“ตั๋วไม่ร้อน ป๊อปคอร์นไม่มี “แรงงาน” อยู่ตรงไหนในภาพยนตร์”

untitled-3

ผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ มองหนังแรงงานบนแผ่นฟิล์มเป็นส่วนหนึ่งที่ซ่อนไว้ ย้ำหนังคืออาวุธ ชนชั้นใดสร้างหนังก็เพื่อชนชั้นนั้น นักวิจารณ์หนัง มองคนดูหนังแค่พักผ่อน ไม่สนเนื้อหา ด้านผู้กำกับภาพยนตร์สารคดี ชวนคิดการสร้างหนังอิสระต้องชัดเจน

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2559 งานนิทรรศการแรงงานไทย-เยอรมัน ในงานแรงงานไม่มีประวัติศาสตร์ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ได้มีการจัดเสวนาเรื่อง “ตั๋วไม่ร้อน ป๊อปคอร์นไม่มี “แรงงาน” อยู่ตรงไหนในภาพยนตร์” แรงงานบนแผ่นฟิล์ม โดยสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร มูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ้งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มูลนิธิภัณฑ์แรงงานไทย และมูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท (FES)

นายโดม สุขวงศ์ ผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ กล่าวว่า หนังแรงงานที่เห็นยังเป็นหนังประโลมโลกอยู่ เช่นตัวเอกแสดงเป็นผู้ใช้แรงงานแต่ตอนจบกลายเป็นคนรวย ซึ่งก็เป็นความฝันของคนที่เข้าไปดูหนังให้กลับไปนอนฝันแล้วพอเช้าเข้าโรงงานใช้แรงงานเหมือนเดิม ประเด็นต่อมาคนที่ทำหนังหากทำหนังแรงงานมีการต่อสู้อาจขายไม่ได้คนที่จะทำหนังแรงงานต้องเป็นนักสร้างหนังอิสระที่ไม่แสวงหาผลกำไรจากการสร้างหนัง เพราะต้องไม่ลืมว่าหนังคือสินค้าหากขายไม่ออกไม่มีคนดูก็อยู่ไม่ได้

นายโดมกล่าวอีกว่า ก่อนการเปลี่ยนแปลงใหญ่ของสังคมวันที่ 14 ตุลาคม 2516 หนังที่สร้างต้องถูกตรวจสอบจากคณะกรรมการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ หรือกองเซ็นเซอร์หนัง ก่อนที่จะออกฉาย พอหลัง 14 ตุลายุคประชาธิปไตยมีการเปิดกว้างในการสร้างหนังสะท้อนสังคมออกมาจำนวนมาก หนังแรงงานช่วงนั้นมีเรื่องกรรมกรฮาร่าที่ถ่ายทำโดยอาจารย์จอน อึ้งภากรณ์ ซึ่งเป็นหนังที่ให้ความรู้กับสังคมในชีวิตของแรงงาน และหนังสะท้อนสังคมอย่างทองปาน เรื่องคนกลางแดด เรื่องเทพธิดานี้ใช้คำว่าแรงงานซึ่งชัดเจนมาก แต่ละยุคการสร้างหนังมีชีวิตของแรงงานซ่อนอยู่เสมอ คนดูหนังต้องรู้จักดูแล้วคิดมีการแลกเปลี่ยนกันเรื่องหนังถึงเนื้อหาด้วย

untitled-2

นายโดม สุขวงศ์ ผู้อำนวยการหอภาพยนตร์

“หนังถือว่าเป็นอาวุธในการเปลี่ยนแปลงสังคม อย่างในโซเวียตที่ใช้หนังเป็นเครื่องมือสอนด้วยเหตุด้วยผล หนังเหมือนว่ามีเสรีภาพในการนำเสนอแต่จริงไม่มีเสรีภาพวันนี้ยังถูกตรวจก่อนฉาย ไม่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น คนดูก็ไม่มีเสรีภาพในการได้ข้อมูลที่ตรงไปตรงมา หากดูประวัติศาสตร์แรงงานในประเทศไทยมีความยาวนานมากการได้มาของสวัสดิการแรงงานผ่านกระบวนการต่อสู้ของขบวนการแรงงาน และไม่ได้อยู่เฉพาะเรื่องของแรงงานเท่านั้น ซึ่งเรื่องเล่าแบบนี้แต่ก่อนอาศัยคนทำหนัง แต่ปัจจุบันมีสื่อใหม่ให้ทุกคนได้ทดลองสร้างหนังของตนเองได้ผ่านมือถือ หากแรงงานลุกขึ้นมาสร้างหนังของตนเองคงมีหนังที่สะท้อนการทำงานออกมาให้สังคมได้อยู่จำนวนมากเชื่อว่าทำกันได้ ชนชั้นใดสร้างหนังก็เพื่อชนชั้นนั้น ทุนทำหนังเพื่อทุน แรงงานทำหนังก็เพื่อแรงงาน ” นายโดมกล่าว

นายประวิทย์ แต่งอักษร นักวิจารณ์ภาพยนตร์ กล่าวถึงประสบการณ์การดูหนังว่า หนังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 มีการสร้างหนังที่สะท้อนสังคม เช่น ทองพูน โคกโพธิ์ เทพธิดาแรงงาน เทพธิดาโรงแรม  และอีกหลายเรื่องที่เป็นชีวิตของคนขายแรงงาน อย่างเรื่องเทพธิดาโรงแรม เนื้อเรื่องนำเสนอถึงแรงงานภาคบริการที่ต้องต่อสู้ และหลังปี 2530 หนังมีสไตล์ที่เปลี่ยนไปเน้นวัยรุ่นอย่างกระโปรงบานขาสั้น เรื่องราวของคนใช้แรงงานที่พูดถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคมหายไป หนังวัยอลวนก็เป็นหนังวัยรุ่นก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เป็นมุมของคนสร้างหนังที่เป็นเรื่องราวของเด็กที่มาเรียนและยากจนต้องทำงานหาเงินเรียน จนเป็นปัญญาชนก็ยังไม่ลืมชีวิตการใช้แรงงาน ซึ่งมีหนังอีกหลายภาคที่เสนอให้เห็นความเป็นชนชั้นสอดแทรกอยู่ในหนัง คิดว่านักสร้างหนังไม่มีใครกล้าที่จะสร้างหนังแรงงานตรงๆ

untitled-5

นายประวิทย์ แต่งอักษร นักวิจารณ์ภาพยนตร์

“ผมเคยดูเรื่องกรรมกรฮาร่า ดูแล้วรู้สึกเศร้ามาก เป็นการรวมตัวต่อสู้ของสาวโรงงานด้วยความหวังของกลุ่มแรงงานที่มีความก้าวหน้าทางความคิดของการต่อสู้ แต่พอหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ไม่มีการต่อสู้แบบกรรมกรหญิงฮาร่าอีก ซึ่งต่างประเทศจะมีหนังที่สะท้อนถึงการต่อสู้ของแรงงาน เช่นคนใช้แรงงานในเหมืองที่ถูกกดขี่ขูดรีดเอาเปรียบแรงงาน แสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งประเทศไทยยังไม่มี แรงงานเป็นเพียงส่วนหนึ่งในหนัง เพราะคนที่ไปดูหนังยังต้องการแค่พักผ่อนต้องการสิ่งประโลมใจ ไม่ได้ต้องการเสพข้อมูลที่สะท้อนความเป็นจริงของสังคม” นายประวิทย์กล่าว

นายประวิทย์ กล่าวอีกว่า หนังแรงงานที่เห็นปัจจุบันเป็นชีวิตของกรรมกรห้องแอร์อย่างมนุษย์เงินเดือน ไม่ได้สะท้อนถึงการต่อสู้การรวมตัวเพื่อทวงถามความเป็นธรรม อย่างหนังเรื่อง ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ เป็นหนังที่ทำให้เห็นความเป็นแรงงานที่อุทิศตัวเพื่องานอย่างเดียว การจ้างงานแบบนี้เป็นการดูดกลืนความเป็นมนุษย์ การทำงานอิสระแทบจะตาย มีฉากให้เห็นนายจ้างที่กรอกหูถึงความสำเร็จที่จะได้ไปต่างประเทศด้วยกันซึ่งเป็นยาที่ทำให้ลุกขึ้นมาทำงานแบบไม่พักเพื่อฝันนั้น จนเจ็บป่วยสุดท้ายไม่มีระบบอะไรดูแลต้องไปรักษาในโรงพยาบาลรัฐ ซึ่งหนังไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์ระบบแบบตรงไปตรงมาคงได้ให้ความรู้กับสังคมทั้งเรื่องโรงพยาบาลรัฐ และการจ้างงาน และอีกปัญหาคือคนไทยดูหนังแล้วไม่มีการวิจารณ์พูดคุยกันถึงเนื้อหาในหนังเพื่อให้เกิดความรู้

untitled-4

นายชเวง ไชยวรรณ ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดี เรื่อง “ชินมาลิน”

นายชเวง ไชยวรรณ ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดี เรื่อง “ชินมาลิน” กล่าวว่าการสร้างหนังบอกถึงกระแสหลักต้องดูคนดูได้ว่าต้องการดูหนังแบบไหนซึ่งทุนก็จะสนับสนุนเพราะขายได้ ซึ่งหนังนอกกระแสมีความอิสระดูความสนใจของตนเองก่อนว่าต้องการที่จะเสนออะไร และต้องคลุกคลีอยู่กับเรื่องของคนเหล่านั้นเพื่อสร้างความเข้าใจเข้าถึงถ้องแท้ หนังเก็บเรื่องราวแรงงานมาเล่าในกระแสหลักเป็นความบันเทิงให้คนดูมีความสุข แต่เรื่องราวในความเป็นจริงไม่ใช่ความบันเทิง ประเด็นหนังเรื่องแรงงานไทยที่อยู่ในระบบยังไม่มีใครนำมาสะท้อนเลย แต่แรงงานเพื่อนบ้านอย่างแรงงานข้ามชาติยังไม่มีใครนำมาเสนอ มีเพียงการล้อเลียนภาษาการพูดการสื่อสารกันในหนังบ้าง แต่ตอนหลังก็หายไป ซึ่งแหล่งทุนที่ให้ทำหนังต้องการให้สะท้อนประเด็นของแรงงานเพื่อนบ้านชาวพม่าที่มาทำงานในประเทศไทยทั้งงานประมง งานเกษตรกรรม งานก่อสร้าง ซึ่งเป็นงานที่คนไทยไม่ทำแล้ว และหนังเรื่องนี้ได้ถูกนำกลับไปฉายในประเทศเมียนมาร์ เพื่อฟังเสียงของคนที่มาเป็นแรงงานในประเทศไทย ซึ่งคนในประเทศเมียนมาร์ที่ได้ดูหนังและเคยมาใช้แรงงานในประเทศไทยก็สะท้อนว่า เหมือนชีวิตของเขา เป็นเรื่องจริงที่ถูกบันทึกไว้

นายชเวง กล่าวอีกว่า การทำหนังอิสระต้องชัดเจนว่าช่องทางที่ใช่สื่อสารมีคนสนใจ หากหนังแรงงานมีคนทำและไปช่องทางสื่อที่ถูกจุดเกิดกระแสมีคนสนใจหนังนั้นจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้แน่ การจะมาฉายใจโรงใหญ่คนดูอาจไม่มี แต่หากเลือกเรื่องแล้วต้องคิดว่าจะเล่าเรื่องให้ใครดู

นักสื่อสารแรงงาน รายงาน