ผู้ใช้แรงงาน ยื่นตรวจสอบประกันสังคม พร้อมเสนอปฏิรูปใหม่

Share on facebook
Share on google
Share on twitter

คสรท. สรส. เสนอ 7 ข้อแก้ปัญหาแรงงาน ปฏิรูประบบประกันสังคม จัดสวัสดิการแบบถ้วนหน้า พร้อมยื่น 1 หมื่นรายชื่อร่วมฟ้อง ชงตั้งคณะทำงานร่วม ด้านเครือข่ายแรงงานฯ ย้ำสปส.ฟังเสียงเจ้าของเงิน ให้ตรวจสอบการลงทุน หลังพบการลงทุนมีความเสี่ยง

วันที่ 7 ตุลาคม 2563 เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน และสถาบันแรงงานและเศรษฐกิจที่เป็นธรรม ได้ยื่นข้อเสนอของผู้ประกันตนต่อนายมันัส โกศล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายทศพล กฤตวงศ์วิมาน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม และนายธีระวิทย์ วงศ์เพชร คณะกรรมการบอร์ดประกันสังคม ที่สำนักงานประกันสังคม จังหวีดนนทบุรี

            นางสาวธนพร วิจันทร์ ผู้แทนเครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน ได้เป็นผู้แทนกล่าวสรุปข้อเสนอว่า สถาบันแรงงานและเศรษฐกิจที่เป็นธรรม (Just Economy and Labor Institute) ร่วมกับเครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน กลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตและใกล้เคียง และมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ไม่อาจเมินเฉยต่อ “เสียง” ของผู้ประกันตนและประชาชนที่กำลังเรียกร้องคำชี้แจง และส่งข้อเสนอผ่านไปยังผู้มีอำนาจตัดสินใจเพื่อทวงคืนสำนักงานประกันสังคมกลับมาเป็นองค์กรของประชาชนอย่างแท้จริง จึงร่วมได้จัดเวทีเสวนาเฉพาะกิจ “ฟังเสียงเจ้าของเงิน: ประชาชนต้องมีสิทธิร่วมบริหารกองทุนประกันสังคม” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมมูลนิธิ 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว กรุงเทพฯ

ในการเสวนาครั้งนี้ คณะผู้จัดงานได้รวบรวมทุก “เสียง” จากผู้ประกันตน ประชาชน นักวิชาการ และองค์กรภาคี เรียบเรียงเป็นข้อเสนอสำหรับการปฏิรูปกองทุนประกันสังคมที่ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมบริหารเงินได้อย่างแท้จริง  โดยยื่นเป็นหนังสือเปิดผนึก ในวันที่ 7 ตุลาคม 2563 เวลา 9:30 น. ที่สำนักงานประกันสังคม มีรายละเอียดดังนี้

  1. ปฏิรูปวิธีการนำเงินประกันสังคมไปในลงทุนให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้และมีธรรมาภิบาลยิ่งขึ้น
    • ให้คณะกรรมการบอร์ดประกันสังคมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการลงทุน กรณีโรงแรมศรีพันวาและกรณีอื่นๆ ทั้งในแง่จำนวนหุ้น จำนวนเงินลงทุน กำไรขาดทุนต่อปี และธรรมมาภิบาลของธุรกิจแต่ละแห่งที่มีชื่อสำนักงานประกันสังคมเป็นผู้ถือหุ้น โดยต้องเปิดเผยผลการตรวจสอบเป็นข้อมูลต่อสาธารณะที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงง่าย
    • คณะกรรมการชุดดังกล่าวร่างหลักเกณฑ์ใหม่เพื่อกำหนดแนวทางการลงทุนในธุรกิจที่มีธรรมาภิบาลอย่างชัดเจนชัดเจน โดยเน้นเรื่องของการไม่นำเงินประกันสังคมไปลงทุนในธุรกิจที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำลายทรัพยกรธรรมชาติ ละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิแรงงาน
    • ให้สำนักงานประกันสังคมเปิดเผยข้อมูลการลงทุนและเงินทุกบาททุกสตางค์ให้ผู้ประกันตนทราบเป็นข้อมูลต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ และจัดให้มีช่องทางรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ประกันตนและประชาชนเกี่ยวกับการตัดสินใจลงทุน โดยช่องทางนั้นต้องเป็นวิธีการสื่อสารที่ประชาชนคนใดก็ตามเข้าถึงได้ง่าย และต้องมีเจ้าหน้าที่ตอบข้อสงสัยของประชาชนเจ้าของเงินเกี่ยวกับประเด็นการลงทุนภายใน 72 ชั่วโมง
  2. ปฏิรูปสำนักงานประกันสังคมให้เป็นอิสระอย่างแท้จริง ปลอดจากการแทรกแซงทางการเมือง และเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกกลุ่ม
    • ปฏิรูปสำนักงานประกันสังคมต้องเป็นองค์กรอิสระอย่างแท้จริง โดยคณะกรรมการของสำนักงานประกันสังคมต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น โดยให้คณะกรรมการชุดปัจจุบันเร่งกำหนดวันเลือกตั้งให้ชัดเจน และจัดการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด ภายใน 180 วัน นับแต่ได้รับหนังสือฉบับนี้ เพื่อเปลี่ยนถ่ายบุคลากรที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารออกจากแหล่งเงินสมทบหรือเงินภาษีของประชาชน
    • ให้กำหนดสัดส่วนคณะกรรมการบอร์ดประกันสังคมใหม่ โดยให้มีตัวแทนผู้ประกันตนมาตรา 33 (ฝ่ายลูกจ้างเดิม) และเพิ่มตัวแทนผู้ประกันตนมาตรา 39 และ 40 นอกจากนี้ให้คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของตัวแทนเพศชาย-หญิงในสัดส่วนเท่ากัน รวมถึงมีตัวแทนกลุ่มคนชายขอบอื่นๆ ในคณะกรรมการบอร์ดด้วย เช่น ผู้มีความหลากหลายทางเพศ ผู้พิการ ชนชาติพันธุ์ แรงงานข้ามชาติ ฯลฯ เพื่อรับฟังปัญหาที่หลากหลายจากบริบทที่ต่างกันของผู้ประกันตนแต่ละกลุ่ม
    • ยกเลิกเกณฑ์ด้านสัญชาติของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยให้ผู้ประกันตนที่เป็นแรงงานข้ามชาติที่ทำงานในประเทศไทยสามารถลงคะแนนเสียงได้ไม่ต่างจากผู้ประกันตนสัญชาติไทย
  3. สร้างความยั่งยืนให้กับกองทุนประกันสังคมโดยเร่งรัดให้รัฐบาลชำระหนี้เงินสมทบที่ค้างจ่าย ณ สิ้นปีงบประมาณปี 2563 เป็นมูลค่า 87,000 ล้านบาท ภายในเดือนธันวาคม 2563

  1. ปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินการของสำนักงานประกันสังคมเพื่อเป้าหมายของการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และมุ่งเน้นบริการให้กับกลุ่มที่เปราะบางได้แก่ คนจน ผู้มีรายได้ต่ำ คนชรา และแรงงานในเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการ
    • ให้สำนักงานประกันสังคมเร่งจ่ายเงินประกันการว่างงาน 62% ที่ค้างจ่ายจากกรณีเหตุสุดวิสัย Covid-19 ภายในสิ้นเดือนตุลาคม 2563 นี้
    • ขยายความคุ้มครองไปสู่ลูกจ้างภาคเกษตร ลูกจ้างงานบ้าน และลูกจ้างบนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่กำลังประสบปัญหาไม่มีสถานะผูกมัดเป็นลูกจ้าง-นายจ้างกับบริษัท ให้สามารถเข้าสู่การเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 หรือให้มีสิทธิประโยชน์เท่ากับหรือใกล้เคียงกับผู้ประกันตนมาตรา 33 โดยเฉพาะสิทธิได้รับเงินประกันการว่างงานและกองทุนเงินทดแทนในกรณีเกิดอุบัติเหตุระหว่างการทำงาน ในกรณีนี้ หากผู้ประกอบการแพลตฟอร์มปฏิเสธที่จะจ่ายเงินสมทบในฐานะนายจ้าง ให้สำนักงานประกันสังคมร่วมกับหน่วยงานอื่นของรัฐฯ ดำเนินการจัดเก็บภาษีจากรายได้ของธุรกิจแพลตฟอร์มเพื่อสมทบในส่วนของนายจ้างแทน
    • ปรับเพิ่มเพดานฐานค่าจ้างสำหรับคำนวณการจ่ายเงินสมทบ จากสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท เป็นไม่จำกัด เพื่อเฉลี่ยทุกข์สุขระหว่างคนรวย-คนจนอย่างแท้จริง
    • เพิ่มสิทธิประโยชน์ต่างๆ แก่ผู้ประกันตนโดยไม่เพิ่มอัตราเปอร์เซ็นต์ส่งสมทบ (ทำได้โดยบริหารเงินของรัฐใหม่ ลดงบประมาณด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ เพิ่มงบประมาณด้านสาธารณสุขและประกันการว่างงาน) เช่น เพิ่มกองทุนเบี้ยชราภาพเป็น 3,000 บาทต่อคนต่อเดือน ทุกกรณี
    • ให้มีโรงพยาบาลของประกันสังคมตามภูมิภาคสำหรับผู้ประกันตนโดยเฉพาะ โดยเป็นโรงพยาบาลในระดับทุติยภูมิหรือสูงกว่านั้น และบริหารงานภายใต้สำนักงานประกันสังคมที่เป็นองค์กรอิสระ
    • ปรับปรุงสิทธิรักษาพยาบาล โดยให้ผู้ประกันตนทุกมาตราสามารถเข้ารับการรักษาได้ทุกโรงพยาบาล และใช้มาตรฐานการรักษาเดียวกันกับกองทุนประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ของ สปสช. เช่น บัญชียาที่เบิกได้
    • กรณีการเจ็บป่วยที่ไม่ใช่จากการทำงาน ให้รัฐจัดให้ผู้ประกันตนไปใช้สิทธิการรักษาพยาบาลจาก พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (สปสช.) และนำเงินส่วนต่างที่หักจากลูกจ้างและนายจ้างสำหรับกรณีเจ็บป่วยไปสมทบในกองทุนชราภาพและปรับเพิ่มอัตราเงินบำนาญกรณีชราภาพตามสัดส่วนของจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น

  1. ในกรณีฉุกเฉินจากสถานการณ์ Covid-19 และสภาวะเศรษฐกิจถดถอย ให้สำนักงานประกันสังคมตั้งคณะกรรมการพิจารณาความเป็นไปได้ในการนำเงินกองทุนชราภาพบางส่วนออกมาใช้ก่อนผู้ประกันตนมีอายุครบเกณฑ์ 55 ปี ภายใต้เงื่อนไข “ยืมแล้วค่อยคืน” หรือคิดดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราต่ำให้ผู้ประกันตนรับผิดชอบ และให้รัฐรับผิดชอบจ่ายส่วนต่างดอกเบี้ยเงินกู้จนเท่าอัตรากู้ยืมเชิงพาณิชย์ โดยให้ผู้ประกันตนและประชาชนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นในทุกขั้นตอน
  2. เมื่อรับหนังสือเปิดผนึกฉบับนี้แล้ว สำนักงานประกันสังคมต้องไม่นิ่งนอนใจหรือเมินเฉยต่อ “เสียง” ของผู้ประกันตนและประชาชนที่เรียกร้องให้มีความเปลี่ยนแปลง โดยกำหนดเส้นตายในการปรับปรุงแก้ไขให้เป็นไปตามข้อเรียกร้องข้างต้น อย่างน้อย 3 ข้อใหญ่ ภายใน 1 เดือนนับจากวันรับหนังสือ และให้มีตัวแทนของสถาบันแรงงานและเศรษฐกิจที่เป็นธรรม และเครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน ทำหน้าที่ติดตามการตอบรับข้อเสนอจากตัวแทนของสำนักงานประกันสังคมอย่างใกล้ชิดด้วย และหากไม่เกิดความคืบหน้า เราจะดำเนินการฟ้องร้องสำนักงานประกันสังคมให้เป็นคดีตัวอย่างต่อไป

ธนพร ยังกล่าวอีกว่า จากกรณีนายวรสิทธิ์ อิสสระ หรือ “ไฮโซปลาวาฬ” ผู้บริหารโครงการโรงแรม “ศรีพันวา” จังหวัดภูเก็ต วิพากษ์วิจารณ์การแสดงออกของหนึ่งในแกนนำกลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุมจนเป็นที่สนใจในวงกว้าง ตามมาสู่การขุดคุ้ยเส้นทางการเงินของโรงแรมศรีพันวา แล้วพบว่าผู้ถือหุ้นรายใหญ่ถึง 22.6% คือสำนักงานประกันสังคม แม้การนำเงินสมทบส่วนหนึ่งไปลงทุนต่อจะเป็นวิสัยปกติของสำนักงานประกันสังคม แต่ข่าวการลงทุนในโรงแรมศรีพันวาครั้งนี้นำมาสู่ความไม่พอใจในหมู่ผู้ประกันตนและประชาชนจำนวนมาก ด้วยท่าทีตอบโต้ที่ไม่เห็นหัวประชาชนเจ้าของเงินสมทบประกันสังคม ความไม่โปร่งใสของการก่อสร้างบนพื้นที่ที่อาจลาดชันเกินกำหนด ข้อครหาว่าโรงแรมสร้างจากการไล่ที่ชนพื้นเมืองอุรักลาโว้ย หรือความสัมพันธ์อันคลุมเครือระหว่างโรมแรมและรัฐที่อาจตีความได้ว่าสำนักงานประกันสังคมกำลังนำเงินของประชาชนไปอุ้มกลุ่มทุนใหญ่ที่ไม่ได้เอื้อประโยชน์อันใดกลับมาให้เจ้าของเงินเลย

ไม่เพียงแต่การวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์การลงทุนเฉพาะหน้าเท่านั้น เหตุการณ์นี้ยังจุดชนวนให้เกิดคำถามพ่วงตามมาอีกหลายประเด็น ทั้งเรื่องจริยธรรมของการนำเงินไปลงทุนในธุรกิจที่ขาดธรรมาภิบาล และตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความเหมาะสมในการจัดการบริหารเงินของผู้ประกันตน ที่สำคัญ ชี้ให้เห็นว่าผู้ประกันตนยังไม่ทราบข้อมูล รวมทั้งยังไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องการจัดการเงินในกองทุนประกันสังคมที่ตนเองเป็นเจ้าของ

หลังจากกลุ่มดังกล่าวยื่นหนังสือแล้ว จากนั้นคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย(คสรท.) และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) นำโดย นายสมพร ขวัญเนตร ประธานคสรท. และนายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการสรส. ได้เดินรณรงค์เนื่องในวันงานที่มีคุณค่าสากล (Decent Work ) ปี พ.ศ.2563 เกือบพันคน หอบ 1 หมื่นรายชื่อเตรียมฟ้องประกันสังคม มายังสำนักงานประกันสังคม จังหวัดนนทบุรี พร้อมยื่น 7 ข้อเสนอผ่านทางเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โดยมีข้อเรียกร้องดังนี้

  1. รัฐต้องจัดให้มีสวัสดิการถ้วนหน้าที่มีคุณภาพให้ประชาชนทุกคน ได้เข้าถึงอย่างเท่าเทียมโดยไม่เลือกปฏิบัติ
  2. รัฐต้องจัดหางานให้ประชาชนวัยทำงานมีงานทำอย่างทั่วถึง จัดหาอาชีพให้กับประชาชนที่ออกจากงาน และ มีมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพให้กับประชาชนที่ไม่มีงานทำอย่างเพียงพอ และยกเลิกการจ้างงานที่ไม่มีความมั่นคงทุกรูปแบบ
  3. รัฐต้องกำหนดค่าจ้างแรงงานที่เป็นธรรมให้ครอบคลุมผู้ใช้แรงงานทุกภาคส่วน
  4. รัฐต้องปฏิรูปโครงสร้างการบริหาร สำนักงานประกันสังคม ให้เป็นองค์กรอิสระ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และให้ผู้ประกันตนมีส่วนร่วมในการบริหารอย่างแท้จริง รวมทั้งปรับสิทธิประโยชน์ ให้เพียงพอตามความจำเป็นให้กับผู้ ประกันตนโดยไม่เลือกปฏิบัติ ประกาศใช้อนุบัญญัติทั้งหมดที่ออกตาม พ.ร.บ.ประกันสังคมแก้ไขปี 2558 และดำเนินการเลือกตั้งกรรมการประกันสังคมแทนชุดที่มาจากการแต่งตั้งของ ค.ส.ช.เป็นกรณีเร่งด่วน
  5. รัฐต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม สัดส่วน5%เท่ากันกับลูกจ้าง นายจ้าง และให้เลขาธิการประกันสังคมเร่งดำเนินการให้รัฐบาลนำเงินสมทบค้างจ่าย จำนวน 87,737 ล้านบาท มาคืนให้กับประกันสังคมทั้งหมดเป็นกรณีเร่งด่วน
  6. ให้ประกันสังคมจัดตั้งสถาบันการเงินเพื่อให้บริการผู้ประกันตน
  7. ให้ประกันสังคมจัดสร้างโรงพยาบาลเพื่อให้บริการผู้ประกันตน

ทั้งนี้ เพื่อให้ข้อเรียกร้องเกิดการแก้ไขปรับปรุงอย่างเป็นรูปธรรม ขอให้รัฐบาลจัดตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการตามข้อเรียกร้อง โดยให้มีตัวแทนคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ร่วมเป็นคณะทำงานด้วย

นักสื่อสารแรงงาน รายงาน