ขบวนการแรงงานร่วมจัดรำลึก 28 ปีกรณีไฟไหม้โรงงานเคเดอร์เสียชีวิต 188 ราย

ขบวนการแรงงานร่วมจัดรำลึก 28 ปีกรณีไฟไหม้โรงงานเคเดอร์เสียชีวิต 188 ราย

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2564 พิพิธภัณฑ์แรงงานไทย ได้จัดการรำลึก 28 ปี โศกนาฏกรรมเคเดอร์ เนื่องในวันความปลอดภัยในการทำงาน โดยจัดการทำบุญตักบาตรในช่วงเช้า และวางดอกไม้ ณ อนุสรณ์ความปลอดภัยในการทำงาน ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย มักกะสัน พร้อมทั้งได้เชิญชวนผ่านทางเพจพิพิธภัณฑ์แรงงานไทยให้ผู้เข้าชมร่วมกันรำลึกฯออนไลน์ร่วมกันในช่วงของการระบาดของไวรัสโคโรน่า2019 (โควิด-19) ทำให้ไม่สามารถจัดงานรำลึกฯ หรือเปิดให้เข้าชมการจัดแสดงนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์ฯได้ หากกล่าวถึงสถานการณ์กรณีไฟไหม้บริษัท เคเดอร์อินดัสเตรียล ไทยแลนด์ จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานตุ๊กตาขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ที่ริมถนนพุทธมณฑลสาย 4 จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2536 เวลา 16.00 น. ขณะที่คนงานกำลังทำงานอยู่ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ชั้นล่างของอาคารทำให้คนงานกว่า 1,400 ชีวิตหนีตายออกจากอาคารเพลิงที่ลุกไหม้ได้ไม่นานตัวอาคารถล่มลง มีคนงานที่ติดอยู่ในซากอาคารซึ่งถือเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่คร่าชีวิตคนงานถึง 188 ราย ขณะที่มีผู้บาดเจ็บ พิการถึง 469 ราย

ในวันเดียวกันคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย(คสรท.) สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์(สรส.) และเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมในการทำงานแห่งประเทศไทย ได้จัดรำลึก 28 ปีโศกนาฏกรรมไฟไหม้โรงงานตุ๊กตาเคเดอร์สังเวยชีวิตคนงาน 188 ราย วางดอกไม้ ที่ทำการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์(สรส.) กม.11 ลาดพร้าว กทม.

นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กล่าวว่า 28 ปีที่ผ่านมาเป็นความเศร้าสลดของผู้ใช้แรงงาน 1,400กว่าคนกับเหตุเพลิงไหม้โรงงานตุ๊กตาเคเดอร์ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2564 เป็นความสูญเสียถึง188 ราย และบาดเจ็บพิการอีกจำนวนมาก จากความสูญเสียของขบวนการแรงงานได้มีการออกไปยื่นข้อเรียกร้องเพื่อให้เกิดการดูแลเรื่องความปลอดภัยในการทำงานและนำมาสู่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2540 เห็นชอบให้วันที่ 10 พฤษภาคม ของทุกปีเป็นวันความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมอันเกิดขึ้นจากการละเลยในเรื่องของความปลอดภัยในการทำงานจากเหตุเพลิงไหม้โรงงานผลิตตุ๊กตาเคเดอร์ และขบวนการแรงงานได้มีความพยายามในการที่จะเรียกร้องให้มีกฎหมายคุ้มครองความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ซึ่งในปี 2554 ทางรัฐบาลได้ประกาศบังคับใช้พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางาน พ.ศ. 2554 ซึ่งขบวนการแรงงานยังมองว่าไม่สามารถที่จะดูแลให้ผู้ใช้แรงงานได้รับการคุ้มครองได้อย่างแท้จริง

เสวนา “สถานการณ์การความปลอดภัยของผู้ใช้แรงงานและสถานการณ์โควิด-19”

นางสมบุญ สีคำดอกแค ประธานสภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยเนื่องจากการทำงานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กรณีเคเดอร์เกิดตอนนั้นก็อยู่ในโรงงานทอผ้า และเป็นปรานสหภาพแรงงาน ซึ่งก็ไม่มีความปลอดภัยในการทำงาน นายจ้างมีการกลั่นแกล้งมีการให้ทำงานที่หนัก เลยได้มีการตั้งสหภาพแรงงานขึ้นมา เมื่อเกิดกรณีเคเดอร์ขึ้นก็ใช้กระแสเรื่องความไม่ปลอดภัยมาทำงานเคลื่อนไหวด้านความปลอดภัยในโรงงาน ถูกกล่าวหาว่า ทำให้บริษัทเสียหาย บริษัทมีการขออำนาจศาลเลิกจ้าง เมื่อออกมาเคลื่อนไหวข้างนอกได้รู้จักกับอาจารย์วรวิทย์ เจริญเลิศ (รศ.ดร.วรวิทย์ เจริญเลิศ ขณะนั้นเป็นอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย) ได้เคลื่อนร่วมกับขบวนการแรงงานเรื่องความปลอดภัยในการทำงานได้พบกับคนป่วยจากการทำงาน จากสารเคมี จากโรงงาน และสภาพแวดล้อม สิ่งแวดล้อมจากอุตสาหกรรม จากความบาดเจ็บพิการ มีคนงานประสบอันตราย 4-5 ล้านคน แล้วสถิติที่ตกลงอย่างมากมาย ไม่ใช่การลดลงเพราะได้รับการดูแล จากโครงการ Zero Accidenให้แรงงานในสถานประกอบการไม่ได้รับการดูแล ไม่เกิดการวินิจฉัยโรค ไม่มีสถิติการเจ็บป่วยจากการทำงาน และประสบอันตรายจากการทำงาน สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้เกิดการรวบรวมเพื่อมีการเรียกร้องเรื่องความปลอดภัยในการทำงาน มีการออกรวบรวมปัญหามาเรียกร้องให้เกิดความปลอดภัย ส่งผลให้วันนี้มีการออกมาร่วมกันรำลึกถึงระบบความปลอดภัยในการทำงานจากกรณีไฟไหม้โรงงานตุ๊กตาเคเดอร์ โดยคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย(คสรท.) สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์(สรส.) และมูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย(มพร.) จึงขอเรียกร้องให้แรงงานและสังคมออกมาเรียกร้องให้เกิดการดูแลเรื่องความปลอดภัยในการทำงานและรำลึกเนื่องในวันความปลอดภัยในครั้งนี้

ดร.พงศ์ฐิติ พงศ์ศิลามณี รองเลขาธิการฝ่ายวิชาการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์(สรส.) กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมาทำให้ขบวนการแรงงานได้เรียนรู้และเรียกร้องให้รัฐหาทางแก้ไขกับปัญหาความไม่ปลอดภัยในการทำงาน ขบวนการสหภาพแรงงานมีการเรียกร้องถึงเรื่องสวัสดิการ ค่าจ้างที่เป็นธรรมต่อผู้ใช้แรงงานยังมีเรื่องความปลอดภัยที่เขาเรียกร้องเพื่อให้เกิดการดูแลให้เกิดความปลอดในชีวิตของเขา แต่ก็พบว่านายจ้างต้องการที่จะลดค่าใช้จ่าย ซึ่งหนึ่งในนั้นคืออุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยในการทำงานของผู้ใช้แรงงาน แม้ปัจจุบันนี้นายจ้างก็มีการปรับปรุงเพื่อให้สถานที่ทำงานมีความปลอดภัยในการทำงานเพิ่มขึ้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อลูกค้า และคนทำงาน แต่ก็ยังมีนายจ้างอีกจำนวนมากที่ยังไม่ดูแลเรื่องความปลอดภัยในการทำงานที่ดีพอ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดจากโควิด-19ที่การระบาดไปทั่วโลกและกระทบต่อการทำงานของผู้ใช้แรงงานและชีวิตด้วยเช่นกัน การที่ป่วยจากโควิด-19 จึงถือเป็นเรื่องความไม่ปลอดภัยในการทำงานด้วย และควรเรียกร้องให้นายจ้าง และรัฐบาลมีการดูแลแรงงานให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตการทำงาน และปลอดภัยจากโควิด-19ด้วย

นายสราวุธ สราญวงศ์ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทยกล่าวว่า ระบบความปลอดภัยในการทำงานของขนส่งของรถไฟเหตุการอุบัติเหตุครั้งใหญ่ในความปลอดภัยในการทำงานกรณีรถไฟตกรางที่เขาเต่า อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งสาเหตุจากอุปกรณ์ด้านความปลอดภัย หรือเบรกและระบบอุปกรณ์ไม่พร้อมทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยต่อชีวิตพนักงาน และผู้ใช้บริการด้วย สหภาพแรงงานได้เรียกร้องให้ทางผู้บริหารดูแลด้านความปอดภัยในการทำงานและประชาชน หากอุปกรณ์ไม่พร้อมก็ไม่ควรที่จะเดินรถด้วยมีความเป็นอันตราย แต่ว่าก็มีการลงโทษทางวินัย และอาญากับผู้นำสหภาพแรงงาน 13 คน โดยทางการรถไฟได้มีการตรวจสอบ และมีการปรับปรุงระบบที่ไม่ปลอดภัย ที่ไม่สมบูรณ์ก่อนที่จะมีการเดินรถ ซึ่งกระบวนการทางศาลก็มีการตัดสินต่อผู้แรงงานในการที่ต้องชดใช้ต่อการรถไฟในกรณีที่มีการหยุดเดินรถเรียกร้องด้านความปลอดภัย ซึ่งไม่เป็นธรรมต่อผู้ใช้แรงงาน และผู้นำแรงงานเราจึงต้องเรียกร้องให้ทางการรถไฟคืนความเป็นธรรมในกับผู้นำสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย ที่เรียกร้องจนเกิดมาตรฐานด้วยความปลอดภัยในการใช้บริการรถไฟ

นางสาวอำไพ วิวัฒนสถาปัตย์ ประธานสหภาพแรงงานวิงสแปนสัมพันธ์และคนทำงานสนามบินกล่าวว่าจาการที่สัมผัสการทำงานก็พบมีความไม่ปลอดภัยในการทำงานทั้งอุปกรณ์การทำงานด้านความสะอาด และคนทำงานในสนามบินลานจอดเครื่องบินซึ่งต้องใส่ชุดอุปกรณ์PPE(อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล (Personal Protection Equipment)) ขาดไปซื้อเสื้อกันฝนมาใช้แทน และที่เป็นเสื้อสะท้อนแสงที่ลอกหลุดทำให้อาจมองไม่เห็นและอันตรายได้ และเอียปลั๊กที่ชำรุด ทำให้เกิดอันตรายต่อหู การเอ็กซเรย์ที่ลูกจ้างทำงานทั้งวันทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพของลูกจ้างหรือไม่ ลักษณการทำงานของลูกจ้างคือมีการทำงานที่ต่อเนื่องไม่ได้เข้าห้องน้ำก็ส่งผลต่อสุขภาพของคนทำงาน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพต่อการทำงานได้ การที่จะให้มีการไปทำงานที่บ้านก็ไม่สามารถทำได้ต้องมาทำงานที่สถานที่ทำงานซึ่งก็มีความไม่ปลอดภัยในการทำงาน มีความเสี่ยงต่อการติดโควิด-19 ซึ่งก็ต้องมีการตรวจกันหลายสิบด้วยมีความสุ่มเสียงต่อการติดเชื้อโควิด-19และอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้จึงขอเรียกร้องให้มีการจัดอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยในชีวิตของคนทำงานด้วย

นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ได้อ่านแถลงการณ์ข้อเรียกร้องเนื่องในวันความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ 10พฤษภาคม 2564″ สุขภาพดี คือ ชีวิตที่มั่นคง ความปลอดภัย คือ หัวใจของการทำงาน”สรุปได้ดังนี้

แม้ว่าจะมีนโยบาย มีกฎหมาย และการรับรองอนุสัญญา ซึ่งเป็นกติกาทางสากลแล้วก็ตาม แต่ในความเป็นจริงจากวันนั้น เมื่อ 28 ปีที่แล้ว จนถึงปัจจุบัน คนงานก็ยังต้องเผชิญกับความไม่ปลอดภัยในการทำงาน และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และความเสี่ยงเนื่องจากอุปกรณ์เครื่องมือ และความเสี่ยงเนื่องจากลักษณะการทำงานซ้ำ ๆ ที่ทำให้เกิดโรคเรื้อรัง เช่น อาการปวดหลัง จากการต้องยกของหนักเป็นเวลานานทั้งวัน ทำให้ป่วยสะสมมีอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และกระดูก มีหลายรายที่เป็นโรคโครงสร้างกระดูก เออร์โกโนมิกส์ (Ergonomics) โรคเกี่ยวกับตา หู คอ จมูก เช่น ตาแห้ง ตาระคายเคืองเรื้อรัง ตาแพ้แสง เจ็บคอบ่อยหรือเรื้อรัง ปัญหาบางอย่างเกี่ยวกับการได้ยินและการทรงตัว อาการคัดจมูกน้ำมูกไหลแบบที่เรียกว่าภูมิแพ้

โรคเกี่ยวกับกระดูก ข้อ และกล้ามเนื้อ ความเสี่ยงเนื่องจากพนักงานต้องไปทำงานในงานที่มีความเสี่ยง จากสถิติการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน จำแนกตามความรุนแรงและสาเหตุที่ประสบอันตราย ปี2561 (ประมวลผล ณ พฤษภาคม 2562)  ตามฐานข้อมูลของกองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงานพบว่ามีผู้ประกันตน ตามมาตรา 33 ใช้สิทธิกองทุนเงินทดแทนจำนวน 87,297 ราย ในจำนวนนี้มี 568 ราย ได้รับความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต และมี 1226 ราย ที่สูญเสียอวัยวะบางส่วน เมื่อโลกต้องได้รับผลกระทบจากโรคระบาดไวรัสโควิด 19 คนทำงานในทุกสาขาอาชีพ โดยเฉพาะบุคลากรที่ต้องทำงานในหน้าที่ที่มีความเสี่ยง เช่น แพทย์ พยาบาล ลูกจ้างในตำแหน่งต่าง ๆ ของโรงพยาบาล พนักงานรัฐวิสาหกิจ เอกชน ที่ทำหน้าที่ให้บริการแก่ประชาชน แม้กระทั่งงานบริการทั่วไป แรงงานนอกระบบ แรงงานข้ามชาติ ล้วนเสี่ยงต่อการติดเชื้อทั้งสิ้น

เนื่องในวันความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ ปี 2564 ขบวนการแรงงาน โดย คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และ สภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย จึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

  1.  ให้เร่งจัดหาและฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันเชื้อไวรัส โควิด 19 ให้แก่ประชาชนโดยเร็ว กำหนดมาตรการดูแลบุคคลที่มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ เช่น บุคลากรทางการแพทย์ สาธารณสุข พนักงานที่ให้บริการแก่ประชาชนในการบริการสาธารณะ ทั้งเรื่องวัคซีน เครื่องมืออุปกรณ์ การตรวจการป้องกัน ให้เพียงพอ ให้ประชาชนคนทำงาน ทุกกลุ่มสาขาอาชีพ รวมทั้งแรงงานข้ามชาติ เข้าถึงการบริการการตรวจโรคอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งจะเป็นการควบคุมการป้องกันการแพร่ระบาดได้
  2.  ให้กระทรวงสาธารณสุขเร่งดำเนินการวินิจฉัยโรคที่เกี่ยวกับสารเคมี มลพิษ สิ่งแวดล้อม โรคมะเร็งจากการทำงานต่าง ๆ และให้ตั้งโรงพยาบาล คลินิกอาชีวเวชศาสตร์ในย่านนิคมอุตสาหกรรมให้เพียงพอ
  3.  ทำให้สังคมไทยไร้แร่ใยหิน โดยเฉพาะการรื้อถอน ต้องมีมาตรการกำจัดฝุ่นแร่ใยหินให้ดี คาดอีก 50 ปี กว่าจะกำจัดให้หมดไป สำหรับการรื้อถอนอาคารเก่าที่มีแร่ใยหิน
  4.  แก้ไขพระราชบัญญัติเงินทดแทน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2561 ให้คนงานเข้าถึงสิทธิ์ ง่าย สะดวก รวดเร็ว
  5.  บังคับใช้กฎหมายความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานอย่างเข้มข้น พร้อมออกกฎหมายรับรอง เพื่อให้เกิดมาตรฐานความปลอดภัยที่ทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตาม
  6.  การเข้าถึงบริการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน ซึ่งการเข้าถึงบริการ มี 3 ด้าน คือ การป้องกัน การส่งเสริมความปลอดภัย การเข้าถึงบริการทางการแพทย์ และการวินิจฉัยโรค รวมทั้งงบประมาณ และ คลินิก บุคลากร อุปกรณ์ทางการแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญอาชีวเวชศาสตร์และสิ่งแวดล้อม ฯลฯ
  7.  การออกกฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงานเกี่ยวกับโรคเออร์โกโนมิกส์ โรคโครงสร้างกระดูก โดยเฉพาะต้องบังคับใช้อย่างจริงจัง เคร่งครัด เพื่อป้องกันปัญหาการใช้แรงงานที่เกินกำลัง ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายคุ้มครอง เพราะถือเป็นเรื่องใหญ่และใหม่
  8.  รัฐต้องรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 155 ว่าด้วยความปลอดภัยในการทำงาน และอาชีวอนามัย ค.ศ. 1981 (พ.ศ.2524) และฉบับที่ 161 ว่าด้วยการบริการอาชีวอนามัย ค.ศ. 1985 (พ.ศ.2528) และให้ตรากฎหมายรองรับให้ครอบคลุมและสอดคล้องกับข้อตกลงของนานาประเทศ และขอให้รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินงานเรื่องการบริการอาชีวอนามัยอย่างเต็มที่ จริงจัง

นักสื่อสารแรงงาน รายงาน