คสรท. เสนอปรับขึ้นค่าจ้างเท่ากันทั้งประเทศ ค้านปรับรายจังหวัด

20160831_103142

คสรท.ยื่นคัดค้านปรับขึ้นค่าจ้างรายจังหวัด เสนอปรับ 360 บาทเท่ากันทั่วประเทศ พร้อมเตรียมนัดประชุมหากปรับขึ้นแค่ 13 จังหวัด มองไม่เป็นธรรมกับผู้ใช้แรงงาน หลังค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นเท่ากันทั้งประเทศ

วันที่ 31 สิงหาคม 2559 คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) สมาพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (CILT) และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) นำโดยนายชาลี ลอยสูง รักษาการประธานคสรท. เข้ายื่นหนังสือหนังสือคัดค้านการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็นรายจังหวัด ต่อ ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการค่าจ้าง(บอร์ดค่าจ้าง) กรณีที่ได้ให้สัมภาษณ์กรณีที่จะประกาศปรับขึ้นค่าจ้างเพียง 13 จังหวัด ไม่มีการปรับค่าจ้าง 64 จังหวัด โดยมีนายปฐม เพชรมณี รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เป็นตัวแทนรับเรื่อง

นายชาลี กล่าวว่า เกี่ยวกับการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำปี 2560 ว่าหลังจากที่คณะอนุกรรมการพิจารณาค่าจ้างจังหวัดไปสำรวจข้อมูลในแต่ละพื้นที่ใน 3 ประเด็น ได้แก่ สภาพเศรษฐกิจ ค่าครองชีพของแรงงาน และความสามารถในการจ่ายของนายจ้างในพื้นที่ พบว่า ภาพรวมการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่ 4-60 บาท ใน 13 จังหวัด คือ เพชรบูรณ์ สกลนคร พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ชลบุรี กระบี่ ภูเก็ต นราธิวาส อ่างทอง สระบุรี ปทุมธานี และสมุทรสาคร ส่วนอีก 64 จังหวัดที่เหลือไม่เสนอขอปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำแต่อย่างใด ทั้งนี้จะมีการประชุมคณะกรรมการค่าจ้างในวันที่ 15 กันยายน 2559 ข้อเสนอการปรับค่าจ้างแบบนี้ถือไม่เป็นธรรมต่อผู้ใช้แรงงานเนื่องจากทุกจังหวัดมีค่าครองชีพสูงเท่ากัน การที่มีการปรับค่าจ้างที่เหลื่อมล้ำไม่เท่ากันทุกจังหวัดจะส่งผลต่อจำนวนแรงงานที่อาจไหลไปทำงานในจังหวัดที่มีค่าจ้างที่สูงกว่าหรือไม่ และคสรท.ได้มีข้อเสนอจากการที่มีการสำรวจข้อมูลมากว่า 2 ปีแล้วพบว่าค่าจ้างขั้นต่ำที่แรงงานหนึ่งคนสามารถอยู่ได้คือวันละ 360 บาท และเท่ากันทั่วประเทศ จึงไม่เห็นด้วยกับทางปลัดกระทรวงแรงงานที่มีการประชุมเพื่อดูข้อมูลแล้วออกมาให้สัมภาษณ์ว่ามติอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดมี 13 จังหวัดที่เสนอปรับค่าจ้าง ส่วนที่เหลือไม่มีการปรับค่าจ้าง และข้อคัดค้านแนวคิดดังกล่าว โดยเสนอให้มีการทบทวนและเสนอให้มีการปรับขึ้นค่าจ้างเท่ากันทั่วประเทศ ซึ่งหากยังจะเสนอแบบเดิมทางคสรท.คงจะมีการประชุมเพื่อขับเคลื่อนต่อ

20160831_110405[1]

คสรท.ในฐานะองค์กรแรงงานที่ขับเคลื่อนและผลักดันเชิงนโยบาย ขอคัดค้านเรื่องการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำที่พิจารณาเป็นรายพื้นที่อย่างเด็ดขาด การปรับค่าจ้างขั้นต่ำต้องเท่ากันทั้งประเทศเท่านั้น โดยมีเหตุผลดังนี้

  1. ในอดีตที่ผ่านมานับตั้งแต่การประกาศค่าจ้างขั้นต่ำครั้งแรกในปี 2516 ซึ่งในระยะหลังได้มีการเปลี่ยนแปลงหลักการและเจตนารมณ์ไปอย่างมาก กล่าวคือ ค่าจ้างขั้นต่ำตามนิยามขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ที่กำหนดให้ค่าจ้างสามารถเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัวได้ 3 คน มาเหลือเพียงเลี้ยงชีพเฉพาะคนที่ทำงานเพียงคนเดียว และค่าจ้างก็แบ่งเป็นเขตไม่เท่ากัน โดยเฉพาะในปี 2553 ค่าจ้างมีถึง 32 เขต ทั้งๆที่เขตชายแดนติดกันซื้อสิ่งของอุปโภค บริโภค ในราคาที่เท่ากัน แต่ค่าจ้างไม่เท่ากัน ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมความเหลื่อมล้ำอย่างมาก ทำให้มีการอพยพแรงงานจากจังหวัดหรือเขตที่มีค่าจ้างต่ำไปสู่จังหวัดและเขตที่มีค่าจ้างสูง ก่อให้เกิดปัญหาสังคมติดตามมา เช่น ครอบครัวแตกแยก ปัญหายาเสพติด การล่วงละเมิดทางเพศ กระจุกตัวของผู้คนในเมืองใหญ่ เกิดความแออัด เกิดแหล่งเสื่อมโทรม คุณภาพชีวิตตกต่ำลง
  2. มติเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำจากคณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดไม่สะท้อนค่าครองชีพและมติที่แท้จริงของลูกจ้าง เมื่อการกำหนดค่าจ้างขึ้นอยู่กับอนุกรรมการค่าจ้างประจำจังหวัด พบว่า ในบางจังหวัดไม่มีสหภาพแรงงานหรือมีสหภาพแรงงานแต่อ่อนแอ ลูกจ้างย่อมไม่มีอำนาจเพียงพอจะต่อรองเรื่องค่าจ้างกับฝ่ายรัฐและนายจ้าง บางครั้งพบว่าตัวแทนฝ่ายลูกจ้างที่เข้าไปเป็นตัวแทนในบางจังหวัดมีลักษณะโอนอ่อนผ่อนตามฝ่ายรัฐและนายจ้าง ทำให้บางจังหวัดจึงไม่ได้รับการปรับค่าจ้างติดต่อกันหลายปี ประกอบกับรัฐบาลไม่สนับสนุน ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการรวมตัวและการเจรจาต่อรอง ทำให้คุณภาพชีวิตคนงานยิ่งตกอยู่ในสภาพที่ยากลำบากมากขึ้น ด้วยลักษณะดังกล่าวทำให้ค่าจ้างขั้นต่ำที่กำหนดมาแตกต่างกันในแต่ละจังหวัด จึงไม่ได้สะท้อนค่าครองชีพที่แท้จริงของลูกจ้าง และมติเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้สะท้อนมติของลูกจ้างอย่างแท้จริงแต่อย่างใด
  3. ทุกวันนี้แรงงานที่อยู่คนละจังหวัดต่างมีค่าครองชีพที่ไม่แตกต่างกัน ตัวอย่างรูปธรรมที่เห็นได้ชัด คือ วันหยุดงานก็จะไปโลตัสหรือบิ๊กซีเพื่อซื้อสินค้า กล่าวได้ว่า รูปแบบการดำรงชีวิตของคนงานทั้งประเทศในขณะนี้จึงไม่มีความแตกต่างกัน เมื่อกินเหมือนกัน ใช้อย่างเดียวกัน รายจ่ายจึงเหมือนกันทั่วประเทศ ดังนั้นแม้ตัวชี้วัดต่างๆจะระบุว่า “ค่าครองชีพ” ในแต่ละจังหวัดนั้นแตกต่างกัน แต่ “ค่าครองชีพของแรงงาน” ในแต่ละจังหวัดไม่ได้แตกต่างกันไปด้วย เพราะคนงานมีวิถีชีวิตเหมือนกันทั้งประเทศ จึงไม่ควรอ้างเอาความแตกต่างของค่าครองชีพในแต่ละจังหวัดมากำหนดว่าค่าจ้างขั้นต่ำในแต่ละจังหวัดต้องแตกต่างกัน

ตัวอย่างเช่น จังหวัดที่อยู่ติดกัน เช่น ชลบุรีและระยอง หรือสมุทรสาครกับนครปฐม แม้จะคนละจังหวัดแต่ก็อยู่ในเขตเศรษฐกิจแบบเดียวกัน ซึ่งเมื่อเป็นเขตเศรษฐกิจแบบเดียวกันแล้วค่าครองชีพของแรงงานก็ย่อมไม่ต่างกัน การแบ่งค่าจ้างขั้นต่ำให้แตกต่างกันตามการแบ่งเขตรายจังหวัดจึงทำให้ยังคงมีความเหลื่อมล้ำอยู่ นอกจากนี้ในจังหวัดเดียวกัน ค่าครองชีพในเขตเมืองกับในเขตชนบทก็ต่างกัน ในขณะที่เขตเมืองของแต่ละจังหวัดอาจมีค่าครองชีพที่เหมือนกัน การแบ่งค่าจ้างแบบรายจังหวัดลักษณะนี้จึงเป็นปัญหาอย่างมาก

  1. ในความเป็นจริงค่าจ้างเป็นสัดส่วนที่น้อยมากของต้นทุนการผลิต ค่าจ้างจะคิดเป็นสัดส่วนเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด และค่าจ้างขั้นต่ำนั้นก็คิดเป็นสัดส่วนเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด ดังนั้นการไปตั้งโรงงานในจังหวัดที่มีค่าแรงต่ำอาจไม่ได้ทำให้ได้กำไรสูงเสมอไป เพราะจังหวัดที่มีค่าแรงต่ำอาจมีต้นทุนการผลิตอื่นๆที่สูงกว่ามาก เช่น ค่าขนส่งสินค้า ทำให้ค่าแรงซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยมากของต้นทุนการผลิตไม่สามารถเป็นแรงจูงใจในการกระจายอุตสาหกรรมออกสู่ต่างจังหวัดอีกต่อไป ทำให้รัฐบาลต้องใช้ไปใช้มาตรการอื่นๆ ในการจูงใจ เช่น มาตรการทางภาษี เป็นต้น

จากเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นพอสังเขปคงเพียงพอที่จะให้กระทรวงแรงงานหยุดกระบวนการที่จะเดินหน้าด้วยการปล่อยให้ค่าจ้างมีการปรับไม่เท่ากันทั่วประเทศแล้วเกิดปัญหาเช่นในอดีต เป็นการเพิ่มความเหลื่อมล้ำ ลดความเป็นธรรมแก่ประชาชน  จึงแถลงให้ทราบทั่วกันว่าไม่เห็นด้วยกับการปล่อยค่าจ้างให้ถูกกำหนดแบบรายพื้นที่เช่นนี้ และเสนอให้กระทรวงแรงงานต้องปรับค่าจ้างขั้นต่ำให้เท่ากันทั้งประเทศ เพราะก่อนหน้านี้รัฐบาลก็ปรับเงินเดือนให้แก่ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ รัฐวิสาหกิจ ดังนั้นแรงงานภาคเอกชนก็ไม่ควรถูกเลือกปฏิบัติแต่อย่างใด

20160831_103116

นายชาลี กล่าวอีกว่า นอกจากเรื่องการปรับค่าจ้างแล้วทางคสรท.ยังมีข้อเสนอกรณีประกันสังคมมาตรา 39 และ 40 ประเด็นที่สำนักงานประกันสังคมมีการกำหนดเรื่องช่องทางการจ่ายเงินสมทบผ่านธนาคาร และร้านสะดวกซื้อ  เคาน์เตอร์เซอร์วิส  ซึ่งเป็นการผลักภาระให้กับผู้ประกันตนเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่าย หลังทางสปส.งดรับบริการ และกรณีต่อมาประเด็นการใช้งบประมาณประชาสัมพันธ์ของสปส.ที่ทางคสรท.ได้มีการขอตรวจสอบการใช้งบประมาณไปแล้ว ในประเด็นการสนับสนุนวันแรงงานแห่งชาติ จดหมายข่าว โฆษณาทีวี และงบเดินทางไปดูงานต่างประเทศ ซึ่งต้องการให้มีการเปิดเผยข้อมูลให้ผู้ประกันตนได้รับรู้ว่าผลเป็นอย่างไรคุ้มค่าหรือไม่ รวมถึงการนำเงินประกันสังคมไปลงทุนซื้อหุ้นต่างๆด้วยว่าสอดคล้องหรือไม่

ด้านนายยงยุทธ เม่นตะเภา ประธานCILT กล่าวว่า ค่าจ้างขั้นต่ำต้องเท่ากันทั่วประเทศ เป็นไปได้อย่างไร แค่ข้ามถนนไปคนละฝั่งค่าจ้างก็ต่างกัน เช่น จังหวัดฉะเชิงเทรา กับจังหวัดสมุทรปราการเป็นต้นที่จังหวัดหนึ่งประกาศปรับขึ้นค่าจ้าง แต่อีกจังหวัดไม่ปรับ อย่างนี้ใครจะทำงานในพื้นที่ที่ค่าจ้างต่ำกว่า ซึ่งคิดว่าแม้ค่าจ้างต่ำก็ไม่ได้ลดต้นทุนของนายจ้าง เนื่องยังมีค่าขนส่งต่างๆที่ต้องแบกภาระมากขึ้น

นายยงยุทธ กล่าวอีกว่า อยากทราบข้อมูลการทำงานรายงานของกระทรวงแรงงานในฐานะประเทศสมาชิกองค์การแรงงานระหว่างประเทศ(ILO)มีภาระผูกพันภายใต้ธรรมนูญ ถึงคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญด้วยการปฏิบัติตามอนุสัญญาและข้อเสนอแนะ (CEACR)ของILO เกี่ยวกับมาตรฐานสมาชิก รัฐบาลประเทศสมาชิกจำเป็นต้องทำงานร่วมกับองค์การลูกจ้างและองค์กรนายจ้างเพื่อใช้ในการเตรียมขอความคิดเห็นต่างๆเพื่อส่งไปคณะกรรมการ CEACR และภายใต้อนุสัญญาILOฉบับที่ 144 ว่าด้วยการปรึกษาหารือในระดับภาคี หากประเทศสมาชิกรับรองอนุสัญญาฉบับดังกล่าวถือเป็นภาระผูกพันที่รัฐบาลนั้นจะต้องพูดคุยกับผู้แทนลูกจ้าง และนายจ้างในการเขียนรายงานไปยังILO ร่วมทั้งข้อเสนอแนะILO ฉบับที่ 152 ว่าด้วยการปรึกษาหารือในระดับไตรภาคีหรือแท้แต่ประเทศที่ไม่มีภาระผูกพันภายใต้อนุสัญญา และข้อแนะนำฉบับดังกล่าวนั้น CILT และสรส.ขอเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิบัติเช่นเดียวกัน หรืออย่างน้อยเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิบัติตามธรรมนูญILO ในการส่งข้อมูล และรายงานที่ส่งไปยังILOให้กับองค์กรแรงงาน และนายจ้างได้รับทราบ ซึ่งอาจทำก่อนที่รัฐบาลจะสรุปรายงานส่งไปยังILO โดยการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องหรือในช่วงเวลาที่รัฐบาลส่งรายงานไปยังILO จึงขอให้กระทรวงแรงงานส่งรายงานฉบับดังกล่าวในปีนี้ให้กับ CILT และสรส.ด้วย

ส่วนนายปฐม เพชรมณี รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวว่าจะรับเรื่องดังกล่าวและส่งให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบในการพิจารณา

นักสื่อสารแรงงาน รายงาน