พรรคก้าวไกล เสนอจัดระบบเยียวยา 5 พันบาทผลกระทบโควิด-19 พร้อมหยุดพิสูจน์ความยากจน

Share on facebook
Share on google
Share on twitter

 

พรรคก้าวไกล แถลงการณ์ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล กรณีมาตรการช่วยเหลือเยียวยา 5,000 บาท เปิดเว็บไซต์ www.ทำไมไม่ได้5พัน.com หยุดพิสูจน์ความทุกข์ยาก เพื่อเลือกช่วยเพียงบางกลุ่ม เปลี่ยนกรอบความคิด เจียดเงิน เพื่อบริจาคสงเคราะห์ให้แก่ประชาชน เร่งรัดช่วยเหลือแรงงานทุกกลุ่มอาชีพ

เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2563 พรรคก้าวไกล ได้ออก แถลงการณ์ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล กรณีมาตรการช่วยเหลือเยียวยา 5,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2563 ที่รัฐบาลได้แถลงถึงมาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบจากไวรัสโคโรนา (COVID-19) ต่อเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม ระยะที่ 2 [1] โดยหนึ่งในมาตรการดังกล่าว คือ มาตรการชดเชยรายได้แก่แรงงานลูกจ้าง ลูกจ้างชั่วคราว อาชีพอิสระที่ไม่อยู่ในระบบ ประกันสังคมหรือผู้ได้รับผลกระทบอื่น ๆ ของการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (COVID-19) รายละ 5,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน จำนวน 9 ล้านคน ซึ่งต่อมาได้ปรับลดลงมาอยู่ที่ 8 ล้านคน เพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชน ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจทั้งทางตรง และทางอ้อมจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา อย่างฉุกเฉินเร่งด่วน จากการหยุดประกอบกิจการของสถานประกอบการหลายแห่ง ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการประกาศมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม เป็นต้นมา [2]

โดยในแถลงการณ์ในวันที่ 24 มีนาคม รัฐบาลได้แจ้งกับประชาชนว่า จะเปิดให้ประชาชนได้ลงทะเบียนวันแรกในวันที่ 28 มีนาคม โดยประชาชนจะได้รับเงินภายใน 5 วัน โดยรัฐบาลจะใช้ระบบ AI ตรวจสอบคัดกรองพิสูจน์ความทุกข์ยากของประชาชน [3] ซึ่งพรรคก้าวไกล ได้มีข้อท้วงติงเชิงเสนอแนะต่อรัฐบาลมาโดยตลอดว่า แรงงานนอกระบบในภาคบริการ และภาคการผลิต ตลอดจนผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมในมาตรา 39 และมาตรา 40 และมาตรา 33 ที่ยังไม่เกิดสิทธิประกันการว่างงาน นั้นมีอยู่จำนวนทั้งสิ้นประมาณ 14.5 ล้านคน ซึ่งรัฐบาลควรจะช่วยเหลือเยียวยาแรงงานนอกระบบทั้งหมดแบบถ้วนหน้าทุกคน และไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลจะใช้กระบวนในพิสูจน์ความทุกข์ยากของประชาชน เพราะกระบวนการดังกล่าว รัฐบาลกินเวลายาวนาน แต่ความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตเกิดขึ้นทุกวันไม่อาจที่จะรอได้ และหากรัฐบาลต้องการพิสูจน์ความทุกข์ยากของประชาชนอย่างละเอียด ระบบที่ต้องให้ประชาชนกรอกข้อมูลก็ต้องมีความซับซ้อนมาก ซึ่งจะเป็นการกันให้ประชาชนที่ไม่คุ้นชินกับเทคโนโลยี ที่มีอยู่จำนวนไม่น้อยเข้าไม่ถึงระบบการลงทะเบียนของรัฐ ที่สำคัญ หลักเกณฑ์บางข้อที่รัฐบาลกำหนด นั้นไม่มีความเป็นธรรม และเป็นลักษณะของการเหมารวม เพื่อตัดแรงงานในบางอาชีพออกจากการได้รับการช่วยเหลือเยียวยาทั้งหมด อาทิเช่น คนงานก่อสร้าง โปรแกรมเมอร์ หรือคนที่ทำงานด้านคอมพิวเตอร์ โดยไม่ได้คำนึงถึงความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นกับประชาชนที่แท้จริงเลย [4]

นอกจากนี้ ด้วยระบบการคัดเลือกเพื่อช่วยเหลือแรงงานนอกระบบที่กำหนดไว้เพียง 8-9 ล้านคน นั้นย่อมทำให้แรงงานนอกระบบที่มีจำนวนมากถึง 5.5-6.5 ล้านคน ถูกรัฐบาลทอดทิ้ง แต่รัฐบาลก็ไม่เคยนำพาต่อข้อท้วงติงใดๆ จากพรรคก้าวไกล ยังคงเดินหน้าใช้กระบวนการพิสูจน์ความทุกข์ยาก เพื่อเลือกช่วยประชาชนเพียงกลุ่มหนึ่งต่อไป และยังยืนยันเพิ่มเติมในวันที่ 8 เมษายน อีกด้วยว่า ประชาชนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ และถูกรัฐบาลปฏิเสธการช่วยเหลือเยียวยาจะไม่สามารถอุทธรณ์ได้ [5]

ทั้งหมดนี้ เกิดจากการที่รัฐบาลมีกรอบความคิดในการจัดสรรงบประมาณในการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่บิดเบี้ยว เพราะมาตรการในการพิสูจน์ความทุกข์ยากของประชาชน ที่มีความซับซ้อน วุ่นวาย นั้นสะท้อนว่ารัฐบาลกำลังสำคัญผิด คิดว่าตนเองเป็นเจ้าของงบประมาณ และกำลังจัดสรรงบประมาณนั้น เพื่อบริจาคสงเคราะห์ให้แก่ประชาชน ซึ่งความเป็นจริงแล้ว รัฐบาลเป็นเพียงผู้ที่ได้รับมอบหมายจากประชาชน ให้มาทำหน้าที่จัดสรรงบประมาณที่เป็นของประชาชน ในการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน รัฐบาลจึงย่อมอยู่ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาของประชาชน ไม่ใช่ขุนนางที่กำลังทำทานสงเคราะห์ เพื่อให้ประชาชนตกเป็นหนี้บุญคุณ

หากเทียบเคียงกับกรณีของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ [6] ซึ่ง ณ ขณะนั้นสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ยังไม่ได้รุนแรงเหมือนกับในปัจจุบันนี้ แต่ที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร ก็ได้มีมติเยียวยาผู้ประกอบการภายในท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง โดยปรับลดค่าตอบแทนด้านกิจการเชิงพาณิชย์ภายในท่าอากาศยาน ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2563 – 31 มี.ค. 2565 เพื่อบรรเทาผลกระทบของผู้โดยสารที่มีจำนวนลดลง อันเกิดจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  โดยมีการประมาณการว่า กำไรสุทธิ 3 ปี ของ ทอท. ตั้งแต่ปี 2563-2565 ของ ทอท. เมื่อรวมกันแล้วจะลดลงถึง 22,536 ล้านบาท ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเยียวยาในกรณีนี้ ก็คือกลุ่มทุนขนาดใหญ่รายหนึ่ง ในกรณีดังกล่าว กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ก็ไม่ได้มีการเสนอให้มีกระบวนการพิเศษ ในการพิสูจน์ความทุกข์ยากของกลุ่มทุนแต่ละราย แต่อย่างใด จึงเป็นข้อสังเกตที่ประชาชนควรตั้งข้อสงสัยร่วมกันว่า แล้วเหตุใดการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน จึงต้องมีกระบวนการในการพิสูจน์ความทุกข์ยาก ที่ซับซ้อน วุ่นวายหลายกระบวนการ อย่างที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ด้วย

ในที่สุดเมื่อวันที่ 12 เมษายน ปัญหาที่พรรคก้าวไกล ได้คาดการณ์ และเตือนรัฐบาลไว้ล่วงหน้าก็ประทุขึ้น จากจำนวนประชาชนผู้ลงทะเบียนที่มีมากถึง 27 ล้านคน โดยมีการตรวจคัดกรองไปได้เพียง 7.99 ล้านราย โดยมีประชาชนที่ผ่านเกณฑ์ 1.68 ล้านราย [7]  นั่นเท่ากับว่า ยังมีประชาชนที่มีจำนวนมากถึง 19.01 ล้านคน ที่ยังรอคอยคำตอบจากรัฐบาลอย่างเลื่อนลอย ไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจน ทั้งๆ ที่ หากนับตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม ซึ่งเป็นวันแรกที่รัฐบาลเปิดให้ลงทะเบียน เท่ากับว่าประชาชนได้รอมานานถึง 15 วัน หรือครึ่งเดือนแล้ว หรือหากนับตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม ก็คือ 19 วัน หรือหากนับตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม ก็คือ 25 วัน และหากเทียบกับแรงงานนอกระบบที่มีอยู่ทั้งสิ้น 14.5 ล้านคน ผ่านมา 19 วัน รัฐบาลสามารถช่วยเหลือเยียวยาประชาชนในกลุ่มเป้าหมายไปได้เพียง 11.6% เท่านั้น เท่ากับว่ามาตรการช่วยเหลือเยียวยาของรัฐบาล ที่มุ่งให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนเป็นการฉุกเฉินเร่งด่วนนั้นล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เนื่องด้วยกระบวนการพิสูจน์ที่ล่าช้า และเกณฑ์ความเดือดร้อนที่ตีความอย่างเคร่งครัด

ในจำนวนนี้ ยังมีประชาชนอีกจำนวน 1.53 ล้านราย ที่ต้องกรอกข้อมูลเพิ่มเติมให้กับรัฐบาลเพื่อดำเนินกระบวนการพิสูจน์ความทุกข์ยากต่อไป ซึ่งก็ยังไม่ได้มีคำตอบจากรัฐบาลว่า หลังจากที่กรอกข้อมูลเพิ่มเติมไปแล้ว รัฐบาลจะพิจารณาข้อมูลเพิ่มเติมให้แล้วเสร็จภายในกี่วัน

สำหรับกลุ่มประชาชนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ และถูกรัฐบาลปฏิเสธการช่วยเหลือเยียวยาที่มีมากถึง 4.78 ล้านคน ในจำนวนนี้มีประชาชนจำนวนไม่น้อย ที่มีข้อโต้แย้ง ที่พร้อมให้รัฐบาลตรวจสอบยืนยันว่า เหตุผลที่รัฐบาลใช้ในการปฏิเสธการช่วยเหลือพวกเขา นั้นเป็นเหตุผลที่ไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริง อาทิเช่น

– ระบุว่าพวกเขาเป็นเกษตรกร โดยที่พวกเขาพร้อมยืนยันว่าตนไม่ได้ประกอบอาชีพเป็นเกษตรกร เพียงแต่อาจมีบิดา มารดา ประกอบอาชีพเป็นเกษตรกรเท่านั้น

– ระบุว่าพวกเขาเป็นนักศึกษา ทั้งๆ ที่ประชาชนรายดังกล่าว ไม่ได้เป็นนักศึกษาแล้ว หรือจบการศึกษาแล้ว หรือบางรายแม้ว่าจะเป็นนักศึกษาจริง แต่ก็อยู่ในวัยทำงานแล้ว เพียงแต่ได้ลงทะเบียนเรียนเพื่อเพิ่มพูนความรู้ โดยหวังที่จะเลื่อนวิทยฐานะให้กับตนเองเท่านั้น

– ระบุว่าพวกเขาเป็นผู้ประกอบการ ทั้งๆ ที่ประชาชนรายดังกล่าว เป็นเพียงพ่อค้าแม่ขายรายย่อยเท่านั้น

– ระบุว่าลักษณะอาชีพของประชาชนยังสามารถดำเนินการต่อไปได้ โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงกับประชาชนรายนั้นๆ เลย

– ระบุว่าไม่พบข้อมูลการประกอบอาชีพตามที่ท่านระบุในฐานข้อมูลของหน่วยงานรัฐ โดยประชาชนรายดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าตนเองประกอบอาชีพนั้นๆ จริง

จนในที่สุด รัฐบาลก็ออกมายอมรับว่าระบบที่ใช้ในการคัดกรอง เพื่อพิสูจน์ความทุกข์ยากของประชาชน นั้นไม่ใช่ระบบ AI [8]  และรัฐบาลก็ออกมากลับลำ โดยยินยอมที่จะให้ประชาชนอุทธรณ์การตัดสินของรัฐบาลได้ [9] ซึ่งเท่ากับว่ารัฐบาลก็ ไม่สามารถยืนยันได้ว่าระบบการคัดกรองเพื่อพิสูจน์ความทุกข์ยากของประชาชนนั้นสามารถเชื่อถือได้ 100% โดยจะเปิดให้ประชาชนอุทธรณ์ได้ในอีก 7 วันทำการ หลังจากวันที่ 12 เมษายน นั่นก็คือ วันที่ 22 เมษายน และยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่า จะใช้เวลานานเท่าไหร่ในการพิจารณาอุทธรณ์จากประชาชน นั่นหมายความว่า หากนับจากวันที่ 28 มีนาคม ซึ่งเป็นวันแรกที่เปิดให้มีการลงทะเบียน เป็นไปได้ว่าประชาชนที่ประสบกับความเดือดร้อนในการดำรงชีพ จะต้องรอเป็นเวลานานกว่า 1 เดือน ถึงจะได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากรัฐบาล ซึ่งเป็นที่ยืนยันได้อย่างแน่ชัดว่า มาตรการการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน ที่รัฐมีกรอบความคิดในการมุ่งพิสูจน์ความทุกข์ยากของประชาชน และเลือกช่วยประชาชนเพียงบางกลุ่ม นอกจากจะเป็นมาตรการที่ล้มเหลวแล้ว ยังเป็นการซ้ำเติมประชาชนอีกด้วย

จากการลงพื้นที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคก้าวไกล ตลอดจนการรับข้อร้องเรียนจากประชาชนผ่านอาสาสมัคร และสมาชิกของพรรคก้าวไกลในวงกว้าง พรรคก้าวไกลยืนยันได้ว่า ประชาชนจำนวนมาก กำลังประสบความเดือดร้อนในการดำรงชีวิตเป็นอย่างมาก เพราะประชาชนจำนวนมากไม่สามารถประกอบอาชีพได้ ประชาชนจำนวนไม่น้อยมีรายได้ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตของทั้งตนเอง และการดูแลคนในครอบครัว ยังคงเกิดขึ้นอยู่ทุกวัน ประชาชนหลายคนจำต้องไปกู้หนี้นอกระบบ ในอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาก เพื่อประทังชีวิต โดยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และยังมีประชาชนที่เดือดร้อนอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่ปรากฏเป็นข่าวก็มาก ที่ปรากฏเป็นข่าวก็มี เช่น

ประชาชนรายหนึ่งที่ต้องยอมถือยาบ้า 1 เม็ด เดินไปมอบตัวกับตำรวจ โดยหวังให้ตนเองติดคุก เพื่อจะได้มีข้าวกิน [10]

ประชาชนที่เป็นชายวัยชรา ตกงาน ก้มกราบตำรวจ เพราะไม่รู้จะไปนอนที่ไหน ในคืนเคอร์ฟิว [11]

ประชาชนที่ลงทะเบียนเราไม่ทิ้งกันไม่เป็น จนต้องไปงมหอยให้แม่กินประทังหิว สุดท้ายจมน้ำตาย [12]

ประชาชนที่เป็นแรงงานก่อสร้าง ตกงานเพราะโควิด-19 แต่กลับถูกรัฐบาลทอดทิ้ง จนต้องหาปลากินประทังหิว [13] และยังมีอีกหลายกรณี ที่จำต้องเลือกทางเดินที่ผิด ในการเป็นขโมย ก่ออาชญากรรมเพื่อประทังชีวิตตนเอง [14]

นอกจากนี้ ด้วยระบบการพิสูจน์ความทุกข์ยาก ที่ต้องแบกรับภาระประชาชนที่มาลงทะเบียนเป็นจำนวนมาก ในที่สุด รัฐบาลจึงจำเป็นต้องออกมาขู่ประชาชน จริงอยู่สามารถทำให้ประชาชนจำนวน 610,000 ราย (ณ วันที่ 11 เม.ย.) ยกเลิกการลงทะเบียน แต่ก็ถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับประชาชนที่มาลงทะเบียนทั้งหมด 27 ล้านราย นั่นสะท้อนว่าประชาชนจำนวนมาก ยังคงยืนยันว่าตนเองนั้นประสบกับความเดือดร้อนจริง และจากการลงพื้นที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของ พรรคก้าวไกล ได้รับทราบข้อมูลว่า การออกมาขู่ของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขู่จะดำเนินคดีกับประชาชนที่ไม่พอใจการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ล่าช้า และไม่เป็นธรรมของรัฐบาล [15] นั้นส่งผลข้างเคียง ทำให้ประชาชนกลุ่มหนึ่ง ไม่กล้าที่จะลงทะเบียน ทั้งๆ ที่ตนเป็นผู้มีสิทธิที่จะลงทะเบียนขอรับการช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐบาล ที่ซ้ำร้าย คือ มีประชาชนอีกจำนวนไม่น้อย ทั้งๆ ที่ตนเองมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะได้รับการเยียวยาจากรัฐบาลแท้ๆ แต่ตัดสินใจไปยกเลิกการขอรับการเยียวยา เพราะความกลัวที่จะถูกรัฐบาลรังแก ซึ่งเมื่อยกเลิกไปแล้ว ก็จะลงทะเบียนไม่ได้อีกต่อไป ความกลัวว่าจะมีประชาชนกลุ่มหนึ่งได้รับการช่วยเหลือเยียวยา ทั้งๆ ที่ไม่สมควรจะได้รับของรัฐบาล กลับสร้างปัญหาที่ส่งผลเสียต่อสังคมที่รุนแรงกว่า นั่นก็คือ ประชาชนกลุ่มหนึ่งที่ควรได้รับการช่วยเหลือเยียว กลับถูกทอดทิ้งจากรัฐ ให้เผชิญหน้ากับปัญหาตามยถากรรม

ด้วยเหตุผลทั้งหมดข้างต้น ยืนยันได้ว่า กระบวนการในการพิสูจน์ความทุกข์ยากของประชาชน เพื่อช่วยเหลือประชาชนเพียงบางกลุ่มของรัฐบาล นั้นประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่การพิจารณาที่ไม่ได้คำนึงถึงความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นกับประชาชนอย่างแท้จริง และในแง่ความเร่งด่วนในการช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที ซึ่งหากรัฐบาลยังคงยืนกรานที่จะดำเนินมาตรการช่วยเหลือเยียวยาในลักษณะนี้ต่อไป ยิ่งจะเป็นการซ้ำเติมประชาชนที่กำลังประสบความทุกข์ยาก ให้เกิดความสิ้นหวัง โดยไม่อาจสร้างความเชื่อมั่น และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ของประชาชนคนไทย ให้มีกำลังใจที่จะผ่านพ้นวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ไปร่วมกันเลย

พรรคก้าวไกล จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเปลี่ยนแนวทางในการดำเนินมาตรการการเยียวยาประชาชน และเร่งรัดการดำเนินการช่วยเหลือประชาชนในกลุ่มอื่นๆ เพื่อให้ครอบคลุมประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนทั้งหมด ทั้งสิ้น 3 ข้อ ดังต่อไปนี้

1. ขอให้รัฐบาลเปลี่ยนกรอบความคิด จากเดิม ที่รัฐบาลมีฐานคิดว่าตนเป็นเจ้าของงบประมาณ ที่กำลังเจียดเงิน เพื่อบริจาคสงเคราะห์ให้แก่ประชาชน ให้เปลี่ยนมาเป็น รัฐบาลเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายจากประชาชน ให้มาทำหน้าที่ในการจัดสรรงบประมาณที่เป็นของประชาชน ในการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนอย่าง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน

2. ขอให้รัฐบาลยกเลิกกระบวนการพิสูจน์ความทุกข์ยากของประชาชน ยกเลิกเกณฑ์อาชีพที่เดิมรัฐบาลปฏิเสธที่จะให้ความช่วยเหลือ เพื่อทำให้นักเรียน นักศึกษาที่ทำงาน Part Time แรงงานก่อสร้าง ผู้ค้าออนไลน์ โปรแกรมเมอร์ หรืออาชีพอิสระด้านคอมพิวเตอร์ ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาด้วย ยกเลิกระบบการคัดเลือกใดๆ ที่มุ่งที่จะช่วยเหลือแรงงานนอกระบบเพียงบางกลุ่ม เพราะความเดือดร้อนของประชาชน นับวันจะทวีความบอบช้ำเพิ่มขึ้น จนไม่อาจที่จะรอคอยอย่างสิ้นหวังได้อีกต่อไป โดยให้รัฐบาลใช้การเยียวยาแรงงานนอกระบบแบบถ้วนหน้า จำนวนทั้งสิ้นประมาณ 14.5 ล้านคน หากช่วยเหลือเยียวยารายละ 5,000 บาท จำนวน 3 เดือน ก็จะใช้งบประมาณทั้งสิ้น 217,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณที่อยู่ในวิสัยที่รัฐบาลสามารถจัดสรรได้

3. เมื่อรัฐบาลสามารถเร่งรัดช่วยเหลือแรงงานนอกระบบได้แล้ว ขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือเยียวยาแรงงานในระบบประกันสังคมที่มีอยู่ประมาณ 12 ล้านคน ที่ ณ ปัจจุบัน กำลังประสบปัญหาการขาดรายได้ อันเนื่องมาจาก นายจ้างหยุดกิจการชั่วคราว หรือสั่งให้หยุดงานบางวัน และจ่ายค่าแรงเพียงบางส่วน หรือรายได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากการไม่มีการทำงานล่วงเวลา และเร่งช่วยเหลือเยียวยาแรงงงานนอกระบบในภาคเกษตร ที่มีอยู่ราวๆ 11.5 ล้านคน และกลุ่มนักเรียนนักศึกษา โดยมุ่งช่วยเหลือกลุ่มประชาชนคนเล็กคนน้อยเป็นหลัก ภายใต้หลักการการช่วยเหลือเยียวยาแบบถ้วนหน้า โดยไม่ควรใช้ระบบการพิสูจน์ความทุกข์ยาก เพื่อเลือกช่วยประชาชนเพียงบางกลุ่ม อีกต่อไป

4. รัฐบาลควรเตรียมมาตรการในการช่วยเหลือเยียวยาเก็บตก กลุ่มประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ที่เข้าไม่ถึงระบบการลงทะเบียนของรัฐ อาทิ ศูนย์พักพิง ศูนย์กักกันโรค อาหาร น้ำดื่ม และข้าวของเครื่องใช้จำเป็น เพื่อให้มั่นใจได้ว่า รัฐบาลจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ตามที่นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัญญาเอาไว้

พรรคก้าวไกลขอย้ำว่า รัฐบาลต้องเลิกที่จะเสียเวลากับกระบวนการพิสูจน์ความทุกข์ยากของประชาชนได้แล้ว เพราะยังมีประชาชนอีกหลายกลุ่ม ที่ยังคงรอคอยความช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐบาล หากรัฐบาลยังคงมัวแต่จับจดกับกระบวนการพิสูจน์ความทุกข์ยากของประชาชน ที่ไม่อาจให้ความเป็นธรรมกับประชาชนได้ นั่นเท่ากับว่า รัฐบาลกำลังเพิกเฉย และปล่อยปละให้ประชาชนในกลุ่มอื่นๆ ทีมีอยู่เป็นจำนวนมาก ได้รับความเดือดร้อนบอบช้ำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

พรรคก้าวไกล ขอยืนยันว่า จะใช้อำนาจนิติบัญญัติ ที่ประชาชนได้มอบความไว้วางใจให้จากการเลือกตั้งที่ผ่านมา ยืนเคียงข้างกับประชาชนในยามที่ประชาชนได้รับความทุกข์ยาก โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคก้าวไกลทุกคน จะลงพื้นที่ในการเก็บรวบรวมข้อมูลความเดือดร้อน และการไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐบาล รวมทั้งพรรคก้าวไกล ได้เปิดเว็บไซต์ www.ทำไมไม่ได้5พัน.com เพื่อรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากมาตรการการช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐบาลทั่วประเทศ และจะใช้กลไกของสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด ทั้งคณะกรรมาธิการแรงงาน และคณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ ตลอดจนการเป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชน เพื่อเรียกร้องสิทธิอันชอบธรรมของพวกเขา ผ่านการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ พระราชกำหนดกู้เงินเพื่อการเยียวยาและดูแลเศรษฐกิจ 1 ล้านล้านบาท เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญในมาตรา 172 วรรคสาม รวมทั้งให้การช่วยเหลือแก่ประชาชน ในการเรียกร้องความเป็นธรรมของตนผ่านการร้องตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป

อ้างอิง:

[1] https://www.prachachat.net/finance/news-436861

[2] https://www.kaohoon.com/content/348307

[3] https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_2086257

[4] https://www.thairath.co.th/news/business/1815591

[5] https://money.kapook.com/view223929.html

[6] https://www.thebangkokinsight.com/293947 และ https://thaipublica.org/2020/02/phatra-research-revision-downgrade-aot

[7] https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/875694

[8] https://www.amarintv.com/news/detail/26436

[9] https://www.matichon.co.th/politics/news_2136085

[10] https://www.posttoday.com/social/local/620594

[11] https://www.komchadluek.net/news/regional/426896

[12] https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_3917225

[13] https://www.tnnthailand.com/content/35389

[14] https://www.thairath.co.th/clip/408088 และ https://siamrath.co.th/n/144998 และ http://www.voicetv.co.th/read/bDwar5glh

[15] https://workpointnews.com/2020/04/10/covid