นักกฎหมายชี้ มาตราการรัฐทำกฎหมายแรงงานไม่ศักดิ์สิทธิ์

Share on facebook
Share on google
Share on twitter

นักกฎหมาย-ผู้นำแรงงานชี้ การบริหารจัดการกฎหมายแรงงานยังมีปัญหาทางการบังคับใช้ ด้วยไม่มีโรคระบาดในประเทศไทยมานาน ย้ำมาตรการรัฐที่ออกมาสร้างความสับสนจนทำให้แรงงานไร้สิทธิ เสนออนาคตต้องมีการวางมาตรการดูแลเฉพาะเพื่อไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติ

เมื่อวันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม 2563 ภาคีสังคมแรงงานสู้วิกฤตโควิด-19 จัด เสวนาออนไลน์ เรื่อง “มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า กฎหมายแรงงานไม่ศักดิ์สิทธิ์ ในวิกฤตโควิด-19″

นางสาวอรุณี ศรีโต กรรมการประกันสังคม (บอร์ด) กล่าวว่า บอร์ดมีมติในการเยียวยาโควิดเหตุสุดวิสัยคือ 50% เดิม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานห่วงใยกลัวว่า จะน้อยกว่ารัฐบาลที่เขาไปช่วยกลุ่มอาชีพอิสระ 5,000 บาท ต่อเดือน จึงเพิ่มเป็นเยียวยา 62% สำหรับคนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด หรือสถานประกอบการที่รัฐบาลสั่งให้หยุด แต่ว่า ผู้นำแรงงานบอกว่า รัฐบาลสั่งให้หยุดไม่ขัดข้องถ้ามาเบิกจ่ายกันเหตุสุดวิสัย 62% แต่ถ้านายจ้างสั่งให้หยุดต้องไปใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงานเพราะทำให้ลูกจ้างเสียผลประโยชน์ และการใช้ประกันสังคม 62% เป็นการใช้เงินผิดช่องทาง

ตอนนี้ประกันเหตุสุดวิสัยที่คนลงทะเบียนเกือบ 10 ล้านคน ตอนนี้กองทุนประกันว่างงานรับได้ รับได้หมายถึงว่า มีเงินจ่ายพอเพียงแต่ว่าถ้าขึ้นเป็น 75% และมาตรการของกระทรวงแรงงานในการจะไปตรวจสอบตกลงว่า มีผลกระทบจากโควิด หรือสถานประกอบการมาผสมโรงอ้างเป็นโควิด จึงทำให้ยอดของคนว่างงานเพิ่มขึ้น ปิดเทอมไม่ใช่ว่างงานเนื่องจากออกจากงาน ต้องเข้าใจว่า ประกันว่างงานดั้งเดิมเขาหมายถึงคนงานที่ถูกเลิกจ้าง หมายถึงคนที่ลาออกจากงาน เจตนารมณ์ของประกันว่างงานดั้งเดิมเขาเป็นอย่างนี้

เอาง่ายๆจ่ายให้ 75% หมายความรัฐบาลต้องเอาเงินมาอุดหนุน รัฐบาลต้องมาเติมเต็มๆให้ได้ 100% ด้วยก็ยิ่งดีหมายถึงรัฐบาลต้องเอาเงินส่วนกองกลางมาช่วยเหลือที่ได้รับผลกระทบประสบปัญหาช่วงสถานการณ์โควิด ไม่ใช่เอาเงินกองทุนประกันสังคมไปเพราะว่ากองทุนประกันสังคมเขาต้องคำนึงถึงผู้ที่ยังไม่ได้ตกงาน ซึ่งไม่รู้ปีหน้าจะตกงานเป็นล้านๆคน กองทุนประกันสังคมต้องมีเงินจ่าย เพราะคนงานเขาส่งเงินออมอยู่ที่สำนักงานประกันสังคม ถึงเวลาที่เขาจะต้องใช้สิทธิ ถึงเวลาที่เขาตกงานเงินประกันสังคมก็ต้องมีในการที่จะดูแลเขา

นายชฤทธิ์ มีสิทธิ์ ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า อยากเสนอหลักคิดพื้นฐานทั่วไปต่อสถานการณ์นี้ ขอเรียนว่าประเทศของเราไม่ได้มีกฎหมายคุ้มครองแรงงานในภาวะวิกฤต ไม่ว่าวิกฤตเศรษฐกิจ หรือวกฤตโควิด หรือวิกฤตภัยพิบัติใดๆ และไม่มีกฎหมายโดยตรงที่ครอบคลุมสิทธิแรงงาน แต่เท่าที่พบมีพระราชบัญญัติกฎหมายคุ้มครองแรงงาน มาตรา 75 ที่มีการกล่าวถึงกันว่า ถ้าหยุดงานด้วยความจำเป็นชั่วคราว จะทั้งหมด หรือบางส่วน ต้องประกันรายได้ให้ลูกจ้างไว้ที่ 75% ของค่าจ้าง และมีสุดวิสัย ว่างงานสุดวิสัยตามประกันสังคม ซึ่งมีอยู่แค่นี้จริงๆ

ความเห็นก็คือว่า ในภาวะวิกฤตอะไร ประเทศจำเป็นต้องมีกฎหมายลักษณะพิเศษ จำเป็นต้องมีเครื่องมือ หรือกลไกในการดูแลที่มีลักษณะพิเศษ โดยเฉพาะการคุ้มครองสิทธิแรงงานมันไม่ใช่คุ้มครองแต่การว่างงานกับค่าจ้าง มันมีความหมายกับสิทธิแรงงานที่สำคัญหลายเรื่องถึงไม่ทั้งหมดก็ตาม ซึ่งอันนี้รัฐต้องมีมาตรการคุ้มครอง

ตอนนี้มีมาตรการบริหารภาครัฐเพื่อเยียวยาคุ้มครองแรงงาน ที่เกี่ยวกับแรงงานมีกฎหมาย ตอนนี้คือการหยุดกิจการชั่วคราวด้วยเหตุผลจำเป็น เหตุผลสำคัญ คือโควิดนี่แหละ นายจ้างเลยมาหยุดกิจการชั่วคราวนี่ซึ่งปฏิบัติตามมาตรา 75 ซึ่งเหตุผลที่ว่านี้มาตรา 75 ไม่ใช่เหตุจุกจิกเล็กๆน้อยๆ ต้องเป็นเหตุผลสำคัญถึงขนาดที่ต้องหยุดกิจการชั่วคราว แต่ว่าประกันรายได้ที่ 75% ซึ่งก็มีนายจ้างทำปฏิบัติอยู่ อันนี้ขอชื่นชมธุรกิจที่ใช้มาตรานี้ แต่พบว่านายจ้างบางรายที่ใช้ มาตรา75 ปรากฏว่า ไปลดค่าจ้างลูกจ้างลง ไปลดสวัสดิการ ปรับสวัสดิการสภาพการจ้างงานต่างๆ เพื่อว่า ให้สอดคล้องกับภาวะวิกฤตโควิด-19 ซึ่งเป็นช่องว่าง อันนี้ต้องเข้าใจเหตุจำเป็นตามมาตรา75 กฎหมายคุ้มครองแรงงาน ที่พูดถึงกันนี้ต้องมิใช่เหตุสุดวิสัย ต้องไม่ใช่ ถ้าสุดวิสัยต้องไปว่ากันอีกก้อนหนึ่ง

คำว่าสุดวิสัยคือไม่มีใครสามารถป้องกันแก้ไขจัดการได้ในเหตุนั้นๆ มาตรา 75 ต้องไม่สุดวิสัย ซึ่งคิดว่าสถานการณ์โควิดที่พบตอนนี้ใช้มาตรา 75 ก็พอรับได้ พอเข้าใจได้ แต่ก็ไม่ทุกรายอยู่ดี เพราะมีบางราย หรือหลายราย ยังประกอบกิจการตามปกติได้ โดยใช้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 กับมาตรการความปลอดภัยในการทำงานมาบูรณาการเชื่อมกัน เขาทำกันอย่างดีเคารพนับถือน้ำใจจริงๆ ข้อนี้ไม่หยุดเลยตั้งแต่เดือนมีนาคม2563 จนบัดนี้

ที่มีปัญหาคิดว่า กฎกระทรวง ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานประกาศออกเนื่องจากสุดวิสัยโควิด อันนี้ต้องไม่ใช่การเลิกจ้าง เป็นการหยุดกิจการชั่วคราวด้วยเหตุโควิด กฎหมายถือว่า ว่างงานและได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน ประเด็นคือ กฎกระทรวงไปผูกไว้เลยว่า โควิดเป็นเหตุสุดวิสัย นี่คือปัญหาแรก แต่ว่า กฎกระทรวงก็บอกไว้อีกว่า ถึงโควิดเป็นสุดวิสัย คือนิยามรวมกับโรคโควิดและโรคติดต่ออันตรายตาม พ.ร.บ.ที่ว่า แต่ต้องถึงขนาดที่ไม่สามารถประกอบกิจการได้อันเนื่องมาจากโควิดระบาด นี่ถึงขนาดแปลว่า มาตรา75 ก็ใช้ถึงขนาดมาตรา 79/1 ประกันสังคม ต้องเป็นปัญหาใหญ่จนประกอบการไม่ได้เลย จึงสงสัยว่า มีหลายสถานประกอบการเขาบริหารจัดการได้ ตั้งแต่ช่วงที่มีการระบาดมีผู้ติดเชื้อ 188 เขายังผลิตได้ปกติ แต่ต้องใช้มาตรการ ต้องมีกลไกร่วมไม้ร่วมมือในสถานประกอบการรักษาระยะห่าง มีหน้ากากอนามัย มีมาตรการต่างๆช่วยกันมีความรับผิดชอบชัดเจน จะไม่สุดวิสัยเลย

ฉะนั้นตรงนี้คิดว่า ที่มาที่เป็นปัญหาเมื่อออกกระทรวงนี้ ธุรกิจต่างๆก็แห่กันมาใช้สิทธิมาตร 79/1 ประกันสังคม หยุดกิจการชั่วคราวและบอกว่าสุดวิสัย ซึ่งกำลังเป็นห่วงว่า เจ้าหน้าที่ประกันสังคมที่จะวินิจฉัยเรื่องนี้จะใช้ฐานข้อเท็จจริงพยานหลักฐานใดว่า รายใด โรงงานใด สถานประกอบการใดสุดวิสัยจากโควิด ด้วยเหตุการณ์อะไร

ยกตัวอย่าง ถ้าโรงงานนั้นมีผู้ป่วยติดเชื้อโควิดแล้วก็ไปสัมผัสเพื่อนร่วมงานในที่ทำงาน อย่างน้อยต้องกักตัว 14 วัน เพื่อความปลอดภัยตามมาตรฐานสาธารณสุข ฉะนั้นโรงงานนี้ต้องหยุดการผลิตแน่ ยิ่งถ้าผู้เสี่ยงไปสัมผัสใครต่อใครจนไม่รู้ว่าใครบ้าง มีเหตุผลที่เขาจำเป็นต้องหยุดชั่วคราวตาม มาตรา79/1 อันนี้ได้ประโยชน์ว่างงานไม่มีปัญหา แต่ที่มันไม่มีการแพร่ระบาด ไม่มีติดเชื้อไม่มีอะไร และจัดการได้  จะสุดวิสัยตรงไหน อันนี้คิดว่าเป็นปัญหา เรียกว่าไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์กฎหมาย และไม่ตงกับข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานที่ปรากฎ และโดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์ของสำนักงานประกันสังคมทำให้สถานประกอบการก็เข้าใจได้ว่า ถ้าโควิดมาก็สุดวิสัยหมดเลย ทุกคนก็ขอสุดวิสัยเอาง่ายๆ ก็เลยเป็นปัญหาอยู่ปัจจุบันแสนหนึ่งยังไม่รับรอง

คิดว่า กฎกระทรวงเกี่ยวกับประกันสังคมมันมี 2 แบบ มันมีแบบเหตุภาวะวิกฤตเศรษฐกิจนั่นเป็นเรื่องของการลาออกหรือเลิกจ้าง หรือสิ้นสุดการจ้างไม่เกี่ยวกับโควิด  กับอีกอันหนึ่งอันนี้ต้องเป็นกรณีไม่ใช่ 75 แต่เป็นหยุดชั่วคราวไม่ใช่เลิกจ้าง ไม่ใช่ลาออก แต่เป็นเหตุสุดวิสัย มันมีประเด็นเรื่องส่งเบี้ยที่ทางประกันสังคมอธิบายถ้าผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบมาไม่ได้ตามระยะเวลาที่เขากำหนดเขาก็จะวินิจฉัยให้ไม่ได้ เขาก็เลยให้ไปอุทธรณ์สิทธิสักอย่างหรือไปรับการเยียวยาทางอื่นไป ประเด็นสำคัญตอนนี้คือรัฐไม่สามารถบริหารบังคับใช้กฎหมายให้ตรงกับข้อเท็จจริง ตามคุ้มครองแรงงาน ใครที่เป็นเหตุสุดวิสัยก็มารับว่างงานสุดวิสัยหมายถึงหยุดชั่วคราวและเป็นเหตุสุดวิสัย

ประเด็นทำให้การเยียวยาตามประกันสังคม 79/1 ตอนนี้ที่อยากเรียร้องต่อรัฐบาลก็คือว่าทำยังไงก็ได้ให้สถานประกอบการเคารพ เข้าใจและยึดถือมาตรา 75 คุ้มครองแรงงานให้ตรงไปตรงมาและปฏิบัติตามนั้นคิดว่าพอเยียวยาอยู่กันได้ ตอนนี้มันเบี้ยว 75 ก็บิดเบี้ยวทำยังไงดี 79/1 ก็เหมือนกันคุยให้ชัดได้ไหมว่าไม่ใช่โควิดแล้วสุดวิสัยหมด คือมันต้องชัดเจนอันไหนคือสุดวิสัยจะได้ไม่ต้องแห่กันมาแบบนี้ และกระทรวงแรงงานและประกันสังคมก็จะถูกท้าทายในคำวินิจฉัยที่จะวินิจฉัยออกมาว่าเป็นเหตุสุดวิสัยจากโควิดแล้วจ่ายตาม 79/1 ก็จะเป็นประเด็นอีก มันมี 2 แบบ มันมีด้วยกฎกระทรวงชอบด้วยกฎหมายรึเปล่าเจตนาคงอยากเยียวยาแก้ไขแต่การเขียนมันเป็นช่องว่าง ก็อย่างที่หลายท่านบอกพอเขียนแบบนี้ 75 คุ้มครองแรงงานหายเลยแห่มา 79/1 หมด ตอนนี้ 1 แสนรับรองไม่รับรองเดาใจไม่ออกแต่เห็นได้ชัดว่าแล้วทำไมไม่รับรองก็กลัวรับรองอันเป็นเท็จกลัวไม่ใช่ ผมคิดว่าในวิกฤตที่เจอทั้ง 3-4 วิกฤตนี้มันมีทั้งจริง ทั้งไม่จริง

นายสุชาติ  ตระกูลหูทิพย์ มูลนิธิเพื่อสุขภาพและการเรียนรู้ของแรงงานกลุ่มชาติพันธุ์ (MAP Foundation) กล่าว่า กรณีการใช้ มาตรา 75 กับเรื่องของการประกันว่างงาน สิ่งที่เห็นก่อนหน้า ประกาศโรงงานที่เขาบอกว่า ได้รับผลกระทบมีการใช้ มาตรา75 เป็นปกติ มีการใช้มาสักระยะหนึ่งแล้ว และเป็นช่วงๆ สิ่งที่เห็นชัดคือ มันมีการใช้มาตรา 75 ตามกรอบของมัน คือเป็นเหตุที่เข้าหลักเกณฑ์ในการที่จะประกาศใช้มาตรา 75 จ่าย 75%ให้คนงาน แต่สิ่งที่เห็นคือ พอมีการประกาศกฏกระทรวงออกมาโรงงานที่เห็นที่เคยใช้มาตรา 75 เปลี่ยนวิธีการคือ บอกคนงานว่า ให้ไปใช้สิทธิประกันว่างงานตามประกันสังคมซึ่งจ่าย 62% ซึ่งถ้าเทียบเปอร์เซนต์กันแล้ว ตัวเงินมันต่างกัน แต่ประเด็นคือ เป็นการผลักภาระไปที่ตัวกองทุนประกันสังคม ขณะที่ตัวนายจ้างเหมือนกับปกติต้องรับผิดแต่กลายเป็นประกาศขึ้นมาเป็นการสร้างช่องที่เขาสามารถจะผลักคนงานไปได้ ฉะนั้น สิ่งที่เราเห็นชัดว่า เป็นจังหวะการฉกฉวย แล้วถามว่ามันมีเงื่อนของช่วงเวลาบ้างไหมถ้ามองย้อนไปเรื่องมาตรา 75 จะเห็นว่า ก่อนที่บริษัทจะประกาศใช้หรือโรงงานจะประกาศใช้มันต้องมีการแจ้งล่วงหน้า ซึ่งจริงๆแล้วการแจ้งล่วงหน้า จะทำให้เห็นว่า นั่นคือการพิจารณาก่อนต้องแจ้งพนักงานตรวจแรงงานในพื้นที่ว่า จะใช้มาตรา 75 ต้องประกาศให้คนงานทราบล่วงกน้า 3 วันนั่นหมายถึงจะรู้ก่อนจะพิจารณาก่อนว่าจะใช้มาตรา 75

รัฐอาจจะหวังดีในการที่จะช่วยคนงาน แต่เนื่องจากเป็นการคิดที่มันไม่รอบคอบทำไปก่อนโดยที่ไม่ได้พิจารณาไม่ได้ดูเลยว่า สิ่งที่ทำมันมีโอกาสที่จะสร้างเงื่อนไขสร้างช่องทางที่จำให้มันเกิดการเข้าถึงสิทธิไม่ได้หรือใช้สิทธิที่มันบิดเบี้ยวเกินไป หรือทำให้ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย

ประเด็นที่รับเรื่องร้องเรียนมาคือ นายจ้างยื่นไปให้คนงานไปใช้สิทธิประกนสังคม ว่างงาน ปัจจุบันนี้ยังไม่ผ่านการพิจารณา ก็คือตัวคนงานยังไม่รู้เลยว่า ตกลงเขาจะได้หรือไม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับสิทธิตามมาตรา 75% ที่นายจ้างจ่ายเงินให้ แต่พอบอกไปใช้สิทธิประกันสังคมไม่รู้จะได้หรือไม่ได้

อันนี้ส่วนหนึ่งที่ร้องมามีแรงงานข้ามชาติด้วย ซึ่งแรงงานข้ามชาติส่วนหนึ่งราวล้านกว่าคน ที่อยู่ในระบบประกันสังคม มีจำนวนหนึ่งที่สามารถเข้าสิทธิประกันว่างงานแบบนี้ได้ แต่แน่นอนมันยังมีอีกสองล้านกว่าคน ที่เข้าไม่ถึงประกันสังคม เนื่องจากการสร้างเงื่อนไขต่างๆอย่างที่ทราบกันอยู่ แต่ส่วนที่สามารถใช้สิทธิประกันว่างงานได้ที่เห็นก็คือยังไม่ได้เงิน

ณ ปัจจุบัน ที่เห็นชัดเลยก็คือบางคนไม่ได้เป็นผู้ประกันตน หรือเพิ่งเป็นผู้ประกันตน อันนี้ติดล็อคที่เงื่อนไขแล้ว สร้างเงื่อนไขว่า จะต้องส่งเงินสมทบ ฉะนั้นแรงงานข้ามชาติไม่เห็นช่องเลยว่า ตกลงจะใช้ประกันว่างงานได้ยังไง มันไม่มีโอกาสพร้อมเงื่อนไขทับซ้อนเข้าไปด้วย

มาตรการของรัฐในการรองรับความเดือดร้อน แรงงานข้ามชาติในภาวะวิกฤตนี้น้อยมากเท่าที่เห็น เรื่องประกันสังคมเป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่ในขณะที่แรงงานขามชาติส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงระบบประกันสังคมเนื่องตัวเงื่อนไข รูปแบบของการจ้างงานที่ถูกสร้างเอาไว้ ทำให้เขาไม่สามารถเข้าสู่ประกันสังคมได้ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะแรงงานข้ามชาติ แรงงานไทยบางส่วนก็ถูกเงื่อนไขที่กำหนด ไม่สามารถเข้าถึงระบบประกันสังคมได้ ในความเป็นจริงรูปแบบการจ้างงานในปัจจุบันมันมีความยืดหยุ่นมาก เรื่องของการจ้างงานโดยมีเงื่อนไข บางกลุ่มเท่านั้นที่จะเข้าสู่ประกันสังคมได้ ในขณะเดียวกันไม่เห็นตัวนโยบายอื่นๆ ที่จะเปิดโอกาสหมายถึง ณ ปัจจุบันที่จะเปิดโอกาสให้แรงงานข้ามชาติสามารถที่จะเข้าถึงความช่วยเหลือการเยียวยาในสถานการโควิดปัจจุบันได้

นายพรนารายณ์  ทุยยะค่าย ทนายความแรงงาน กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศในขณะนี้เรื่องการบังคับใช้กฎหมาย เรื่องความเหลื่อมล้ำเข้าใจว่า บางพื้นที่ถูกประกาศโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ควบคุมโรค ปิดสถานประกอบกิจการ ส่วนเหตุผลที่จะปิดอาจจะมากมายหลายประการเมื่อสั่งปิดสถานประกอบการ บางประเภทแต่ไม่ปิดสถานประกอบการอีกบางประเภทมันก็มีความเหลื่อมล้ำในการบังคับใช้กฎหมาย เช่น กิจการโรงแรมถูกปิด ร้านค้าถูกปิดและคนกลุ่มนี้เขาก็จะถูกผลักภาระไปที่ประกันสังคม ถามว่า เขาอยากปิดไหม

อีกประเด็นหนึ่งที่สร้างความสับสนให้กับคนงานค่อนข้างมากว่า จะได้สิทธิประโยชน์จากสถานการณ์นี้ยังไง นายจ้างก็บอกว่า ในเมื่อสถานการโควิด-19 ทุกคนก็ได้รับผลกระทบหมด ไปใช้เงินที่ประกันสังคมก็แล้วกัน เพราะคุณเป็นคนส่งเงินสมทบ หลายๆคนกระแสในสังคมก็เป็นเงินของคนงานที่สะสมไว้ ก็ควรจะได้รับ แต่หาได้เป็นอย่างนั้น นายจ้างเขาก็บอกว่า เลิกจ้างไปก่อน คำว่า เลิกจ้างไปก่อนอันนี้ก็ไม่มีความชัดเจน เลิกจ้างหรือไม่เลิกจ้างกล้ำกึ่งตอบไม่ได้ว่า จะเลิกจ้างหรือไม่ก็ให้หยุดงานไปก่อน ลูกจ้างก็ถามว่า จะให้หยุดงานนานเท่าไหร่ จนกว่า สถานการณ์จะดีขึ้น แล้วข้อเท็จจริงมันเป็นยังไง สมมติว่า สถานการณ์ไม่ดีขึ้นหรือดีขึ้นแล้วนายจ้างก็บอกว่า มันยังไม่ดีขึ้นก็ไม่เรียกมาทำงาน กฎหมายมันก็ไม่ได้เปิดช่องขนาดนั้น วันนี้มาตรา 118 (2) บอกว่า การเลิกจ้าง หมายความว่า ไม่ให้ลูกจ้างทำงานและไม่จ่ายค่าจ้างให้ พอไม่ให้เข้าทำงานแล้วจ่ายค่าจ้างให้นี่คือการเลิกจ้าง พอเขาใช้สิทธิตามหน่วยงานของรัฐ เช่น สวัสดิการคุ้มครองแรงงานร้อง คร.7 ก็จะดูว่าสถานการณ์โควิดมันกดทับเพื่อให้เกิดการเจรจาก็มีความเห็นใจนายจ้าง ท้ายที่สุดก็ไปเจรจาต่ำกว่ากฎหมายนี่ก็จะเจอเหมือนกัน

ฉะนั้นบางสถานประกอบการก็อาศัยสถานการณ์โควิด เลิกจ้างคนงานมันไม่เกี่ยวกับโควิดเลย แต่ว่า มันต้องการเอาคนงานออกบังเอิญว่า สถานการณ์มันมาประจวบเหมาะพอดีก็จะเห็นข่าวเยอะแยะมากมายว่า เอาหละมีโครงการสมัครใจลาออก แต่ว่า โครงการสมัครใจลาออกมันก็สร้างความเป็นธรรมให้กับคนที่ถูกเลือกบางครั้งกำหนดเงื่อนไขในการลาออก ซึ่งเขาก็ไม่อยากออกไปตอนนี้สถานการณ์มันก็หางานยากอันนี้ก็จะเจอเยอะมาก แต่ตอนนี้เท่าที่รวบรวมข้อมูลส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของความไม่ชัดเจนของนายจ้าง เห็นใจนายจ้างว่าสถานการณ์อย่างนี้มันค้าขายไม่ได้ เศรษฐกิจภาพรวมไม่ดี แต่ว่าก็เห็นใจลูกจ้างด้วย นายจ้างอยู่ไม่ได้ลูกจ้างก็ต้องกินต้องใช้ทุกวันนี่ก็เป็นปัญหาที่พบอยู่ทุกวันนี้

หากถามว่ามันจะเกิดความเป็นธรรมไหมเราก็จะเห็นว่า ทุกสถานการณ์ในประเทศนี้ หรือโรคระบาดที่ส่งผลกระทบ คนที่ได้รับผลกระทบกลุ่มแรกคือคนงาน ไม่ว่าจะเป็นค่าเงินบาทแข็งค่าก็บอกว่าส่งออกไม่ได้ ค่าเงินอ่อนค่ามันคนงานก็ได้รับผลกระทบ ไม่มีความเป็นธรรมอยู่ในกระบวนการ เมื่อกฎหมายมันออกแบบมาแบบนี้  การแก้ไขกฎหมายมันคือการเดินตามหลังสถานการณ์ แม้แต่สถานการณ์โควิดเราก็ไม่เคยคิดว่า จะเกิดขึ้นมาก่อน จะคิดก่อนหน้านี้ไหม แม้แต่น้ำท่วมเราก็รู้ว่านั่นคือสถานการณ์ โควิดมันก็น่าจะในลักษณะเดียวกันและเชื่อมั่นในอนาคตมันก็ต้องมีสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบแบบใหญ่อย่างนี้แต่ก็ตอบไม่ได้ว่ามันคืออะไร

ฉะนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมองในมุมมนี้แล้วว่าจะทำยังไงตั้งรับในเรื่องนี้ มาตรา 75 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงาน กับ 62% พ.ร.บ.ประกันสังคม อันนี้ถามว่า เป็นธรรมไหม ก็ไม่ได้เป็นธรรมกับแรงงาน เพราะ 62% ไม่พอหรอก ทำยังไงถึงจะใกล้เคียงกันโดยไม่กระทบ เช่น ถ้าวันนี้ประกันสังคมให้ 62 % ที่เหลือทำยังไงรัฐบาลเยียวยาหรือไม่ ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ได้รับผลกระทบไหมก็ได้รับอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น รัฐบาลเยียวยานอกจากว่า คุณอยู่มาตรา 33 คุณไปช้สิทธิเยียวยา 5,000 ไม่ได้คุณต้องปากกัดตีนถีบนอกจากนี้ยังมีความเหลื่อมล้ำสูง เราจะเห็นว่าในช่วงแรกๆมีการกักตัวเดินทางมาจากต่างประเทศกลับมาเมืองอยู่กักตัวดีกว่าอยู่ในโรงแรมอย่างดี แต่พอห้ามเคอร์ฟิวประเทศไทย คนงานขอให้อยู่ในพื้นที่ห้ามกลับ ถามว่าเขาจะกินอะไรในเมื่ออยู่ในพื้นที่โรงงานเขาก็ไม่ได้มีพื้นที่ดินที่จะปลูกผัก กว่าจะปลูกผักมันก็ไม่ทันแล้วเงินแทนที่นายจ้างเขาจะจ่าย 75% ก็ไม่พอใช้แล้วในสระบรุยังมี 50 %  ถ้าไม่ยอมรับ จะทำยังไง นายจ้างบอกว่า ไม่มี ไม่หนี จะจ่ายเท่านี้ นี่คือคำถาม มันก็ผลักภาระให้เราเข้าไปสู่ขบวนการยุติธรรม พอเข้าไปสู่ขบวนการยุติธรรมไปวันนี้ พรุ่งนี้จะได้รับการเยียวยาเลย ขบวนการยุติธรรมที่ล่าช้าสู่ความอยุติธรรมแต่ไม่มีทางเลือก 50% ก็รับไปก่อนก็ค่อยว่ากัน ถามว่า ลูกจ้างจะทำยังไงต่อจากนี้เขาก็บอกก็ดียังมีงานทำ โรงงานก็ว่าถ้าสถานการณ์ดีขึ้นเขาก็จะให้ 100%เหมือนเดิมคนงานต้องกล้ำกลืนนะทุกวันนี้ ถ้าเขาไปคัดง้างในขณะนี้ก็ไม่น่าจะรอดเขาอาจจะใช้โควิดในการจิ้มออกไปก็ได้

ฉะนั้นทางเลือกที่น่าหวั่นไหวกับคนงานเหมือนกันว่าเขาจะเลือกทางไหน เลือกยอมกลืนเลือดที่จะรับเงินจำนวนเท่านี้แล้วก็มีหวังอนาคตว่าจะได้ทำงานกับบริษัทต่อไป หรือจะเลือกความยุติธรรมหรือถูกต้องไปเรียกร้องเพื่อให้ได้รับสิทธิเต็มที่แต่ในอนาคตอาจจะถูกเลิกจ้างเพราะอาศัยสถานการณ์โควิด-19 บอกว่าสถานการณ์ไม่ดีขึ้นต้องการปรับลดองค์กร ปรับลดขนาดขององค์กรและเลิกจ้างไป นี่มันก็เป็นความท้าทายเหมือนกันว่าลูกจ้างจะเดินไปไหน แน่นอนร้อยละ 80-90 เขาก็ต้องเลือกว่าต้องออกงานในสถานการณ์อย่างนี้มันไม่ได้สร้างความมั่นใจว่าเขาจะได้งานทำในวัยนี้ ยิ่งสร้างภาระให้กับครอบครัวและสังคมขึ้นไปอีก ฉะนั้นเขายอมกลืนเลือดอย่างที่ว่าก็ต้องทำไปก่อนแล้วหาทางแก้ไขกันอีกที

เหมือนผู้ประกันตนเป็นพลเมืองชั้นสองก็ว่าได้ จ่ายเงินรักษาเองหรือดูแลตัวเอง ถูกผลักเข้าไปอยู่ในกองทุนประกันสังคม เหมือนแบ่งแยกออกไปจากสังคมปกติทั่วไป วันนี้แทนที่รัฐบาลจะมองว่าประชาชนคนไทยควรมีสิทธิอันพึงได้อย่างเสมอภาคและเท่าเทียม เป็นเรื่องที่ตลกและมันเป็นการบริหารงานแบบไม่บริหารงาน เพราะในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประกันสังคมรู้ข้อมูลอยู่แล้วว่าอะไรคือเหตุสุดวิสัยจริง อะไรคือเหตุสุดวิสัยไม่จริง ภายใต้ประกันสังคมอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกัน กับสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานมีหน้าที่ตรวจสอบว่า กลไกที่เกิดช่องว่างของกฎหมาย และวิธีปฏิบัติ ไม่เคยมีคณะกรรมการที่จะไปตรวจสอบในเรื่องเหล่านี้ ไม่เคยมีพนักงานที่จะไปตรวจสอบ หลังจากที่วิกฤตินี้ผ่านไป ตราบใดที่มันเกิดสถานการใหม่ขึ้นอีกในอนาคต ควรต้องมีกลไกพวกนี้รองรับ อย่างนายจ้างทำไมไม่รับรอง ถ้าตรวจสอบแล้วพบว่า ไม่วิกฤติจริง มันคือการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานมีโทษ แต่เขาก็เฉยคนได้รับผลกระทบก็คือคนงาน แทนที่รัฐบาลจะลงมาหามาตรการให้เจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบคนที่ไม่ได้รับรอง หรือนายจ้างเขาไม่รับรองเพราะเหตุใดถึงไม่รับรอง ถ้าไม่มาชี้แจงภายในกำหนดก็ว่ากันไปก็จ่ายเงินให้ลูกจ้างไปก่อน

นายชินโชติ แสงสังข์ ประธานสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย  ก่อนอื่นต้องบอกว่าประกาศกระทรวงฉบับเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2563 ลองให้ความเป็นธรรมกับประกาศฉบับนี้สักนิดว่า ประโยชน์เกิดกับใคร เดิมลูกจ้างอยู่ในโรงงานถ้าไม่ใช่เหตุสุดวิสัยนายจ้างให้หยุดต้องจ่าย 75 % พอมาวิกฤตโควิดเจ้าโควิดมันน่ารักมาก หลังโควิดประเทศไทยจะหอมมากในธุรกิจประเภทอาหาร แถวสมุทรสาคร มหาชัย ตอนนี้เขาเตรียมเป็นมหาเศรษฐีกันหลังโควิด คือไทยจะเป็นศูนย์กลางด้านอาหารจะผลิตกันแบบไม่หวาดไม่ไหวเลย เพราะฉะนั้นตอนช่วงโควิดนายจ้างก็เลยถือโอกาส เปลี่ยนmotivateใหม่ เปลี่ยนไลน์การผลิตใหม่ ขบวนการเปลี่ยนใหม่หมด เพื่อรองรับเรื่องอาหาร

ขณะเดียวกันก็โยนภาระนี้เป็นเหตุสุดวิสัยโควิด ไม่ต้องจ่ายอะไรให้กับลูกจ้าง นี่คือมุมนายจ้าง  ที่นี้มามุมลูกจ้างปกติลูกจ้างในประกันสังคมก็มี 3 มาตราหลักๆ มาตรา 39 กับ มาตรา 40 ก็จะได้รับประโยชน์จากรัฐบาลคือได้เงิน 5,000 บาท แต่มาตรา 33 เขาไม่จ่ายเพราะว่าเป็นเหตุว่าเขามีงานทำอยู่ แต่มาตรา 33 ก็เป็นลูกจ้างหนึ่งประเภทหนึ่งของระบบประกันสังคมแต่ว่าไม่ได้รับ 5,000 บาท มาตรา 33 ถ้านายจ้างสั่งให้หยุดเดิมก็ได้รับ 75% ตามมาตราคุ้มครองมาตรา 75 แต่ตอนนี้กลับไปรับ 62% ของประกันสังคมปัญหาผมไม่ได้อยู่ที่ 75 หรืออะไรมากมายนัก ปัญหาคือมันผิดตระกร้ากองทุนประกันการว่างงานเขามีไว้เพื่อเมื่อลูกจ้างลาออกจากงานและลูกจ้างถูกเลิกจ้าง แต่ขณะเดียวกันรัฐบาลมันต้องมาดูแลนายจ้างทางอ้อมให้กับลูกจ้าง ในขณะที่นายจ้างสั่งให้หยุดงาน หรือรัฐบาลดูแลโดยตรงก็ได้ไม่ใช่มาขอดเอากับประกันกองทุนการว่างงานอย่างนี้ไม่ได้ปัญหาผมไม่ได้อยู่ที่อย่างอื่นเรื่องนี้มันยาวต้องพูดกันหลายชั่วโมง ปัญหามันอยู่อย่างเดียวว่ามาตรา 33 ปกติรับ 100% ก็อยู่ได้เพราะโอทีไม่มีโอทีมันก็จะตายกันหมด รับ 75% ถ้ากรณีของ พ.ร.บ.คุ้มครองก็กล้ำกลืนฝืนทนถ้าไม่ใช่เหตุสุดวิสัย แต่นี่ต้องมารับ 62% จะอยู่ได้ไง 62% ของซีริ่ง 15,000 ด้วยซ้ำ

สรุปของผมก็คือจะกี่เปอร์เซ็นต์ 62% หรือ 75% ไม่ควรมาขุดเอาเงินในกองทุนประกันว่างงาน ถามว่ากับใคร เอากับนายจ้าง แล้วนายจ้างที่แย่ๆเขาทำยังไง รัฐต้องมามาตรการในการมาเยียวยากับนายจ้าง เพื่อให้จ่าย 75%กับลูกจ้างได้ประเด็นผมมีตรงนี้ไม่ใช่มาเอาเงินกองทุนประกันว่างงาน

นายนิคม สองคร เลขาธิการสภาองค์การลูกจ้างสภาพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย ต้องบอกตรงๆว่าสถานการณ์โควิดมันเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ต้องพูด 2 แนวทาง แนวทางแรกก็เห็นใจผู้ใช้แรงงานด้วยกันที่ไปลงทะเบียนเกือบล้าน อีกแนวทางหนึ่งในฐานะที่เป็นผู้ประกันตนหนึ่ง ผู้ประกันตนอีกหลายล้านคนที่ต้องมาเจอสถานการณ์อย่างนี้แล้วรัฐบาลก็มาออกกฎกระทรวง จริงๆแล้วในสังกัดสภาก็เจอหลายโรงงานล่าสุดก็มีพี่น้องอยู่นครปฐมก็เป็นสหภาพแรงงานสิ่งทอก็มาร้องผ่านมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลซึ่งเป็นข่าวเมื่อวันที่ 13 ที่ผ่านมา ก็ไม่มีข้าวกินเดิมทีที่ผ่านมาใช้มาตรา 75 พอสถานการณ์โควิดมาก็เปลี่ยนใหม่มาใช้กฎกระทรวง อยากให้ตรงที่ผู้ดำเนินรายการกำหนดการจัดเสวนาวันนี้ เหตุอันควรเชื่อได้ว่ากฎหมายแรงงานไม่ศักดิ์สิทธิ์ ฟังคำนี้แล้วถ้าเราดูใน พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์สหภาพแรงงานมีข้อตกลงกับนายจ้างไว้ที่มาร้องสภาฯ มีเขียนสัญญากันไว้ชัดเจน

ถามว่าโควิดมาสถานการณ์เปลี่ยนลูกจ้างมีอำนาจในการเจรจาต่อรองไหม แน่นอนคงไม่ยอมในเรื่องของข้อตกลงตอนนี้ที่นายจ้างมาเปลี่ยน หรือไม่ปฏิบัติตามสัญญาข้อตกลง ยกตัวอย่าง สหภาพแรงงานต้นสังกัดสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย ในสัญญาข้อตกลงเขียนไว้ว่าถ้านายจ้างมีเหตุจำเป็นตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานนายจ้างต้องหยุดกิจการบางส่วนเป็นการชั่วคราว แม้กฎหมายเขียนไว้ร้อยละ 75 ของค่าจ้าง แต่พอโควิดมา ข้อตกลงมันเปลี่ยนไปแล้ว ข้อตกลงสหภาพแรงงานทำไว้กับบริษัทจ่ายมากกว่ากฎหมายอีกข้อตกลงเขียนไว้สหภาพไม่เอา 75% เอา 80% ของค่าจ้าง ยกตัวอย่างค่าจ้าง 20,000 บาท 75% ถ้าตามกฎหมายก็ 15,000 บาท อันนี้เราพูดถึงข้อตกลงมที่ทำไว้มันมากกว่ากฎหมายอีก นายจ้างมาใช้มาตรา 75 เดิมทีก่อนวันที่ 17 เมษายน2563 จริงๆวันที่ 14 เมษายน 2563 มีข่าวกระแสออกมาไว้ว่าจะมีกฎกระทรวงเราก็ทราบตามข่าวนายจ้างเขาคงตามข่าว นายจ้างดีๆก็มีมาก กรณีนายจ้างที่ฉวยโอกาสใช้มาตรา 75 ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานอยู่ดีๆ ก็คุยกับลูกจ้างมาด้วยดีผลประกอบการต้องยอมรับกันในช่วงโควิดจะไม่เต็มร้อย ถึงมีบางบริษัทก็มีไม่มากก็มีข้อตกลงกับลูกจ้างอยู่เรื่อยๆว่า ใช้มาตรการ 75 ไปข้อตกลงที่มีอยู่ก็ใช้ตามข้อตกลงไปในส่วนของนายจ้างพอทราบกฎกระทรวงออกวันที่ 17 เมษายน 2563 พอหลังจากกฎกระทรวงนี้ออกมานายจ้างไม่ยอมเรียกลูกจ้างไปเจรจาหรือสหภาพแรงงานไปคุยตามที่กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ บอกไว้เลยว่า มีการเจรจากันพูดคุยกันก่อน นายจ้างถือโอกาสประกาศตามกฎหมายกระทรวงฉบับใหม่ซึ่งรัฐบาลประกาศออกมาโดยกระทรวงแรงงานประกาศออกมาทำให้สถานการณ์มันเปลี่ยนไป

นายสมพร ขวัญเนตร ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กล่าวว่า ต้องเข้าใจรากเหง้าที่มันเกิดกฎหมาย ทั้งทางประกันสังคมมาตรา 79/1 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานมาตรา 75 เดิมทีมีแต่มาตรา 75 พอปี 2558 มันถึงมีการมาแก้ไขกฎหมายมาตรา 79/1 ด้วยเหตุสุดวิสัย เหตุมันมาจากน้ำท่วมปี 2554 น้ำท่วมใหญ่ นายจ้างตัวเล็กๆก็น่าเห็นใจมันเป็นเหตุที่เขาไม่ได้ตั้งใจบริหารจัดการ มันเหตุจากธรรมชาติ แรงงานรับกันได้ไหมตรงนี้ ระหว่างการหยุดงานที่ไม่ใช่เหตุสุดวิสัยตามมาตรา 75 อันนั้นแรงงานรับกันได้ แต่ว่า มันเป็นเหตุไม่ใช่เหตุสุดวิสัย แต่ถ้าเหตุสุดวิสัยถ้าเรายังจะยืนยันบอกว่ายังไงก็ต้องใช้ 75 ก็ปิดไปเลยอย่าให้มีกฎหมายมาตรา 79/1 แต่ วันนี้มันมีแล้วปี 2558 ก็เป็นที่มาของการแก้ไข

ในขณะนั้นที่จุดเริ่มต้นของกฎหมายมันเป็นเรื่องของธรรมชาติและก่อนนั้นได้ 50% ซึ่งเราก็พยายามเถียงว่ามันควรจะไม่น้อยกว่า 75% ของกฎหมายคุ้มครองเพราะมันรับหลักการตรงนั้นได้ แต่เขาก็มาแก้ในปีนี้ แก้ให้หมายความรวมถึงโรคระบาดโควิดก็ว่าไปก็ไปปรับเพิ่มมาเป็น 62 % ถามว่าพอไหม ไม่พอ เราก็ยืนยันมันควรเป็น 75 จะโยกไปไหนก็แล้วแต่เนื่องจากผู้ประกันตนมันก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะไปหยุดงาน ไม่ได้เป็นสาเหตุที่มันทำให้หยุดงานลูกจ้างที่เรารับกันได้ก็ไม่ควรจะต่ำกว่า 75 ส่วนประเด็นที่มันถกเถียงกันอยู่ พวกเราอาจจะไปมองว่าเงินจะหมดอะไรก็แล้วแต่ ผมมองเรื่องผู้ประกันตนว่ามันเป็นประโยชน์กับเขาไหม เราต้องช่วยสถานการณ์แบบนี้ต้องช่วยเขาก่อนมองไปที่ไหนที่มาตรา 75 เอาหละมันไม่ถึงมาตรา 75 ต่อให้ปรับ 72 เป็น 75% ประมาณค่าจ้างขั้นต่ำประมาณ 1 หมื่นบาทยังไม่พอ แต่มันก็ดีกว่า ส่วนเรื่องเงินต่อให้ประกันสังคมได้ใช้จ่าย เพื่อเป็นสิทธิประโยชน์ของผผู้ประกันตนหากมันมีผลกระทบมันเป็นความรับผิดชอบของรัฐที่จะต้องเข้ามา เอาเงินมาอุดหนุนมาตรา 24 มันต้องมีอยู่แล้วเป็นเรื่องหน้าที่ของรัฐ ถ้าเรียกร้องไปว่ามันควรที่จะเพิ่มให้ผู้ประกันตนให้ได้ 75%เหมือนอย่างที่ คสรท.เรียกร้อง ส่วนรัฐจะไปหาเงินมาจากไหน แต่ไม่ใช่มาขัดกัน บอกว่า ไม่เห็นด้วยกลัวเงินจะหมด เนื่องจากไม่ใช่สถานการณ์แบบนั้น และประเด็นการจะมาแก้ไขกฎหมายขนาดนี้อย่าลืมนะแก้ ถ้าคุณจะไปแก้ พ.ร.บ.ประกันสัคม 79/1 มันไม่ได้ ไปแก้กฎกระทรวงมันแก้ได้ยังไงก็อาจจะต้องเอาไปก่อน เอาไปผลักดันเงินอย่างน้อยๆให้ผู้ประกันตนได้รับเงินช่วยเยียวยาให้ทันท่วงที ก็เห็นด้วยที่บอกว่ากฎหมายไม่เป็นธรรม ให้ไปแก้ไขหรือเคลื่อนไหวยกเลิกไปเลย คสรท.ผลักดันตลอด ด้วยรัฐยังค้างจ่ายเงินสมทบ ต้องเอามาใช้หนี้ และเห็นด้วยที่รัฐจะนำเงินมาอุดหนุน เพื่อประโยชน์ให้ผู้ประกันตน

นายมานิตย์ พรหมการีย์กุล ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ดูเจตนารมณ์ของกฎกระทรวงก่อน เบื้องต้นเจตนารมณ์ฯเนื่องจากว่า โรคระบาดโควิด-19 ขึ้นมาและทางรัฐบาลก็พยายามที่จะควบคุมดูแลและก็ประกาศเป็นพระราชกำหนดภาวะฉุกเฉิน พอประกาศแล้วรัฐบาลก็มีการสั่งให้สถานประกอบการที่เป็นจุดเสี่ยงเกี่ยวกับการระบาดของโรคก็คือ โรงแรม ขนส่ง และประปา สั่งให้หยุด พอสั่งให้หยุดพนักงานซึ่งส่วนมากก็หยุดมาตรา 33 เขาไม่ได้รับค่าจ้างและเงินเยียวยาเราไม่ทิ้งกัน 5,000 บาทด้วย เจตนารมณ์ของกฎกระทรวงที่ออกมาที่ให้ประกันสังคมมาช่วยจ่าย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นพอกฎกระทรวงออกมาแล้วมันก็มีสถานประกอบการซึ่งพยายามที่เอากฎกระทรวงที่ได้แก้ไขใช้ในเหตุสุดวิสัย เพื่อรองรับมาตรการเพื่อเยียวยาผู้ประกันตนมาตรา 33 ซึ่งต้องเข้าใจว่า เหตุสุดวิสัยใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานมาตรา 75 ถ้าคนงานด้วยเหตุสุดวิสัยที่ได้ 75% ตามเงินเดือนของเขาที่เกิดวิกฤตเขาก็ยังฝืนทนกล้ำกลืน แต่พอมาใช้กฎกระทรวงใช้ประกันสังคม 62% ซึ่งมีเพดานไม่เกิน 15,000 บาท ก็ได้ประมาณ 9,300 บาท มองว่า มันไม่พอใช้จ่ายแน่นอน แต่เข้าใจว่า เพื่อเป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ ก็คือสถานประกอบการที่ฉวยโอกาสซึ่งผลักภาระให้ประกันสังคมอันนี้คือ สิ่งที่ไม่เห็นด้วย เพราะว่า หลายๆสถานประกอบการที่ลงพื้นที่ได้รับการร้องเรียนมาก็คือหยุดงานไม่ได้หยุดทั้งแผนก หรือหยุดทั้งบริษัท แต่เป็นการหยุดเฉพาะตัวบุคคล ยกตัวอย่าง แผนกนี้มี 20 คนให้หยุด 10 คน แล้วก็ไม่จ่าย 75% ตามเงินเดือนสุดท้ายของเขาให้เขาไปยื่นคำร้องขอรับสิทธิประกันสังคม 62% อันนี้คือ สิ่งที่มันเกิดขึ้น ซึ่งก็มองว่า เป็นการผลักภาระให้กองทุนประกันสังคม กองทุนประกันสังคมมีเจตนาดี ทำให้สถานประกอบการหลายสถานประกอบการใช้ บางสถานประกอบการบางที่เรียกพนักงานไปพูดตัวต่อตัวทีละคน บางครั้งให้ 50% นายจ้างบอกว่า มันเหตุสุดวิสัยเนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ซึ่งจริงๆแล้วหลายๆสถานประกอบการมีความสามารถในการจ่ายพนักงานได้แต่เขาไม่จ่าย อันนี้ไม่เห็นด้วย แต่โดยข้อเท็จจริงแล้วรัฐบาลต้องเอาเงินมาใช้ในการเยียวยาที่บอกว่า 1.9 ล้านล้านบาท มาให้ผู้ประกันตนมาตรา 33 ด้วยเพราะเขาเป็นคนเสียภาษีทุกๆเดือนทุกๆปี

คนงาน 10 ล้านคนในระบบเขาเป็นคนไทยเหมือนกันเขามีสิทธิที่ควรได้อย่างเงิน 5,000 บาท เขาก็สมควรจะได้ด้วยหลักการและเหตุผล ฉะนั้นรัฐบาลเอาเงิน 5,000 บาท มาเติมเต็มในส่วนที่เขาขาดรายได้ไปไม่ว่าจะเป็น 75% หรือ 50% อันนี้คือ สิ่งที่เรียกร้องอยู่เสมอว่า เราก็เป็นคนเสียภาษี แต่พอมีวิกฤตเกิดขึ้นพวกมาตรา 33 อไม่เคยได้รับการเหลียวมองดูแลเลย แต่ผลักภาระให้กองทุนประกันสังคม ซึ่งเป็นกองทุนที่ลูกจ้าง นายจ้างแล้วก็รัฐจ่าย อย่างที่บอกรัฐยังค้างอยู่ 9 หมื่นกว่าล้านบาท อยากจะให้มาตรการอย่างที่กฎหมายบอกว่า ภาวะเหตุสุดวิสัยในความจำเป็นแต่ละบริษัทมันมีมากน้อยแค่ไหน มันจริงไหม น่าจะมีมาตรการว่า สิ่งที่ออกมามันเกี่ยวระหว่างรัฐกับลูกจ้างฟ้องศาลปกครองเลยดีไหม นี่คือสิ่งที่อยากเสนอ สิ่งที่รัฐออกกฎกระทรวงมามันถูกต้องไหม ถ้ามันชอบด้วยกฎหมายหรือถูกต้องเพื่อแก้ไขความเดือดร้อนความทุกข์ยากของประชาชนเราก็เห็นด้วยไม่เป็นไรถ้ามันถูกต้อง อีกประเด็นหนึ่งอยากจะให้มีการเสนอว่าบริษัทที่เอาสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 มาเพื่อฉวยโอกาสน่าจะมีการรวบรวมรายชื่อสถานประกอบการนี้ว่าสิ่งที่คุณทำมันเหตุสุดวิสัยจริงไหม ถ้าไม่จริงน่าจะมีแบล็คลิสกับบริษัทเหล่านี้ใช้มาตรการลงโทษจากภาครัฐ แต่บริษัทไหนที่ดูแลมีจรรยาบรรณมีธรรมาภิบาลรัฐก็เข้าไปดูแลไปสนับสนุนมันก็มีโครงการสนับสนุนเยียวยาทางสถานประกอบการอยู่แล้วที่บอกว่า 4 แสนล้านบาทอันนี้เป็นสิ่งที่อยากเสนอ

////////////////////////////////