นักการเมืองขายฝันก่อนเลือกตั้ง ชูขึ้นค่าแรง หวังโกยคะแนน

นักวิชาการเห็นพ้อง แต่ละพรรคขายฝันปรับขึ้นค่าจ้าง ชี้มีปัญหาเป็นไปได้ยาก เสนอทำได้จริงต้องยกเลิกกรรมการไตรภาคีก่อน จริงหรือหลอกวัดกันหลังเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2554 คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ร่วมกับแผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน จัดเวทีสมัชชาแรงงาน “จุดยืนและข้อเสนอต่อนโยบายแรงงานของพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง 2554” ณ โรงแรมรัตนโกสินทร์ กรุงเทพ ฯ มีผู้นำแรงงานจากกลุ่มสหภาพแรงงาน สหพันธ์แรงงาน และเครือข่ายแรงงานกลุ่มต่างๆกว่า 150 คนเข้าร่วม โดยได้เชิญตัวแทนของนักการเมืองจากพรรคต่างๆมาตอบคำถามต่อประเด็นข้อเสนอนโยบายแรงงาน 9 ข้อ โดยมีการกำหนดกติกาดังนี้ 1.  เปิดวิดีทัศน์ปัญหาแรงงานและข้อเสนอประเด็นละ 2 นาที ผู้นำแรงงานเจ้าของประเด็นถาม 1 นาที และให้นักการเมืองนำเสนอคำตอบ 3 นาที ทั้งนี้ มีประเด็นของแรงงานข้ามชาติอีก 1 ประเด็นที่ทุกพรรคต้องตอบเรื่องแนวทางการคุ้มครองสิทธิด้วย ท่ามกลางทุกพรรคการเมืองพยายามชูเป็นนโยบายหาเสียงต่อผู้ใช้แรงงานมากที่สุดในขณะนี้คือ เรื่องค่าแรงขั้นต่ำ

นาย โอฬาร กาญจนากาศ ตัวแทนจากพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน “พรรคมีนโยบาย จะผลักดันค่าจ้างขั้นต่ำที่วันละ 400 บาทภายใน 4 ปี โดยการลดภาษีให้กับบริษัท เพื่อให้บริษัทนำเงินส่วนนี้ไปจ่ายค่าจ้างให้กับคนงาน และรัฐจะได้คืนในรูปแบบของภาษีมูลค่าเพิ่ม”

นาย มนัส โกศล ตัวแทนจากพรรคชาติไทยพัฒนา “ค่าจ้างขั้นต่ำควรเป็นเพียงค่าจ้างแรกเข้าเท่านั้น และต้องเพิ่มขึ้นตามทักษะของแรงงาน และจะต้องมีค่าจ้างแรกเข้าที่เท่ากันทั่วประเทศ อนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดต้องยกเลิก โดยให้มีอนุกรรมการค่าจ้างกลางเท่านั้น”  

นาย จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย “ค่าแรงขั้นต่ำต้องเพิ่มขึ้นทันที 300 บาท เพราะในปัจจุบันค่าครองชีพสูงกว่าค่าแรงมาก ส่วนอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัด ไม่ควรที่จะยกเลิกหากแต่ที่ผ่านมา ตัวแทนที่เข้าไปทำหน้าที่ขาดประสิทธิภาพ แรงงานต้องมีตัวแทนที่มีประสิทธิภาพเข้าไปเป็นตัวแทน”

นายแพทย์ บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ “ค่าแรงขั้นต่ำจะต้องเพิ่มขึ้น 25 % ภายใน 2 ปี เพราะค่าแรงของบ้านเรามีปัญหาที่โครงสร้างค่าจ้างที่ไม่เป็นธรรม ค่าแรงจึงถูกกด จำเป็นต้องเข้าไปแก้ไขเรื่องโครงสร้างค่าจ้างด้วย”

นาย สมศักดิ์ โกศัยสุข หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ “ควรยกเลิกอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัด และค่าแรงต้องเท่ากันทั่วประเทศ ตามตัวเลขที่ขบวนการแรงงานเสนอเพราะเป็นค่าจ้างที่เป็นธรรมที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบัน ทำไมข้าราชการมีค่าแรงแรกเข้าเท่ากันทั่วประเทศได้ ทำไมแรงงานมีไม่ได้ ค่าแรงในกลุ่มอาชีพเดียวกันต้องได้เท่ากัน ถ้าเราไม่รีบแก้ไขเรื่องเล่านี้ คนไทยจะจนดักดาน”

ในช่วงบ่ายได้เปิดเวทีให้นักวิชาการได้วิเคราะห์นโยบายด้านแรงงานของพรรคต่างๆที่มานำเสนอในวันนี้ ซึ่งก็ต่างมีมุมมองไม่ต่างกันนัก และเน้นในขบวนการแรงงานสร้างอำนาจต่อรองให้เกิดขึ้นให้ได้หากต้องการความเปลี่ยนแปลง

ศาสตราภิชานแล ดิลกวิทยรัตน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “นักการเมืองไม่ได้สนใจแรงงาน เพราะเสียงของแรงงานเป็นเสียงที่เงียบ แรงงานส่วนมากเป็นคนต่างจังหวัด ไม่มีสิทธิเลือกผู้แทนในพื้นที่ที่ตนทำงาน ต้องกลับไปเลือกคนที่ต่างจังหวัด รัฐบาลหน้าจะขึ้นค่าจ้างได้หรือไม่ ในความเป็นจริงมันทำไม่ได้ ถ้าทำได้ต้องล้มกรรมการไตรภาคี ซึ่งก็ไม่รู้จะทำได้หรือไม่” และกล่าวย้ำว่า “หากต้องการมีตัวแทนในสภาฯคงต้องทุ่มคะแนนให้ใครสักคน”

นางสารี อ๋อมสมหวัง ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าว “นโยบายด้านแรงงานของแต่ละพรรคไม่มีนโยบายที่ชัดเจน มีเพียงนโยบายเรื่องค่าแรงที่เป็นนโยบายหาเสียงที่ชัดเจน เรื่องค่าแรงควรเป็นเรื่องอัตโนมัติที่ไม่ต้องมีใครมาเรียกร้อง กรรมการไตรภาคีควรยกเลิก ยิ่งนโยบายเรื่องการประกันสังคมไม่มีเลย คนไทยควรได้รับการประกันสุขภาพที่เท่าเทียมกัน”

รศ. สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า  “นโยบายที่มานำเสนอมีแต่นโยบายระยะสั้น ส่วนนโยบายระยะยาวนั้นมองไม่เห็น และมีแต่จะทำให้ประเทศเสียหายในอนาคต แต่ละพรรคการเมืองไม่มียุทธศาสตร์ที่จะรับมือการเปิดเสรีด้านแรงงานของสมาคมอาเซียน ไม่มีมีมาตรการที่จะพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานในอนาคต” และกล่าวเพิ่มเติมว่า “รัฐต้องดูแลเรื่องโครงสร้างตลาด ไม่ปล่อยให้มีการผูกขาด และขบวนการแรงงานต้องทำงานเชิงยุทธศาสตร์กดดันควบคู่ไปด้วย”

รศ.มาลี พฤษ์พงศาวลี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึง “นโยบายของแต่ละพรรคการเมืองมีแต่นโยบายลดแลกแจกแถม เป็นนโยบายระดับปัจเจกบุคคลเท่านั้น ไม่มีนโนบายที่ชัดเจนด้านแรงงานหรือสังคมโดยรวม”

สราวุธ ขันอาสา นักสื่อสารแรงงาน ศูนย์ข่าวระยอง-ชลบุรี รายงาน