แถลงเรียกร้องนายกรัฐมนตรีแก้กรณี 13 ก.ก.สร.รฟท. จากเหตุรถไฟตกรางที่เขาเต่า ผ่านมา 12 ปี ศาลสั่งจำคุก 3 ปี ชดใช้ 25 ล้านบาทข้อหาทิ้งงาน

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2564 คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยร่วมกับสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ แถลงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี กรณีข้อกล่าวหา 13 กรรมการสร.รฟท.ถูกกล่าวหาละทิ้งงานจากการทำกิจกรรมรณรงค์เพื่อความปลอดภัยในการให้บริการเดินรถไฟเพื่อประโยชน์แก่ผู้โดยสาร เพื่อรณรงค์ความปลอดภัย หลังรถไฟตกรางที่เขาเต่า ผ่านมา 12 ปี ปปช. ส่งฟ้องศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ล่าสุดศาลพิพากษาให้สั่งจำคุกคนละ 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา และยังต้องชดใช้ค่าเสียหายอีก 25 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการขออนุญาตอุทธรณ์

 นายชาลี ลอยสูง รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ได้อ่านแถลงการณ์ดยมีเนื้อหาดังนี้

                ปีนี้นับได้ว่าครบรอบ 12 ปีของเหตุการณ์อุบัติเหตุรถไฟตกรางครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ที่สถานีเขาเต่า อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2552 จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 7 ศพ และบาดเจ็บ 84 คน สร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินของผู้โดยสาร รวมทั้งความเสียหายที่กับการรถไฟแห่งประเทศไทยมีมูลค่าความเสียหายกว่า ๒๐๙ ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากสภาพรถจักรเก่า ไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ ระบบห้ามล้ออัตโนมัติหรือระบบวิจิแลนด์ชำรุดไม่ทำงาน ซึ่งระบบนี้มีไว้เพื่อสร้างความปลอดภัยให้เกิดขึ้นกับบริการเดินรถไฟ เมื่อเกิดเงื่อนไขที่พนักงานขับรถไฟหมดสติ ไม่ตอบสนอง ไม่กดปุ่ม ไม่ชักหวีด ไม่ใส่ห้ามล้อ ไม่ไปสัมผัสอะไรเลยภายในสองนาที ระบบนี้จะทำงาน ส่งสัญญาณให้รับรู้ว่า หัวรถจักรนั้นไร้การควบคุม ระบบห้ามล้อฉุกเฉินจะเริ่มทำงาน รถไฟจะหยุดเองในทันที แต่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้น พบว่าระบบนี้ใช้งานไม่ได้ มันชำรุด และเมื่อพนักงานขับรถไฟหมดสติพร้อมกันทั้ง 2 คนอย่างผิดปกติ ซึ่งเป็นสภาพที่เป็นไปได้ยากที่จะหมดสติพร้อมกันทั้ง 2 คนหากเป็นเหตุการณ์ปกติ จากการตรวจสอบพบว่า พนักงานทั้ง 2 คน สูดแก๊สไอเสียจากห้องเครื่องยนต์รั่วไหลเข้ามาในห้องขับของหัวรถจักร จากการที่ชีลยางกั้นระหว่างประตู คล้ายกรอบยางประตูรถยนต์ ซึ่งทำหน้าที่กันเสียง ฝุ่น และไอเสียต่างๆ มันฉีกขาด การที่พนักงานขับรถหมดสติทั้ง 2 คนและระบบห้ามล้ออัตโนมัติหรือระบบวิจิแลนด์ชำรุด ไม่ทำงานเพื่อหยุดรถไฟ ทำให้นายสถานีที่เขาเต่า ตัดสินใจสับรางเพื่อหลีกเลี่ยงการชนกันของขบวนรถไฟ การสับรางรถไฟในขณะที่ขบวนรถไฟวิ่งด้วยความเร็วที่สูงถึง 86 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จึงทำให้น็อตตะปูรางไม่สามารถทนต่อแรงเบียดได้ รางฉีกและส่งผลทำให้ขบวนรถไฟพลิกคว่ำ

ภายหลังเกิดเหตุการณ์รถไฟตกรางดังกล่าว สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) ได้รณรงค์ความปลอดภัย ซึ่งเป็นข้อตกลงสภาพการจ้างที่บังคับใช้งานตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 โดยขอให้การรถไฟฯ ปฏิบัติตามและสร้างมาตรฐานความปลอดภัยโดยเคร่งครัด ด้วยการซ่อมบำรุงรถจักร รถพ่วงให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ปลอดภัย ก่อนนำไปให้บริการประชาชน แต่ผู้บริหารตอบโต้ด้วยไล่ออกกรรมการ สร.รฟท. ที่หาดใหญ่จำนวน 6 คน และฟ้องศาลแรงงานเพื่อขออำนาจศาลในการเลิกจากกรรมการสร.รฟท. ส่วนกลางอีก 7 คน เมื่อศาลอนุญาต จึงเลิกจ้างด้วยข้อหา “ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง” และศาลมีคำพิพากษาให้จ่ายค่าเสียหายแก่การรถไฟฯ พร้อมดอกเบี้ยกว่า 25 ล้านบาท

แม้ว่าในเวลาต่อมา กระบวนการเจรจาภายในการรถไฟฯ ระหว่าง สร.รฟท. และผู้บริหารชุดใหม่ มีมติรับทั้งบุคคลทั้ง 13 คนกลับเข้ามาทำงานอีกครั้ง เมื่อปี 2557 แต่ค่าเสียหายยังมีการหักจากเงินเดือนจนถึงปัจจุบันของกรรมการ สร.รฟท. ส่วนกลางทั้ง 7 คนนั้น แต่กระนั้นก็ตาม กรรมการ สร.รฟท. ยังคงต้องเผชิญกับคดีความในชั้นศาลอย่างไม่หมดสิ้น เนื่องจากผู้บริหารในเวลานั้น นอกจากจะตอบโต้ด้วยการเลิกจ้างและฟ้องศาลแรงงานแล้ว ยังได้แจ้งความกล่าวหากรรมการ สร.รฟท. ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ซึ่งคณะกรรมการ ปปช. ได้รับเรื่องสอบสวนและลงมติเห็นชอบว่า การกระทำของกรรมการ สร.รฟท. จำนวน 13 คน มีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงาน ละทิ้งงานหรือกระทำการอย่างใดๆ เพื่อให้งานหยุดชะงักหรือเสียหาย โดยร่วมกระทำเช่นนั้นด้วยกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 166 สำนักงานอัยการสูงสุดจึงแต่งตั้งทนายเพื่อนำผลการสอบสวนของคณะกรรมการ ปปช. ไปฟ้องศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ล่าสุดศาลได้มีคำพิพากษาให้กรรมการ สร.รฟท. มีความผิดจริงตามข้อกล่าวหา และพิพากษาสั่งจำคุกคนละ 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการขออนุญาตอุทธรณ์

คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยและสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พร้อมทั้งสมาพันธ์สหภาพแรงงานโลก (International Trade Union Confederation) และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Oganization) ต่างมีความเห็นตรงกันว่า “เป็นประเด็นละเมิดสิทธิแรงงานและเป็นขบวนการทำลายสหภาพแรงงาน” การณรณรงค์ของสหภาพแรงงานเกี่ยวกับข้อตกลงสภาพการจ้างได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ การลุกขึ้นมาเรียกร้องต่อนายจ้างเพื่อให้สร้างบริการสาธารณะที่มีความปลอดภัย ได้แก่ การเดินรถไฟ เพื่อให้ประชาชนใช้บริการด้วยความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน และนายจ้างเองก็ได้รับประโยชน์จากการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุต่างๆ อันเนื่องจากสภาพการทำงานที่ไม่มีความปลอดภัย จึงเป็นเรื่องที่สมควรกระทำ และรัฐบาลควรต้องให้การคุ้มครองดูแล มิให้นายจ้างกลั่นแกล้งจากการเรียกร้องให้มีสภาพการทำงานที่ปลอดภัย เพื่อสร้างบรรทัดฐานหรือแนวปฏิบัติที่ดีให้เกิดขึ้นในรัฐวิสาหกิจ แต่ที่ผ่านมากรรมการ สร.รฟท. ต้องเผชิญกับการตอบโต้จากการรถไฟฯ โดยรัฐบาลเพิกเฉยมาโดยตลอด

ดังนั้น คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยและสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ จึงขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำของประเทศ และประธานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ เข้ามาแก้ไขปัญหาที่เกิดกับกรรมการ สร.รฟท. 13 คนที่ถูกการรถไฟฯ ฟ้องร้องเป็นคดีความอย่างไม่จบสิ้น และยังต้องชดใช้ค่าเสียหายอีก 25 ล้านบาท ทั้งที่กรรมการ สร.รฟท. 13 คน ควรได้รับการย่องย่องในการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยให้เกิดขึ้นในสถานประกอบการ และสมควรเป็นแบบอย่างที่ดีของการทำงานร่วมกันแบบทวีภาคีระหว่างนายจ้างและลูกจ้างในสถานประกอบการ หากการทำความดีไม่ได้รับการปกป้องดูแลจากรัฐบาล ต่อไปนี้ใครเลยจะกล้าลุกขึ้นมาที่จะทำความดีเหล่านั้น การสร้างสภาพแวดล้อมของการทำงานให้มีความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะกับงานบริการของรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจและมีความปลอดภัยในการใช้บริการ การนำนโยบายสาธารณะของรัฐไปปฏิบัติให้เกิดผลอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยเฉพาะการสร้างโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งทางราง อันเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พ.ศ. 2561-2580 ไม่เพียงแต่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวให้กับประชาชนได้เข้าถึงและใช้บริการ แต่บริการของโครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้น ต้องมีความปลอดภัยต่อประชาชนทั้งชีวิตและทรัพย์สินด้วย