ฝ่ายกฎหมายคสรท.ร่อนหนังสือถึงเว็บประชาไทขอให้แก้บทความ “การต่อสู้เพื่อสิทธิที่หายไปของพนักงานขับรถบรรทุก”

ฝ่ายกฎหมายคสรท.ร่อนหนังสือถึงเว็บประชาไทขอให้แก้บทความ “การต่อสู้เพื่อสิทธิที่หายไปของพนักงานขับรถบรรทุก”

 

ฝ่ายกฎหมายคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) โดยทนายพรนารายณ์ ทุยยะค่าย ส่งหนังสือถึงบรรณาธิการเว็บไซต์ประชาไท เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2562 เรื่อง ขอให้แก้ไขข้อความในบทความที่เป็นเท็จ กรณีที่ผู้ใช้นามปากกา “พัชณีย์ คำหนัก” เขียนบทความิ“การต่อสู้เพื่อสิทธิที่หายไปของพนักงานขับรถบรรทุก” ที่ลงเมื่อ วันที่ 24 เมษายน 2562 โดยหนังสือดังกล่าวมีเนื้อหาดังนี้

สืบเนื่องจากบทความที่อ้างถึง ที่เขียนโดยผู้ใช้นามปากกาว่า “พัชณีย์ คำหนัก” นักกิจกรรมแรงงาน กลุ่มสังคมนิยมแรงงาน ในหัวข้อ การต่อสู้เพื่อสิทธิที่หายไปของพนักงานขับรถบรรทุก โดยกล่าวอ้างว่าได้สัมภาษณ์คนงานที่เป็นโจทก์ที่ 2 ชื่อนายเชิด คอนเพ็ง มาเขียนบทความและลงในเว็บไซด์ประชาไท รายละเอียดท่านทราบดีอยู่แล้วนั้น


ฝ่ายกฎหมาย คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ขอแจ้งให้ท่านทราบว่า จากการตรวจสอบบทความที่เกี่ยวข้องพบว่ามีข้อความที่กล่าวอ้างถึงคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ในหัวข้อความลำบากในการต่อสู้คดี 1. ข้อความ

“….น้าเชิดเล่าว่า ทนายคนที่สองพยายามไกล่เกลี่ยโน้มน้าวตัวแทนโจทก์ให้รับเงินตามที่บริษัทเสนอ ซึ่งน้าเชิดไม่ยอมรับข้อเสนอดังกล่าว เนื่องจากค่าชดเชยต่ำกว่าความเป็นจริงมาก บริษัทเสนอให้เพียง 50,000 บาท ในขณะที่ตนจะต้องได้หลายแสนบาท ดังนั้น ในระหว่างนี้ น้าเชิดและศิริชัย แตงมีแสง ตัวแทนโจทก์อีกคนหนึ่งจึงคิดที่จะถอนทนาย แต่ทนายได้ถอนตัวไปก่อน…”

ซึ่งข้อความในบทความบางส่วนไม่ถูกต้อง เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงและเป็นความเท็จ อันเป็นองค์ประกอบของความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาและเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย โดยฝ่ายกฎหมาย ขอแจ้งให้ท่านทราบว่า ทนายความที่ช่วยเหลือในคดีนี้ คือข้าพเจ้า ทนายพรนารายณ์ ทุยยะค่าย ที่ท่านอ้างในบทความว่าเป็นทนายคนที่สองพยายามไกล่เกลี่ยโน้มน้าวตัวแทนโจทก์ให้รับเงินตามที่บริษัทเสนอ นั้นเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงและไม่ถูกต้อง

ซึ่งผู้อ่านเมื่ออ่านข้อความในบทความดังกล่าวแล้วทำให้เข้าใจว่า ทนายความไม่รักษาผลประโยชน์ให้กับลูกความและเข้าข้างนายจ้างเพื่อให้ลูกจ้างยอมรับเงิน เมื่อไม่ยินยอมจึงขอถอนตัวจากการเป็นทนายความซึ่งข้อความดังกล่าว ทำให้ข้าฯและคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย เสียหาย

ซึ่งแท้จริงแล้ว คดีนี้ ข้าฯรับเป็นทนายความและจัดทำอุทธรณ์คำพิพากษายื่นต่อศาลฏีกากระทั่งศาลฏีกาเห็นพ้องด้วยในข้อกฎหมายที่ข้าฯได้ต่อสู้ไว้ และมีคำสั่งให้ย้อนสำนวนมารับฟังข้อเท็จจริงใหม่และให้มีคำพิพากษาตามรูปคดี

ศาลแรงงานกลางจึงได้ดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามลำดับขั้นตอน มีการไกล่เกลี่ย และให้คู่ความรับข้อเท็จจริงเพื่อกำหนดประเด็นข้อพิพาทตามที่ศาลฏีกาให้ย้อนสำนวนมาเพื่อฟังข้อเท็จจริงให้ได้ข้อยุติ ซึ่งได้มีการนัดหมายตรวจพยานหลักฐานกันหลายครั้ง

ท้ายที่สุดได้กำหนดวันนัดสืบพยานฝ่ายจำเลยและโจทก์ โดยศาลมีคำสั่งให้คู่ความส่งบันทึกถ้อยคำก่อนการสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน

ตลอดระยะเวลาที่ข้าฯทำหน้าที่ทนายความไม่ว่าในขั้นตอนใด ไม่เคยมีคำพูดใดที่เป็นการโน้มน้าวให้โจทก์หรือผู้แทนโจทก์คนใดให้รับเงินตามที่นายจ้างเสนอ

และฝ่ายกฎหมาย คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย มีนโยบายที่ชัดเจนว่า กรณีที่มีการไกล่เกลี่ยตามขั้นตอนของศาลนั้น หากเป็นเรื่องเงินหรือผลประโยชน์ทนายความที่รับทำคดีจะไม่ไปเกี่ยวข้องหรือไปร่วมตัดสินใจให้ ปล่อยให้เป็นเรื่องความพึงพอใจของลูกความเป็นผู้ตัดสินใจด้วยตนเอง

และหากการไกล่เกลี่ยนั้นทำให้ลูกจ้างได้รับสิทธิ์น้อยกว่ากฎหมายก็จะแจ้งว่าข้อเสนอของนายจ้างเสนอมานั้นน้อยกว่ากฎหมายกำหนด เว้นแต่ลูกจ้างจะพึงพอใจและยอมรับข้อเสนอนั้นเอง

อย่างไรก็ตามความจริงและสาเหตุที่ทำให้ข้าฯตัดสินใจขอถอนตัวจากการเป็นทนายความโจทก์นั้น สืบเนื่องจากข้าฯและนายเชิด คอนเพ็ง ซึ่งเป็นโจทก์ที่ 2 และเป็นผู้ติดต่อข้าฯให้ช่วยทำคดีในชั้นอุทธรณ์ต่อศาลฏีกา

มีความคิดเห็นในการต่อสู้ทางคดีที่ไม่ตรงกัน ซึ่งในระหว่างการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีลูกจ้างที่เป็นโจทก์ เกิดการแตกแยกแบ่งเป็นกลุ่มๆ ไม่มีความสามัคคีกัน

โดยก่อนที่จะมีการสืบพยานนั้น ฝ่ายโจทก์ได้แจ้งให้กับศาลทราบว่า ฝ่ายโจทก์จะทำการสืบพยานจำนวน 4 ปาก หลังจากนั้น จึงได้มีการนัดหมาย นายเชิด นายศิริชัย และพนักงานหญิงอีกหนึ่งคน (จำชื่อไม่ได้แต่ทราบว่าเป็นหลานสาวของนายเชิด) มาเพื่อประชุมคดีและจัดทำบันทึกถ้อยคำพยานยื่นต่อศาลตามคำสั่ง ณ สำนักงานสหภาพแรงงานอินโด-รามาเคมีคอลส์ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี

ซึ่งในการประชุมคดี ข้าฯเห็นว่าคดีนี้ควรจะนำพยานเข้าสืบจำนวน 4 ปาก ประกอบด้วยตัวแทนของพนักงานที่ขับรถแต่ละประเภท (หกล้อ / สิบล้อ/รถเทเลอร์/รถหัวลาก) เพื่อให้ครอบคลุมโจทก์ทุกคน แต่นายเชิด เห็นว่าผู้ที่จะขึ้นเบิกความเป็นพยานนั้นควรมีแค่สองคน คือนายเชิด และนายศิริชัย ซึ่งทำให้ไม่สามารถหาข้อยุติได้ว่าควรจะนำผู้ใดขึ้นเบิกความเป็นพยานบ้าง ทำให้ความคิดเห็นต่อแนวทางการต่อสู้ไม่ตรงกัน

ข้าฯเห็นว่า หากยังคงฝืนทำคดีในฐานะทนายความโจทก์ต่อไปคงไม่เป็นผลดีต่อรูปคดีเป็นแน่ จึงได้แจ้งต่อนายเชิดฯว่า หากเป็นเช่นนี้ข้าฯคงไม่สามารถที่จะทำหน้าที่เป็นทนายความโจทก์ต่อไปได้ โดยในเวลาต่อมานายเชิดได้โทรศัพท์มาแจ้งให้ข้าฯทราบว่า ต้องการที่จะเปลี่ยนทนายความ ข้าฯจึงได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอถอนตัวจากการเป็นทนายความฝ่ายโจทก์

ดังนั้น โดยหนังสือฉบับนี้ ข้าฯทนายพรนารายณ์ ทุยยะค่าย ในฐานะทนายความและหัวหน้าฝ่ายกฎหมายคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย จึงแจ้งมายังท่านเพื่อให้แก้ไขบทความให้ถูกต้องตามความเป็นจริงตามที่ได้ชี้แจงให้ทราบไปข้างต้นโดยด่วน

และขอยืนยันว่า ข้าฯไม่เคยโน้มน้าวให้โจทก์หรือผู้แทนโจทก์คนใดให้รับเงินตามที่นายจ้างเสนอ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะดำเนินการแก้ไขข้อความถูกต้องตามความเป็นจริง มิเช่นนั้นข้าฯก็มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

อนึ่ง คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยได้ให้ความช่วยเหลือคดีนี้ตั้งแต่ชั้นทำคำอุทธรณ์คำพิพากษายื่นต่อศาลฏีกาจนถึงวันขอถอนตัวจากการเป็นทนายความโจทก์ เป็นการให้ความช่วยเหลือฟรีโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด และไม่เคยเรียกร้องทรัพย์สินใดๆจากลูกจ้างผู้เป็นโจทก์ในคดีนี้

ลงนามโดย นายพรนารายณ์ ทุยยะค่ายหัวหน้าฝ่ายกฎหมาย คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย