กระทรวงแรงงาน ยื่นสัตยาบัน C188 ต่อ ILO แสดงเจตนารมณ์คุ้มครองภาคประมง

Share on facebook
Share on google
Share on twitter

กระทรวงแรงงาน ยื่นสัตยาบัน C188 ต่อ ILO แสดงเจตนารมณ์คุ้มครองภาคประมง ด้านองค์กรภาคประชาสังคม แถลงเรียกร้องการปรับปรุงหรือจัดทำกฎหมายภายในประเทศในด้านการคุ้มครองแรงงานประมงให้สอดคล้องกับอนุสัญญาฉบับนี้

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2562 พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายเสขวรรณเมธี เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา พร้อมด้วย นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน  และคณะ ได้ยื่นสัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ( ILO) ฉบับที่ 188 ว่าด้วยการทำงานในภาคประมง พ.ศ.2550 (ค.ศ.2007) ต่อนายกาย ไรเดอร์ (Mr.Guy Ryder) ผู้อำนวยการใหญ่ ILO เป็นผู้ต้อนรับและรับสัตยาบันสาร ณ ห้อง Cabinet สำนักงานแรงงานระหว่างประเทศ ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ว่า ที่ผ่านมากระทรวงแรงงานได้มีกระบวนการรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง ภาคประชาชน ภาควิชาการ และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่เห็นพ้องว่า การให้สัตยาบันจะเป็นประโยชน์ทั้งกับแรงงาน นายจ้าง และภาพลักษณ์ของภาคประมงไทยและสินค้าประมงไทย และการให้สัตยาบันอนุสัญญาดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของไทย ในการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองการทำงานบนเรือประมงของทั้งแรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติให้ดียิ่งขึ้น และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล และป้องกันความเสี่ยงที่แรงงานจะตกอยู่ในสภาพแรงงานบังคับ

เนื่องจากอนุสัญญาจะช่วยสร้างหลักประกันให้เกิดสภาพการทำงานที่มีคุณค่าแก่แรงงานประมง เช่น การกำหนดชั่วโมงการทำงาน คุณภาพที่พักอาศัย อาหาร น้ำดื่ม การรักษาพยาบาล ระบบการตรวจแรงงานและความเป็นอยู่บนเรือประมง เป็นต้น ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการทำประมงที่มีจริยธรรมและมีธรรมาภิบาล และยังดึงดูดแรงงานให้เข้ามาทำงานในภาคประมงมากขึ้น อันจะช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคประมงต่อไปด้วย ส่วนความเชื่อมโยงกับการปลดใบเหลืองนั้น รัฐบาลไทยได้ผลักดันการทำงานเพื่อระดับการคุ้มครองแรงงานในภาคประมง ควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหา IUU มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ไทยมีการทำการประมงอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของรัฐบาล โดยมีการดำเนินมาตรการหลายประการ รวมถึงการจัดระเบียบการทำประมงในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการให้สัตยาบันพิธีสารของอนุสัญญาฉบับที่ 29 ว่าด้วยแรงงานบังคับ และอนุสัญญาฉบับที่ 188 จะมีผลทำให้มาตรการทางกฎหมายและการบังคับใช้มีการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นอย่างมาก และเชื่อมั่นว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ไทยได้รับการเลื่อนลำดับประเทศที่มีความพยายามในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์จาก Tier 2 Watch List เป็น Tier 2 ในปีที่ผ่านมา และล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ม.ค.62 สหภาพยุโรปได้ประกาศปลดสถานะใบเหลืองของภาคประมงไทย อันแสดงถึงการยอมรับต่อความก้าวหน้าของการแก้ไขปัญหา IUU ของไทย ซึ่งมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ไทยได้รับสถานะใบเหลืองเมื่อปี 2558 จนประสบความสำเร็จในการยกระดับอุตสาหกรรมการประมงของไทยทั้งระบบในปัจจุบัน ซึ่งทำให้สหภาพยุโรปยอมรับ ขณะนี้ไทยมีกลไกแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายที่เข้มแข็งที่สุดในภูมิภาค และสามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับประเทศต่าง ๆ ที่มีปัญหาเดียวกันได้ ทั้งนี้ การเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ เพื่อให้รองรับกับอนุสัญญา ฉบับที่ 188 นั้น ขณะนี้ประเทศไทยมีกฎหมายภายในที่สอดคล้องอยู่แล้ว 11 เรื่อง ส่วนที่ยังไม่สอดคล้องอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการแก้ไขให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี โดยจะดำเนินการให้สอดคล้องกับบริบทของประมงไทยอีกด้วย

 

นายกาย ไรเดอร์ (Mr.Guy Ryder) ผู้อำนวยการใหญ่ ILO กล่าวว่า ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาดังกล่าว ซึ่งการที่ประเทศไทยให้สัตยาบันในครั้งนี้เป็นการแสดงออกถึงความสำคัญในการคุ้มครองแรงงานประมง ทั้งนี้ ILO พร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐบาลไทยที่แสดงถึงความเข้มแข็งในการคุ้มครองแรงงานประมงครั้งนี้ ซึ่งทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับจากนานาชาติขึ้นไปอีก และเนื่องในโอกาสที่ครบรอบ 100 ปีของ ILO ซึ่งจะมีการจัดการประชุมครั้งที่ 108 ในเดือนมิถุนายน 2562 ที่จะถึงนี้ ณ กรุงเจนีวา ILO ได้เรียนเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นเกียรติแก่ ILO ในการเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย และนอกจากนี้ ILO ยังได้ให้การสนับสนุนบทบาทของประเทศไทยอย่างเต็มที่ในการทำกิจกรรมในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประธานอาเซียนในครั้งนี้อีกด้วย

ข้อเรียกร้ององค์กรภาคประชาสังคมกรณีการให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การด้านแรงงานระหว่างประเทศฉบับที่ 188 และมาตรการหลังการรับรองอนุสัญญาฯ ของประเทศไทย

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้อง ผ่านทางเพจ Migrant Working Group ว่า ตามที่ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ยื่นสัตยาบันอนุสัญญาองค์การด้านแรงงานระหว่างประเทศ(ILO) ฉบับที่ 188 ว่าด้วยการทำงานในภาคประมง พ.ศ.2550 (ค.ศ.2007) ต่อ นายกาย ไรเดอร์ (Mr.Guy Ryder) ผู้อำนวยการใหญ่ILO ณ สำนักงานแรงงานระหว่างประเทศ ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา ถือได้เป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับประเทศไทยในการแสดงจุดยืนและประกาศแนวนโยบายในการที่จะให้ความสำคัญต่อการคุ้มครองแรงงานในกิจการประมงทะเลและเป็นการยกมาตรการคุ้มครองแรงงานประมงทะเลของไทยให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ทางเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติขอแสดงความชื่นชมการดำเนินการของรัฐบาลไทยในครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม มาตรการหลังการให้สัตยาบันที่จะทำให้จุดมุ่งหมายของรัฐบาลไทยในครั้งนี้ประสบผลสำเร็จอย่างแท้จริงก็คือการปรับปรุงหรือจัดทำกฎหมายภายในประเทศในด้านการคุ้มครองแรงงานประมงให้สอดคล้องกับอนุสัญญาฉบับนี้ ที่ปัจจุบันกระทรวงแรงงานได้มีการจัดทำร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานในงานประมง และทางเครือข่ายฯ ยังมีข้อสังเกตและข้อกังวลเกี่ยวกับการดำเนินการออกกฎหมายภายในประเทศเพื่อให้สอดคล้องกับอนุสัญญาดังนี้

  1. ประเด็นด้านประกันสังคม ซึ่งในอนุสัญญาฯ มาตรา 34 ระบุให้ “สมาชิกแต่ละประเทศต้องทำให้มั่นใจได้ว่า แรงงานประมงที่โดยปกติแล้วพำนักอยู่ในเขตอาณาของตน และผู้อยู่ในความอุปการะตามความหมายที่บัญญัติโดยกฎหมายภายในประเทศ เป็นผู้มีสิทธิในสิทธิประโยชน์จากการคุ้มครองด้านการประกันสังคม ภายใต้สภาพที่เป็นคุณไม่น้อยกว่าที่ใช้บังคับกับคนงานอื่นๆ รวมถึง บุคคลที่ได้รับการจ้างงาน ผู้ประกอบกิจการส่วนตัวผู้มีถิ่นพำนักโดยปกติในเขตอาณาของประเทศสมาชิก” ในขณะที่ร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองแรงงานในงานประมง ได้ระบุประเด็นนี้ใน มาตรา 12 ว่า “ เจ้าของเรือต้องจัดให้แรงงานประมงได้รับสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ และสวัสดิการในด้านต่าง ๆ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานประกาศกําหนด โดยจะจัดให้มี ประกันที่คุ้มครองด้านสุขภาพและสวัสดิการดังกล่าว หรือวิธีอื่นใดที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ประกาศกําหนด ก็ได้” การกำหนดในมาตรา 12 ของร่างพระราชบัญญัติยังมีลักษณะที่ไม่สอดคล้องกับมาตรา 34 ของอนนุสัญญาฯ ที่พูดถึงเรื่องการได้รับสิทธิประโยชน์คุ้มครองด้านการประกันสังคม ภายใต้สภาพที่เป็นคุณไม่น้อยกว่าที่บังคับใช้กับคนงานคนอื่น ๆ ดังนั้น การพยายามระบุให้การคุ้มครองทางประกันสังคมเป็นเพียงเรื่องสุขภาพและสวัสดิการนั้น ไม่ได้สอดคล้องกับหลักการทั่วไปของการประกันสังคม ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม ของประเทศไทย ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการที่การออกกฎหมายภายในของประเทศไทยจะขัดกับหลักการตามอนุสัญญาในประเด็นนี้
  2. ประเด็นเรื่องการการเปิดโอกาสให้บุคคลอายุ 16 ปีขึ้นไป ฝึกงานในเรือประมงได้ ในอนุสัญญาฯ ได้ระบุถึงอายุขั้นต่ำของแรงงานในกิจการประมงจะต้องไม่ต่ำกว่า 16 ปี แต่หลักการสำคัญของอนุสัญญาในมาตรา 6 ข้อ 2 ระบุว่า “ไม่มีสิ่งใดในอนุสัญญาฉบับนี้ที่จะส่งผลต่อกฎหมาย คำตัดสิน หรือธรรมเนียมปฏิบัติ หรือข้อตกลงใด ๆ ระหว่างเจ้าของเรือประมงกับคนงานประมง ซึงให้เงื่อนไขที่เป็นประโยชน์มากกว่าที่บัญญัติไว้ในอนุสัญญา” ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยได้กำหนดอายุขั้นต่ำของแรงงานในกิจการประมงจะต้องไม่ต่ำกว่า 18 ปี โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของเด็กในการทำงานเป็นหลัก ดังนั้นการที่มีแนวทางจะกำหนดให้ผู้ที่อายุไม่ต่ำกว่า 16 ในกิจการประมง ย่อมถือว่าขัดแย้งกับหลักการสำคัญของอนุสัญญาฯ นโยบายและข้อกฎหมายอื่นๆที่รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญต่อประเด็นการใช้แรงงานเด็กไม่ว่าจะเป็นประกาศคณะกรรมการระดับชาติเพื่อขจัดการใช้แรงงานในรูปแบบที่เลวร้ายโดยระบุให้งานประมงเป็นอันตรายต่อเด็ก อนุสัญญาILO ฉบับที่ 182 ว่าด้วยแรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย ที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคี
  3. ประเด็นเรื่องการจ่ายค่าจ้างผ่านบัญชีธนาคาร/ตู้เอทีเอ็ม ซึ่งเป็นมาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยเพื่อป้องกันปัญหาการจ่ายค่าจ้างที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายกำหนด ซึ่งทางผู้ประกอบการมองว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นภาระและยังไม่มีความพร้อม จึงได้มีข้อเสนอให้แก้ไขกฎหมายให้สามารถจ่ายเป็นเงินสดและจ่ายค่าจ้างล่วงหน้าได้ ในกรณีนี้แม้ในอนุสัญญาฯ จะไม่ได้มีการกำหนดไว้ แต่หากพิจารณามาตรการของรัฐบาลไทยประกอบกับการให้สัตยาบันต่อILOในพิธีสารแรงงานบังคับ ที่ 29 พบว่าเป็นประโยชน์ต่อตัวแรงงานประมงและสอดคล้องต่อพิธีสารฯฉบับดังกล่าว ดังนั้นการแก้ไขตามข้อเสนอของผู้ประกอบการในประเด็นดังกล่าวควรจะมีการพิจารณาอย่างจริงจังถึงผลกระทบในทุกด้าน รวมถึงมีมาตรการรองรับเพื่อป้องกันไม่ให้แรงงานประมงถูกละเมิดในเรื่องการจ่ายค่าจ้างตามกฎหมาย
  4. หลักการสำคัญที่ปรากฏในอนุสัญญาฯ คือการหลักการการปรึกษาหารือ (consultation) ซึ่ง
    หมายถึงการได้มีการปรึกษาหารือในทุกส่วนที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะภาครัฐ นายจ้าง และคนงาน ซึ่งในร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองแรงงานในงานประมง ไม่ได้ปลากฎในส่วนนี้อย่างชัดเจน ทั้งในรูปแบบของคณะกรรมการที่ควรบัญญัติไว้ในร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองแรงงานในงานประมง หรือการมีกลไกในการปรึกษาหารืออื่นใด นอกจากนั้นแล้วในระยะยาวกลไกการปรึกษาหารือดังกล่าวจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนากระบวนการคุ้มครองแรงงานประมง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อทุกฝ่ายอย่างแท้จริง
    จากประเด็นข้อสังเกตและข้อกังวลทั้ง สี่ข้อข้างต้นนั้น เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) จึงขอเสนอให้รัฐบาล สภานิติบัญญัติแห่งชาติ กระทรวงแรงงาน รวมทั้งทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองแรงงานในงานประมง รวมทั้งการแก้ไขกฎหมาย กฎกระทรวง ประกาศในกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง จะต้องคำนึงถึงหลักการและบทบัญญัติของอนุสัญญาฯ และคำนึงถึงกลไกการปรึกษาหารือกันอย่างจริงจังในกระบวนการออกกฎหมายในทุกระดับ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามหลักการสำคัญของอนุสัญญาฯ ที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบัน และเพื่อนำไปสู่การคุ้มครองแรงงานประมงอย่างแท้จริง

นักสื่อสารแรงงาน รายงาน