คนงานรถไฟ ยื่นกมธ.ปราบทุจริตฯให้สอบการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ทับซ้อนที่ดินรถไฟ ที่เขากระโดง

26 สิงหาคม 2564 สมาพันธ์คนงานรถไฟ(สพ.รฟ.) ยื่นหนังสื่อต่อประธานคณะกรรมาธิการ การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์  เตมียเวส  เรื่อง ขอให้ตรวจสอบการทุจริตกรณีการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยออกเอกสารสิทธิ์ทับซ้อนที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย บริเวณเขากระโดง ตำบลอิสาณ  อำเภอเมืองบุรีรัมย์  จังหวัดบุรีรัมย์

เนื่องด้วยสมาพันธ์คนงานรถไฟ (สพ.รฟ.) ซึ่งเกิดขึ้นจากการรวมตัวขององค์กรคนงานรถไฟ ทั้งที่อยู่ในระบบรถไฟทั่วไปและระบบรถไฟฟ้า ทั้งที่เป็นพนักงานปัจจุบัน อดีตผู้ที่ปฏิบัติงานในกิจการรถไฟฯ รวมทั้งครอบครัว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องกิจการของการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) และระบบการขนส่งทางรางของรัฐ ให้มีความสำคัญในการทำหน้าที่โดยรัฐ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการบริการที่เป็นธรรม รวมทั้งการปกป้องระบบการขนส่งทางรางของรัฐ ให้เป็นเสาหลักทางด้านการขนส่งของประเทศ

จากกรณี ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (นายปานเทพ  กล้าณรงค์ราญ) ได้มีหนังสือที่ ปช.0018/1085  ถึงผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ลงวันที่  14 กันยายน  2554  เรื่องให้ดำเนินการกับผู้บุกรุกที่ดินของรัฐ (ตามหนังสือที่ส่งมาด้วย1) ของโฉนดที่ดินเลขที่  3466 (นายชัย ชิดชอบเป็นผู้ขอออกโฉนด) และโฉนดเลขที่  8564( นางกรุณา  ชิดชอบ) ถือกรรมสิทธิ์ ตำบลอิสาณ  อำเภอเมืองบุรีรัมย์  จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ออกทับที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้ไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วมีมติว่า “ การออกโฉนดที่ดินเลขที่ 3466 และ 8564  เป็นการออกโฉนดในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นที่สงวนหวงห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดิน  จึงเป็นการออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย  ให้แจ้งกรมที่ดินดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542มาตรา 99 ” (ตามที่ส่งมาด้วยลำดับที่ 1) จนถึงปัจจุบันก็ไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินการกับผู้บุกรุกที่ดินของการรถไฟฯ แต่ประการใด

ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 842-876/2560 ลงวันที่ 16กุมภาพันธ์ 2560 และ พิพากษาศาลฎีกาที่  8027/ 2561ลงวันที่  22 พฤศจิกายน 2561 ทำให้การรถไฟแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐได้รับความเสียหายอย่างยิ่งเนื่องจากที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟฯ  มีจำนวนเนื้อที่ 5,083 ไร่ 80 ตารางวา  อันเป็นที่หวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าใช้เพื่อประโยชน์ของทางราชการเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน เข้าลักษณะเป็นที่ดินรถไฟมาตรา 3(2) ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติจัดวางทางรถไฟแลทางหลวง พ.ศ. 2464 และได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 6 (1) (2) กล่าวคือ ห้ามมิให้ยกอายุความขึ้นต่อสู้สิทธิของแผ่นดินเหนือที่ดินรถไฟหรืออสังหาริมทรัพย์อย่างอื่นของรถไฟ ห้ามไม่ให้เอกชนหรือบริษัทใดๆ ถือกรรมสิทธิ์ เข้าครอบครองทำประโยชน์ด้วยวิธีใดๆ ตราบใดที่ยัง “ไม่มีประกาศกระแสพระบรมราชโองการเป็นพิเศษว่าทรัพย์นั้นๆขาดจากเป็นที่ดินรถไฟ และมีการเพิกถอนหรือแก้ไขพระราชกฤษฎีกาสงวนที่ดินของการรถไฟฯ” (ตามอ้างถึง 1 และ 2) โดยข้อเท็จจริงดังกล่าวมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1.เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน  2462 ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตร์ให้สร้างทางรถไฟหลวงต่อจากนครราชสีมาถึงอุบลราชธานี  ให้กรมทางหลวง ตรวจและวางแนวทางรถไฟ ตั้งแต่นครราชสีมา ไปยังบุรีรัมย์ จนถึงอุบลราชธานี ให้เสร็จภายใน  2  ปี โดยได้แต่งตั้งข้าหลวงพิเศษจัดการที่ดิน ดำเนินการปักหลักเขตที่ดินที่เป็นที่รกร้างว่างเปล่าห้ามผู้หนึ่งผู้ใดจับจองเป็นเจ้าของ ส่วนที่ดินที่มีการครอบครองก่อน 8 พฤศจิกายน  2462 ห้ามมิให้เจ้าของนำที่ดินที่อยู่ในเขตที่ดินรถไฟตามที่ปรากฏในแผนที่ ไปยกหรือซื้อขาย และเปลี่ยนกับผู้หนึ่งผู้ใด ห้ามมิให้สร้างบ้านเรือน ปลูกต้นไม้ หรือทำไร่ ก่อนได้รับอนุญาตจากข้าหลวงพิเศษ และกรมรถไฟหลวงเห็นว่า การก่อสร้างทางรถไฟมีความจำเป็นต้องใช้หินโรยทางจึงวางแนวและดำเนินการก่อสร้างทางรถไฟเข้าไปลำเลียงหินที่บริเวณ “เขากระโดง”และบ้านตะโกอันเป็นแหล่งระเบิดหินและย่อยหิน มีระยะทาง  8 กิโลเมตร ในช่วง 4 กิโลเมตรแรก มีผู้เป็นเจ้าของที่ดินจำนวน 18 ราย มีความกว้างจากกึ่งกลางทางรถไฟข้างละ 15 – 20 เมตรส่วนอีก 4 กิโลเมตรต่อไปจนถึงบริเวณที่มีการระเบิดและย่อยหิน ขณะนั้นไม่มีเจ้าของหรือผู้ครอบครอง โดยข้าหลวงพิเศษจัดการที่ดินได้จัดทำแผนที่ไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งถือได้ว่าที่ดินของการรถไฟที่เป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินไม่มีเอกชนรายใดอ้างสิทธิ์ครอบครองได้     เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกาหรือประกาศกระแสพระบรมราชโองการ ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นที่ดินรถไฟตามพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟและทางหลวง พ.ศ. 2464 มาตรา 3 (2) บุคคลใดจะเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมานานเท่าใดก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท และตามมาตรา 6(1),(2)     แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวห้ามไม่ให้เอกชนเข้าหวงห้ามหรือถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินรถไฟห้ามมิให้ยกอายุความขึ้นต่อสู้สิทธิของแผ่นดินเหนือที่ดินรถไฟ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา  1304

ต่อมาเมื่อวันที่  9  พฤศจิกายน  2513  ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเกิดข้อพิพาทระหว่างนายชัย  ชิดชอบ        และราษฎรบุกรุกที่ดินของการรถไฟในพื้นที่ “เขากระโดง” ตำบลอิสาณ  อำเภอเมืองบุรีรัมย์  จังหวัดบุรีรัมย์          กับการรถไฟแห่งประเทศไทย ภายหลังการประชุมเจรจากันนายชัย  ชิดชอบ  รับว่าที่ดินที่ตนครอบครองเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟ  และทำหนังสือขออาศัยในที่ดินของการรถไฟ  และการรถไฟตกลงยินยอมให้อาศัย  ปรากฏตามบันทึกการประชุมร่วมฯ(ตามที่ส่งมาด้วยลำดับที่ 2 )

จากนั้นเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2515นายชัย  ชิดชอบ นำที่ดินไปทำการออกโฉนดที่ดินเลขที่ 3466 เนื้อที่ 7 ไร่ 1 งาน 55ตารางวาในพื้นที่การรถไฟซึ่งตั้งอยู่“เขากระโดง” ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ หลังจากออกโฉนดแล้วได้นำที่ดินขายให้กับนางละออง  ชิดชอบ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2535 และต่อมานางละออง  ชิดชอบ ได้นำที่ดินแปลงดังกล่าวขายต่อให้กับบริษัทศิลาชัยบุรีรัมย์ฯ นอกจากนี้เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2518 ได้ปรากฏว่านายประพันธ์  สมานประธาน  ได้นำที่ดินบริเวณพื้นที่ “เขากระโดง”ไปออกโฉนดเลขที่ 8564 เนื้อที่ 37ไร่  1 งาน 56 ตารางวา และนำที่ดินขายต่อเป็นทอดๆ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2540 ที่ดินแปลงดังกล่าวมีการโอนขายให้กับนางกรุณา  ชิดชอบ  และทำนิติกรรมการจดจำนองกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์มีหนังสือถึงธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่ 13129/8567  ลงวันที่30 ตุลาคม 2540 แจ้งและยืนยันว่าที่ดินที่จดจำนองอยู่ในเขตทางรถไฟ จนกระทั่งเมื่อปี 2539 เกิดมีกรณีพิพาทบุกรุกในที่ดินบริเวณพื้นที่ “เขากระโดง” ตำบลอิสาณ  อำเภอเมืองบุรีรัมย์  จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างราษฎรรวมถึงนายชัย  ชิดชอบ และนางกรุณา  ชิดชอบ กับการรถไฟฯ ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2540 จังหวัดบุรีรัมย์ได้ส่งเรื่องข้อพิพาทดังกล่าวให้คณะกรรมกฤษฎีกาวินิจฉัย จนในที่สุด คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟฯปรากฏตามหนังสือ นร.0601/211 ลงวันที่ 17มีนาคม 2541(ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย ลำดับที่ 3)

ต่อมาปี 2548 คณะกรรมาธิการวิสามัญวุฒิสภาพิจารณาสอบสวนและศึกษาเรื่องเกี่ยวกับการทุจริต        กรณีการครอบครองที่ดินของการรถไฟ บริเวณ  เขากระโดง ต.อิสาณ  อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ และมีมติว่า “ การออกเอกสารสิทธิ์ของประชาชนอื่น และการออกโฉนดที่ดิน เลขที่ 3466 และ 8564 ต.อิสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ เนื้อที่ 37ไร่ 1งาน 65 ตารางวา ของนักการเมืองจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นการออกเอกสารสิทธิ์ทับที่ดินของการรถไฟฯ เป็นการออกโฉนดโดยมิชอบ ถือว่าผู้เข้าครอบครองที่ดินดังกล่าว ได้บุกรุกที่ดินของการรถไฟฯ” นอกจากนี้เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2550 สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.)ได้ไปยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวหานายบัญชา คงนคร รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย กับพวก ว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ โดยละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ดำเนินการกับผู้บุกรุกที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย กรณีนายชัยชิดชอบ ขอออกโฉนดที่ดินเลขที่ 3466 และนางกรุณา  ชิดชอบ ถือกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินเลขที่ 8564 ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ออกทับที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่การรถไฟแห่งประเทศไทย        ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รับเรื่องไว้พิจารณา

ต่อมา เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2554 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช) มีมติว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 3466,8564 ทั้ง 2 แปลง ซึ่งนายชัย ชิดชอบ และ นางกรุณา  ชิดชอบ  ครอบครองอ้างกรรมสิทธิ์บริเวณพื้นที่ “เขากระโดง”นั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟฯ อันเป็นที่หวงห้ามเป็นการออกโฉนดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และได้ดำเนินการส่งเรื่องให้กับกรมที่ดินทำการเพิกถอนโฉนดที่ดินทั้ง 2 แปลง ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 ประกอบพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 นอกจากนี้ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ     ยังได้มีหนังสือที่ ปช.0081/1085 ลงวันที่ 15 กันยายน 2554 ถึงผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เรื่องให้ดำเนินคดีกับผู้บุกรุกที่ดินทั้ง  2  แปลง ที่ขอออกโฉนดที่ดินของการรถไฟที่สงวนหวงห้ามไว้จนในที่สุดเมื่อวันที่  16  กุมภาพันธ์  2560 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ฎีกาที่ 842-876/2560  คดีระหว่างราษฎรจำนวน 35 รายเป็นโจทก์ยื่นฟ้องการรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นจำเลยที่ 1 และ กรมที่ดินเป็นจำเลยที่ 2 เพื่อขอออกโฉนดที่ดิน ซึ่งศาลฎีกาพิพากษาว่าที่ดินพิพาทในพื้นที่ “เขากระโดง”ตามแผนที่ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของการรถไฟฯ  พิพากษาให้ขับไล่ รื้อถอน และให้ราษฎรชดใช้ค่าเสียหายให้กับการรถไฟฯ นอกจากนี้ยังปรากฏข้อเท็จจริงว่าเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 ศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ 8027/ 2561  คดีซึ่งนายศุภวัฒน์  เกษมสุทธิ์  เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องการรถไฟเป็นจำเลย  เพื่อรังวัดขอออกโฉนดที่ดินที่ซื้อมาจากนายชัย   ชิดชอบ  ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส.3 ข เลขที่ 200อำเภอเมือง  จังหวัดบุรีรัมย์ เนื้อที่ 24ไร่ 4  ตารางวา ซึ่งการรถไฟฯ ทำหนังสือคัดค้านและต่อสู้คดีอ้างว่าที่ดินที่ขอออกโฉนดเป็นที่ดินของการรถไฟฯทั้งแปลง ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้องและวินิจฉัยทำนองเดียวกันกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 842-876/2560

จากกรณีดังกล่าวได้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายศักดิ์สยาม  ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม     เมื่อวันที่ 16 – 19 กุมภาพันธ์  2564 ได้กระทำการจงใจบริหารราชการแผ่นดินโดยเห็นแก่ประโยชน์ของตนเอง    เครือญาติและพวกพ้องไม่คำนึงถึงผลเสียแก่ประเทศชาติและประชาชน ไม่รักษาผลประโยชน์ของรัฐ มีผลประโยชน์ทับซ้อน ทุจริตต่อหน้าที่และปล่อยปละละเลย  สมคบกันเพื่อปิดบังการทุจริตไม่ยึดถือและปฏิบัติตามหลักการบริหารบ้านเมืองที่ดี ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะ “ต้องถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน และ ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อตนเองและผู้อื่น”และกระทำผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกรณีมีการบุกรุก ครอบครอง ทำประโยชน์ ตลอดจนออกโฉนดที่ดินในพื้นที่ของการรถไฟโดยมิชอบ อีกทั้งจงใจละเว้นไม่บังคับคดีให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งข้อเท็จจริงยังได้ปรากฏว่า นายศักดิ์สยาม  ชิดชอบ  ได้แจ้งที่อยู่ต่อรัฐสภาเมื่อครั้นได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่าตนเองอยู่บ้านเลขที่ 30/2 หมู่ที่ 15ตำบลอิสาณอำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ซึ่งบ้านเลขที่ดังกล่าวนั้นได้ตั้งอยู่ในโฉนดที่ดินเลขที่  8564 ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งอยู่ในที่ดินของการรถไฟฯ นอกจากนี้ยังพบว่ามีบรรดาเครือญาติ  และบุคคลใกล้ชิด ได้บุกรุกครอบครองใช้ประโยชน์ที่ดินของ  การรถไฟฯโดยมิชอบด้วยกฎหมายจำนวนมาก พฤติกรรมดังกล่าวเป็นที่สนใจของประชาชนและสื่อมวลชนอย่างกว้างขวาง

โดยกรณีของนายศุภวัฒน์  เกษมสุทธิ์ ที่ยื่นฟ้องการรถไฟฯนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏตามการเสนอข่าวจากสื่อมวลชนว่านายศักดิ์สยาม  ชิดชอบ ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินเมื่อปี 2560,2561  ต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่า ได้เป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัท ศิลาชัยบุรีรัมย์ 1991 และห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญคอนสตัคชั่น ซึ่งมีนายศุภวัฒน์  เกษมสุทธิ์ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ นอกจากนี้ นายศุภวัฒน์  เกษมสุทธิ์ ยังได้บริจาคเงินให้กับพรรคภูมิใจไทยเป็นจำนวน 2,770,000 บาท เมื่อเดือนมกราคม 2562 แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดระหว่าง นายศุภวัฒน์  เกษมสุทธิ์ ผู้ฟ้องคดีการรถไฟฯ กับ นายศักดิ์สยาม  ชิดชอบ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลการรถไฟและเป็นที่น่าสังเกตว่าในส่วนข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาคภาครัฐพบว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด      บุรีเจริญคอนสตัคชั่น เป็นคู่สัญญากับภาครัฐอันเป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงคมนาคม เช่น กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท  ได้รับงานเป็นจำนวนมาก

เมื่อมีคำพิพากษาของศาลฎีกาถึงที่สุด และมติคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติที่ได้เคยชี้มูลจนเสร็จสิ้นยุติเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วถือเป็นข้อยุติว่าที่ดินบริเวณ “เขากระโดง” ตามแผนที่ทั้งแปลงเนื้อที่ จำนวน 5083ไร่ 80 ตารางวา  ตำบลอิสาณ  อำเภอเมืองบุรีรัมย์  จังหวัดบุรีรัมย์ ดังกล่าวข้างต้นเป็นที่ดินของการรถไฟฯ ดังนั้นเอกสารสิทธิ์ใดที่ออกทับซ้อนพื้นที่ในที่ดินรถไฟจึงออกไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่นายศักดิ์สยาม  ชิดชอบ รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม , สนามกีฬาช้างอารีน่า ,บริษัท ศิลาชัยบุรีรัมย์ฯ นายศุภวัฒน์  เกษมสุทธิ์ และพวกพ้องได้บุกรุกครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินในพื้นที่ของการรถไฟโดยผิดกฎหมาย นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม  เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 จนถึงขณะวันที่มีการตอบชี้แจงการอภิปรายไม่ไว้วางใจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ  ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้รู้ข้อเท็จจริงการกระทำความผิดของตนเองและเครือญาติโดยสมบูรณ์แล้ว ดังนั้นจึงถือว่า   นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ จงใจบริหารราชการแผ่นดินโดยเห็นแก่ประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง ไม่คำนึงถึงผลเสียแก่ประเทศชาติและประชาชน ไม่รักษาผลประโยชน์ของรัฐ  มีผลประโยชน์ทับซ้อน ทุจริตต่อหน้าที่ และปล่อยปละละเลย สมคบกันเพื่อปิดบังการทุจริต ไม่ยึดถือและปฏิบัติตามหลักการบริหารบ้านเมืองที่ดี ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะ “ต้องถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน และ ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อตนเองและผู้อื่น”และกระทำผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157  เป็นตัวการ และหรือผู้สนับสนุนให้ตนเอง ญาติพี่น้อง และพวกพ้อง ที่ได้ยึดถือครอบครองเบียดบังที่ดินของการรถไฟฯ อันเป็นการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมายและโดยทุจริต ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ปกป้องละเว้นและเลือกปฏิบัติ มีผลประโยชน์ทับซ้อน โดยไม่ดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีกับเครือญาติ พวกพ้องและตนเอง และกระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ซึ่งให้ใช้บังคับแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย พ.ศ.  2560  มาตรา 219 วรรคสอง  ประกอบข้อ 7 ข้อ 8 และข้อ 11อันเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม  ชิดชอบ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม  สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 160(5) และมาตรา 170 (4) ต่อไปด้วย

2. เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาตามคำพิพากษาฎีกาที่ 842-876/2560ลงวันที่16  กุมภาพันธ์  2560   และ คำพิพากษาศาลฎีกาที่  80272561 ลงวันที่  22 พฤศจิกายน 2561 วินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของ   การรถไฟฯ ให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ์โฉนดที่ดิน หนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3) และสิทธิครอบครอง(ส.ค.1)เพราะการออกโฉนดหรือเอกสารสิทธิ์ใดๆไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นการที่ศาลวินิจฉัยตามแผนที่พิพาทของการรถไฟซึ่งมีเนื้อที่ จำนวน 5,038 ไร่80 ตารางวาเป็นการวินิจฉัยครอบคลุมที่ดินทั้งแปลง (มิใช่เฉพาะราย) และคดีเป็นที่ยุติสิ้นสุดแล้วและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีมติแล้วด้วย เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61ที่บัญญัติรองรับว่า“เมื่อความปรากฏว่าได้ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์…..ให้แก่ผู้ใดคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายซึ่งดำรงตำแหน่งรองอธิบดีหรือผู้ตรวจราชการกรมที่ดินมีอำนาจหน้าที่สั่งเพิกถอนหรือแก้ไขได้…..” มาตรา 62 บัญญัติว่า “ บรรดาคดีที่เกิดขึ้นเกี่ยวด้วยเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ได้ออกโฉนดที่ดินแล้ว  เมื่อศาลพิจารณาพิพากษาคดีถึงที่สุดแล้ว  ให้ศาลแจ้งผลของคำพิพากษาอันถึงที่สุดหรือคำสั่งนั้นต่อเจ้าพนักงานที่ดินแห่งท้องที่ซึ่งที่ดินนั้นตั้งอยู่ด้วย”

เนื่องจากในคดีที่ศาลฎีกามีคำพิพากษานั้นกรมที่ดินตกเป็นจำเลยที่ 2 ด้วยและศาลได้แจ้งผลคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายที่ดินดังกล่าวข้างต้นแล้ว แต่กรมที่ดินเพิกเฉย ไม่ดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ศาลมีคำพิพากษาตลอดรวมทั้งกรณีโฉนดเลขที่ 3466 และ 8564ตำบลอิสาณ  อำเภอเมืองบุรีรัมย์  จังหวัดบุรีรัมย์  ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท ศิลาชัยบุรีรัมย์ ,นางกรุณา  ชิดชอบ  และบุคคลที่บุกรุกที่ดินของการรถไฟซึ่งเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินในพื้นที่ทั้งหมด การละเว้นปฏิบัติหน้าที่และการไม่บังคับใช้กฎหมายเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 53 บัญญัติว่า “ รัฐต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด” และเมื่อกำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐแล้วหากมีการปล่อยปละละเลย ประชาชนอาจฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ ตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 51

ดังนั้นด้วยข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น กรมที่ดินต้องดำเนินการเพิกถอนคำสั่งต่างๆของกรมที่ดินที่ออกไม่ชอบด้วยกฎหมายและเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตามคำพิพากษาศาลฎีกาฯ แต่กลับไม่ดำเนินการปฏิบัติบังคับใช้ตามกฎหมาย ไม่ปกป้องผลประโยชน์ของรัฐไม่ใช้อำนาจทำหน้าที่ของตนทำการเพิกถอนโฉนดที่ 3466 และ 8594 ซึ่งออกทับซ้อนที่ดินของการรถไฟฯ ทั้งที่มีความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาฯ ปี 2541 ผลการสอบสวนของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯวุฒิสภาเมื่อปี 2548 และผลการไต่สวนของ ป.ป.ช.ปี2554 ตลอดจนมีคำพิพากษาศาลฎีกาปี2560,ปี 2561  การไม่ยอมเพิกถอนเป็นการแสดงให้เห็นว่ากรมที่ดินตกอยู่ใต้อิทธิพลการเมือง อันเป็นแหล่งทุจริตคอร์รัปชั่นมาโดยตลอด  ทำให้รัฐต้องสูญเสียที่ดินที่เป็นสาธารณะประโยชน์ของแผ่นดินจำนวนมหาศาลอันเป็นปัญหาสำคัญของประเทศชาติ จึงแจ้งมาเพื่อเป็นเบาะแสข้อมูลให้กับคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเพื่อดำเนินการต่อไป

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น สมาพันธ์คนงานรถไฟ (สพ.รฟ.) จึงขอเรียนมายังท่านประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการตรวจสอบโดยเร่งด่วนต่อไป