“ผู้นำรุ่นใหม่และความร่วมมือระหว่างองค์กรภาคประชาสังคมหลังวิกฤตโควิด -19”

Share on facebook
Share on google
Share on twitter

บทสรุปเวที ประชุมเชิงวิชาการระดับชาติ เรื่อง “ผู้นำรุ่นใหม่และความร่วมมือระหว่างองค์กรภาคประชาสังคมหลังวิกฤตโควิด -19”

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2563 เวลา 09.30-15.00 น. วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ร่วมกับมูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย และมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล จัดการประชุมเชิงวิชาการระดับชาติ เรื่อง ผู้นำรุ่นใหม่และความร่วมมือระหว่างองค์กรภาคประชาสังคมหลังวิกฤตโควิด -19 ณ ห้องประชุมบอลรูม 1-2 โรงแรมอีสติน มักกะสัน กรุงเทพฯ โดยมีวาระสำคัญ 4 วาระ ได้แก่

  • กล่าวเปิดการประชุม โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จิตติ มงคลชัยอรัญญา
  • นำเสนอผลการวิจัยเรื่อง “คนรุ่นใหม่ในขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาสังคม กรณีศึกษา: องค์กรพัฒนาเอกชนและสหภาพแรงงาน โดย รองศาสตราจารย์ ดร. นภาพร อติวานิชยพงศ์ และ อาจารย์ ดร. เกศกุล สระกวี
  • วิจารณ์และให้ความเห็นโดย รองศาสตราจารย์ ดร. ประภาส ปิ่นตบแต่ง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับการแลกเปลี่ยนจากผู้เข้าร่วมประชุม
  • เสวนาเรื่อง “องค์กรภาคประชาสังคมกับสหภาพแรงงานควรร่วมมือกันอย่างไรหลังวิกฤต
    โควิด-19
    ?”

สามารถสรุปสาระสำคัญแต่ละประเด็นได้ ดังนี้

            กล่าวเปิดการประชุม โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จิตติ มงคลชัยอรัญญา คณบดีวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อี๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งกล่าวว่า งานวันนี้มีภารกิจ 2 เรื่อง คือ

1) เป็นพันธกิจของวิทยาลัยที่ต้องดำเนินการจากการที่ได้รับทุนมาจากธนาคารกรุงเทพ ซึ่งมีการเชิญนักวิชาการจากหลากหลายประเทศ หลากหลายสาขา มาทำงานร่วมกับอาจารย์คณะต่างๆในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้งนี้ทางคณะที่สอนทางด้านสังคมศาสตร์ก็ได้ขอทุนสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยร่วมด้วย ซึ่งทางวิทยาลัยป๋วยก็ได้จัดทำโครงการเสนอไปเช่นกัน ได้งบประมาณมาไม่มากนัก ทางวิทยาลัยก็สบทบงบประมาณร่วม โดยเน้นไปที่การทำงานเรื่องคนรุ่นใหม่ 2 เรื่อง คือ วิธีคิดคนรุ่นใหม่ที่มององค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) กับมองขบวนการแรงงาน ว่ามีมุมมองอย่างไร ยังสนใจทำงานพัฒนาชนบท พัฒนาสังคมอยู่หรือไม่

2) ในปัจจุบันพบว่างานวิจัยทางด้านสังคมศาสตร์เมื่อจัดทำแล้วขาดการเผยแพร่จึงทำให้กลายเป็นจุดอ่อน สังคมยังรู้จักไม่มากเท่าที่ควร จึงเป็นที่มาของการจัดงานประชุมในวันนี้

ส่วนช่วงบ่ายจะเน้นไปที่การหาทางวิธีการหลุดจากโควิด 19 ได้อย่างไร โดยคิดว่า ขบวนการแรงงานต้องคิดหนัก ภาคเกษตรก็คิดหนัก แต่ในภาคเกษตรยังมีการไปต่อได้แต่ภาคแรงงานมีแต่แรงกายและความรู้ ต้องหาหนทางไปต่อให้ได้ ซึ่งย่อมยากขึ้น ซึ่งมีข้อสังเกตว่า คนรุ่นใหม่มีจำนวนน้อยลงในทุกแวดวง นี้เป็นผลมาจากอัตราการเกิดน้อยลง ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัด กรณีที่นั่งในมหาวิทยาลัย วันนี้มีที่นั่งว่างถึง 1 แสนคนที่ยังขาดนักศึกษามาเรียนต่อ แต่ในขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งคนรุ่นใหม่ก็ต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้น คนรุ่นเก่าๆเวลาพัฒนาประเทศด้านต่างๆจะใช้งบประมาณมาก ทำให้คนรุ่นใหม่ต้องมาแบกรับภาษีจากคนรุ่นนี้ต่อไปในอนาคต  คนรุ่นเราจะกลายเป็นคนที่รัฐบาลต้องดูแลในอนาคต รวมถึงคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันนี้

รองศาสตราจารย์ ดร. นภาพร อติวานิชยพงศ์ เสนองานวิจัยหัวข้อที่ 1 : เรื่องการพัฒนาคนรุ่นใหม่ในขบวนการเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงาน

1) เหตุที่มาศึกษาเรื่องนี้คือ ปัญหาการขาดช่วงของผู้นำ, ให้ความสำคัญกับคนรุ่นใหม่, ความจำเป็นของการร่วมมือกันของภาคประชาสังคม

2) แนวคิดในการศึกษา ใช้ 3 แนวคิด คือ ผู้นำในอดีต/ผู้นำอาวุโสในรุ่นปัจจุบัน, สหภาพแรงงานที่เป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม, ขบวนการเคลื่อนไหวเรื่องโลกร้อนที่นำโดยคนรุ่นใหม่

3) วิธีการศึกษา เน้นไปที่เชิงคุณภาพ สัมภาษณ์เจาะลึกผู้นำรุ่นใหม่/กลางจำนวน 13 คน ร่วมกับศึกษาจากเอกสารผู้นำในอดีต /รุ่นอาวุโส (ซึ่งบางคนก็เสียชีวิตไปแล้ว)

4) เรื่องแรกที่ดูคือ บริบททางครอบครัวและการศึกษา พบว่า ผู้นำรุ่นอดีต/อาวุโส มาจากครอบครัวยากจน การศึกษาน้อย ผ่านความยากลำยากในการตั้งสหภาพแรงงาน เกิดการหล่อหลอมสำนึกของชนชั้นแรงงาน ส่วนผู้นำรุ่นใหม่ มาจากครอบครัวปานกลาง มีการศึกษา เข้าร่วมสหภาพแรงงานจากการชักชวนของรุ่นพี่-เพื่อน

5) ในเรื่องสหภาพแรงงานในแนวขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม พบว่า ผู้นำอาวุโสเข้าใจโดยพื้นฐานเพราะผ่านประสบการณ์โดยตรง ส่วนผู้นำรุ่นใหม่ ไม่มีประสบการณ์ ต้องเรียนรู้จากเวทีการศึกษา ทั้งนี้มีข้อสังเกตว่า การเข้าร่วมการเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วง 15 ปี ที่ผ่านมา ได้สร้างให้เกิดความสับสนแต่ยังไม่สามารถนำไปสู่การยกระดับความรู้ทางการเมืองได้

6) หลักสูตรการศึกษาที่ผู้นำรุ่นใหม่ผ่าน อย่างน้อยมี 4 หลักสูตรนี้ ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพแกนนำในการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม, การพัฒนาผู้นำแรงงานเพื่อคุณภาพชีวิตและสังคม จัดโดยมูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน, การศึกษาพัฒนาผู้นำแรงงานระดับสูง (หลักสูตร 100 ชั่วโมง), การพัฒนาสื่อขับเคลื่อนขบวนการแรงงาน (นักสื่อสารแรงงาน)

7) ผลจากการผ่าน 4 หลักสูตร พบว่า ได้สร้างให้ผู้นำรุ่นใหม่ มีการพัฒนาความสามารถในการคิดเชิงวิเคราะห์ เพราะเนื้อหาและกระบวนการให้การศึกษาแตกต่างจากหลักสูตรทั่วๆไป, สามารถทำงานร่วมกันในหมู่ผู้ที่มีความเห็นต่างทางการเมือง, ทัศนะที่แตกต่างกันได้รับการยอมรับ

8) ปัญหาในการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม

– กลุ่มที่ 1 มองว่า ขาดความมั่นใจในตัวเองและผู้นำรุ่นใหม่ยังไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอในการรับมือกับความกดดัน , ไม่กล้าโต้แย้งผู้นำอาวุโส , ไม่มีเครือข่ายกับผู้นำแรงงานมากพอ , ยังไม่พร้อมในด้านเศรษฐกิจ / ครอบครัว ต้องทุ่มเทเวลา , ข้อเสนอ คือ ขอพึ่งผู้นำอาวุโสไปก่อน

– กลุ่มที่ 2 มองว่า เชื่อมั่นว่าผู้นำรุ่นใหม่มีความพร้อมแต่ผู้นำอาวุโสไม่มีระบบคัดสรรที่เหมาะสม , ผู้นำอาวุโสวางตัวเป็นเจ้าสำนัก , ผู้นำอาวุโสไม่ให้อิสระทางความคิด

9) แบบอย่างของผู้นำรุ่นอาวุโสที่กลุ่มเป้าหมายที่ผู้วิจัยไปสัมภาษณ์และตอบตรงกันเป็นส่วนใหญ่ คือ นางสาววิไลวรรณ แซ่เตีย อดีตประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กับนายสาวิทย์ แก้วหวาน อดีตเลขาธิการ คสรท.

10) ความเห็นของผู้นำอาวุโสต่อข้อจำกัดคนรุ่นใหม่ ได้แก่ ผู้นำรุ่นใหม่ไม่ได้ผ่านการต่อสู้ ความยากลำบากเหมือนผู้นำรุ่นเก่า, ขบวนการแรงงานปัจจุบันไม่มีอุดมการณ์ร่วม ทำให้ผู้นำรุ่นใหม่ไม่มีเป้าหมายการต่อสู้ที่ชัดเจน, คนรุ่นใหม่เก่งเทคโนโลยี แต่ไม่เข้าใจว่าจะนำมาใช้พัฒนาขบวนการแรงงานอย่างไร

11) ข้อเสนอต่อการพัฒนาคนรุ่นใหม่

11.1 บทบาทของผู้นำรุ่นอาวุโส ต้องเชื่อมั่นในศักยภาพคนรุ่นใหม่, มีระบบการถ่ายทอดประสบ การณ์/ทักษะ, ยึดหลักประชาธิปไตยและความเสมอภาค

11.2 การให้การศึกษา ความรู้ที่จำเป็น เช่น โลกทัศน์ จิตสำนึกทางสังคม อุดมการณ์ ทักษะการเป็นผู้นำที่ทันโลกสมัยใหม่ เทคโนโลยีการบริหารองค์กร ภาษาอังกฤษและกฎหมายแรงงาน

12) รูปแบบการให้การศึกษา ประกอบด้วย การมอบบทบาทการนำที่เหมาะสม, ให้การศึกษาผ่านโครงการอบรมเสวนา, ให้การศึกษาผ่านการเข้าร่วมการเคลื่อนไหว เยี่ยมเยียน รณรงค์ แลกเปลี่ยน

13) องค์กรจัดการศึกษา ได้แก่ สหภาพแรงงาน, NGOs, มหาวิทยาลัย กระทรวง, สถาบันแรงงานกลาง ที่ตอนนี้มีมูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทยเป็นฝ่ายเลขานุการดำเนินการอยู่

อาจารย์ ดร. เกศกุล สระกวี เสนองานวิจัยหัวข้อที่ 2 : เรื่องคนรุ่นใหม่ในภาคประชาสังคม กรณีศึกษานักพัฒนารุ่นใหม่ในองค์กรพัฒนาเอกชน

1) จุดเริ่มต้นของการศึกษาวิจัยมาจากการมีคำถามว่า NGOs รุ่นใหม่ไปไหนหมด /มองแต่เรื่องเงิน/ไม่สนใจต่องาน NGOs / แล้วใครจะขับเคลื่อนงานภาคประชาสังคม ใครจะเข้ามาช่วยกันแก้ไข แล้วคนรุ่นใหม่มองเรื่องการทำงานทางสังคม มองปัญหาทางสังคมอย่างไร

2) ระเบียบวิธีวิจัย: เน้นเชิงคุณภาพ เลือกกลุ่มเป้าหมายจากนักพัฒนารุ่นใหม่ใน gen y อายุไม่เกิน 35 ปี จำนวน 12 คน จาก 12 องค์กร โดยเลือกจากบริบทความหลากหลายต่างๆ เช่น ทุน การก่อตั้ง ใช้ระยะเวลาศึกษาในเรื่องนี้ คือ 1 ปี

3) พบว่า สามารถจำแนกนักพัฒนาได้ 4 รุ่น คือ รุ่นเกษียณ, อาวุโส, กลาง, ใหม่

4) แรงจูงใจต่องาน NGOs ประกอบด้วย

– ลักษณะงาน ท้าทาย อิสระ ส่งผลต่อสังคม

– เนื้อหางาน มีคุณค่าก่อนค่าตอบแทน

– ค่าตอบแทนและสวัสดิการ ตามมาตรฐานสัมพันธ์กับงาน แตกต่างตามทุนองค์กร

– พี่เลี้ยงและการสอนงาน สร้างการเรียนรู้ ซึมซับอุดมการณ์ ขัดเกลาทางสังคม

– วัฒนธรรมองค์กรแบบครอบครัวผูกพันมีค่าต่อความรู้สึก เยียวยาจิตใจ

– เวลางาน มีอิสระ ยืดหยุ่น ภาระงานหนัก

– สำนักงาน คือ บ้านเมื่องานยุ่ง

5) การระดมทุน

– มุมมองต่อทุนแตกต่างกับรุ่นเก่า

– ทุนมีความสำคัญ

6) แหล่งทุนที่หลากหลาย

– ระดมทุนแบบพึ่งตนเอง

– ธุรกิจเพื่อสังคม

– อุดมการณ์-บทบาทการตรวจสอบ

– อุดมการณ์ -การเลือกแหล่งทุน

7) การพัฒนาตนเอง

7.1 การพัฒนาตนเองจากภายใน ในเรื่องความสนใจงาน, การสร้างพลังในการทำงาน, ปัญหาสังคม ทำงานเพื่อสังคม, เว้นวรรคพักใจ เรียนรู้ใจในตนเอง

7.2 การพัฒนาจากภายนอก ทั้งในเรื่องภาษาต่างประเทศ, สื่อและเทคโนโลยี, ศึกษาต่อ แผนเส้นทางอนาคต, กิจกรรมทางสังคม อาสาสมัคร, ดูแลสุขภาพกายและใจ

8) ความคาดหวัง

8.1 คาดหวังต่อตนเอง ในเรื่องการเรียนรู้และเข้าใจในงานองค์กรทุกด้าน

8.2 คาดหวังต่อองค์กร ในเรื่องการสนับสนุนงบประมาณและเวลา, การทำงาน การพัฒนาของคนรุ่นใหม่, เงินเดือนและสวัสดิการที่มาตรฐานและมั่นคง

8.3 คาดหวังต่องานพัฒนา ทั้งการสนับสนุนจากภาครัฐ, การสร้างเครือข่ายการทำงาน, การทำงานทางสังคมในมิติใหม่ๆ, การระดมทุน

9) คนรุ่นใหม่ คือ พลังพัฒนาสังคม พบว่า บทบาทคนรุ่นใหม่ มีบุคลิกการทำงานต่างกัน, มองความมั่นคงในชีวิต-ขับเคลื่อนงานของ NGOs, ประเด็นงาน, อุดมการณ์

10) คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้อะไรจากงานพัฒนา พบว่า เกิดความเข้าใจสังคม, การเปลี่ยนแปลงทางความคิด, การเยียวยาตนเอง, ทักษะงานเฉพาะด้าน, ประสบการณ์ที่มีค่า, เรียนรู้ในสิ่งที่ไม่มีสอนในระบบการศึกษา

11) บทบาทและทิศทางขององค์กรพัฒนาเอกชนในมุมมองคนรุ่นใหม่

– ตรวจสอบและสร้างการเปลี่ยนแปลงจากการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

– สนับสนุนและส่งเสริมการทำงานของประชาชนและชุมชน

– ทำงานยืดหยุ่นตามสภาพของปัญหาประชาชนและพื้นที่ทำงาน

– ทำงานแบบเครือข่าย

รองศาสตราจารย์ ดร. นภาพร อติวานิชยพงศ์ เสนองานวิจัยหัวข้อที่ 3 : เรื่องความร่วมมือระหว่างสหภาพแรงงานกับองค์กรพัฒนาเอกชน

1) องค์กรพัฒนาเอกชนยุคแรกเป็นองค์กรทำงานแนวสงเคราะห์ เช่น สภากาชาดไทย

2) องค์กรจัดตั้งแรงงานยุคแรกเป็นสมาคมคนงาน กรรมกรรถรางสยาม ต่อสู้เพื่อค่าจ้างและสวัสดิการ

3) ยุคของความร่วมมือ พบว่า หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 มี NGOs ที่ทำงานในแนวสิทธิมากขึ้น

4) หลังรัฐประหาร 6 ตุลาคม NGOs มีบทบาทมากขึ้น เกิด NGO ด้านแรงงาน เช่น มูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน, สมาคมสิทธิเสรีภาพประชาชน, กลุ่มเพื่อนหญิง, กลุ่มเยาวชนคนงาน

5)  ความร่วมมือที่สำคัญกับสหภาพแรงงาน เช่น การขับเคลื่อนเรื่อง พ.ร.บ.ประกันสังคม, การลาคลอด, สถาบันความปลอดภัย เป็นต้น

6) ความจำเป็นของความร่วมมือในปัจจุบัน

– มีความห่างเหินในความร่วมมือหรือไม่อย่างไร

– หลังวิกฤติโควิด ภาคประชาสังคมจำเป็นต้องร่วมมือกันในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม

– แรงงานเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

– ผู้นำรุ่นใหม่ใน NGOs และสหภาพแรงงานจะมีบทบาทความร่วมมือกันอย่างไร

รองศาสตราจารย์ ดร. ประภาส ปิ่นตบแต่ง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับงานวิจัย โดยสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

1) งานวิจัยทั้ง 2 เรื่อง ได้ชี้ให้เห็นว่าการศึกษาเรื่องคนรุ่นใหม่ เป็นโจทย์ที่ไม่ค่อยมีคนศึกษามากนัก ดังนั้นนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ย่อมทำให้เห็นถึงความเข้าใจคนรุ่นใหม่ไม่มากก็น้อย เพราะโจทย์ศึกษาแบบนี้ได้สะท้อนว่า คนรุ่นใหม่หายไปไหน แต่เราอาจไม่มีแวดวงไปทำงานกับคนรุ่นใหม่ก็เป็นไปได้ ตนเสนอแนะเรื่อง การทำงานจริงจังกับคนรุ่นใหม่ ที่ในปัจจุบันเข้าไปอยู่ในที่ทางต่างๆ แต่ไม่ได้สังกัดในรูปการทำงานแบบสถาบันหรือในองค์กรแบบเดิมๆ ต้องเข้าไปเรียนรู้

2) งานของ อ.นภาพร ช่วยทำให้เราเข้าใจคนรุ่นใหม่ ตั้งคำถามต่อคนต่อการดำรงอยู่ ส่วนงานของ อ.เกศกุล ชี้ให้เห็นถึงการเติบโตของ NGOs ที่มีความหลากหลายมาก นับตั้งแต่ปี 2523 ที่เป็น NGOs ด้าน
สาธารณกุศล หรืออีกด้านหนึ่งคือ การเกิดขึ้นมาของโครงการพัฒนาชนบทลุ่มน้ำแม่กลอง

3) ในปัจจุบันเวลาพูดคำว่า คนรุ่นใหม่ จะไม่สามารถหนีจากบริบททางสังคมได้ มีข้อสังเกตว่า ความขัดแย้งทางสังคมมีความหลากหลาย ปัญหาสังคมไม่ใช่ปัญหาเชิงประเด็นเดี่ยว เช่น แรงงานคงไม่ใช่แค่มิติเศรษฐกิจเท่านั้น ไม่ได้เผชิญแค่ค่าจ้างแรงงาน แต่ยังเกี่ยวข้องกับอธิปไตยทางอาหารเชื่อมโยงไปชนบทด้วย ที่ยังต้องพึ่งค่าจ้างแรงงานอยู่ เราจึงเห็น NGOs ในมิติใหม่ๆ เช่น LGBT, ความมั่นคงทางอาหาร เป็นต้น

4) สหภาพแรงงานจึงไม่สามารถทำงานแบบเน้นมิติเดียวแบบปากท้อง ค่าจ้างแรงงานเท่านั้น สหภาพมีอุดมการณ์ 3 แบบ คือ มองตนเองคือ ปากท้องเศรษฐกิจ/สหภาพแบบสหภาพนิยม / สหภาพแรงงานแบบเน้นการเมือง พรรคการเมือง แต่การทำความเข้าใจเรื่องแบบนี้ไม่ง่าย ต้องมีแว่นความเข้าใจ ต้องมีการออกแบบกระบวนการสร้างการเรียนรู้ เพื่อเห็นภาพสำคัญว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของภาคประชาสังคมใหญ่ทั้งหมด

5) สำหรับประเด็นย่อยๆ เห็นว่า NGOs ในปัจจุบันพบปัญหาเศรษฐกิจ เข้าไม่ถึงแหล่งทุน แม้มีแหล่งทุน กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) /สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)ฤ(พอช.) แต่ก็ได้สร้างข้อจำกัดจำนวนมาก ซึ่งในเรื่องมีงานศึกษาพอสมควรมากแล้วในการสะท้อนปัญหาของแหล่งทุนดังกล่าว

6) ตนไม่เห็นด้วยกับการตั้งคำถามคนใน-คนนอก ทำให้เกิดปัญหาในการทำงาน เป็นข้อสรุปขาว-ดำมากเกินไป เสนอเรื่องการต้องสะสมความรู้เชี่ยวชาญประสบการณ์ให้ชัดไปเลย วันนี้มี NGOs แบบนี้จำนวนมากขึ้นแต่เน้นทำงานเคลื่อนไหว แต่ก็ลงไปทำงานเชื่อมโยงเครือข่ายยังไม่มากนัก

7) โดยสรุป งานวิจัยนี้มีคุณูปการในการนำไปสู่การสร้างคนรุ่นใหม่ แต่ในสังคมไทยก็มีความขัดแย้งแตกต่างก็หลายมิติ ดังนั้นใครทำงานประเด็นเดี่ยวก็จะเป็นข้อจำกัด ต้องมองหลายๆมุมหลายๆภาคส่วน ข้อดีคือก่อให้เกิดการสนทนาแลกเปลี่ยนเป็นสำคัญมากกว่า

การแลกเปลี่ยนจากผู้เข้าร่วมประชุม

นายจะเด็จ เชาว์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล แสดงความคิดเห็นว่า

1) ปัญหาของคนรุ่นใหม่ คือ เบ้าหลอม เพราะ NGOs กับสหภาพแรงงานคล้ายๆระบบราชการ อำนาจนิยม ทำให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมยาก ซึ่งมองว่า การสร้างหรือการทำงานกับคนรุ่นใหม่ไม่ใช่เรื่องเทคนิคแต่เป็นเบ้าหลอมทางความคิด เพราะพอมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงผู้นำอาวุโสก็เกิดปัญหา ขณะเดียวกันในปัจจุบัน NGOs ก็ไม่ทำงานฐาน ขาดความยึดโยงกับฐาน คนรุ่นใหม่ก็น้อยลงร่วมด้วย

2) ความร่วมมือในการทำงานทำงานระหว่างสหภาพแรงงานกับภาคประชาสังคม ที่ อ.นภาพร ตั้งคำถาม ได้มองเป้าตรงกัน คือเรื่องความเป็นประชาธิปไตย เช่น คนงานถูกจำกัดในยุครัฐบาลทหาร รับไม่ได้กับรัฐบาลเผด็จการ สหภาพแรงงานแตกกันเป็นหลายส่วน ใน NGOs ก็เช่นเดียวกัน

3) ในเชิงยุทธศาสตร์ ความเป็นเฉพาะด้านได้สร้างปัญหามาก เช่น ทำงานแค่เพียงเรื่องค่าแรงสวัสดิการ ยิ่งแคบไปเรื่อยๆ เพราะจะอยู่แค่รั้วโรงงาน ถ้าเชี่ยวชาญไปเรื่อยๆ จะไม่เห็นมิติอื่นเลย สหภาพแรงงานจะหาสมาชิกแค่ตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ต้องมีการจัดตั้งแนวใหม่ให้ได้ อยู่โรงงานอย่างเดียวไปไม่รอด platform แบบโรงงานจะไม่เกิดขึ้น ต้องจัดตั้งแบบใหม่ในการจ้างงานใหม่ๆ เสนอเรื่องการสร้างองค์กรแนวระนาบที่คนรุ่นใหม่อยากทำงานด้วยตนเอง

นางสาวบุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์ นักวิชาการสถาบันส่งเสริมภาคประชาสังคม (สสป.)

ได้มีประเด็นร่วมแลกเปลี่ยน 9 ประเด็น ดังนี้

1) สาเหตุของการที่มีคนรุ่นใหม่มาทำงานในสหภาพแรงงานหรือขบวนการแรงงานน้อย มีสังเกต 3 ประการคือ

1.1) ข้อจำกัดเชิงวิธีคิดของคนรุ่นเก่าที่ยังมองคนรุ่นกลางหรือคนรุ่นใหม่ในเชิงกระแหนะกระแหนผ่านถ้อยคำทางวาทกรรมต่างๆ ที่แสดงตนว่าเป็น “คุณพ่อ-คุณแม่รู้ดี” “เป็นศาสดา” เช่น ไม่เข้าใจคำว่าทุนสามานย์, มีความไร้เดียงสา, ม็อบมุ้งมิ้ง, ม็อบฟันน้ำนม, อ่อนหัด, ไม่มีประสบการณ์ ทั้งที่ในข้อเท็จจริงแล้วมีความน่าสนใจว่า คนรุ่นใหม่ก็ต่อต้านคนรุ่นเก่าในท่าทีแบบนี้

มีรูปธรรมหนึ่งในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา กรณีคนรุ่นใหม่-รุ่นกลางในสหภาพแรงงานสายยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์กลุ่มหนึ่ง ที่พยายามแยกสหภาพแรงงานมารวมกันเฉพาะในกลุ่มที่ประธานสหภาพแรงงานเป็นคนรุ่นใหม่หรือรุ่นกลางในการทำงานประมาณ 14 สหภาพแรงงาน เพราะรับไม่ได้กับวิธีคิดคนรุ่นเก่าที่ยังมองเห็นบทบาทคนรุ่นใหม่ที่น้อยอยู่ เป็นต้น

1.2) ยังคงมีหลักสูตรอื่นๆนอกเหนือจากหลักสูตรทั้ง 4 ด้านที่ผู้วิจัยกล่าวมา ที่หล่อหลอมคนรุ่นใหม่ ทั้งหลักสูตรในประเทศ ที่ผ่านการทำงานของแหล่งทุน เช่น สสส. ลงมาที่เครือข่ายแรงงานในบางกลุ่ม เช่น ของนายมนัส โกศล , ของ คสรท. ในช่วงที่นางสาววิไลวรรณ แซ่เตีย และนายชาลี ลอยสูง เป็นประธาน , หลักสูตรกสิกรรมธรรมชาติ เช่น กรณีฝึกอบรมของศูนย์มาบเอื้อง ,  การเข้าร่วมเวทีของภาคประชาสังคมเรื่องต่างๆ เช่น การเข้าร่วมเวทีที่สถาบันส่งเสริมภาคประชาสังคมจัดขึ้นทุกปี กระทั่งหลักสูตรออนไลน์ต่างๆ เป็นต้น

นอกจากนั้นแล้วยังมีหลักสูตรจากองค์กรด้านแรงงานจากต่างประเทศที่จัดขึ้นเป็นระยะๆ เช่น ของมูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท  หรือ FES ตั้งแต่ช่วงที่ อ.ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา ยังทำงานอยู่ และต่อเนื่องมาช่วงนางสาวปรีดา ศิริสวัสดิ์, SC ที่ตอนนี้มีนายโรเบิร์ต เป็นผู้อำนวยการ รวมถึงกรณีการส่งคนรุ่นใหม่ในสหภาพแรงงานไปดูงานต่างประเทศ ทั้งในยุโรป เกาหลีใต้ หรือที่อื่นๆ เป็นระยะๆ เหล่านี้คือเวทีในการหล่อหลอมคนรุ่นใหม่ทั้งสิ้น ที่ผู้วิจัยยังไม่ได้กล่าวถึง

1.3) กระแสเสรีนิยม โลกาภิวัฒน์ การเลิกจ้างสมาชิกสหภาพแรงงานอย่างต่อเนื่อง การถูกกดดันคุกคามจากนายจ้าง กล่าวได้ว่าทุนบีบบังคับให้เกิดคนรุ่นใหม่ในสหภาพแรงงานที่ต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ แม้ว่าจะยังคงเป็นเรื่องภายในรั้วโรงงานเท่านั้นอยู่ก็ตาม

2) ผลสำคัญของการเข้าร่วมหลักสูตรพัฒนาต่างๆของคนรุ่นใหม่ในสหภาพแรงงาน เห็นว่าได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเรื่องต่างๆเหล่านี้ ได้แก่

– การทำงานสหภาพแรงงานไม่ใช่คำตอบเดียวในการเปลี่ยนแปลงสังคม ยังคงมีรูปแบบอื่นๆที่สามารถผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ถือคัมภีร์เดียวในการทำงานพัฒนาสังคม

– การเห็นทางเลือกอื่นๆในชีวิต เช่น การไปศึกษาต่อด้านรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ เป็นต้น

– การเปลี่ยนแปลงอาชีพจากในโรงงานหรือการทำอาชีพตนเอง เช่น เกษตรทางเลือก , การขายของออนไลน์ ฯลฯ

– การมาทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมมากขึ้น

– การสร้างความร่วมมือกับนายจ้างในฐานะหุ้นส่วนความร่วมมือ ที่ไม่ใช่เพียงความอยู่รอดของตัวกรรมการสหภาพแรงงานเพียงเท่านั้น ที่หากหลุดจากตำแหน่งแล้วจะส่งผลต่อปัญหาการทำงานในเรื่องต่างๆ

3) ปัญหาสำคัญของคนรุ่นใหม่ในสหภาพแรงงาน คือ การขาดการ conceptualize การจับประเด็นไม่แตก นี้เป็นผลมาจากการอ่านหนังสือน้อย การมีคลังคำน้อย และทำให้ไม่สามารถโต้ตอบผู้นำอาวุโสได้ยามเวลาที่ถกเถียงกัน และกลายเป็นจุดอ่อนสำคัญในการถูกปรามาส

4) อำนาจของสหภาพแรงงานมี 4 แบบ คือ อำนาจเชิงโครงสร้าง, อำนาจเชิงสถาบัน, อำนาจเชิงการรวมตัว, อำนาจเชิงสังคม ซึ่ง อ.ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา ได้ทำงานศึกษาวิจัยในเรื่องนี้อย่างละเอียด และนี้คือความร่วมมือกันของผู้นำทั้งรุ่นอาวุโส กลาง และใหม่ ซึ่งไม่ใช่ภารกิจของคนใดคนหนึ่งเพียงเท่านั้น

5) ตนไม่ค่อยกังวลกับเรื่องคนรุ่นใหม่ใน NGOs เพราะมีรูปธรรมจำนวนไม่น้อยที่ยืนยันว่า คนรุ่นใหม่ยังสนใจงานด้านนี้อยู่และมีทุนสนับสนุนการทำงาน เช่น กรณีของนักพัฒนารุ่นใหม่ที่ทำงานประเด็นด้านการสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว หรือกรณีอาสาสมัครนักสิทธิ ของมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม เป็นต้น

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ตั้งข้อสังเกต คือ ความเร่าร้อนของคนรุ่นใหม่ที่สุดท้ายทำให้ไม่สามารถยืนหยัดต่อไปได้ เมื่อพบสภาวะที่ไม่เป็นใจ ไม่เป็นที่ต้องการ กระทั่งไม่ใช่ในนิยามของตนเอง “ความเย็น” ต่างหากที่ทำให้คนรุ่นใหม่สามารถเดินไปต่อในอนาคตข้างหน้า และพัฒนาเป็นคนรุ่นกลางต่อไป

6) การกระแหนะกระแหน NGOs อาวุโส NGOs ที่เกษียณไปแล้ว ไม่เกิดประโยชน์อันใด ยิ่งทำให้เกิดช่องว่างในการทำงานร่วมกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ของคนแต่ละรุ่นยิ่งถ่างว่างออกไปอีก ข้อเสนอคือ แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง มุ่งเน้นทำงานหุ้นส่วนมากกว่าแค่วิพากษ์วิจารณ์ตามเวที ซึ่งแน่นอนการวิพากษ์ควรทำ แต่ควรมาพร้อมกับการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใดๆในอนาคตร่วมด้วย ไม่ใช่แค่การสาดคำกันไปมาเพียงเท่านั้น

7) ในเรื่องค่าจ้างและสวัสดิการในการทำงานของ NGOs ยังมีข้อจำกัดใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่ยังมีข้อยกเว้น ไม่บังคับใช้อยู่ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องขับเคลื่อน เพราะเรื่องนี้ได้นำไปสู่การละเมิดสิทธิ NGOs จำนวนไม่น้อยมาแล้วในหลายกรณี

8) การสร้างให้เกิดความเป็นมืออาชีพในการทำงาน ทั้งในสหภาพแรงงานและใน NGOs เป็นเรื่องสำคัญ ทั้งในเรื่องการมีความรู้, ทักษะในการทำงาน, การเข้าถึงงบประมาณและทรัพยากร, การบริหารจัดการองค์กรอย่างมีธรรมาภิบาล มีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดความยั่งยืนในอนาคต

9) มีตัวอย่างความร่วมมือระหว่างสหภาพแรงงานกับภาคประชาสังคม เช่น กรณีนายชาลี ลอยสูง เข้ามาเป็นกรรมการในกองทุนภาคประชาสังคม ที่จัดตั้งโดยเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมกว่า 50 องค์กรเมื่อช่วงปี 60 ที่ผ่านมา มีการสนับสนุนให้สหภาพแรงงานต่างๆร่วมลงลายมือชื่อสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมฉบับ 1 หมื่นรายชื่อ หรือกรณีนายจะเด็ด เชาว์วิไล ที่เป็นกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม (คสป.) ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯปี 2558 เป็นต้น

ดร.พงศ์ฐิติ พงศ์ศิลามณี ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) แสดงความคิดเห็นว่า

1) ตนเสนอว่า คนรุ่นเก่า คนรุ่นใหม่ มีการเติบโตที่แตกต่างกัน ทำให้มุมมองในการทำงานจึงต่างกัน และกลายเป็นช่องว่าง และไม่สามารถใช้สถาบันการศึกษา หรือสถาบันครอบครัวในการเชื่อมโยง เพราะมีช่องว่างเยอะ เราจะเห็นในเฟสบุ๊คที่ต่างฝ่ายก็จะวิพากษ์วิจารณ์กันไปมา

2) มีงาน 2 ลักษณะ คือ แรงงาน กับ NGOs แต่ก็คือภาคประชาสังคมเหมือนกัน ในประเด็นแรงงานเอง ก็มีช่องว่างเช่นเดียวกัน ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่สามารถมาเรียนรู้ได้ เพราะคนรุ่นเก่ามองว่าไม่มีสมรรถนะเพียงพอ และเกิดช่องว่างที่รุนแรงขึ้น ที่สนใจขบวนการแรงงานน้อยลงด้วย และเรามีคนรุ่นเก่าที่เกษียณแล้ว และคนรุ่นใหม่มาน้อย

3) ในอดีตเราเห็นความเข้มแข็งของขบวนการแรงงาน แต่พลังน้อยลงในปัจจุบัน และในขบวนการแรงงานก็มีปัญหาตลอด ทำให้สนใจปัญหาเชิงสังคมน้อยลง แค่มาร่วมเป็นองค์ประกอบ มากกว่าเป็นตัวจริง เป็นแค่คนดู ไม่ใช่นักแสดง เป็นแค่ตัวประกอบในฉาก สาเหตุคือองค์ความรู้กระจุกตัวอยู่กับคนรุ่นเก่า การผ่องถ่ายองค์ความรู้จากคนรุ่นเก่ามายังคนรุ่นใหม่ก็มีน้อยไปด้วย

4) มีข้อสังเกตว่าในโครงการ Ship to Shore Rights Project ของไอแอลโอซึ่งได้รับเงินทุนสนับสนุนโดยสหภาพยุโรป พบว่า มีคนรุ่นใหม่ที่เป็น NGOs ด้านแรงงานข้ามชาติมาทำงานจำนวนมากพอสมควร แปลว่าคนรุ่นใหม่ยังสนใจงานพัฒนาสังคมอยู่

นายมานิตย์ พรหมการีย์กุล ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย นำเสนอว่า

1) ขบวนการแรงงานอยู่ในกรอบ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ทำให้มุ่งเน้นไปที่กลุ่มตนเอง เวทีวันนี้ ช่วยให้เข้าใจการทำงานของ NGOs มากขึ้น งานสหภาพแรงงานมักมุ่งเน้นไปที่การเจรจาต่อรองเป็นสำคัญ

2) แรงงานต้องรู้ทุกเรื่อง ไม่รู้ก็ไม่ได้

3) การใช้เทคโนโลยีเข้ามาจ้างงาน ทำให้จำนวนคนงานลดลง

กรรมการสหภาพแรงงานเด็นโซ่ประเทศไทย

เสนอเรื่องการมีคนรุ่นกลางในการสานต่อเชื่อมต่อระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนอาวุโส

นายวัลลภ ชูจิตร์ ประธานสหภาพแรงงานเอ็นเอ็กซ์พี แมนูแฟคเจอริ่ง

1) ในยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้คนงานต้องปรับตัว

2) เห็นว่ามีคนรุ่นเก่าจำนวนมากที่ทันสมัย การแยกคนรุ่นเก่า-รุ่นใหม่โดยมองที่อายุเพียงอย่างเดียวอาจเป็นข้อจำกัดในการทำงาน

ช่วงบ่าย เสวนาเรื่อง “องค์กรภาคประชาสังคมกับสหภาพแรงงานควรร่วมมือกันอย่างไรหลังวิกฤต
โควิด-19
?”

วิทยากรประกอบด้วย อ.ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา นักวิชาการอาวุโสด้านแรงงาน , นางสาว
ธนพร วิจันทร์ ประธานกลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี , นางสาวศิริจรรยาพร แจ้งทองหลาง เลขาธิการสหภาพแรงงานชิ้นส่วนยานยนต์ไทย , นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล , นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี และ รศ.ดร. ประภาส ปิ่นตบแต่ง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินรายการโดยนางสาววาสนา ลำดี มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย

 

อ.ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา นักวิชาการอาวุโสด้านแรงงาน กล่าวว่า  มี 2 ประเด็นใหญ่ในการนำเสนอ คือ ประเด็นที่หนึ่ง เป็นความร่วมมือองค์กรแรงงานกับภาคประชาสังคม กับประเด็นที่ 2 เรื่องหลังโควิด มองว่าหลังโควิดจะมีอะไรที่ท้าทายมากขึ้น และดูว่า มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไร

1) ในทางเศรษฐกิจ อะไรจะเกิดขึ้นในโลกหลังโควิด ตอนนี้อยู่ในโลกเสรีนิยมใหม่ ที่เริ่มตั้งแต่ช่วง 1970-1980 โรงงานออกจากสายพานการผลิตแบบเดิม สร้าง global supply chain ขึ้นมา โรงงานที่มีขนาดใหญ่ลดลง มีการสร้างระบบการผลิตที่กระจายไปทั่วโลก แต่สถานการณ์โควิดทำให้ห่วงโซ่นี้มันพัง หยุดชะงัก กระบวนการผลิตหยุด ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาหนึ่งพอสมควรในการฟื้นฟู และการกลับไปใช้ต้นทุนเดิมจะสูงมาก เพราะจะผลักไปที่ตัวแรงงาน เพื่อลดต้นทุนการผลิต อำนาจใหญ่ยังคงอยู่กับทุน

มีงานวิชาการของนักวิชาการจากแคนาดา ที่พบว่า ทุกครั้งที่โลกเกิดวิกฤติมันกลายเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการบำบัดทางเศรษฐกิจ ลดทอนสวัสดิการต่างๆ ใช้ระบบอำนาจนิยมมาแทนระบบตลาด กรณีในช่วงต้มยำกุ้ง ก็จะเห็นว่ามีการจัดโครงสร้างใหม่ในการโอบอุ้มประคับประคองทุนไม่ให้ล้มลง แต่ทำให้คนตัวเล็กตายตามยถากรรม ซึ่งเราต้องเผชิญกับมัน

สำหรับประเทศไทยที่พึ่งพิงเศรษฐกิจภายนอกกว่า 70 % ได้นำมาสู่การเลิกจ้างมากมาย นี้คือประเด็นที่ท้าทาย อีกสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้น คือ สงครามการค้าจีน-อเมริกา ทำให้คนที่มีอำนาจได้ประโยชน์มากยิ่งขึ้น

2) ในทางการเมือง อำนาจมักไปตกที่รัฐซึ่งมีอำนาจพิเศษ อ้างวิกฤติในการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ รัฐจะมีอำนาจมากในการแทรกแซงตลาด เอื้ออำนาจฝ่ายทุน อำนาจแบบเผด็จการจะมีมากขึ้น วิกฤติจะผลักคนให้เดือดร้อน ดังนั้นการเชื่อมร้อยคนเดือดร้อนเข้ามาด้วยกันจะสำคัญมาก คนที่เดือดร้อนลุกขึ้นมาสู้ นี้คือเงื่อนไข ที่จะทำให้ภาคประชาสังคมมีบทบาทขึ้น

การอยู่ใต้อำนาจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ คสช.มายาวนาน ส่งผลต่อกระแสการต่อสู้ทางการเมือง ดึงอำนาจกลับมาที่ประชาชน จากที่รัฐฉวยโอกาสจากความแตกแยกของภาคประชาชน ที่แบ่งสีเสื้อออกจากกัน มีคนรุ่นใหม่ที่หลุดออกจากการครอบงำของรัฐ ไม่ได้อยู่กับสื่อแบบเดิมๆโมเมนตั้มของการเรียกร้องแบบใหม่ๆ เราจะหล่อเลี้ยงสิ่งเหล่านี้ต่อไปได้อย่างไร

3) แล้วขบวนการแรงงานจะร่วมมืออย่างไร ที่สำคัญคือ ต้องหลุดออกจากรั้วโรงงานตามที่กฎหมายไปขังไว้และทำให้อ่อนแอ ทำอย่างไรให้ความหลากหลายกลับมา ความสำเร็จของความร่วมมือ คือ เรามีจินตนาการร่วมกันไหม หาจุดร่วมในการทำงาน เพื่อสลายความขัดแย้งเหลืองแดง

เรื่องแรก คือ รัฐธรรมนูญ ทุกคนเห็นตรงกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้เรื่อง ทำให้การเมืองคลุมเครือ แต่ก็ปล่อยให้ฝ่ายการเมืองทำอย่างเดียวก็ไม่ได้ เสนอว่าต้องสร้างพันธมิตรข้าม generation และสร้างความร่วมมือกัน และเห็นว่า กระแสเรื่องรัฐสวัสดิการก็เป็นประเด็นร่วม เสรีนิยมใหม่ ตลาด ทำให้ชีวิตเราแย่

ดังนั้นการลืมเรื่องความขัดแย้ง พูดเป็นเสียงเดียวกัน จะมีพลังในการถ่วงดุลกลไกประชารัฐของรัฐบาล ให้ดึงกลับมาที่ประชาชน เงื่อนไขที่เกิดขึ้นหลังโควิด ถ้าปล่อยธรรมชาติจะตายกันหมด และเงื่อนไขทางการเมืองเช่นกัน อย่าปล่อยไป เราจะร่วมกันตรงจุดไหนได้บ้าง เดินไปด้วยกันเพื่อทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ที่สุด

คำว่า ลืมในที่นี้ ต้องเข้าใจว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะลืม แต่คือการละไว้ ผมฝันเรื่องการถกเถียงกันแต่ทุกคนยังยึดที่เดิม ไม่เอาอดีตมาดึงไว้กับที่ เอาอนาคตมาผลักไปข้างหน้า แต่ไม่ได้หมายถึงการลืม และต้องสรุปบทเรียนจริงๆ แต่ก็อยู่กับผู้เกี่ยวข้องว่าพร้อมไหม

ตนมีความหวังกับขบวนการแรงงาน แต่ความขัดแย้งที่ผ่านมาได้ทำลายพลังไปอย่างมาก สถานการณ์เฉพาะหน้าทำลายความมุ่งมั่นเหล่านี้ ตอนนี้ต้องคิดรูปแบบใหม่ การถูกขังในโรงงานเป็นปัญหา ต้องทำลายคุกเพื่อนำไปสู่การจัดตั้งใหม่ ทำใหม่ รูปแบบสหภาพแรงงานมีหลากหลาย โดยนึกถึงพันธมิตรที่หลากหลาย เพื่อปิดช่องว่างแต่ละ generation จะเชื่อมร้อยกันอย่างไร

คำถามคือ เรามีทางเลือกอื่นที่ไปพ้นจากรัฐทุนนิยมเสรีไหม นี้เป็นเรื่องที่ต้องทำให้ชัดเจน

นางสาวธนพร วิจันทร์ ประธานกลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี กล่าวว่า  ตนเองก็ไม่ใช่คนรุ่นใหม่เพราะเข้ามาทำงานแรงงานตั้งแต่ช่วงรณรงค์เรื่องประกันการว่างงานที่ท้องสนามหลวง เมื่อก่อน NGOs ให้การสนับสนุนขบวนการแรงงานมาโดยตลอด

ตั้งแต่มี พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ เกิดขึ้นมาแรงงานก็เรียกร้องเรื่องค่าจ้างและสวัสดิการ แต่ช่วงที่เกิดวิกฤติโควิด บริษัทได้ขอลดสวัสดิการทั้งหมด เช่น โบนัส ดังนั้นการทำประเด็นเชิงองค์รวมจึงสำคัญมาก ถ้าเป็นรัฐสวัสดิการ นายจ้างจะยึดคืนไม่ได้ ตอนนี้หลังโควิดโรงงานจะตายช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง มีการจ้างงานแบบplatform ใหม่ๆ เช่น ค่าจ้างรายชั่วโมง  ที่ผ่านมาขนาดรายวันยังมีปัญหา วันหนึ่งห้ามต่ำกว่า 4 ชั่วโมง ขนาด 300 บาท ยังไม่พอกินเลย แล้วค่าจ้างรายชั่วโมงจะเกิดปัญหาขนาดไหน

กรณีที่เสนอเรื่องการกลับมาทำงานด้วยกัน ลืมความขัดแย้ง ใครไม่ลืมก็จำไว้ ตอนนี้รัฐบาลได้สร้างความเกลียดชังต่อเด็กที่ออกมา เหมือนโควิดรักษาทุกโรค หากเราไม่ลุกขึ้นมาก็จะไม่สามารถแก้ไขได้ การรวมตัวต้องคิดแบบใหม่ จัดตั้งใหม่ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 250 คนก็มีปัญหามาก ได้คนที่ไปอยู่ในอำนาจเหมือนเดิม นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของสหภาพแรงงาน ดู พ.ร.ก. ฉุกเฉิน สหภาพแรงงานจะทำอะไรบ้าง

สหภาพแรงงานจะออกมาแสดงตัวตนอย่างไรกับการตกงาน เศรษฐกิจแย่ในภาวะแบบนี้ การแสดงตัวตนทางสาธารณะต้องออกมาเคลื่อนได้แล้ว ให้คนเห็นภาพ ถ้าไม่เคลื่อนจะไม่เห็นอะไร ยื่นแบบเดิมๆ พบรัฐมนตรีไม่ได้ผลแล้ว ควรทำรูปใหม่ๆ ดูเด็กๆที่มีกิจกรรมมากมาย เสนอว่า เอาประเด็นร่วมกลับไปคุยกัน เช่น รัฐธรรมนูญปี 2540 กลับไปที่ตรงนั้น เพราะเป็นรัฐธรรมนูญที่มีภาคประชาชนมีส่วนร่วมอย่างมาก

นางสาวศิริจรรยาพร แจ้งทองหลาง เลขาธิการสหภาพแรงงานชิ้นส่วนยานยนต์ไทย กล่าวว่า ในส่วนสหภาพแรงงาน เราก็มีภาคีในการทำงานกับภาคประชาสังคม แม้ว่าอาจไม่ใช่เป็นขนาดระดับกลุ่มหรือสหพันธ์ แต่เป็นในส่วนสหภาพเองโดยตรงที่มีการทำงานกับภาคประชาสังคม

ตนเคยไปร่วมเวทีที่มีการสะท้อนประเด็นเรื่องนิยามองค์กรภาคประชาสังคมว่าไม่ครอบคลุมสหภาพแรงงาน เข้าไปถกเถียงเรื่องนี้ ซึ่งในเวทีก็มีการเสนอว่าสหภาพแรงงาน มี พ.ร.บ.ตนเอง คือ แรงงานสัมพันธ์ ส่วนการทำงานกับภาคประชาสังคม เช่น สลัม 4 ภาค , ผู้สูงวัย , แรงงานนอกระบบ ก็ควรเชื่อมร้อยกัน

แน่นอนการเกิดขึ้นมาของสหภาพแรงงาน ประเด็นสำคัญคือเรื่องค่าจ้าง สวัสดิการ แต่ก็ต้องมองถึงรอบๆโรงงานด้วย เราเป็นประชากรแฝงมาทำงาน เราไม่ใช่คนที่นี่ การผลักดันเรื่องสิ่งแวดล้อมชุมชนก็น้อยมาก เพราะเราแค่เช่าบ้าน มีหอพักหลับนอน แต่ไม่รู้ว่าการทำงานในโรงงานสร้างอะไรบ้างให้ชุมชน ว่าชาวบ้านได้รับผลกระทบใดบ้าง เช่น กรณีจราจรติดขัด

แต่พอรู้จักภาคประชาสังคม แต่ยังเป็นการทำงานเฉพาะส่วนแค่สหภาพ ก็อาจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทั้งหมด อาจต้องกำหนดเป็นนโยบายให้ระดับสมาพันธ์ คสรท. หรือแบ่งเป็นกลุ่มพื้นที่เข้ามาร่วมขับเคลื่อนร่วมกับภาคประชาสังคม เช่น การสร้างพื้นที่เศรษฐกิจร่วมกันในชุมชน มีเครือข่ายด้านอาหาร มาเชื่อมกับสหภาพแรงงาน เพื่อให้คนงานได้กินอาหารที่ดีๆ

ผลจากวิกฤติโควิด ตอนนี้จากต้องมาทำงานทุกวัน ก็ไม่ต้องมา ทำให้บริษัทสามารถควบคุมต้นทุนการผลิตได้ สถานการณ์ตอนนี้ถ้าโรงงานพยุงเศรษฐกิจไปได้ก็รอดแล้ว อย่าไปหวังเรื่องข้อเรียกร้องเลย บางที่ไม่มีสหภาพแรงงานก็ต้องรับข้อเสนอนายจ้าง ลดค่าจ้างลงมาต่ำกว่า 75 %

ตอนนี้โรงงานไม่มีนโยบายรับคนรุ่นใหม่ ก็ส่งผลต่อปัญหา แต่มาทำงานสหภาพก็ต้องพร้อมด้วยและสามารถเปลี่ยนแปลงตนเองได้ก่อน ทำให้สมาชิกรู้สิทธิ รู้หน้าที่ ก็จะทำให้การเลิกจ้างเกิดได้ยากขึ้น ทำให้ค่าตัวแพงขึ้นก่อนเลิกจ้าง

ในสหภาพตนเองก็ทำงาน CSR กับชุมชน ดังนั้น เสนอเรื่องทำงานร่วมกับชุมชนในพื้นที่ กำหนดให้ชัด ช่วงนี้เป็นวิกฤติในโอกาส แน่นอนเราต้องอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ แต่ต้องทลายให้ได้ ผลักดันแก้ไข รัฐธรรมนูญ และการรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 เพื่อนำไปสู่การรวมตัวจัดตั้งกลุ่มองค์กรให้เข้มแข็ง ไม่ใช่แค่มิติเศรษฐกิจ และคำนึงเรื่องอื่นๆเช่น รัฐสวัสดิการร่วมด้วย

นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล มีคำถามว่า ทำไมคนงานเชื่อเผด็จการ ถ้าจะสร้างจินตนาการใหม่ต้องล้างกันใหม่ สหภาพแรงงานมาจากตะวันตก ถ้าไม่มีประชาธิปไตยก็รวมกลุ่มกันไม่ได้ จะนำมาสู่ความเท่าเทียม ความเสมอภาค ความเป็นมนุษย์ก็ไม่ได้ เพราะอีกฝั่งจะเชื่อเรื่องความดีเท่านั้น

ดังนั้นต้องมานั่งวิเคราะห์กันใหม่ เยาวชนไม่ได้โง่ เขารู้ว่า ใครร่วมกับใครอย่างไร ดังนั้นเราต้องให้โอกาสคนใหม่ๆเรื่องความเท่าเทียม คนรุ่นใหม่จะเปลี่ยนขบวนการแรงงาน ถ้าคนรุ่นเก่าไป อาจไม่มีสิทธิได้เข้าร่วมก็ได้ ผมเสนอเรื่องสหภาพแนวชุมชน เช่น คนตกงานจากโรงงานคุณ จัดตั้งคนกลุ่มนี้ก่อนได้ไหม สร้างเงื่อนไขคนใหม่ๆก่อน

สหภาพแรงงานต้องเชื่อมคนตกงานให้ได้ ดึงเข้ามาเคลื่อนไหว แต่จะมองแค่มิติสิทธิแรงงานอย่างเดียวคงไม่พอ มันจะเกิดความตัน เพราะในวันหนึ่งๆชีวิตคนงานยังมีเรื่องการกิน เรื่องสุขภาพ ในช่วงโควิดมีคนงานขาดอาหาร ตอนนี้กำลังทำ project เรื่องพื้นที่อาหารร่วมกัน หรือพื้นที่ขายอาหารราคาถูก  เราไม่ได้เป็นคนงานเพียวๆ แต่ยังเป็นเกษตรกรด้วย ส่วนระบบประกันสังคมก็มีปัญหาไม่เพียงพอ ต้องแก้ไข

การจัดตั้งรูปแบบใหม่ๆจึงสำคัญ ที่สำคัญคือ อุดมการณ์ ไม่อย่างนั้นเราจะถูกชนชั้นนำหลอกใช้ คนได้ประโยชน์คือนายทุน สหภาพต้องยึดมั่นความเท่าเทียม อย่าไปเชื่อผู้นำ ต้องคิดว่า พาไปทางไหน ถ้าไม่ใช่ก็จะถูกชักจูง สหภาพแรงงานคือระบบประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานของคนงานที่ต้องยึดกุมให้ได้

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า ตนมีอายุ 60 ในปีนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่พูดประเด็นแรงงานในชีวิต สมัยตอนเรียนจบใหม่ๆ เราเจอแต่คนกลุ่มเดียวกัน ชุดความคิดเดียวกัน ไม่ว่าอาชีพใดๆ เป็นอุดมการณ์ประชาธิปไตย การพัฒนาแบบมีส่วนร่วม เป็นค่านิยมชุดหนึ่ง การต่อสู้ช่วงนั้นมีชุดอุดมการณ์เดียวกัน จุดเปลี่ยนคือการต่อสู้กับเผด็จการ

ในปี 2540 มีรัฐธรรมนูญที่ก้าวหน้าที่สุดผนวกกับการเติบโตของชนชั้นกลาง และการเติบโตของทุนเสรี การเปิดการค้าการลงทุน ปี 2543 เริ่มต้นองค์การการค้าโลก ปี 2540-50 คือ การเรียนรู้เรื่องประชาธิปไตยและการเรียนรู้การเปิดเสรีทางการค้า ตอนนี้ตกหลุมบางอย่างคือ แยกเศรษฐกิจกับหลักการทางประชาธิปไตยออกจากกัน ตนไม่เข้าใจว่า เราแยกขาดจากกันได้อย่างไร นี้คือ ความผิดพลาดอย่างยิ่ง นี้คือสิ่งที่เห็นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ต่อมาในช่วงปี 2550-63 คือ จุดเปลี่ยนสำคัญ 2 เรื่อง ที่มาผนวกกันแล้ว คือ ทุน รัฐเผด็จการ กับข้าราชการ มารวมกัน ดังนั้นเราต้องมารวมกันได้แล้ว กลับมายืนในจุดยืนเดียวกันได้แล้ว ดังนั้นเราจะสร้างคนที่ยืนอยู่คนละขั้วให้มาอยู่ร่วมกันได้อย่างไร แต่ที่สำคัญคือ ต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนแปลง

เมื่อตอนที่เริ่มทำงาน แรงงานภาคเกษตร 70-80 % ตอนนี้แรงงานภาคเกษตรไม่ใช่บทบาทหลัก แรงงานตอนนี้ ก็มีภาคบริการ เมื่อวิกฤติโควิดมา จะเผยโฉมให้เห็นความอ่อนแอของระบบเศรษฐกิจทั้งเมืองและชนบท ที่ชนบทอยู่ได้เพราะที่ดิน

ถ้าเราวิเคราะห์จริงๆแล้ว คือ เศรษฐกิจครัวเรือน เรื่องอาหาร ไปดูความล่มสลายภาคเกษตร ทำให้เห็นเรื่องวิกฤติเรื่องอาหารเป็นสำคัญ นี้คือรูปธรรมที่จะเชื่อมโยงกันได้ทั้งระบบ  ทั้งสหภาพแรงงาน แรงงานนอกระบบ และภาคประชาสังคม ต้องสร้างระบบเศรษฐกิจที่อยากเห็นร่วมกันด้วย

เศรษฐกิจแบบทุนเสรีได้ทำลายด้านเกษตรกรรม และถูกผลักมาสู่ด้านแรงงาน เกษตรแบบทุนเชิงเดี่ยวต้องขนาดใหญ่ถึงจะอยู่ได้ ในระบบแบบนี้ร้านโชว์ห่วยจะตายหมด การจ้างงานหลังโควิด จะจ้างงานได้น้อยลงมาก ผมเสนอเรื่องการสร้างระบบหลักประกันพร้อมไปกับการสร้างระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ขึ้นมาคู่ขนานกันไป

รศ.ดร. ประภาส ปิ่นตบแต่ง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว แม้ว่าตอนนี้ความเชื่อมโยงเกษตรกรรายย่อย ชนบท คนงาน เป็นส่วนเดียวกันแต่กลับไม่ได้เชื่อมโยงกัน คนงานปลูกข้าวก็อยู่ด้วยข้าวอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีการปลูกพืชเสริม เลี้ยงสัตว์ แปรรูปมาเป็นผู้ประกอบการรายย่อย ครัวเรือน 60 % เข้ามาทำงานในโรงงาน ประมาณ 50 % ของคนที่เข้ามาในโรงงาน พบว่า อย่างน้อยมี 2 คนในครัวเรือนเดียวกันที่มาจากครอบครัวชาวนา

ปัญหาคือ เกษตรกรรายย่อยก็อยู่ยากในช่วงโควิด ส่วนรายได้ที่ส่งกลับครัวเรือนภาคเกษตรหายไปครึ่งหนึ่ง คนตกงานประมาณ 22 % รายได้ลดลง 25 % อันนี้คือสภาพที่เราก็ทราบกันดี

เกือบ 30 % ที่ตกงานหรือว่างงานชั่วคราวจะอยู่ต่อในชนบท แต่จะอยู่อย่างไร ระบบการผลิต ตลาด การเอารัดเอาเปรียบ ที่ดินหลุดมือ การกระจุกตัวของที่ดิน การเข้าถึงรัฐสวัสดิการ ดังนั้น ต้องกลับมาหาประเด็นร่วม คือ นโยบายรัฐสวัสดิการที่จะหนุนเสริมร่วมกัน

การเปลี่ยนมาสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบจารีตประเพณี ทำให้พื้นที่ทางการเมือง การต่อรองทางนโยบายมีปัญหามาก งบ 4 แสนล้าน ก็มีปัญหา การตรวจสอบก็เป็นไปได้ยาก นี้คือ ประเด็นร่วมของชะตาชีวิตความร่วมมือมีหลายมิติ แต่สำคัญคือ ต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงการเปลี่ยนกติกา

ประเด็นสำคัญ คือ การปรับโครงสร้างการผลิต ข้าวอินทรีย์ ข้าวปลอดภัย การกินแต่ข้าวถุงจะอยู่รอดยาก มันต้องการปรับในโครงสร้าง คือ อิสรภาพของเมล็ดพันธุ์ ระบบตลาด กฎหมายค้าปลีก ดังนั้นชีวิตคนงานต้องปรับ เสนอเรื่อง การจัดความสัมพันธ์ในชีวิตประจำวันให้สอดคล้องกับความมั่นคงทางอาหาร อาจเป็นประเด็นในการทำงานร่วมกันได้

 

การแลกเปลี่ยนจากผู้เข้าร่วมประชุม

นายเซีย จำปาทอง ประธานสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์หนังแห่งประเทศไทย แลกเปลี่ยนว่าในปี 2516, 2519,และ 2553 คือ จุดเปลี่ยนในการเกิดความขัดแย้ง ยุคนี้เด็กรุ่นใหม่ เช่น มัธยม เกิดการตั้งคำถามกับสถานการณ์ต่างๆ นักวิชาการอาจให้ข้อมูลในบางเรื่อง ว่าบางเรื่องใช่หรือบางเรื่องไม่ใช่ นักวิชาการมีส่วนสำคัญในการสื่อสารข้อมูลต่างๆให้คนเชื่อ แต่อย่างไรก็ตามผมไม่เชื่อว่ารัฐบาลเผด็จการจะสร้างให้เกิดรัฐสวัสดิการที่เราพูดคุยกันในเวทีมาตลอดได้

ดร.พงศ์ฐิติ พงศ์ศิลามณี ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เห็นว่าสิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ คือ บทบาทนักวิชาการ แต่ก็ยังไม่เห็นนักวิชาการที่ออกมาขับเคลื่อนในการสนับสนุนข้อมูลต่างๆในเรื่องที่เกี่ยวข้อง และสามารถสื่อสารเพื่อสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในคนกลุ่มต่างๆ

นายอมรฤทธิ์ แสงยะรักษ์ สภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย เสนอว่าก่อนร่วมมือต้องปรับตัวก่อน คนงานจะออกนอกระบบไม่กลับสู่ภาคอุตสาหกรรม เช่น การเข้ามารถไฟฟ้า วิถีเปลี่ยน สหภาพเปลี่ยน อำนาจการต่อรองเปลี่ยน จะไปเรียกร้องแบบในอดีตไม่ได้แล้ว ทำอย่างไรสหภาพแรงงานจะเชื่อมภาคแรงงานอื่นๆมาร่วมกับภาคประชาสังคม

นางธนัญภรณ์ สมบรม สหภาพแรงงานรอยัล ปอร์ซเลน เสนอเรื่องการเชื่อมโยงภาคแรงงานให้ติดก่อน ตัดหัวโขนออกไปก่อน ต้องออกนอกกรอบให้ได้ รวมตัวกันให้ได้จริงๆเพื่อความอยู่รอดท่ามกลางสถานการณ์การจ้างงานที่เปลี่ยนแปลงไป

นางสาวสงวน ขุนทรง ผู้ประสานงานกลุ่มสหภาพแรงงานอ้อมน้อย –อ้อมใหญ่ ตนเองถูกพักงาน 3 เดือน เพราะบริษัทส่งสินค้าไม่ได้ ทำให้ต้องไปใช้ 62 % ของประกันสังคม ทำให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าจ้างใดๆ ต่อมามีการเลิกจ้างในบางโรงงาน จึงอยากเห็นคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงาน เรายอมรับ ที่จะก้าวเดินไปเพื่อทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น

นายอดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ ขบวนการแรงงานทดท้อและตระหนักในศักยภาพตนเองว่าไม่ไหวแล้ว กลายเป็นส่วนเสริมของภาคประชาสังคม แต่เรากำลังลดทอนขบวนการแรงงานหรือไม่ ต้องกลับมาร่วมถามกันด้วย ผมเห็นด้วยกับที่บอกว่ารัฐสวัสดิการเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าสังคมไทยยังไม่มีประชาธิปไตย แต่ละฝ่ายเราต้องมาร่วมมือกัน แต่ผมก็มีคำถามว่าการมาร่วมกันนี้เป็นการลืมบางอย่างใช่หรือไม่ หรือควรจำเพื่อให้อภัย เพราะถ้าลืมโอกาสที่จะซ้ำสูง และไม่ทบทวนว่าพลาดเพราะอะไร หากจำและมาทบทวนร่วมกัน นี้อาจเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ดี

 

สรุปการประชุมโดย

นางสาวบุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์

นักวิชาการสถาบันส่งเสริมภาคประชาสังคม

เมื่อ 28 กรกฎาคม 2563