คสรท.สรส.เสนอคลังสนับสนุนปรับขึ้นค่าจ้าง 492 บาท

คสรท.และสรส.เสนอคลังแก้วิกฤติสร้างความมั่นงคง ลดภาระประชาชน สนับสนุนปรับค่าจ้าง 492 บาท เพื่อความมั่นคงอย่างยั่งยืน

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.)และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ได้ยื่นเรื่อง ข้อเสนอเพื่อความมั่นคงอย่างยั่งยืนของประชาชน ถึงนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยหนังสื่อดังกล่าวมีเนื้อหาดังนี้

สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ได้ติดตามสถานการณ์เกี่ยวกับการปรับตัวของค่าครองชีพที่พี่น้องประชาชนต้องแบกรับภาระนั้น เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นราคาเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะเนื้อสุกรที่ปรับตัวสูงสุดในรอบ 10 ปี ราคาไข่ไก่ ราคาน้ำมันพืช สินค้าในหมวดอาหาร ราคาพลังงาน ค่าไฟฟ้า ค่าเดินทางรวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างอื่น และค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และด้วยนโยบายรัฐบาลที่สั่งการให้หน่วยงานของรัฐ เอกชน ปรับวิธีการทำงานโดยพนักงาน ลูกจ้าง ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจจำนวนมาก ทำงานที่บ้าน (Work from Home) และให้นักเรียน นักศึกษาเรียนออนไลน์ ทำให้ภาระทั้งหมดไปตกที่ประชาชน ครอบครัว ทำให้ต้องแบกรับภาระ ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าอินเตอร์เน็ต และอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก บางส่วนก็ถูกเลิกจ้าง ตกงาน ขาดรายได้ ไร้อาชีพ อยู่ในภาวะที่เดือดร้อนกันอย่างถ้วนหน้าทั่วประเทศ

แม้ว่ารัฐบาลจะเยียวยาช่วยเหลือแต่ก็เป็นเพียงระยะสั้นๆ เกษตรกรรายย่อยเองก็ต้องเผชิญภัยพิบัติธรรมชาติไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ รวมทั้งราคาผลผลิตเองที่พอจะผลิตขายเลี้ยงชีพได้ราคาก็ตกต่ำ ปัจจัยส่วนหนึ่งที่สำคัญมาจากปัญหาราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขั้นมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ประเทศไทยก็มีแหล่งพลังงานน้ำมันเป็นของตนเองที่สามารถขุดเจาะแล้วนำมาใช้เองได้ และกระทรวงการคลังก็ยังเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทน้ำมันที่เป็นรัฐวิสาหกิจรายใหญ่ของประเทศแต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาหรือควบคุมราคาน้ำมันให้ถูกลงได้ ดูจากราคาน้ำมันในประเทศไทยเมื่อเทียบกับประเทศใกล้เคียงยังพบว่ามีราคาสูงกว่าเกือบเท่าตัว หากพิจารณาถึงโครงสร้างและการจัดเก็บภาษีที่ถือเป็นการถ่วงดุลการใช้ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศอย่างเป็นธรรม ที่สำคัญใครใช้หรือถือครอง ยึดเอาทรัพยากรธรรมชาติอันถือเป็นทรัพย์สมบัติส่วนรวมของชาติและประชาชนไว้มากก็ย่อมต้องเสียภาษีมากเพื่อนำมาใช้พัฒนาประเทศด้านอื่นๆ แต่จะเห็นได้ว่าคนที่จ่ายภาษีมากที่สุด คือ ประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ ทั้งที่เป็นแรงงานภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม บริการ ทุกอาชีพ

ในขณะที่รายได้รวมของรัฐผ่านกระบวนการการเก็บภาษี ข้อมูลจากกรมสรรพสามิต กรมศุลกากร กรมสรรพากร และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 2,475,896 ล้านบาท เป็นข้อมูลของการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ซึ่งคนจนส่วนใหญ่เป็นผู้จ่ายภาษีมากกว่าคนรวยโดยสัดส่วนในภาพรวม ถ้าเอาภาษีมูลค่าเพิ่มที่เก็บได้ประมาณ 750,000 ล้านบาท มาบวกกับภาษีบุคคลธรรมดาที่เก็บได้ 350,000 ล้านบาท รวมแล้วเป็น 1,100,000 ล้านบาท แต่ภาษีมรดก ภาษีทรัพย์สินไม่มีตัวเลข ข้อมูลแสดงว่าเก็บภาษีได้ในอัตราส่วนที่น้อยมาก

ดังนั้น ความร่ำรวย ทั้งเงินทอง ทรัพย์สิน ที่ดิน จึงตกไปอยู่ในการครอบครองของกลุ่มทุนซึ่งเป็นคนส่วนน้อยของสังคม ภาษีหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งซื้อขายในวันหนึ่งๆ เกือบ 1,000,000 ล้านบาท ก็ไม่มีการเก็บภาษี พอมีข่าวเสนอว่าจะเก็บภาษีเพียง 0.1% ของมูลค่าที่ซื้อขายเกินกว่า 1,000,000 บาทต่อเดือน นายทุน กลุ่มทุนเอกชนทั้งหลายต่างออกมาคัดค้าน ต่อต้าน จนรัฐบาลต้องหยุดชะลอ ทบทวนนโยบายดังกล่าว ในขณะที่ข้อเสนอของภาคประชาชน เครือข่ายแรงงาน ที่เสนอให้เก็บภาษีมรดก ภาษีทรัพย์สิน ภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย ภาษีที่ดิน หรือแม้แต่การปฏิรูปที่ดิน การจำกัดการถือครองที่ดินแล้วกระจายที่ดินให้แก่เกษตรกรอย่างเป็นธรรม และห้ามซื้อขายเปลี่ยนมือ ยกเว้นมอบให้แก่ทายาทที่ชอบด้วยกฎหมายกลับไม่เกิดขึ้น ไม่มีใครกล้าในประเทศนี้

นี่คือ สาเหตุหลักของความเหลื่อมล้ำที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์อย่างน่าละอาย คือ “ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในโลก” และ “สถิติการทุจริตขยับสูงขึ้นทุกปี” แล้วจะพัฒนาประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าเทียบเท่านานาอารยประเทศได้อย่างไร ราคาพลังงาน น้ำมัน ก๊าซ ที่ราคาแพงอย่างมากจากการเก็บภาษีที่ซ้ำซ้อน ซ้ำซาก ประชาชนเรียกร้องให้ยกเลิกการเก็บ หรือลดอัตราการเก็บลง รัฐบาลก็เพิกเฉยไม่ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องความต้องการของประชาชน รัฐบาลอย่างที่ว่านี้เป็นรัฐบาลแบบไหนกัน ซึ่งหากรัฐบาลเก็บภาษีแบบก้าวหน้าในสิ่งที่กล่าวมาแล้วมาอุดหนุนบริการสาธารณะ เช่น การรักษาพยาบาล การสาธารณสุข การศึกษา การขนส่งสาธารณะ การสื่อสารโทรคมนาคม การเกษตรที่ยั่งยืน การสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และลดการเก็บภาษีที่ซ้ำซ้อนในสินค้า การบริการที่สามารถให้ประชาชนเข้าถึงสินค้า และบริการในราคาที่เป็นธรรม ประเทศไทยก็สามารถปลดล็อคความเหลื่อมล้ำได้แน่นอน อีกด้านหนึ่ง หากรัฐบาลต้องสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างอาชีพ ประกันเรื่องค่าจ้าง ประกันรายได้ที่เป็นธรรม ส่งเสริม สนับสนุนเกษตรกร ธุรกิจรายย่อยให้สามารถมีพลังในการทำอาชีพปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ อย่างไม่เดือดร้อนทางการผลิตและการจำหน่ายแล้ว

นั่นคือเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” รัฐวิสาหกิจที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ได้ทรงมีสายพระเนตรอันยาวไกลในการสถาปนาให้มีรัฐวิสาหกิจขึ้นในประเทศไทย จนพระองค์ท่านได้รับพระราชสมัญญานามว่า “พระบิดาแห่งรัฐวิสาหกิจไทย” เพื่อให้รัฐวิสาหกิจเป็นกลไกหลักของรัฐในการทำหน้าที่จัดแจงแบ่งปันความมั่นคงด้วยการบริการสาธารณะให้พี่น้องประชาชนทุกคนได้เข้าถึงก็ได้เปลี่ยนไป มุมมองของกระทรวงการคลังและรัฐบาล พยายามออกแบบให้รัฐวิสาหกิจในปัจจุบันนั้นเป็นหน่วยธุรกิจของรัฐ เพื่อทำกำไรแทนการจัดบริการสาธารณะให้กับประชาชน เพื่อสร้างรายได้จากการบริการสาธารณะที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมเพื่อนำไปใช้พัฒนาประเทศด้านอื่นๆ เหมือนที่ผ่านมา หากแต่รัฐบาลและกระทรวงการคลังให้รัฐวิสาหกิจเป็นหน่วยธุรกิจที่ต้องทำกำไร ซึ่งผู้รับบริการทั้งหมด ก็คือ ประชาชน ก็ไม่ต่างอะไรกับการซ้ำเติมความยากจน ขูดรีด หรือการปล้นความสุข ความมั่นคงในชีวิตของประชาชนไปอย่างถาวร รวมถึงเป็นการลดหน้าที่อันพึงมีของรัฐในการดูแลประชาชนให้มีความผาสุก และยังมีความพยายามจะให้เอกชนกลุ่มทุนต่างๆ ได้เข้ามาเพื่อใช้ประโยชน์จากรัฐวิสาหกิจที่ถือเป็นสมบัติของชาติและประชาชนไปใช้ในการสั่งสมความมั่งคั่งกันมากขึ้นอีก ยังผลให้รัฐวิสาหกิจอ่อนแอ รัฐขาดกลไกในการจัดแจงแบ่งปันอย่างเป็นธรรม ผลักภาระค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตไปอยู่ในมือประชาชนแทนรัฐ รัฐต้องมาเน้นให้รัฐวิสาหกิจต้องจัดทำ CSR เพื่อแสดงให้เห็นถึงการมีความรับผิดชอบในการดูแดสังคมดูและประชาชนทางอ้อม ทั้งที่เป็นหน้าที่โดยตรงของรัฐ โดยรัฐวิสาหกิจ

สถานการณ์ดังที่กล่าวมายิ่งเป็นปัญหาที่โถมทับอย่างหนักหน่วงขึ้นจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รัฐบาลต้องกู้เงินจำนวนมหาศาลมาสร้างระบบสาธารณสุข สร้างภูมิคุ้มกันโรค รวมทั้งการเยียวยาในโครงการต่างๆ จนต้องขยายเพดานเงินกู้ และเงินที่กู้มาก็จะเป็นหนี้สาธารณะนั่นหมายถึงประชาชนคนไทยทุกคนทั้งที่อยู่ในวันนี้และลูกหลานที่จะเกิดมาในวันหน้าต้องร่วมกันชดใช้หนี้อีกหลายชั่วอายุคน ซึ่งหากรัฐบาลปรับโครงสร้างและการจัดเก็บภาษีในอัตราที่ก้าวหน้าก็จะทำให้รัฐ นำรายได้ไปจัดสรรให้แก่กิจการ การบริการสาธารณะให้แก่หน่วยงานต่างๆ ได้ และสามารถลดภาระการกู้ยืมและลดภาระหนี้สาธารณะลงได้ และเพื่อความเป็นธรรมทางสังคม

สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) จึงมีข้อเสนอเพื่อความมั่นคงอย่างยั่งยืนของประชาชนมายังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรัฐบาล และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อเสนอนี้จะเป็นประโยชน์กับรัฐบาลเพื่อนำไปเป็นแนวทางสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืนให้ประชาชนได้อย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมต่อไป ดังนี้

1. รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างทางภาษี เพื่อลดความเหลื่อมล้ำสร้างเป็นธรรมให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน เพิ่มศักยภาพการจัดเก็บภาษีเพื่อนำมาใช้เป็นงบประมาณแผ่นดินในการพัฒนาประเทศ ยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนทุกมิติทุกคนอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม

1.1 ต้องปรับปรุงการจัดเก็บภาษีน้ำมันที่ซ้ำซ้อน รวมถึงกำหนดการงดเก็บ หรือเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันให้มีความเหมาะสม รวมถึงยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน

1.2 ต้องกำหนดให้มีการจัดเก็บภาษีอัตราก้าวหน้าอย่างจริงจัง เช่น ภาษีหุ้น ภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย ภาษีทรัพย์สิน ภาษีมรดก ภาษีที่ดิน และรวมไปถึงการปฏิรูปที่ดิน จำกัดการถือครองที่ดิน เพื่อกระจายที่ดินที่ตกอยู่ในกรรมสิทธิ์ของคนรวยไปให้แก่เกษตรกรและผู้ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 หมวด 6 ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา 72

1.3 สนับสนุนให้มีการจัดเก็บภาษีการซื้อขายหุ้นในอัตราที่ไม่น้อยจนเกินไปให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว

2. รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังต้องไม่แปรูปรัฐวิสาหกิจ ยกเลิกการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (Public Private Partnership) หรือ PPP ซึ่งทำให้รัฐวิสาหกิจอ่อนแอและเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนเอกชน จนทำให้รัฐขาดกลไกหลักในการจัดรัฐสวัสดิการให้กับประชาชนและลดความเหลื่อมล้ำโดยรัฐบาลต้องมุ่งส่งเสริมให้รัฐวิสาหกิจได้ทำหน้าที่ในการจัดบริการสาธารณะของรัฐเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการของรัฐได้อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม

3. รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังต้องสนับสนุนให้มีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 492 บาทเท่ากันทั้งประเทศ เพื่อเพิ่มรายได้ เพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชน โดยเฉพาะผู้ใช้แรงงานซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานล่างในภาพรวมอย่างแท้จริง เพราะเมื่อคนส่วนใหญ่มีรายได้ก็จะสามารถมีกำลังซื้อ ก่อให้เกิดพลังในการผลิต เกิดการจ้างงาน และรัฐก็สามารถจัดเก็บภาษีทั้งทางตรงและทางอ้อมได้