ผู้นำแรงงาน ย้ำปัญหาโควิดกระทบหนัก ร้องรัฐต้องดูแล กฎหมายที่ล้าหลัง

สภาแรงงานยานยนต์ประชุมใหญ่ รมว.แรงงาน ร่วมรายงานผลงาน ด้านปธ.กรรมาธิการการแรงงาน ย้ำการทำหน้าที่แก้ปัญหาแรงงาน แจ้งนายก ประยุทธิ์ไม่รับร่างกฎหมายแรงงาน อ้างเป็นกฎหมายเกี่ยวกับเงิน ไม่หวั่นเตรียมเสนอใหม่ พร้อมแก้กฎหมายประกันสังคมมาตรฐานเดียวลดความเหลื่อมล้ำด้านสวัสดิการ

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2563 สภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย ได้จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีครั้งที่ 13/2563 ห้องประชุมเทศบาลปู่เจ้าสมิงพราย จังหวัดสมุทรปราการ

นายมานิตย์ พรหมการีย์กุล ประธานสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานยานยนต์ฯกล่าวว่า สภาเรามีสมาชิกราว 95 สหภาพ รวมสมาชิกเกือบ 8 หมื่นคน แต่จะทำอย่างไรที่จะร่วมกันทำให้ขบวนการแรงงานเข้มแข็ง โดยคาดว่า สักวันจะมีพรรคการเมืองของแรงงานจริงๆ จากปัญหาโควิด-19 ทำให้แรงงานอยู่อย่างลำบาก กฎหมายแรงงานยังมีความล้าสมัยไม่ให้การคุ้มครองแรงงานอย่างแท้จริง กฎหมายประกันสังคมก็ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ เรื่องสิทธิการรวมตัว การคุ้มครองการจัดตั้งสหภาพแรงงาน รัฐยังไม่ให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87และ98 ว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิการจัดตั้งสหภาพแรงงาน และการเจรจาร่วม และกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ที่ล้าสมัย ท่ามกลางการจ้างงานรูปแบบใหม่ๆที่เกิดขึ้น ปัญหาของการเปลี่ยนแปลงของโลกทั้งกระบวนการผลิตการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาทดแทนคนทำให้การจ้างงานไม่มั่นคง และกระแสการลดคนงานเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี ขณะหนักหนาสาหัสมาก จึงจำเป็นต้องมีการผลักดันทางนโยบายด้านแรงงาน การต่อสู้ทางการเมืองเพื่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคตด้วย

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน(รมว.แรงงาน) กล่าวว่า สภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย เป็นองค์กรที่มีสมาชิก 7 หมื่นกว่าคนสหภาพแรงงาน 95 แห่ง ถือว่า เป็นสภาฯที่มีสมาชิกจำนวนมากที่เดียว หลังจากที่ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ก็ได้เชิญ ผู้นำองค์กรแรงงานต่างๆมาหารือ รวมถึงสภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์ฯ เรื่องการแก้ไขปัญหาแรงงาน และได้ไปร่วมประชุมใหญ่สหภาพแรงงานหลายแห่งที่เป็นสมาชิกสภาฯ ซึ่งทางสภาฯได้เสนอเรื่องการดูแลสนับสนุนพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย ซึ่งตนได้ดำเนินการหาพื้นที่และจัดสร้างขึ้นโดยได้นำเรียนขอพื้นที่ราชพัสดุ ที่บางพระ ชลบุรี เป็นพื้นที่ราว 30 ไร่ พร้อมการจัดสร้างอาคาร เพื่อให้เป็นพิพิธภัณฑ์แรงงาน เป็นสถาบันของแรงงาน และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในอนาคต ซึ่งได้ส่งเรื่องถึงนายกเรียบร้อยแล้ว

เรื่องต่อมาเรื่องประกันสังคม มีการเรียกร้องให้มีการจัดสร้างโรงพยาบาลผู้ประกันตน ซึ่งตนเห็นด้วย เนื่องจากราชการตำรวจก็มีโรงพยาบาลตำรวจ ราชการทหารก็มีโรงพยาบาลของทหาร ผู้ประกันตนมีตั้ง 16 ล้านคนก็ควรมีโรงพยาบาลของตนเองเช่นกัน วันนี้ได้มอบนโยบายโรงพยาบาลที่รับรองสิทธิผู้ประกันตนต้องดูแลรักษาผู้ประกันตนให้ดีมากขึ้น ตนได้พูดคุยปรึกษาหารือให้จัดมุมในการับรองผู้ประกันตนที่ไปใช้สิทธิ อีกประเด็น เรื่อง การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ให้กับผู้ประกันตนที่อายุ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งตอนนี้ก็มีการดำเนินการแล้ว ประเด็นต่อมาความเป็นผู้ประกันตนที่ควรมีสิทธิในการซื้อของแล้วมีส่วนลดโดยได้ร่วมมือกับทาง CP, โลตัส ซึ่งตอนนี้ก็มีการเริ่มใช้สิทธิแล้ว

ด้านนายสุเทพ อู่อ้น ประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า การที่ได้กลับมาพูดคุยกับฐานสมาชิกสภาแรงงานฯ ซึ่งตนสังกัด และเพื่อนสส.สัดส่วนแรงงานเข้าไปสู่สภาผู้แทนราษฎร จากพรรคเดิมคืออนาคตใหม่ วันนี้คือพรรคก้าวไกล ซึ่งตนได้รับตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการการแรงงานฯ ทำหน้าที่ในการดูแลพี่น้องแรงงานทั้งในระบบ แรงงานนอกระบบ แรงงานข้ามชาติ โดยการนำเสนอนโยบายด้านกฎหมาย อย่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน แม้ว่า ล่าสุดนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธิ์ จันทร์โอชา ไม่เซ็นต์รับรอง ทำให้กฎหมายฉบับนี้ตกไป โดยอ้างว่า เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับด้านการเงิน ซึ่งไม่ทราบเหตุผลว่า เกี่ยวข้องกับการเงินตรงไหน ทั้งที่แนวกฎหมายต้องการที่จะเป็นการดูแลคุณภาพชีวิตแรงงานอย่างเช่น การทำงานเพียง 8 ชั่วโมง ได้รับค่าจ้างที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ไม่จำเป็นต้องทำงานล่วงเวลา มีค่าจ้างที่ปรับขึ้นตามประสบการณ์อายุงาน มีสิทธิลาพักร้อนเพิ่มขึ้นตามจำนวนปีการทำงานไม่ใช่เพียง 6 วันเท่านั้น การลาคลอดของผู้หญิงต้องได้รับการดูแล สิทธิลาคลอด 180 วัน ต้องได้รับค่าจ้างที่เพียงพอในการดูแลเด็ก อีกหลายประเด็น แน่นอนตนจะนำกฎหมายฉบับนี้มานำเสนออีกครั้ง และจะนำมาพูดคุยกับพี่น้องแรงงานบ่อยๆ

เรื่องต่อมาเรื่องประกันสังคมวันนี้มี 3 แบบ คือ ผู้ประกันตนมาตรา 33 มาตรา 39 มาตรา 40 ซึ่งมีความแตกต่างด้านสิทธิสวัสดิการอย่างมากระหว่างผู้ใช้แรงงาน การที่รัฐจ่ายสมทบเพียงเล็กน้อยในการดูแลสวัสดิการแรงงานนั้น ตอนนี้ยังมาติดค้างไม่ยอมจ่ายสมทบอีก เราได้มีการทำหน้าที่ทวงถามเงินสมทบค้างจ่าย และพูดคุยปรึกษาหารือกับคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดสปส.)จนตอนนี้รัฐบาลได้มีการตั้งงบจ่ายเงินส่วนที่ติดค้างให้กองทุนประกันสังคมแล้ว แต่ยังติดกองทุนสปส.อีกราว 7-8 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตามก่อนที่เราจะมีรัฐสวัสดิการ ระบบประกันสังคมต้องดูแลคุ้มครองผู้ใช้แรงงานทุกคนไม่เลือกว่าเป็นแรงงานนอกระบบ หรือแรงงานในระบบ ซึ่งระบบบำนาญทุกคนต้องอยู่ได้จริงด้วย ในฐานะผู้แทนราษฏรของผู้ใช้แรงงานจะทำหน้าที่เต็มที่เพื่อให้เกิดการคุ้มครองแรงงานให้เท่าเทียม ซึ่งจะเสนอให้ระบบประกันสังคมควรมีระบบเดียวไม่ว่าจะเป็นแรงงานในระบบ หรือนอกระบบควรได้รับสิทธิสวัสดิการเหมือนกัน โดยรัฐบาลสมทบให้เหมือนกัน ไม่ใช่แรงงานในระบบ มาตรา 33 ได้รับสวัสดิการ 7 กรณี  ลูกจ้างสมทบ 5 % นายจ้างสมทบ 5% รัฐสมทบ 2.7 แถมรัฐบาลติดค้างไม่ยอมจ่ายสมทบ มาตรา 39 คนตกงานต้องจ่ายสมทบสูงมาก 432 บาท ได้สวัสดิการ 6 กรณี มาตรา 40 สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือแรงงานนอกระบบ เป็นแบบสมัครใจมี 3 ทางเลือกในการรับสิทธิการคุ้มครองตามความจนหรือกำลังเงินที่ตนสามารถจ่ายได้ เช่น แรงงานจ่าย 70 บาท จ่าย100 บาท หรือ 300 บาท รัฐบาลสมทบให้เล็กน้อย ซึ่งถือเป็นความเหลื่อมล้ำทางสวัสดิการที่เกิดขึ้นจึงเห็นว่า ควรต้องเปลี่ยน

นักสื่อสารแรงงาน รายงาน