คนงานรถไฟแถลง ปฏิรูปรถไฟต้องไม่ใช่การแปรรูป

สมาพันธ์คนงานรถไฟ แถลงต่อสื่อมวลชน พรุ่งนี้ยื่นหนังสือประกาศ เรื่อง “ปฏิรูปรถไฟต้องไม่ใช่การแปรรูป ร่างพ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. …. คือเส้นทางการแปรรูป” นัดเริ่มที่ ทำเนียบรัฐบาล บริเวณ ก.พ.เวลา 09.30 น.

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2560 สมาพันธ์คนงานรถไฟได้มีการจัดเสวนา “ปฏิรูปรถไฟต้องไม่ใช่การแปรรูป ร่างพ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. …. คือเส้นทางการแปรรูป” ที่ห้องประชุมศุภชัย ศรีสติ พิพิธภัณฑ์แรงงานไทย

นายสุวิช ศุมานนท์ ประธานสมาพันธ์คนงานรถไฟ (สพ.รฟ.) กล่าวว่า จากแนวคิดเรื่องการจัดตั้งกรมขนส่งทางราง ที่เกิดขึ้นนั้นมาเพื่อควบคุม กำกับดูแล ระบบการขนส่งทางรางให้ได้มาตรฐานทั้งเรื่องเทคนิค การให้บริการ และความปลอดภัยของผู้ใช้บริการก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปคัดค้าน ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่กรมขนส่งทางรางที่จะเกิดขึ้นพร้อมออกร่าง พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. ….ซึ่งให้อำนาจกรมขนส่งทางรางโดยอธิบดี รวมทั้งคณะกรรมการต่างๆที่จะจัดขึ้นหากร่างพ.ร.บ.การขนส่งทางรางประกาศใช้เป็นกฎหมาย และมีคณะกรรมการที่มีอำนาจอย่างมาก หลักการเหตุผล หน้าที่ควบคุม กำกับ ดูแลเพียงอย่างเดียวโดยใช้กลไกอำนาจต่างๆ ยากที่จะยอมรับได้ ทางสมาพันธ์คนงานได้กำหนดแล้วเกิดขึ้นมาเพื่อ ปกป้องกิจการของการรถไฟแห่งประเทศไทย และระบบขนส่งทางรางของรัฐ คือ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) บริษัทรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงค์ (รฟฟท.)ให้มีความสำคัญในการทำหน้าที่โดยรัฐเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการบริการที่เป็นธรรม รวมทั้งจะปกป้องระบบการขนส่งทางรางของรัฐ ให้เป็นเสาหลักทางด้านการขนส่งของประเทศเพื่อความมั่นคง ยั่งยืน ของประเทศจึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาลดังนี้

  1. ในเรื่องของการออกร่างพ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. ….. ขอเสนอให้รัฐบาลชะลอกระบวนการไว้ก่อนแล้วนำกลับเข้ามาให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องพิจารณาทบทวนอีกครั้ง โดยให้มีกระบวนการในการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 77 วรรคสอง
  2. ในเรื่องการจัดตั้งบริษัทบริหารทรัพย์สินทางสพ.รฟ.เห็นด้วยในหลักการในการจัดตั้ง แต่จะต้องนำกลับมาดู และศึกษาในรายละเอียดว่า ในเรื่องของรายได้ จะต้องนำเข้ามาสู่การรถไฟฯเพื่อนำมาพัฒนากิจการรถไฟฯ
  3. ในเรื่องการจัดตั้งบริษัทลูกการรถไฟฯ 2 บริษัท คือบริษัทเดินรถ และบริษัทซ่อมบำรุงและล้อเลื่อน ขอให้รัฐบาลยุติการดำเนินการก่อน แล้วนำเรื่องกลับมาพูดคุยในรายละเอียดข้อดี-ข้อเสียผลกระทบต่างๆอย่างริบด้ายจนได้ข้อยุติก่อน จึงจะดำเนินต่อไป

ทั้งนี้ทางสมาคมคนงานรถไฟ ได้กำหนดการเคลื่อนไหวยื่นหนังสือต่อหน่วยงานรัฐในวันพรุ่งนี้ (22 พ.ค.60) โดยช่วงเวลา 09.30 น.ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพ.) เพื่อหนังสือต่อรัฐบาล จากนั้นไปยังกระทรวงคมนาคม ระหว่างเวลา 10.00-10.30 น. ต่อด้วยสำนักงานกฤษฎีกา และกระทรวงการคลัง เวลา 13.00 น. ซึ่งเวลาอาจปรับตามความเหมาะสม

ส่วนนายชิตพล พรหมดนตรี ประธานสร.รฟฟท. (แอร์พอร์ลิงค์) กล่าวว่า ผลกระทบจากการจัดตั้งพ.ร.บ.การขนส่งทางราง ที่มีการจัดตั้งกรมขนส่งทางรางมาเพื่อการบริหารจัดการระบบรางที่มีอยู่ทั้งการพัฒนาดูแล แต่ว่า ระบบรางกับรถควรต้องไปด้วยกันไม่ใช่หรือไม่ใช่แบ่งกันออกไปสัมปทานให้เอกชนเข้ามาบริการ ซึ่งตรงนี้คิดว่าส่งผลกระทบกับผู้ใช้บริการแน่นอนด้านภาระค่าบริการ กับส่วนของความปลอดภัย ระบบที่ไม่สัมพันธ์กันอาจสร้างความเสียหายและความไม่ปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สินในการเดินทางหรือไม่ ด้วยระบบเอกชนมีการประหยัดเพื่อหวังผลกำไรสูงสุดอยู่แล้ว อย่างบริษัทรถไฟฟ้า แอร์พอร์ตลิงค์ ที่เป็นบริษัทที่การรถไฟถือหุ่นร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อมีการดำเนินการผลกำไรส่งให้กับทางการรถไฟทั้งหมด สภาพการจ้างงานของลูกจ้างเป็นสภาพการจ้างตามระบบบริษัทไม่เหมือนกับองค์กรแม่อย่างการรถไฟแห่งประเทศไทย จนต้องมีการตั้งสหภาพแรงงานขึ้นจึงมีการดูแลมากขึ้นจากบริษัท ซึ่งหากทางการรถไฟตั้งบริษัทมาบริหารระบบราง ระบบซ่อมบำรุง และการเดินรถ แยกกันการบริหารจัดการคิดว่าคงไม่เหมือนเดิม ซึ่งก็ต่างจากในส่วนของ รฟฟท. ที่ระบบราง รถ และซ่อมบำรุงอยู่ด้วยกัน น่าตั้งข้อสังเกตว่าทำไหมแยกระบบ ประเด็นต่อมาคือ พนักงานจะยังสภาพเดิมหรือไม่ ทั้งค่าจ้างสวัสดิการ ซึ่งในส่วนของรฟฟท.สวัสดิการต่างจากพนักงาน รฟท.อย่างมาก

ด้านนางสาววาสนา ลำดี ตัวแทนภาคประชาชน กล่าวว่า ในฐานะประชาชนคนใช้บริการของการรถไฟแห่งประเทศไทย ยังมีข้อกังวลต่อแนวคิดการพัฒนาเพื่อให้เกิดการบริการที่มีคุณภาพของการรถไฟฯในความหมายการพัฒนาที่ไม่ใช่การแปรรูป หรือการขาย อันนั้นเห็นด้วยเพราะไม่ได้ขัดข้องในการที่จะมีการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น ซึ่งความเปลี่ยนที่เกิดขึ้นต้องมีคนจนประชาชน ชุมชนได้เห็น และสามารถเข้าถึงนำสิ่งนั้นมารับใช้ หรือสนองความต้องการได้ ไม่ใช่เมื่อพัฒนาแล้วไล่คนจน ชุมชน ประชาชนออกจากพื้นที่ จนไม่สามารถเข้าถึงระบบเหล่านั้นได้ เช่นการพัฒนารถไฟรางคู่ รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง เมื่อเกิดขึ้นแล้วเข้าไม่ถึงเพราะแพง เข้าไม่ถึงเพราะรายได้ไม่เพียงพอในการจะจ่ายเพื่อเดินทางได้

หากเป็นเช่นนั้น การพัฒนาคงไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน นี่จึงเป็นประเด็นว่าทำไม่รัฐต้องทำเอง เพราะการพัฒนาต้องตอบสนองคนทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่มีการลดสิทธิการเข้าถึงบริการด้านสวัสดิการที่มีไม่ว่าจะรวย หรือจนเท่ากันด้านสิทธิสวัสดิการที่รัฐจัดให้ ถามว่าหากเป็นนายทุน การลงทุนก็เพื่อหวังผลกำไร แล้วการลงทุนสำหรับผู้สูงอายุ คนพิการ เด็ก แก้ปัญหาทางลาดทางชัน หรือสร้างลิฟท์ บันไดเลื่อน เพื่อให้คนสูงอายุ คนพิการเข้าถึงนั้นเป็นต้นทุน ผู้ลงทุนก็ต้องประหยัดเปรียบเสมือนทุกวันนี้ที่ทางขึ้นรถไฟฟ้าเป็นบันไดเลื่อน แต่ทางลงให้เดินลง หรือลิฟท์ที่มีก็ต้องให้พนักงานรักษาความปลอดภัยเปิดให้ แต่ตอนนี้เปิดเองได้แล้วแต่ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการ อีกประเด็นแม้แต่ห้องน้ำก็ไม่มีให้บริการอีกด้วย ซึ่งต่างกันกับสถานีรถไฟมีการบริการสาธารณูประโภคเบื้องต้นอำนวยความสะดวกกับคนทุกกลุ่มแล้ว

ประเด็นการพัฒนาโดยใช้กฎหมายเข้ามาเพื่อการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ถือว่ามีความสำคัญในการจัดการระบบสวัสดิการเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานในการเดินทาง เพื่อสนองต่อการพัฒนาประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจ คือระบบรางเกิดขึ้นเพื่อการขนส่งทั้งคน ซึ่งเข้ามาเป็นแรงงานสร้างสรรค์สิ่งต่างๆในเมืองใหญ่ และสินค้าได้จำนวนมากมาให้ผู้บริโภคได้ใช้ได้รับประทานกัน ค่าโดยสารราคาถูก หรือนโยบายรถไฟฟรีทำให้คนได้เข้าถึง หากเปลี่ยนเป็นของเอกชนเข้ามาเดินรถแทน  1. ใครจะตอบได้ว่า ประชาชนทุกคนจะเข้าถึงบริการแบบนี้ในราคาถูก และบริการฟรีอีก 2. ใครจะตอบได้ว่า คนจน ชุมชนข้างทางรถไฟจะอยู่คู่กับความเจริญและได้ใช้บริการนั้นท่ามกลางค่าจ้าง 300 บาทอย่างปัจจุบัน คนจน จะไม่ได้แต่นั่งมองความเจริญโดยไม่ได้ใช้บริการไปทำงานเพราะแพงเกินกว่าจะเข้าถึงได้  3. การพัฒนาต้องมีการทบทวนเรื่องคุณค่าที่มีของรถไฟ คุณูปาการของคนงานรถไฟในการสร้างให้เกิดสวัสดิการพื้นฐานต่างๆจนเป็นสวัสดิการของประเทศมาจากกลุ่มแรงงานในมักกะสัน คุณูปาการของคนงานรถไฟที่ทุลุทะลวงภูเขาเป็นถ้ำขุนตาลทำให้ความเจริญไปสู่เมืองเหนือสุดระบบรางไปที่ไหนความเจริญก็ตามมาที่นั้น ไม่ว่าจะภาคใต้  ภาคอีสาน ก่อนที่จะเกิดถนนลาดยาง อยากให้มองคุณค่าเพื่อสร้างมูลค่าจากประวัติศาสตร์การรถไฟ

นักสื่อสารแรงงาน รายงาน