คสรท.และสรส.ออกแถลงการณ์ “ข้อเสนอสําหรับการประกันสังคมที่ยั่งยืน”

ภาพประกอบข่าว

คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์สรส.)
ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง ข้อเสนอสําหรับการประกันสังคมที่ยั่งยืน ถึงนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2565
นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า นับตั้งแต่พระราชบัญญัติประกันสังคมมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2533
จนถึงปัจจุบันโดยมีเป้าหมายเพื่อประกันสังคม คือ การสร้างหลักประกันในการดํารงชีวิตในกลุ่มของสมาชิกที่มี รายได้ และจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเพื่อรับผิดชอบเฉลี่ยความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น โดยได้รับ ทดแทนเมื่อประสบอันตราย หรือจากการเจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือตาย คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และการว่างงาน เพื่อให้ได้รับการรักษาพยาบาล และมีการทดแทนรายได้ ซึ่งการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน ประกันสังคมในระยะแรกเป็นลักษณะร่วมกันจ่ายในสัดส่วนที่เท่ากันในอัตราร้อยละ 5 ระหว่าง ผู้ประกอบการ คนทํางานและรัฐ โดยกําหนดค่าจ้างสูงสุดในการคํานวณจ่ายเงินสมทบรายเดือนอยู่ที่ 15,000 บาท แต่ภายหลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 รัฐบาลได้มีการแก้ไขกฎหมายโดยลดสัดส่วนของรัฐลงเหลือ ร้อยละ 2.75 ประกอบกับช่วงที่ผ่านมาเกือบ 20 ปี ที่รัฐค้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเกือบหนึ่งแสนล้านบาท เป็นเหตุให้กองทุนประสบปัญหาในเรื่องการเติบโตขาดโอกาสในการนําเงินไปลงทุนเพื่อหาประโยชน์และทําให้กระทบถึงสิทธิผู้ประกันตนที่จะเพิ่มผลประโยชน์ในแต่ละกองทุนไปด้วย ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบทั้งในส่วนของผู้ประกอบการที่ต้องปรับลดขนาดลง บางแห่งต้องปิดกิจการส่งผลกระทบต่อคนทํางานที่อยู่ในระบบประกันสังคม แม้ว่า รัฐบาลจะพยายามแก้ไขปัญหาด้วยการจัดทําโครงการต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี แต่การแก้ปัญหาก็เป็นช่วงเวลาสั้นๆ บางคนก็เข้าไม่ถึงมาตรการช่วยเหลือด้วยเงื่อนไขบาง ประการ รวมทั้งการช่วยเหลือผู้ประกันตน แต่ทั้งสิ้นทั้งปวงการช่วยเหลือผ่านโครงการต่างๆ รัฐบาลล่วนต้องกู้เงินจํานวนมหาศาลมาช่วยเหลือประชาชน ซึ่งส่งผลต่อภาพรวมของหนี้สาธารณะที่ประชาชนต้องร่วมกันชดใช้ เช่นเดียวกัน ในการช่วยเหลือผู้ประกอบการและผู้ประกันตนเพื่อให้กิจการและการทํางานดําเนิน ต่อไปได้รัฐบาลจึงได้มีมาตรการลดการจ่ายเงินสมทบของผู้ประกอบการและผู้ประกันตนลงมา อาจเป็นผลดีกับ ผู้ประกอบการที่จะนําจ่ายเงินสมทบน้อยลง แต่ก็ไม่เป็นผลดีต่อผู้ประกันตนและระบบประกันสังคมในระยะ ยาว ความต่อเนื่องนี้นํามาสู่การเปลี่ยนแปลงแก้ไข พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ซึ่งรายละเอียดตามมติ คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2565

คสรท.และสรส.ออกแถลงการณ์เรื่อง ข้อเสนอสําหรับการประกันสังคมที่ยั่งยืน
สาวิทย์ แก้วหวาน ประธานคสรท.

1) การขยายความคุ้มครองให้กับผู้ประกันตนเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ โดยขยายอายุขั้นสูงของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ให้ผู้รับเงินบํานาญชราภาพสามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนได้ให้ผู้รับเงินบํานาญ ชราภาพสามารถขอรับเงินบํานาญจ่ายล่วงหน้าได้

2) การแก้ไขเพิ่มเติมสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพอันเกิดจากข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ใช้แรงงาน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประกันตน โดยกําหนดให้ผู้ประกันตนสามารถเลือกรับเงินบําเหน็จหรือเงินบํานาญ ชราภาพได้ (ขอเลือก) ในกรณีเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ สาธารณภัย หรือเหตุการณ์อื่นใดอันส่งผลกระทบต่อ ผู้ประกันตน ก็สามารถนําเงินสะสมกรณีชราภาพบางส่วนออกมาใช้ก่อนได้ (ขอคืน) และการนําเงินสะสมกรณี ชราภาพไปเป็นหลักประกันกับสถาบันการเงินได้ (ขอกู้)

3) การแก้ไขเพิ่มเติมสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ได้แก่ เงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรจากเดิม จ่าย 90 วัน เป็น 98 วัน เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีทุพพลภาพจากเดิมจ่ายร้อยละ 50 เป็นร้อยละ 70 กรณีสงเคราะห์บุตรให้ได้รับการคุ้มครองต่อไปอีก 6 เดือน นับแต่วันที่สิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตน

4) ปรับปรุงเงื่อนไขในการสมัครเข้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และกําหนดให้เงินเพิ่มของ ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 จะต้องไม่เกินเงินสมทบที่ต้องจ่าย

5) แก้ไขเพิ่มเติมในส่วนของบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการ ทั้งในส่วนของการได้มาซึ่งผู้แทน ฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน การกําหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม วาระการดํารงตําแหน่ง เพิ่มเติมอํานาจของคณะกรรมการในการจําหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ รวมทั้งการบริหารจัดการพนักงาน และลูกจ้าง

6) การแก่ไขมาตรการการลงโทษทางอาญาแก้นายจ้างเพื่อให้สอดคล้องกบั ลักษณะความผิดที่นายจ้าง มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งหากดูในภาพรวมแล้วก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ประเด็นที่ถกเถียงกันมากในสังคมซึ่งบางกลุ่มเห็นด้วยบาง กลุ่มไม่เห็นด้วย คือ ในกรณีเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ สาธารณภัย หรือเหตุการณ์อื่นใดอันส่งผลกระทบต่อ ผู้ประกันตน ก็สามารถนําเงินสะสมกรณีชราภาพบางส่วนออกมาใช้ก่อนได้ (ขอคืน) และการนําเงินสะสมกรณี ชราภาพไปเป็นหลักประกันกับสถาบันการเงินได้(ขอกู้) ในส่วนกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยมองว่าจะทําให้เกิดปัญหาความไม่มั่นคงของกองทุนในระยะยาว เมื่อนําเงินออกมาใช้ก่อนแล้วทําให้จํานวนเงินในกองทุนลดลง ทําให้ขาดโอกาสในการนําเงินไปลงทุนหาประโยชน์ รวมไปถึงอนาคตของผู้ประกันตนเองเงินชราภาพที่ได้รับหลังเกษียณนั้นมีจํานวนน้อยมากอยู่แล้ว หากนําเงินมาใช้ก่อนแล้วชีวิตบั้นปลายจะอยู่อย่างไร และการนําเงิน สะสมกรณีชราภาพไปเป็นหลักประกันกับสถาบันการเงินได้นั้น หากบริหารเงินผิดพลาดก็จะส่งผลต่อตนเอง และกองทุนด้วยเช่นกัน และวิเคราะห์กันว่าในประเด็น ขอกู้ ขอคืนนั้น มาจากที่คนงานได้รับผลกระทบจาก ภาวะเศรษฐกิจที่ทําให้ค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้นและ ไม่มีเงินเพียงพอที่จะยังชีพ หรือเกิดภาวะตกงานต้องการ สร้างอาชีพแต่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินได้ จึงพยายามหาวิธีการเอาเงินอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ เข้าใจได้ ซึ่งในสิ่งที่ควรจะเป็น คือ รัฐบาลต้องทําหน้าที่ในการสร้างหลักประกัน เพิ่มรายได้สร้างอาชีพ ให้แก่ประชาชน คุ้มครองการจ้างงานให้กับคนทํางาน เหมือนกับที่รัฐบาลได้สร้างหลักประกัน ลดรายจ่ายให้ผู้ประกอบการไปแล้วก่อนหน้านี้ และรัฐบาลต้องลดรายจ่ายค่าครองชีพของประชาชนลง ไม่ใช่มาเอาเงินออม ในอนาคตของผู้ประกันตนออกมาใช้ในปัจจุบัน ซึ่งก็จะส่งผลกระทบในระยะยาวต่อกองทุนประกันสังคมและ ผู้ประกันตนเอง

คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์(สรส.)
ได้ประชุมร่วมกัน และมีข้อเสนอต่อรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาของระบบประกันสังคมและผู้ประกันตนเพื่อ ความยั่งยืนดังที่เคยเสนอมาแล้วหลายครั้ง ดังนี้

  1. ต้องปฏิรูปโครงสร้างการบริหารงานสํานักงานประกันสังคม ให้เป็นอิสระ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และให้ผู้ประกันตนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
  2. รัฐต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ในสัดส่วนที่เท่ากัน ระหว่างรัฐ นายจ้าง ลูกจ้าง ตามหลักการของ พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และรัฐต้องนําส่งเงินสมทบที่ค้างจ่ายให้ครบ ตามจํานวนพร้อมดอกเบี้ย เพื่อประโยชน์ของกองทุนประกันสังคม และผู้ประกันตน ซึ่งปัจจุบันรัฐ ค้างจ่ายสมทบประมาณ 60,000ล้านบาท
  3. ต้องเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกันตน มาตรา 40 ให้เท่ากับ มาตรา 33
  4. ต้องเปลี่ยนหลักเกณฑ์การคํานวณเงินสิทธิประโยชน์ชราภาพใหม่จากเดิม 20 เปอร์เซ็นต์ของฐาน เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย เป็น 50 เปอร์เซ็นต์ของฐานเงินเดือน เดือนสุดท้าย
  5. รัฐต้องจัดให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมชุดใหม่แทนชุดเก่าที่หมดวาระโดยเร็วซึ่ง สามารถทําได้ทันทีตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 (แก้ไข ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2558)
  6. ให้ขยายกรอบเวลาและเข้าถึงสิทธิประโยชน์ของประกันสังคมและเงินทดแทน จนสิ้นสุดการรักษา ตามคําวินิจฉัยของแพทย์โดยไม่มีข้อจํากัด
  7. ให้เพิ่มอัตราค่าจ้างสูงสุดในการคํานวณการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมจาก 15,000 บาทเป็น 30,000 บาท
  8. ต้องเร่งจัดตั้งธนาคารแรงงานหรือสถาบันการเงินของคนงาน ตามกรอบของคณะทํางาน ประกันสังคมเห็นชอบแล้ว เพื่อทําหน้าที่เป็นแหล่งเงินทุนให้แก่ผู้ประกันตนในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และการออมเงิน
  9. เร่งจัดตั้งสถาบันการแพทย์ พยาบาล และโรงพยาบาลของประกันสังคม ทําหน้าที่ในการป้องกัน รักษา ฟื่นฟูร่างกาย สุขภาพ และวินิจฉัยโรคที่เกี่ยวข้องจากการทํางาน เพื่อสิทธิประโยชน์ของ ผู้ประกันตน และ บริการประชาชนทั่วไปซึ่งถือเป็นการลงทุนที่ยั่งยืนและเป็นหลักประกันในเรื่อง สุขภาพ