างทำของมากขึ้น อาจต้องคิดระบบสวัสดิการใหม่ที่เข้ามารองรับคนกลุ่มนี้ อีกหนึ่งคือ บทบาทสหภาพแรงงานภายในวิกฤติอันนี้จะเห็นประโยชน์ของภาคีเครือข่ายแรงงานที่จะเข้ามายึดโยงต่อเชื่อมระหว่างตัวเล็กตัวน้อยเพื่อให้มีปากมีเสียงเข้าถึงนโยบาย แม้ว่า แรงงานนอกระบบไม่สามารถที่จะมีสหภาพแรงงาน แต่ก็สามารถยึดโยงเครือข่ายของคนนอกระบบที่มีอาชีพคล้ายๆกัน จึงชวนคิดต่อ เรื่องสหภาพแรงงานด้วย จำเป็นที่ต้องผูกโยงกันไว้รวบรวมข้อมูลต่างๆเข้าร่วมกันอย่างแท้จริง เพราะการที่จะรวมตัวกันมันยาก แล้วการที่จะทำให้คนในสังคมเข้าใจก็ยากเนื่องจากเขาไม่ได้ประสบเหมือนพวกเรา จึงฝากไว้ว่าเครือข่ายต้องเข้มแข็ง หาข้อมูลและนำเสนอร่วมกัน เพื่อสร้างความเข้มแข็ง

ทั้งนี้ ผู้นำแรงงาน ร่วมแสดงความคิดเห็นและนำเสนอ พร้อมข้อเสนอของขบวนการแรงงาน
นายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์(สรส.) กล่าวว่า สรส. และคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ได้มีการร่วมกันจัดกิจกรรมวันกรรมกรสากล เพื่อแถลงจุดยืนร่วมกัน ซึ่งมีการแถลงถึงแรงงานในระบบ แรงงานนอกระบบ แรงงานข้ามชาติ เกษตรกร และแรงงานในภาคส่วนของรัฐวิสาหกิจ ลูกจ้างภาครัฐ ในสถานการเฉพาะหน้า มีประเด็นให้รัฐให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 ว่า ด้วยการคุ้มครองสิทธิการจัดตั้งสหภาพแรงงาน และคุ้มครองการเจรจาต่อรอง การตัดสิทธิทางการค้า GSP และการลงทุนEEC รถไฟฟ้าเชื่อม 3 สนามบิน เป็นข้อเสนอเฉพาะหน้าที่เสนอต่อรัฐบาลเข้าไป ซึ่งก็มีหลายประเด็นที่แถลงเสนอต่อรัฐบาล ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ซึ่งกำลังแพร่กระจายระบาดอยู่ ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไร ซึ่งทำให้มีการตกงาน ว่างงานจำนวนมาก จึงมีข้อเสนอครอบคลุมทุกกลุ่มด้วย

การตั้งกองทุนประกันความเสี่ยง ซึ่งมีการเสนอมากแล้ว ท่ามกลางก็มีกองทุนที่มีอยู่หลายกองทุน ทั้งแรงงานในระบบ แรงงานข้ามชาติ แรงงานนอกระบบ และกองทุนด้านความปลอดภัย กองทุนเงินทดแทน กองทุนประกันสังคม แต่กองทุนประกันความเสี่ยงเป็นกองทุนที่เสนอมานาน เพราะไม่แน่ใจในกลุ่มทุนที่มาลงทุนทั้งทุนไทย และต่างชาติจะมีมาตรฐานด้านศิลธรรม ที่จะเคารพกฎหมายของประเทศไทย” นายสาวิทย์ กล่าว

นายสาวิทย์ กล่าวอีกว่า นานมาแล้วเราก็จตะเห็นนายทุนหิ้วกระเป๋ามาใบเดียว ลงทุนขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐ พอมีกำไรสูงสุดก็หอบเงินกำไรทิ้งคนงาน ทิ้งโรงงาน ไม่จ่ายค่าชดเชย หากเรารอให้เขียนคำร้องคร.7 เพื่อรับเงินสงเคราะห์ลูกจ้าง ซึ่งตอนนี้ได้เพียง 2 เดือน ก็ต้องชดใช้เงินคืนซึ่งไม่เพียงพอต่อการยังชีพของคนงาน ซึ่งกว่าจะกลับเข้าสู่อาชีพงาน ซึ่งมีทั้งเข้าได้ และเข้าทำงานไม่ได้ ซึ่งจะปล่อยให้คนเหล่านี้เผชิญชะตากรรม ดังนั้นเพื่อให้เป็นหลักประกันคนทำงานทั้งหลายว่า หากถูกปลดออกจากงานที่นายจ้างไม่รับผิด และกลไกรัฐที่จะมาจี้บังคับนายจ้างได้ ก็ให้นำเงินกองทุนมาใช้ในการช่วยเหลือลูกจ้างได้ตามรูปแบบที่กำหนดไว้ ตามมาตรฐานที่กำไหนดไว้ การบริหารจัดการก็มาดูว่า จะเป็นระบบไตรภาคี หรือจตุภาคีก็มากำหนดกัน เงินก็มาแบบประกันสังคม หลักๆมาจากนายจ้าง เราคืนได้สมมติ หลักประกันหาก 10 ปีไม่มีการปลดออกเลิกจ้าง ก็คืนเงินไปพร้อมดอกเบี้ย เพราะกองทุนนี้ เมื่อมารวมไว้ก็สามารถหาดอกหาผลได้ แล้วก็เริ่มเก็บใหม่เพื่อเป็นหลักประกันในอนาคตให้กับลูกจ้าง เงินนี้หากนายจ้างประพฤติตนดีไม่เคยกลั่นแกล้งลูกจ้าง ก็จะคืนให้พร้อมดอกพร้อมผล หรือความเป็นไปได้หากเงินกองทุนนี้มีเงินมากนายจ้างก็อาจมากู้ได้ มีดอกมีผลเป็นต้น ซึ่งมีรูปแบบวิถีการบริหารจัดการซึ่งเชื่อว่าทำได้ และกระทรวงแรงงานก็บริหารง่าย และเงินกองทุนนี้ไม่ได้อยู่ในกระเป๋าใครถือเป็นกองทุน เว้นแต่บริษัทนั้นบริหารแบบไม่ชอบเราก็ริบเงินตรงนี้ เพื่อมาจ่ายให้ลูกจ้างก่อน อย่างค่าชดเชยหากนายจ้างยังมีทรัพย์สินเราก็ขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาใส่ในกองทุน ก็คล้ายกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง แต่จะเป็นกองทุนที่ใหญ่กว่า และมีความสำคัญมากกว่า

นายมานิตย์ พรหมการีย์กุล ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า กองทุนประกันความเสี่ยงที่ภาคีสังคมแรงงานสู้ภัยโควิด-19 เสนอไว้ในการเยียวยาดูแลผู้ใช้แรงงานที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติต่างๆอย่าลืมว่าปัจจุบันนี้ แม้แต่อดีตที่ผ่านมาการเลิกจ้าง การบังคับให้ออก บางครั้งนายจ้างมาลงทุนหิ้วกระเป๋าใบเดียวมาแล้วหิ้วกำไรกลับประเทศไป เป็นร้อย เป็นพันกว่าคนไม่ได้รับค่าจ้าง และเงินค่าชดเชย ตามพรบ.คุ้มครองแรงงาน 2541 เลยต้องมีกองุทนนี้ เพื่อนำมาเพื่อการใช้ในการเยียวยาดูแล การที่จะนำคนที่ลำบากอยู่แล้ว ไปฟ้องร้องเข้าขบวนการยุตธรรมนั้นก็เป็นไปตามระบบอยู่แล้ว แต่กว่าจะถึงขั้นตอนการจ่ายเงินใช้ระยะเวลายาวนาน ต้องทำให้ศาลแรงงานรวดเร็วและเป็นธรรมอย่างแท้จริง และระบบของศาลยังให้นายจ้างอุทธรณ์ได้จนถึงชั้นฎีกาอีกซึ่งทำให้ใช้ระยะเวลานาน

หากมีกองทุนประกันความเสี่ยงก็สามารถที่จะเบิกจ่ายให้ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบได้เลย เงินนั้นสามารถนำมาบริหารจัดการได้ ทั้งจากกระทรวงแรงงาน ซึ่งมีเงินอยู่หลายก้อนในช่วงนี้อาจนำเงินเข้ามาเป็นก้อนแรกเพื่อตั้งกองทุน ส่วนของนายจ้าง ลูกจ้างก็ต้องช่วยกันออกหรือไม่เหมือนกับประกันสังคม 3 ฝ่าย เงินตัวนี้การบริหารจัดการที่เป็นอิสระ เป็นกลางไม่อยากให้เป็นเหมือนหลายกองที่บริหารแบบราชการทำให้ล่าช้า ส่วนมากการใช้จ่ายหรือการเยียวยาต้องผ่านฝ่ายการเมือง แม้แต่ประกันสังคมเอง กฎกระทรวง จากครม.ที่มีคำสั่งมาวันที่ 24 มีนาคม แล้วให้บอร์ดประกันสังคมมามีมติ และออกเป็นกฎกระทรวงเพื่อช่วยเหลือคนงาน โดยบรรจุเหตุสุวิสัยเข้าไป ด้วยทำให้วุ่นวายกันถึงตอนนี้ การที่จะเสนอให้ตั้งกองทุนประกันความเสี่ยง เชื่อว่า ผู้นำแรงงานทุกคนเห็นด้วย

อย่าลืมว่า คนงานมีทั้งจ้างแบบรายวัน แบบชั่วคราวตลอดกาล มีค่าจ้างที่เกินค่าแรงขั้นต่ำไม่เท่าไร บางอาชีพอย่างก่อสร้าง สิ่งทอนี้เป็นลูกจ้างที่มีค่าจ้างไม่ถึงหมื่นบาท ด้วยอาชีพเหล่านี้ไม่มีโครงสร้างเงินเดือน ที่จะให้เขามีความมั่นคงทางรายได้ในครอบครัวได้ และกลุ่มนี้เวลาถูกเลิกจ้างนายจ้างก็ไม่จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน หากมีกองทุนประกันความเสี่ยงก็นำมาจ่ายให้คนงานได้ก่อน แล้วจะไปฟ้องไล่บี้กับนายจ้างก็ว่ากันไปตามกฎหมายแรงงาน” นายมานิตย์กล่าว

นายมานิตย์ ยังกล่าวอีกว่า ปัญหาโควิด-19 ที่รัฐบาลทำเป็นการเยียวยาเฉพาะหน้า 3 เดือน แต่เท่าที่ติดตามการวิเคราะห์ของนักวิชาการ ทั้งหมอ และรัฐบาล ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โควิดจะยังอยู่กับเราอีก 2-3 ปี เศรษฐกิจจะฟื้นตัวอีก 5ปี แล้วคนไทยจะอยู่อย่างไร ด้วยได้รับผลกระทบแบบถ้วนหน้าไม่ว่า เด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ รัฐบาลควรดูแลคนทั้งประเทศตั้งแต่เด็กถึงผู้สูงอายุ ส่วนเงิน 5 พันบาทในอนาคตจะพอหรือไม่พอ ก็ค่อยมาดูกัน แต่ทุกคนควรได้รับการเยี่ยวยา เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น อย่างที่เห็นกระทรวงการคลังมีคนไปทุกวันวันละจำนวนมาก เพื่อให้ทั่วถึงรัฐบาลควรให้กับทุกคนในการเยียวยาระยะสั้น ส่วนระยะยาว รัฐบาล หรือว่าเจ้าหน้าที่ภาครัฐได้ไปเรียนรู้ในต่างประเทศมาแต่ว่า ไม่ได้นำประสบการณ์มาใช้กับการพัฒนาประเทศไทยเลย “ระยะยาวต้องมีรัฐสวัสดิการทั่วหน้าตั้งแต่เกิดจนถึงเชิงตระกอน”  อย่างประเทศฟินแลนด์ที่มีการให้การศึกษาตั้งแต่เด็กจนจบปริญญาตรี หากไม่มีงานทำต้องเรียนทั้งวิชาการ หรือวิชาชีพ และออกไปต้องมีงานทำ หากไม่มีงานทำรัฐบาลต้องดูแล ซึ่งงบประมาณในประเทศไทยมีจำนวนมาก งบประมาณในส่วนที่ไม่จำเป็นให้ตัดออก เพื่อการจัดสวัสดิการให้กับชาวไร่ ชาวนา ลูกหลานที่ไร้ฝีมือรายได้เขาไม่มีพอที่จะส่งลูกหลานให้เรียนจบปริญญาตรีได้ เพราะรายได้เขาแค่ประทังชีวิต ก็ต้องทำงานล่วงเวลาถึงจะมีพอกิน การที่จะให้ลูกได้มีการศึกษาจบปริญญาตรีนั้นยากมาก หน้าที่รัฐบาลที่จะให้ลูกได้รับการดูแลจนจบปริญญาตรีและให้มีงานทำ ตอนนี้มีปัญหาโควิด-19 ต้องใช้ให้เป็นโอกาสเพื่อให้คนไทยทุกคนที่จะจบการศึกษาอีกราว 3 แสนคนออกมาไม่มีงานทำ เรื่องประกันสังคม ระบบราชการอาจล่าช้า อยากให้เป็นองค์กรอิสระเพื่อให้เกิดความคล่องตัว  เพื่อที่จะได้มองถึงสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนได้เต็มที่ หลังวิกฤติโควิด-19 ถือเป็นโอกาสจัดระบบสวัสดิการใหม่ให้มีรัฐสวัสดิการสำหรับประชาชน และปฏิรูประบบประกันสังคมให้เป็นองค์กรอิสระ

นางสาวธนพร วิจันทร์ ประธานกลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี กล่าวเสริมว่า กองทุนประกันความเสี่ยง เงินที่ส่งเข้ากองทุนควรมาจากนายจ้างฝ่ายเดียว ด้วยลูกจ้างทำงานให้กับนายจ้างรัฐเองก็ส่งเสริมให้นายจ้างพอสมควร โดยเฉพาะทุนขนาดใหญ่มีทั้ง BOI ที่ให้สิทธิพิเศษพอสมควร เรื่องภาษีอีก และยังมีอีกหลายกรณี ซึ่งเงินเข้ากองทุนอาจเก็บจากกำไรที่นายจ้างได้ กี่เปอร์เซ็นต์ก็ว่ากันไปตามที่กำหนด เพื่อส่งเงินเข้ากองทุนนี้ เมื่อมีเหตุการณ์แบบนี้ก็นำเงินเข้าไปจ่าย และกองทุนนี้เป็นกองทุนรวมที่จะมาจ่ายให้กับลูกจ้างหากได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงต่างๆ

ตอนนี้อาจต้องมาดูเรื่องการมีกินของประชาชน และการมีงานทำของแรงงาน หากคนตกงานมากขึ้น และไม่มีงานทำการสร้างงานรัฐบาลมีนโยบายอย่างไร หากปล่อยให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานอย่างเดียวก็คงไปไม่รอด เพราะเราเห็นแนวทางการแก้ไขปัญหาหลายครั้งแต่ ไม่สามารถตอบโจทย์ให้คนมีงานทำได้จริง วันนี้นักศึกษาที่จะจบออกมา เขาต้องมีงานทำ ซึ่งไม่ใช่เรียนจบมาไม่มีงานทำ รัฐบาลจะแก้ไขปัญหนี้อย่างไร คนที่จบมาจะมีงานทำ หรือปรับการศึกษาอย่างไรให้คนจบมามีงานทำ สุดท้ายเรื่องรัฐสวัสดิการในฐานะประชาชนรัฐบาลต้องมองและเริ่มที่จะมีการจัดให้มีระบบรัฐสวัสดิการแบบถ้วนหน้าให้กับคนในสังคมไทย ซึ่งมีงานวิจัยหลายงานที่บอกว่าสามารถทำได้และมีงบประมาณที่สามารถจัดสรรมาใช้ได้ การเปิดเทอมที่จะมาถึงของนักเรียนนักศึกษาแม้ว่ารัฐบาลจะขยับการเปิดออกไปเดือนกรกฎาคม ภายใต้ที่พ่อ แม่ไม่มีงาน มีเงิน รัฐบาลจะดูแลเรื่องค่าเทอมที่ต้องจ่ายหรือไม่ อย่างไม่ต้องจ่ายค่าเทอม ต้องมีการอุดหนุนบ้างเพื่อเป็นการช่วยเหลือไม่ให้เกิดผลกระทบ

นายชินโชต์ แสงสังข์ ประธานสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในช่วงวิกฤตการณ์โควิด-19 ทำให้ขบวนการแรงงานไม่สามารถที่จะออกไปเดินขบวนได้จากเดิมมีการเฉลิมฉลองกันทุกๆปี เพื่อยื่นหนังสือข้อเรียกร้อง แต่ปีนี้เป็นประวัติศาสตร์ ที่โรคระบาดไม่สามารถทำให้เราได้ออกไปขับเคลื่อนได้ ปีนี้นอกจากไม่ได้ยื่นข้อเรียกร้อง แต่กระทรวงแรงงานให้ของขวัญชิ้นโบว์ดำแก่ผู้ใช้แรงงานด้วยประกาศกฎกระทรวงเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2563 ซึ่งรู้สึกอึดอัด กับประกาศดังกล่าว ที่กระทรวงแรงงานบอกว่า เป็นของขวัญเป็นสิ่งที่ให้กับผู้ใช้แรงงาน แต่ตนมองว่า ประกาศฉบับนี้ไม่เกิดประโยชน์อะไรกับแรงงานแม้แต่นิดเดียวยังเป็นการกระทืบซ้ำผู้ใช้แรงงานอีกด้วย เนื่องจากปกติเหตุเกิดสุดวิสัยอย่างไร น้ำท่วม ไฟไหม้ เรายอมรับได้เป็นเหตุสุดวิสัย เมื่อเป็นเหตุสุดวิสัยนายจ้างสามารถหยุดกิจการชั่วคราว ให้ไปรับประกันว่างงาน แต่เรื่องโควิด-19 รัฐบาลประกาศให้เป็นเหตุสุดวิสัย จากเดิมเหตุสุดวิสัยนายจ้างจะจ่าย75% ของค่าจ้าง โดยปกติลูกจ้างรับร้อยเปอร์เซ็นต์ยังไม่พอกิน ชีวิตของลูกจ้างอยู่ได้ด้วยค่าล่วงเวลา(OT) การได้ค่าจ้าง 75% ก็แย่ แต่ตอนนี้นายจ้างโยนภาระไปให้กับประกันสังคมจ่ายแทน 62% ส่วนนายจ้างที่จ่าย75 % รัฐบาลต้องหามาตรการเยียวยาเขา ในวันแรงงานปีนี้ขอให้นายกรัฐมนตรี ให้ดูแลผู้ประกอบการให้อยู่ได้ ให้ดูแลลูกจ้างให้อยู่ได้ประกาศกระทรวงแรงงาน ไม่เกิดประโยชน์กับผู้ใช้แรงงานเลย