แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.

Topics - wasana

หน้า: [1] 2 3 ... 11
1
10 เม.ย 2556 เวลา 14:32:18 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
วันที่ 9 เมษายน นางวรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านประกันสังคม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงแรงงานเตรียมบูรณาการกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เข้ากับกองทุนประกันสังคมมาตรา 40 โดยเสนอเป็นทางเลือกที่ 3 ของระบบประกันสังคมมาตรา 40 ว่ากระทรวงการคลังคงเห็นถึงศักยภาพของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ที่สามารถส่งเสริมและจัดเก็บเงินสมทบจากแรงงานนอกระบบซึ่งเข้าเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีสำนักงานและเจ้าหน้าที่ ที่ครอบคลุมพื้นที่ในต่างจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งจะทำให้ประหยัดงบประมาณและบุคลากร

นางวรวรรณกล่าวว่า หากจะให้การบูรณาการเงินออมของประเทศมีความมั่นคงและมีประสิทธิภาพ รัฐบาลควรบูรณาการระบบเงินออมของแต่ละกองทุน เช่น กองทุนชราภาพของ สปส. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) มาอยู่ภายใต้โครงสร้างระบบบำนาญแห่งชาติ เพื่อให้มีระบบการบริหารจัดการและการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดผลตอบแทน และจัดตั้งหน่วยงานที่มีความเป็นอิสระ คล่องตัว โดยมีคณะกรรมการบริหารซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากกระทรวงการคลังและกระทรวงแรงงาน รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคอยดูแล ซึ่งจะต้องวางระบบบริหารที่มีความโปร่งใส น่าเชื่อถือและตรวจสอบได้ เนื่องจากเป็นเงินออมของคนไทยทั้งประเทศ

"การสร้างระบบบำนาญแห่งชาติ ให้เกิดขึ้นกับคนไทยทุกคนทั้งข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ และผู้ใช้แรงงาน ที่แยกเป็นแรงงานในระบบและแรงงานนอกระบบ ที่รัฐบาลควรให้ความเท่าเทียมในการสนับสนุนร่วมจ่ายเงินสมทบในอัตราที่เท่ากัน" นางวรวรรณกล่าว

นายอารักษ์ พรหมณี รองเลขาธิการ สปส. กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลจัดตั้งสำนักงานหลักประกันสังคมแห่งชาติขึ้นมาโดยแยกกองทุนชราภาพออกมาจากกองทุนประกันสังคมและแยกการบริหารเงินชราภาพออกเป็นกองทุนมาตรา 33 และมาตรา 39 และกองทุนมาตรา 40 เพื่อให้มีความเป็นอิสระ คล่องตัวในการบริหารและการลงทุน ซึ่งในส่วนของมาตรา 40 ที่เป็นการส่งเสริมให้แรงงานนอกระบบ เช่น เกษตรกร แม่ค้าออมเงินทั้ง สปส.และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลังจะต้องมาหารือกันว่า จะกำหนดให้แรงงานนอกระบบทั้ง 24 ล้านคน ต้องเป็นสมาชิกกองทุนและจัดเก็บเงินสมทบผ่านระบบภาษีได้หรือไม่ เพื่อให้กองทุนมีรายได้ที่แน่นอนและสามารถนำเงินไปลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์ด้วย

ที่มา : นสพ.มติชน

2
28  เม.ย. 56 ผู้แทนสหภาพแรงงาน และผู้แทน กองทุนช่วยเพื่อน รุดเยี่ยมและให้กำลังใจ สมาชิก เกิดอุบัติเหตุจากมอเตอร์ไซด์ ชนกัน   ณ. โรงพยาบาลชลบุรี  คุณปีใหม่  พงษ์วิเศษ สมาชิกโรงงานตู้เย็น ( ขาขวาหัก )  หมอให้หยุดงาน  25  เม.ย. – 30  มิ.ย.  2556   หลังจาก ลาป่วยเกิน  30  วัน  บริษัทไม่จ่ายค่าจ้าง กองทุนช่วยเพื่อนโดยสหภาพแรงงาน จะจ่ายให้ วันละ  300   บาท จนกว่าแพทย์ จะมีคำสั่งให้เข้าทำงานได้   (  เชิญชวนผู้ที่ยังไม่เป็นสมาชิกกองทุนสมัครเข้ามาเลยครับ ติดต่อกรรมการ กองทุนของแต่ละตึก  เพื่อช่วยเหลือกันยามเจ็บป่วยแบบนี้แหละ ครับ ....ไม่มีใคร อยากได้  แต่... ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดกับตนเองเมื่อไหร่ )

3
บริษัทเอ็นเอ็กซ์พี แมนูแฟคเจอริ่ง (ไทยแลนด์) จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 303 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210 มีทุนจดทะเบียน 4,939,000,000 บาท (สี่พันเก้าร้อยสามสิบเก้าล้านบาท) มีพนักงาน 3,200 คน
      คนงานส่วนใหญ่เป็นรายวันอายุงานเกิน 10 ปี ส่วนใหญ่ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำ และมีครอบครัว เป็นหญิง 80% ชาย 20% ระบบการทำงาน 2 กะๆละ 12 ชม. ทำงาน 6 วันและหยุดวันอาทิตย์ 
วันที่ 25 กันยายน 2555  สหภาพแรงงานเอ็นเอ็กซ์พี แมนูแฟคเจอริ่ง ยื่นข้อเรียกร้องต่อบริษัทฯ เพื่อขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างให้ดีขึ้น จำนวน 9 ข้อ ดังนี้
ข้อ 1. ขอให้บริษัทฯปรับพนักงานรายวันเป็นพนักงานรายเดือนทุกคน
   ข้อ 2. ขอให้บริษัทฯปรับโครงสร้างการขึ้นเงินประจำปีพนักงานรายวัน ตามแบบเดิมปี 2550 โดยใช้เกณฑ์อายุงาน
   ข้อ 3. ขอให้บริษัทฯเพิ่มค่ากะ ดังนี้ กะเช้า 30 บาท , กะบ่าย 60 บาทและกะดึก 120 บาท
   ข้อ 4. ขอให้บริษัทฯเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการรับรางวัลการมาทำงานโดยไม่หยุดงาน ทำงานครบเดือนให้จ่าย 1,000 บาทต่อเดือน เมื่อทำงานทำครบ 1 ปีขอให้บริษัทจ่ายเพิ่มอีก 2,400 บาทต่อปี
   ข้อ 5. ขอให้บริษัทฯเปลี่ยนเงื่อนไขการเกษียณอายุงานของพนักงานอายุงาน 45-60 ปี
   ข้อ 6. ขอให้บริษัทฯเพิ่มรางวัลการปฏิบัติงานนาน โดยเพิ่มให้กับพนักงานที่ปฏิบัติงานนาน 10 ปี เป็นทอง 1 สลึง
   ข้อ 7. ขอให้บริษัทฯเพิ่มอัตราการคิดเงินเกษียณอายุ
   - พนักงานทำงานครบ 5 ปีแต่ยังไม่ถึง 10 ปี = อายุงาน (ปี) x ค่าจ้างต่อเดือนx 0.50 ให้เพิ่มอายุงาน (ปี) x ค่าจ้างต่อเดือน x 0.75
   - พนักงานทำงานครบ 10 ปีแต่ยังไม่ถึง 15 ปี = อายุงาน (ปี) x ค่าจ้างต่อเดือน x 0.75 ให้เพิ่มอายุงาน (ปี) xค่าจ้างต่อเดือน x 1.0
   - พนักงานทำงานครบ 15 ปี=อายุงาน (ปี) x ค่าจ้างต่อเดือนให้เพิ่มเป็น อายุงาน (ปี) x ค่าจ้างต่อเดือน x 1.25
   - พนักงานทำงานเกิน 15 ปีแต่ไม่เกิน 20 ปี =อายุงานส่วนที่เกิน 15 ปี (ปี) x ค่าจ้างต่อเดือน x 1.25 ให้เพิ่มเป็นอายุงานส่วนที่เกิน 15 ปี (ปี) x ค่าจ้างต่อเดือน x 1.50
   - พนักงานทำงานเกินกว่า 20 ปี-อายุงานส่วนที่เกิน 20 ปี (ปี) x ค่าจ้างต่อเดือน x 1.5 ให้เพิ่มเป็นอายุงานส่วนที่เกิน 20 ปี (ปี) x ค่าจ้างต่อเดือน x 1.75
   ข้อ 8. ขอให้บริษัทฯเพิ่มจำนวนพนักงานที่ขอเกษียณก่อนอายุจากปีละ 50 คน เป็นปีละ100 คน
   ข้อ 9. ขอให้บริษัทฯเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการจ่ายเงินช่วยเหลือกรณีที่พนักงานเสียชีวิต ดังนี้
   - เมื่อพนักงานเสียชีวิตให้บริษัทจ่ายรายละ 300,000 บาทและให้บริษัทจ่ายเพิ่ม ด้วยเงินบำเหน็จที่คำนวณได้จากนโยบายเรื่องเงินตอบแทนสำหรับพนักงานที่ขอลาออกตามข้อกำหนดพิเศษโดยนับอายุงานจนถึงวันที่พนักงานเสียชีวิต
วันที่ 16 ตุลาคม 2555 บริษัทเอ็นเอ็กซ์พี แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (ไทยแลนด์) ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อสหภาพแรงงาน 4 ข้อ ดังนี้
ข้อ 1. บริษัทฯต้องการปรับปรุง/เปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน กะในการทำงาน วัน/เวลาในการทำงานปกติ วันหยุด วันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่าเบี้ยเลี้ยงเข้ากะ สำหรับพนักงานรายวันและรายเดือนกลุ่มปฏิบัติการ (NON MANAGERIAL) ที่ทำงานแบบกะ มีรายละเอียด ดังนี้ 
รูปแบบการทำงานกะในระบบ 3 กลุ่ม 2 กะเป็น ทำงาน 4 วันหยุด 2 วันต่อเนื่องวันหยุดไม่ตรงกันจะขึ้นอยู่กับตารางการทำงานของบริษัทกำหนด
พนักงานรายวัน ทำงาน 7 ชม.พัก 1 ชม. และล่วงเวลา (ตามรูปแบบ) 3.5 ชม.
พนักงานรายเดือน ทำงาน 8 ชม.พัก 1 ชม. และล่วงเวลา (ตามรูปแบบ)  2.5 ชม.
เวลาทำงาน กะเช้า 07.00-19.00 จ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงเข้ากะเช้า 15 บาทต่อวัน , กะกลางคืน 19.00-07.00 จ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงเข้ากะกลางคืน 85 บาทต่อวัน
วันหยุดพักผ่อนประจำปี ด้วยรูแบบการทำงานแบบใหม่ทำให้พนักงานมีวันหยุดเพิ่มขึ้นและส่งผลต่อจำนวนชั่วโมงพักรเอนเพิ่มขึ้น ดังนั้นบริษัทฯจึงขอปรับลดวันพักร้อน ดังนี้
ปฏิบัติงานครบ 1 ปี มีสิทธิลาพักผ่อนประจำปีจาก 12 วันทำงาน ลดลงเหลือ 8 วัน
ปฏิบัติงานครบ 3 ปี มีสิทธิลาพักผ่อนประจำปีจาก 14 วันทำงาน ลดลงเหลือ 10 วัน
ปฏิบัติงานครบ 5 ปี มีสิทธิลาพักผ่อนประจำปีจาก 16 วันทำงาน ลดลงเหลือ 11 วัน
ปฏิบัติงานครบ 10 ปี มีสิทธิลาพักผ่อนประจำปีจาก 18 วันทำงาน ลดลงเหลือ 12 วัน
ปฏิบัติงานครบ 15 ปี มีสิทธิลาพักผ่อนประจำปีจาก 20 วันทำงาน ลดลงเหลือ 14 วัน
   ข้อ 2. บริษัทฯขอยกเลิกโครงสร้างตำแหน่งงาน โครงสร้างค่าจ้าง และตารางการขึ้นค่าจ้างจากการประเมินผลงาน รวมถึงการเลื่อนระดับของพนักงานรายวัน ออกจากข้อตกลงสภาพการจ้าง โดยบริษัทฯถือเป็นสิทธิและอำนาจของบริษัทในการบริหารจัดการ
   ข้อ 3. บริษัทฯขอยกเลิกนโยบายเงินช่วยเหลือพนักงานที่ประสบภัยธรรมชาติ และให้ถือเป็นดุลยพินิจของผู้บริหารในการพิจารณาช่วยเหลือเป็นคราวๆไปตามความเหมาะสม
ข้อ 4. ในการยื่นข้อเรียกร้องครั้งนี้ บริษัทฯขอให้มีการทำข้อตกลงระยะเวลา 3 ปี
ผลการเจรจาทั้ง 2 ฝ่าย 19 ครั้ง ตั้งแต่วันที่ 27 ก.ย.2555 จนถึง วันที่ 4 มกราคม 2556  ไม่คืบหน้า ไม่สามารถตกลงกันได้ สหภาพแรงงานฯได้ชุมนุมชี้แจงความคืบหน้าข้อเรียกร้อง ให้สมาชิกสหภาพฯทราบทุกครั้งที่ด้านหน้าบริษัทฯ ผลการเจรจาข้อเรียกร้อง บริษัทฯต้องการคุยข้อเรียกร้องของบริษัทฯทำงาน 4 วันหยุด 2 วัน หลังจากไม่มีความคืบหน้า กรรมการสหภาพดำเนินการเปิดประชุมใหญ่วิสามัญเพื่อขอมตินัดหยุดงานไว้เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2556
ผลบันทึกการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานครั้งที่ 12 วันที่ 11 มกราคม 2556 ที่ห้องประชุมสำนักแรงงานสัมพันธ์ กระทรวงแรงงาน
สหภาพแรงงาน ยื่นข้อเสนอให้กับบริษัทฯ  สหภาพแรงงานยอมรับเวลาการทำงาน 4 หยุด 2  แต่ขอให้ปรับพนักงานทั้งหมดเป็นรายเดือน
บริษัทฯ ตอบ สหภาพแรงงาน ไม่สามารถรับข้อเสนอได้เนื่องจากค่าใช้จ่ายและต้นทุนจะเพิ่มขึ้นสูงมาก
    บริษัทจะจ่ายสิทธิประโยชน์ตอบแทนเพิ่มให้กับพนักงาน โดยมีทางเลือกดังนี้
   1.จ่ายเป็นเงินก้อนครั้งเดียว  2.พิจารณาปรับเพิ่มค่าจ้าง หรือ 3.พิจารณาจำนวนเงินชดเชยจำนวนชั่วโมงที่ไม่ได้ทำงานล่วงเวลาในวันหยุดผักผ่อนประจำปี
   สหภาพแรงงาน ไม่รับข้อเสนอของบริษัทฯข้างต้น และเสนอให้ทั้งสองฝ่ายถอนข้อเรียกร้อง และใช้สภาพการจ้างเดิม
   บริษัทฯแจ้งว่ารูปแบบการทำงานแบบเดิมไม่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้และจะมีผลกระทบต่อธุรกิจ และทั้งสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้ นัดเจรจาครั้งต่อไป
นางสาวเจษฎาพร ศรีวิชัย กรรมการสหภาพ กล่าวว่า วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2556 ตนเข้าทำงานกะดึกเวลาประมาณ 23.30 น. ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคลของบริษัทฯ ได้เรียกตนเข้าพบพร้อมกับพนักงานที่เข้าทำงานกะดึก  บริษัทฯมีหนังสือแจ้งให้กรรมการสหภาพเซ็นรับทราบ พร้อมกับให้หยุดปฏิบัติงานและให้ออกจากบริษัทฯโดยทันทีและมีรปภ.เดินคุมมาส่งถึงหน้าบริษัทฯ ส่วนพนักงานให้เซ็นต์ชื่อยอมรับข้อเรียกร้องของบริษัทในการเปลี่ยนแปลงเวลาการทำงาน หากพนักงานคนงานไหนไม่ยอมเซ็นก็จะให้ออกจากบริษัททันที โดยไม่สนใจว่าในขณะนั้นเป็นเวลาเท่าไร
พนักงานที่เป็นสมาชิกสหภาพ  บริษัทฯได้เรียกมาคุยทีละกลุ่ม หากคนไหนจะออกไปร่วมชุมนุมกับสหภาพแรงงาน ก็ให้ออกไปตั้งแต่เดี๋ยวนี้ เวลา 23.50 น. และจะจ่ายค่ารถให้คนงานคนละ 40 บาท (หนังสือแจ้งการหยุดปฏิบัติงานของบริษัทฯลงวันที่ 27 ก.พ.56 เวลา 23.30 น.)
บริษัทฯมีพนักงาน 3,200 กว่าคนปิดงานกรรมการและสมาชิกสหภาพแรงงานตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2556 บริษัทฯสั่งให้ลูกจ้างหยุดงานในวันที่ 27-28 กุมภาพันธ์ ประมาณ 1,000 คน โดยจ่ายค่าจ้าง หลังจากนั้นสองวันบริษัทได้ติดต่อกับพนักงานโดยส่งข้อความสั้น (SMS) หรือแจ้งทางหัวหน้างานให้ลูกน้องไปทำงานในวันที่ 1 มีนาคม 2556  เหลือสมาชิกร่วมชุมนุม 650 กว่าคนจากนั้นสองสัปดาห์มีสมาชิกประมาณ 50 คนได้ถอนข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงานเพื่อกับเข้าไปทำงานตามเดิม  เนื่องจากสมาชิกดังกล่าวมีภาระครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบ ปัจจุบันคงเหลือสมาชิกที่ปักหลักชุมนุมอยู่ที่ด้านหน้าบริษัท 600 กว่าคน ตั้งแต่บริษัทสั่งให้พนักงานหยุดงานวันที่ 27 กุมภาพันธ์ จนถึง วันที่ 27 มีนาคม 2556 ครบ 1 เดือน  สหภาพแรงงานได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี (นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) ,รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์) เอกอัครราชทูตวิสามัญแห่งสาธารณรัฐเนเธอร์แลนด์, กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และสื่อทีวี หนังสือพิมพ์ต่างๆ  เพื่อขอความเป็นธรรมและขอให้ตรวจสอบบริษัทที่ละเมิดสิทธิข้อตกลงสภาพการจ้าง  แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างไร
นางสาวศศิธร ทองคำดี เลขาธิการสหภาพแรงงาน กล่าวว่า พนักงานส่วนใหญ่เป็นรายวันได้รับค่าจ้างขั้นต่ำ รายได้ส่วนใหญ่มาจากการทำงานล่วงเวลา พนักงานต้องทำงานล่วงเวลาตลอดเวลาเพื่อรักษาระดับรายได้ ภายใต้สภาวะดังกล่าว สหภาพจึงได้เรียกร้องให้บริษัทฯปรับพนักงานรายวันเป็นรายเดือน เพื่อให้คนงานมีรายได้ต่อเดือนที่แน่นอน  แต่ข้อเสนอของสหภาพกลับถูกปฏิเสธจากบริษัทฯ
นายวัลลภ ชูจิตร์ ประธานสหภาพแรงงาน กล่าวว่า สภาพการจ้างเดิม พนักงานทำงาน 6 หยุด 1 สองสัปดาห์เปลี่ยนกะ 1 ครั้ง ซึ่งทำให้พนักงานสามารถปรับตัวได้กับครอบครัวและร่างกาย และพนักงานส่วนใหญ่อายุงาน 10 ปีขึ้นไปทำให้ปรับตัวได้ แต่ถ้าหากบริษัทฯยืนยันเปลี่ยนวันทำงาน ทำ 4 หยุด 2 ทำให้พนักงานต้องเปลี่ยนระบบกับครอบครัวใหม่ เพราะวันหยุดหมุนเวียนไปเรื่อยๆ จะทำให้ส่งผลกระทบถึงครอบครัวและลูก ไม่ได้หยุดวันอาทิตย์พร้อมกันจากเดิมที่มีเวลาอยู่กับลูกและครอบครัว
บริษัทฯ เปิดโครงการเพื่อนแนะนำเพื่อน เมื่อพนักงานแนะนำเพื่อนมาสมัครงานมีโปรโมชั่น รับเงินทันที ด่วน !!! รับเงินรางวัล 2,500 บาทช่างเทคนิค และ 1,000 บาทฝ่ายผลิต เมื่อผ่านการคัดเลือกและได้รับการเป็นบรรจุเป็นพนักงานประจำ สิ้นสุดโครงการ 31 มีนาคม 2556
บริษัทฯอ้างว่าระบบการทำงาน ทำ 4 หยุด 2 เป็นข้อตกลงระหว่างลูกค้าว่าด้วยเรื่องจรรยาบรรณทางธุรกิจในอุตสาหกรรมอิเล็คทรอนิคส์  ELECTRONIC INDUSTRY CODE OF CONDUCT (EICC) บริษัทฯต้องการให้ลูกจ้างสร้างสมดุลในการทำงานล่วงเวลาให้เหมาะสม ใครที่ทำงานล่วงเวลามากๆก็ทำให้น้อยลง  ใครที่ไม่ค่อยได้ทำงานล่วงเวลา ก็ต้องจัดสรรเวลาทำงานล่วงเวลาเพิ่มขึ้น
    ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย นายชาลี ลอยสูง กล่าวว่า วันที่ 6 มีนาคม2556  บริษัทได้ส่งร่างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างใหม่ทำ 4 หยุด 2 ให้กับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเขตพื้นที่ 2 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ เอาเอกสารสภาพการจ้างใหม่มาให้พนักงานที่ชุมนุม หากพนักงานยอมเซ็นก็สามารถเข้าไปทำงานได้เลย
วันที่ 18 มีนาคม 2556 เจ้าหน้าที่สำนักแรงงานสัมพันธ์ กระทรวงแรงาน ได้ไปเจรจากับบริษัทฯ บริษัทฯปฏิเสธการเจรจากับสหภาพ โดยบริษัทฯบอกว่าถ้าสหภาพไม่ยอมคุยเรื่องการทำ 4 หยุด 2 ก็จะไม่คุยกับสหภาพ และหากพนักงานที่เป็นสมาชิกสหภาพที่ชุมนุมอยู่ด้านนอกบริษัทฯ อยากจะกลับเข้าไปทำงานบริษัทก็ยินดี แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องเซ็นยอมรับข้อตกลงของบริษัทฯ ก่อน
กว่า 1 เดือนที่คนงานกว่า 600 กว่าคนเฝ้ารอผลการเจรจาระหว่างสหภาพแรงงานกับบริษัทฯ กรรมการสหภาพได้ประสานกับศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานกรุงเทพมหานคร (วัดธาตุทอง) มาฝึกอบรมอาชีพให้  เรียนฟรี  สมาชิกก็ฝึกอาชีพทำดอกไม้ประดิษฐ์  ร้อยงานลูกปัด ทำน้ำเต้าหู้ ปลาท่องโก๋และน้ำผลไม้ปั่น ก็ทำให้ได้ฝึกอบรมงานฝีมือและสมาชิกบอกอีกว่า คลายเครียดดี จนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2556 มีคนงานที่ถูกปิดงานชุมนุมอยู่จำนวน 600 กว่าคน ได้เข้าทำงานกับนายจ้างไปแล้วจำนวน 50 กว่าคน และมีคนงานทำงานอยู่ในโรงงานประมาณ 2,500 คน
(รายงานโดย สุธิลา ลืนคำ)

4
วันที่ 28 ธันวาคม 2555  สหภาพแรงงานไทยอครีลิคไฟเบอร์ อ. แก่งคอย จ. สระบุรี ได้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับใหม่ รวม 18 ข้อ กับบริษัทไทยอครีลิคไฟเบอร์ จำกัด หลังจากที่สหภาพแรงงานฯ ทำการนัดหยุดงานเป็นเวลา 2 วัน และนายจ้างทำการปิดงาน 2 วัน ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับใหม่มีอายุ 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2558  โดยมีสาระสำคัญของข้อตกลงฯ บางข้อ ดังนี้ คือ
   ข้อ 1. บริษัทตกลงจ่ายเงินช่วยเหลือค่าครองชีพให้แก่ลูกจ้าง ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 – 31 ตุลาคม 2555 เดือนละ  2,650 บาท และ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 – 31 ตุลาคม 2558 เดือนละ  2,700บาท
   ข้อ 2. บริษัทตกลงจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2555 – 2557 แก่ลูกจ้างดังนี้
   อายุงาน            ปี 2555      พ. ศ. 2556   พ. ศ. 2557
   ครบ 3 ปีขี้นไป         120 วัน             124 วัน      125 วัน
   ครบ 2 ปี แต่ยังไม่ครบ 3 ปี   102 วัน      106 วัน      107 วัน
   ครบ 1 ปี แต่ยังไม่ครบ 2 ปี     87 วัน        96 วัน        92 วัน
   - ลูกจ้างที่เกษียณอายุ ให้มีสิทธิได้รับเงินโบนัสตามสัดส่วนของเงินโบนัสในปีนั้น  โดยจ่ายให้พร้อมกับเงินอื่น ๆ ทันทีที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ
   - ลูกจ้างที่มีอายุงานครบ 180 วัน แต่ยังไม่ครบ 1 ปี โดยนับถึงวันที่ 31 ธันวาคม ของปีนั้น จะได้รับเงินโบนัสลดลงตามส่วนของเงินโบนัส
   ข้อ 3. บริษัทตกลงทำการปรับค่าจ้างประจำปีให้แก่พนักงาน คือ ตั้งแต่ 6 – 8.5 % (โดยไม่มีลูกจ้างคนใดที่ไม่ได้รับการขึ้นค่าจ้างประจำปี)
   ข้อ 4. บริษัทตกลงจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษกรณีลูกจ้างเสียชีวิตให้แก่ทายาทตามกฏหมาย เป็นเงิน 250,000 บาท และจ่ายเงินช่วยเหลือจัดงานศพ เป็นเงิน 8,000 บาท
   ข้อ 5 บริษัทตกลงจัดให้มีระบบประกันสุขภาพหมู่สำหรับลูกจ้าง ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 ( ตามระเอียดในข้อตกลงฯ) โดยสามารถเบิกค่ารักษาในฐานะผู้ป่วยนอกได้ปีละ 30 ครั้ง โดยโรงพยาบาลเบิกได้ ครั้งละ 600 บาท คลีนิค เบิกได้ ครั้งละ 400 บาท และ เบิกเงินค่าทำฟันได้ปีละ 700 บาท
   ข้อ 6. – 18      ฯลฯ
//////////////////

5
   วันที่ 29 พฤศจิกายน 2555 สหภาพแรงงานไทยคาร์บอนแบล็ค อ. เมือง จ. อ่างทอง ได้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และบันทึกแนบท้ายข้อตกลงฯ ฉบับใหม่ กับบริษัทไทยคาร์บอนเบล็ค จำกัด (มหาชน) ดังนี้ คือ
   ข้อ 1. เงินโบนัสให้เป็นไปตามข้อตกลงเดิมที่มีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน  อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับพนักงาน บริษัทฯ ตกลงจ่ายโบนัสพิเศษ (Special Bonus) ในอัตรา 1
เปอร์เซ็นต์ของค่าจ้างแต่ละคน โดยใช้ฐานเงินเดือนในเดือนมกราคม 2556 เป็นเวลา 1 ปี เริ่มเดือนมกราคม 2556 ถึง ธันวาคม 2556
ข้อ 2. ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างอื่นที่มีผลใช้บังคับอยู่ ณ ปัจจุบัน ที่ไม่ขัดหรือแย้งกับข้อตกลงฯ ฉบับนี้ให้มีผลบังคับใช้ต่อไปตามเดิม และให้ข้อตกลงฯ ฉบับนี้ มีผลใช้บังคับเป็นเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 สิ้นสุดวันที่ 31 มกราคม 2556
   บันทึกแนบท้ายข้อตกลงฯ
   เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับพนักงาน บริษัทฯ ยินดีจัดสวัสดิการเป็นกรณีพิเศษให้กับพนักงานเฉพาะปี พ. ศ. 2556 ดังนี้
   1. ทุนการศึกษาแก่บุตรพนักงานที่เรียนดี ใช้ระเบียบการพิจารณาตามหลักเกณฑ์เดิม จำนวนไม่เกิน 100 ทุน
   2. บริษัทฯ ยินดีจัดชุดทำงานเพิ่มพิเศษชุดกราวให้กับพนักงานเคมีในปี 2556 จำนวนคนละ 1 ชุด รวมเป็น 2 ชุด โดยจะจัดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556
   3. บริษัทฯ ยินดีเพิ่มงบประมาณการจัดงานปีใหม่เป็นกรณีพิเศษ ประจำปี 2556 จำนวนเงิน 25,000 บาท รวมเป็นเงิน 175,000 บาท
   4. เพื่อให้การจัดชุดทำงานประจำปีให้กับพนักงานเป็นไปตามข้อกำหนด เวลา และบังเกิดความพึงใจอย่างสูงสุด บริษัทตกลงแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อกำหนดรูปแบบและเนื้อผ้าของชุดพนักงานคณะกรรมการประกอบด้วยคณะกรรมการสหภาพฯ และบริษัทฝ่ายละ 5 คน พิจารณาร่วมกัน โดยมีผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์เป็นประธาน
   5. บริษัท ยินดีปรับปรุงระเบียบปฏิบัติการไปทำงานต่างประเทศเป็นการชั่วคราว ซึ่งถือปฏิบัติอยู่แล้ว ให้ครอบคลุมทุกประเทศ กรณีที่มีนโยบายซ้ำซ้อนในเรื่องเดียวกันให้ถือปฏิบัติตามนโยบายนี้เท่านั้น
*****************

6
   วันที่ 28 กันยายน 2555  สหภาพแรงงานอดิตยา เบอร์ล่า เคมิคัลส์ ซัลไฟด์ดิวิชั่น อ. แก่งคอย จ. สระบุรี ทำการยื่นข้อเรียกร้องเพื่อขอแก้ไขข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างต่อ บริษัทอดิตยา เบอร์ล่า(ประเทศไทย)จำกัด (ซัลไฟด์ดิวิชั่น) รวม 25 ข้อ โดยมีนายศรีโพธิ์  วายุพักตร์ เป็นที่ปรึกษาในการเจรจาต่อรอง  ซึ่งต่อมานายจ้างยื่นข้อเรียกร้องฯ สวนต่อสหภาพแรงงานฯ  รวม 6 ข้อ  หลังจากเจราจาข้อเรียกร้องฯ ของทั้งสองฝ่ายมากว่า  20  ครั้ง  ผลการเจรจาไม่คืบหน้า สหภาพแรงงานฯ ได้แจ้งข้อพิพาทแรงงานกับพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานเพื่อให้ทำการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานดังกล่าว  แต่สองฝ่ายก็ยังไม่สามารถตกลงกันได้  สหภาพฯ ได้ทำการประชุมใหญ่ วิสามัญเพื่อขอมตินัดหยุดงานในวันที่ 23  พฤศจิกายน 2555 ซึ่งมีสมาชิกมาลงคะแนน 58 เสียงจากสมาชิกทั้งหมด  64  คน     
   วันที่ 29 พฤศจิกายน  2555 สหภาพฯ ได้ทำการนัดหยุดงานโดยปักหลักชุมนุมที่บริเวณหน้าบริษัท และในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 สองฝ่ายจึงสามารถตกลงกันได้ และทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับใหม่  โดยข้อตกลงฯ มีอายุ 3 ปี  สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2558 โดยมีสาระสำคัญของข้อตกลงฯ ฉบับใหม่ ดังนี้ คือ
   ข้อ 1. บริษัทตกลงจ่ายเงินค่าครองชีพให้แก่
พนักงาน ใน ปี พ. ศ. 2555 - 2556 เป็นเงินคนละ 1,100 บาท ต่อเดือน และ ปี พ. ศ. 2557 เป็นเงิน คนละ 1,150 บาทต่อเดือน
   ข้อ 2. บริษัทตกลงจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2555 – 2557  ดังนี้ คือ พนักงานที่มีอายุงาน 1 – 3 ปี ได้รับเงินโบนัสเท่ากับค่าจ้างคนละ 69 วันเท่ากัน 3 ปี พนักงานที่มีอายุงาน 3 ปี ขี้นไป ได้รับเงินโบนัสในปี พ. ศ.  2555 เท่ากับค่าจ้าง 97 วัน และได้รับเงินโบนัสในปี พ. ศ. 2556 – 2557 เท่ากับค่าจ้าง98 วัน
   ข้อ 3.บริษัทตกลงจ่ายเงินเบี้ยขยันประจำเดือนให้แก่พนักงานที่ทำงานกะกลางวัน เป็นเงินคนละ 535 บาท ต่อเดือน และพนักงานที่ทำงาน 3 กะ เป็นเงิน เดือนละ 575 บาท
   ข้อ 4.บริษัทตกลงจ่ายเงินค่ากะให้แก่พนักงานที่ทำงานในกะบ่าย วันละ 28 บาท และพนักงานที่ทำงานในกะดึก วันละ 40 บาท
    ข้อ 5. บริษัทตกลงจ่ายค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกให้กับพนักงาน เป็นเงินครั้งละ 800 บาท
    ข้อ6. บริษัทกตกลงจัดงบประมาณสนับสนุนการจัดกิจกรรมประจำปี ดังนี้ คือ การจัดงานปีใหม่ 91,000 บาท งบกีฬาสหภาพแรงงานฯ 25,000 บาท งบทัศนาจร 70,000 บาท งบวันแรงงาน 10,000 บาท และงบการประชุมใหญ่ สามัญประจำปีของสหภาพแรงงานฯ  12,000 บาท
    ข้อ 7.บริษัทตกลงจัดวันลาให้คณะกรรมการสหภาพแรงงานฯ เพื่อเข้าร่วมการอบรมสัมมนาหรือทำกิจกรรมของสหภาพแรงงานฯ โดยรวมวันลาทั้งหมดของทุกคนแล้วได้ปีละ 34 วัน โดยได้รับค่าจ้างและไม่ถือเป็นวันลา การลาแต่ละครั้งไม่เกิน 4 คน และแผนกละ 1 คน ยกเว้นแผนกผลิตได้ 2 คนต่อครั้ง
   ข้อ 8. – ข้อ 28       ฯลฯ
****************************

7
นางสาวไข่มุกข์  จันทรโคตร์ รองประธานสหภาพแรงงานไทยเรยอนเปิดเผยว่า คณะกรรมการสหภาพแรงงานไทยเรยอนได้มีมติให้ทำการปรับค่าจ้างและจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2555 ให้แก่เจ้าหน้าที่สหภาพแรงงานฯ 3 คน ดังนี้ คือ
1. การปรับค่าจ้างประจำปี 2555 ทำการปรับค่าจ้างประจำปี 2555 ให้แก่ เจ้าหน้าที่ 2 คน 1.5 ขั้นและเจ้าหน้าที่ 1 คน จำนวน 1 ขั้น   ตามบัญชีเงินเดือนเจ้าหน้าที่สหกรณ์ออมทรัพย์ บัญชี 10 (2) ของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่ง ประเทศไทย จำกัด ทำให้เจ้าหน้าที่สหภาพฯ ได้รับเงินเดือนตั้งแต่เดือนมกราคม 2556  คนที่หนึ่ง  เดือนละ 23,070  บาท  คนที่ สอง เดือนละ 12,080  บาท  และ คนที่สาม คนละ 12,080 บาท
                2. การจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2555 ทำการจ่ายเงินโบนัสให้แก่เจ้าหน้าที่ 3 คน คือ เจ้าหน้าที่ คนที่ 1 ได้รับเงินโบนัส เท่ากับเงินค่าจ้าง  70  วัน เป็นเงิน 50,260  บาท  เจ้าหน้าที่ คนที่ 2 ได้รับ เงินโบนัส เท่ากับค่าจ้าง  70  วัน เป็นเงิน 26,810  บาท  และ เจ้าหน้าที่ คนที่ 3 ได้รับเงินโบนัส เท่ากับเงินค่าจ้าง  70  วัน เป็นเงิน  26,134  บาท  รวมเป็นเงินโบนัสที่สหภาพฯ จ่ายให้แก่เจ้าหน้าที่ 3 คน เป็นเงิน 103,204  บาท
*****************************

8
               สหภาพแรงงานไทยเรยอนได้จัดการประชุมใหญ่ สามัญประจำปี 2555 เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2556  ณ สโมสรพนักงานบริษัทไทยเรยอนจำกัด โดยมีสมาชิกลงชื่อเข้าร่วมการประชุม.... คน ก่อนการประชุมคณะกรรมการสหภาพฯ ได้เชิญนางอารยา  ศรีเทพ สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดอ่างทอง ทำหน้าที่เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมใหญ จากนั้นได้เชิญนายบรรเทิง  จำเริญใหญ่ ผู้จัดการแผนกทรัพยากรมนุษย์  นายศรีโพธิ์  วายุพักตร์  ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานฯ และผู้นำแรงงานหลายท่านกล่าวคำปราศรัยต่อที่ประชุม  หลังจากนั้น นายเฉลย  ชมบุหรั่น ประธานสหภาพแรงงานไทยเรยอนได้ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม โดยมี นายวิรัต  ชูจิตต์ รองประธานฯ นางสาวไข่มุกข์  จันทรโคตร์ รองประธานฯ และ นายสายัณห์  แผนประดิษฐ์  เลขานุการร่วมกันดำเนินการประชุม   โดยก่อนการประชุม  ที่ประชุมได้ทำการยืนไว้อาลัยให้แก่สมาชิกสหภาพฯ 3 ท่าน ที่เสียชีวิตในปี พ.ศ. 2555 รวม 3 ท่าน ที่ประชุมมีมติในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้ คือ
    1. รับรองรายงานการประชุมใหญ่ สามัญ ประจำปี 2554  วันที่ 25 มกราคม  2555
    2. รับทราบผลการดำเนินงานประจำปี 2555
    3. มีมติรับรองรายงานของผู้สอบบัญชี และงบดุลสหภาพแรงงานฯ ประจำปี พ.ศ. 2555
4. มีมติรับรองรายงานของผู้สอบบัญชี และ งบดุลกองทุนนัดหยุดงานประจำปี พ.ศ. 2555
5. มีมติรับรองรายงานของผู้สอบบัญชี และ งบดุลกองทุนช่วยเหลือเพื่อนพนักงานไทยเร-ยอนประจำปี พ.ศ. 2555
6. มีมติเลือกตั้ง นางสาวมณวิภา  ฉัตรกันภัย ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเลขที่ 4094 เป็นผู้สอบบัญชีสหภาพแรงงานฯ ประจำปี พ.ศ. 2556 (รวมทั้งกองทุนนัดหยุดงานและกองทุนช่วยเหลือเพื่อนพนักงานไทยเรยอน)
    7. มีมติรับทราบผลการดำเนินงานของ มูลนิธิสหภาพแรงงานไทยเรยอน ประจำปี พ. ศ. 2555
8. มีมติให้ทำการยื่นข้อเรียกร้องเพื่อขอแก้ไขข้อตกลงเกี่ยวกับภาพการจ้างประจำปี 2555 ต่อนายจ้าง
9. มีมติไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะกรรมการสหภาพฯ ที่เสนอข้อแก้ไขระเบียบกองทุนช่วยเหลือเพื่อนพนักงานไทยเรยอน ข้อ 26.1 เพื่อเพิ่มการหักเงินช่วยเหลือแก่สมาชิกกองทุนในกรณีบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตรเสียชีวิต จากคนละ 10 บาท เป็นคนละ 20 บาท
10. มีมติแก้ไขข้อบังคับสหภาพแรงงานไทยเรยอน พ.ศ. 2521 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2548) โดยการแก้ไขข้อความในวรรค 2  ของข้อบังคับฯ ข้อ 15.  และ ทำการตัดข้อความในวรรค 2 ของ ข้อ 36  ออก เพื่อให้คณะกรรมการสหภาพฯ ทำการแต่งตั้งตำแหน่งประธานสหภาพฯ และรองประธานสหภาพฯ แทนการกำหนดโดยผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงสูงสุดและคะแนนลำดับที่สองจากการเลือกตั้งของสมาชิก เป็นผู้ดำรงตำแหน่งประธานสหภาพฯ และรองประธานฯ  รวมทั้งกำหนดให้มีผู้แทนสมาชิกจากโรงงานหนองแคเป็นกรรมการสหภาพแรงงานฯ อย่างน้อย 1 คน
   11. มีมติให้สหภาพแรงงานฯ ทำการฟ้องนายจ้างกรณีไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างของบริษัท
12. รับทราบความคิดเห็นและการแสดงความคิดเห็นในเรื่องการบริหารงานจากสมาชิกหลายท่าน
******************

9
วันพุธที่ 10 ตุลาคม 2012 เวลา 06:24 น. สุวิภา บุษยบัณฑูร
 
หนึ่งในนโยบายที่เป็นประโยชน์ และเรียกร้องให้รัฐบาลชุดนี้นำมาสานต่อจากรัฐบาลที่แล้ว ก็คือการผลักดันจัดตั้ง “กองทุนการออมแห่งชาติ “   หรือ กอช.  เพื่อเป็นการการสร้างหลักประกันในยามชราภาพ ให้กับแรงงานนอกระบบกว่า 24 ล้านคน  เพราะจากสำนักงานสถิติแห่งชาติประชากรไทย 65 ล้านคน มีผู้ประกันตนทั้งระบบเพียง 10 ล้านคน  จำนวนนี้เป็นแรงงานนอกระบบเพียง 1 ล้านคน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งจำนวนแรงงานนอกระบบ 24 ล้านคน มีเพียง 1 ล้านคนที่มีหลักประกันยามชราภาพ  ที่เหลืออีก 23 ล้านคนยังไม่มี
ตัวแทนแรงงานจี้รัฐเร่งคลอด กอช.
 
ทั้งนี้หลังพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)กองทุนการออมแห่งชาติ ปี 2554  มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 พ.ค. 2554 กฎหมายฯระบุว่า  กองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช.  จะต้องเปิดรับสมาชิกให้ได้ภายใน 1 ปี หลังจากกฎหมายมีผลบังคับแล้ว  หรือตามกำหนดการก็เดิม คือ  8 พ.ค. 2555 แต่จนแล้วจนรอดยังไม่สามารถเปิดดำเนินการได้
นางสาวอรุณี ศรีโต ผู้แทนศูนย์ประสานแรงงานนอกระบบ เขตปริมณฑล กล่าวว่า ตนไม่อยากให้กอช.เป็นกองทุนเงียบ อยากให้รัฐบาลมองถึงผลประโยชน์ส่วนรวม  ไม่ใช่เห็นเป็นผลงานของรัฐบาลที่แล้วเลยไม่พูดถึง หรือไม่คิดจะประชาสัมพันธ์ รณรงค์  ทั้ง ๆที่เป็นเรื่องจำเป็น และหากจะผลักดันออกมา ก็ควรจะแก้ไขปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้ดีขึ้น เช่นการเปิดทางเลือกที่จะให้รับเงินสะสมและผลตอบแทนได้ทั้งในรูปของบำนาญ หรือบำเหน็จ หรืออายุผู้สมัครเป็นสมาชิกกอช.ที่กำหนด 15-60 ปี ควรทบทวนแก้เป็น 15-70 ปี แทน ฯลฯ
ต่อเรื่องนี้นายสมชัย สัจจพงษ์  ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง  (สศค.) แจงว่าเหตุที่กอช.ล่าช้า เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง  อยากปรับปรุงกฏหมายให้ดีขึ้นเดิม เพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยรวม   โดยได้ข้อสรุปแล้วในหลายเรื่อง คาดว่าร่างกฏหมาย กอช.ฉบับแก้ไขใหม่จะเสนอเข้าครม.ภายในเดือนต.ค.นี้ ก่อนจะเสนอให้สภาฯ พิจารณาและประกาศใช้ภายในปีหน้า

“กิตติรัตน์” สั่งรื้อเกณฑ์กอช. ยุค”กรณ์”

สำหรับข้อกฏหมาย กอช.ที่จะมีการปรับปรุงอาทิ  1.การรับเงินสะสมคืน  จากกฏหมายปัจจุบันให้รับเลือกเฉพาะบำนาญเท่านั้น แต่กฏหมายใหม่ได้เปิดทางให้เลือกเป็นบำนาญหรือบำเหน็จ ส่วนในเรื่องอายุสมาชิกยังคงที่อายุ 15-60 ปี แต่ได้เพิ่มในบทเฉพาะกาล ในกรณีที่สมาชิกมีอายุเกินกว่า 60 ปี แต่ส่งเงินเข้ากองทุนมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง และยังสามารถที่จะประกอบอาชีพ  ให้สมาชิกส่งเงินเข้ากองทุนต่อไปได้ โดยรัฐจะจ่ายเงินสมทบให้ด้วยเพื่อเป็นหลักประกัน ,

2. การออมหรือสะสมเงิน กฏหมายปัจจุบันกำหนดขั้นต่ำครั้งละ 50 บาท หรือปีละไม่เกิน 13,200 บาท  กฏหมายใหม่  ให้คงขั้นต่ำที่ 50 บาทต่อครั้ง  แต่เปิดเพดานสามารถส่งเงินได้มากกว่า 13,200 บาทต่อปี โดยไม่มีข้อจำกัด

3. เงินสมทบจากภาครัฐ  กฏหมายปัจจุบันระบุหากสมาชิกอายุ 15-30 ปี รัฐจะสมทบให้ประมาณ 50% อาทิสมาชิกออม 100 บาท รัฐสมทบให้อีก 50 บาท , อายุ 31-50 ปี รัฐสมทบให้ 80% ,อายุ 51 ขึ้นไปถึง 60 ปี รัฐสมทบให้ 100 %  โดยเพดานสูงสุดจะไม่เกิน 1,200 บาทต่อปี   
ขณะที่กฏหมายใหม่  นายกิตติรัตน์ เสนอว่า  เงินสมทบจากภาครัฐควรจะเป็นอัตราเดียวทุกช่วงอายุสมาชิกคือ 100% ตามเงินออมที่สมาชิกสะสม  แต่สูงสุดไม่เกิน 1,200 บาทต่อปี  ซึ่งเพดานเงินสมทบจากภาครัฐอาจปรับเปลี่ยนได้  ตามสถานะการณ์และภาวะเศรษฐกิจในปีนั้น ๆ

4.กรณีทุพพลภาพ  กฏหมายปัจจุบันระบุว่าหากสมาชิกต้องการจะรับเงินคืน จะได้เฉพาะเงินที่สะสมกับเงินผลประโยชน์เท่านั้น    กฏหมายใหม่แก้ไขเป็น ให้สามารถรับคืนได้ทั้งหมด  โดยครอบคลุมเงินในส่วนที่ภาครัฐสมทบด้วย
เลิกสรรหา เลขาธิการ กอช.

นอกจากนี้ ในเรื่องการลงทุน กฏหมายใหม่กอช.จะเน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยและมั่นคงสูง หรือเน้นฝากธนาคารพาณิชย์เป็นหลัก  จะไม่ลงทุนในหุ้น
“ รมต.คลัง ไม่อยากให้พี่น้องไปเล่นหุ้น  เหมือนกรณีของกบข. ที่เผชิญการขาดทุน และมีความเสี่ยง เราพบว่าเป็นการยากที่จะชี้แจงให้สมาชิกกบข. เข้าใจ ทั้ง ๆที่ผลตอบแทนจากการลงทุนทั่วโลกก็ตกต่ำ  แต่สมาชิกรับไม่ได้ อีกทั้งเมื่อเปรียบเทียบสมาชิกกอช. ก็อาจยังไม่เข้าใจเรื่องหุ้น จึงมีมติให้ยกเลิก เปลี่ยนเป็นการลงทุนในเงินฝาก , พันธบัตรของธปท.,พันธบัตรของกระทรวงการคลัง  ฯลฯ เป็นหลัก และด้วยเหตุนี้กฏหมายกอช. ปัจจุบันที่การันตีผลตอบแทนให้สมาชิก ไม่น้อยกว่า  “อัตราผลตอบแทนของดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือนโดยเฉลี่ย ของสถาบันการเงิน 7 แห่ง คือธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่  5 แห่ง และ ธนาคารของรัฐ 2 แห่งคือ ธนาคารออมสิน,ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)  จึงไม่มีความจำเป็นต่อไป จึงได้แก้ให้เป็นไปตามกลไกตลาด
ทั้งยังส่งผลให้การสรรหา  “เลขาธิการ กอช. “ ที่กระทรวงการคลังจะเปิดรับสมัครเพื่อทำหน้าที่ในการบริหารจัดการกองทุน  ไม่มีความจำเป็นโดยปริยาย โดยผู้อำนวยการสศค. จะทำหน้าที่ควบ 2 ตำแหน่ง
“เมื่อรูปแบบลงทุนของกอช.ตัดเรื่องการลงทุนในหุ้น  เน้นฝากแบงก์เป็นหลัก  ก็ไม่ต้องมีเลขาธิการกอช. ทำให้รัฐสามารถประหยัดงบประมาณอย่างต่ำประมาณ 4 แสนบาทต่อเดือนด้วยซ้ำ  “ นายสมชัย กล่าวและว่า
แก้ฏหมายกอช. เปิดทางผู้ประกันมาตรา 40

นอกจากนี้ตนจะหารือเพื่อให้รมต.คลังพิจารณา แก้ไขกฏหมายกอช.ปัจจุบัน  หลังมีเสียงเรียกร้องให้กอช.เปิดกว้าง ให้แรงงานนอกระบบสามารถเข้าเป็นสมาชิกได้ทั้ง 2 กองทุน  จากกฏหมายกอช.ปัจจุบันได้ระบุว่า  ผู้ประกันตนที่เป็นสมาชิกตามมาตรา 40 ของกฏหมายสปสช.อยู่แล้ว  (มาตรา 40 คือ ผู้ประกันตนแรงงานนอกระบบ เช่น พ่อค้า แม่ค้า อาชีพขับแท็กซี่ ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างสาธารณธะ หรือ อาชีพอิสระ อื่นๆ  ) ไม่สามารถเข้าเป็นสมาชิกในกอช.
“ขึ้นอยู่กับว่าท่านรมต.คลังจะเห็นด้วยหรือไม่  แต่ไหน ๆก็จะแก้กฏหมาย กอช. ก็ควรจะปรับปรุงไปในครั้งเดียว ซึ่งทั้งหมดเหลือเพียงประเด็นนี้ที่ยังไม่ได้หารือกัน” ผู้อำนวยการสศค. กล่าว
ด้านนายอนุสรณ์ ไกรวัตนุสสรณ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานและผู้บริหารสำนักงานประกันสังคม    กล่าวว่า เรื่องนี้ ตนอยากฝากให้กระทรวงการคลังไปพิจารณาหากแรงงานจะออมมากกว่า 1 แห่งก็ควรจะสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 40 ( 2) ก็เป็นสิทธิหากแรงงานอยากออมมากกว่า 1 แห่งเช่นเดียวกับเรื่องการรับเป็นบำเหน็จหรือบำนาญก็เป็นสิทธิที่แรงงานจะเลือกรับอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ไม่ควรไปกำหนดตายตัวให้   ควรจะแก้กฏหมายให้รองรับแรงงานนอกระบบเหล่านี้ได้
ปัจจุบันสำนักงาน กอช. จัดตั้งขึ้นแล้วโดยใช้อาคารธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า (ธสน.) บนถนนพหลโยธิน ชั้น 22 มีพนักงานประมาณ 10 คน  ใช้ทุนประเดิมในการจัดตั้ง 200 ล้านบาท  คาดจะเปิดให้บริการสมาชิกได้ในปีหน้า ซึ่งประเมินว่าจะมีสมาชิกปีแรกประมาณ 3-4 แสนราย จาก  โดยรัฐจะต้องใช้เงินสมทบเบื้องต้นอย่างต่ำ 480 ล้านบาท
งานนี้รัฐบาลยันว่าเอาแน่อดใจรอหน่อย  ช้าแต่ของใหม่ดีกว่าเก่าแน่  เข้าถึงเพื่อประโยชน์แรงงานนอกระบบ 24 ล้านคนได้มากกว่า  เท็จจริงประการใดคงต้องติดตามดูกันต่อไป  .
 ////////////////////////////

10
นโยบายปรับขึ้นค่าแรง 300 บาททั่วประเทศของรัฐบาลยังคงเป็นประเด็นที่นายจ้างหยิบยกมาเป็นเหตุผลของการไม่ยอมให้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างกับลูกจ้างอย่างเช่นบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินในนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี
เย็นวันที่ 24 ธันวาคม 2555 มีกลุ่มคนงานของบริษัท แอร์โร่เวิร์ค เอเชีย จำกัด ในนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง ต.ทุ่งศุขลา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นบริษัทผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินประมาณ 160 คน รวมตัวปักหลักชุมนุมประท้วงหลังจากถูกปิดงานเหตุเนื่องจากสหภาพแรงงานสยามยูเนี่ยน ยื่นข้อเรียกร้องเพื่อขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างประจำปี ต่อนายจ้างฉบับลงวันที่ 12 ตุลาคม 2555 ดังนี้
ข้อ1.ขอให้บริษัทจ่ายโบนัสประจำปี2555ให้แก่พนักงานทุกคนจำนวน4เดือนเท่ากันหมดเงิน5000บาทสำหรับสมาชิกสหภาพแรงงานทุกคนโดยไม่ต้องตัดเกรด(ถ้ามีการตัดเกรดให้นำไปตัดเกรดในการปรับฐานเงินเดือนประจำปี2556)
ข้อ2.ขอให้บริษัทปรับฐานเงินเดือนให้แก่พนักงานประจำปี2556ตามเกรดดังนี้เกรดA=8%  B=7%  C=6%
ข้อ3.ขอให้บริษัทปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในกรณีที่รัฐบาลประกาศปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำด้วยโดยปรับขึ้นให้แก่พนักงานทุกคนตามอัตราที่รัฐบาลประกาศปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำโดยคิดจากอัตราส่วนต่าง
ข้อ4.ขอให้บริษัทเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างจากเดิมทำงาน  วันจันทร์-วันเสาร์  ให้เปลี่ยนมาเป็น  ทำงาน  วันจันทร์-วันศุกร์  หยุดวันเสาร์และอาทิตย์
ข้อ5.ขอให้บริษัทจัดสวัสดิการการรักษาพยาบาลเพิ่มที่ครอบคลุมไปถึงการรักษาพยาบาลต่างๆคือขอให้ทางบริษัททำบัตรประกันสุขภาพกลุ่มเพิ่ม(OPD)
ข้อ6.ขอให้บริษัทจ่ายเงินช่วยเหลือค่าที่พักอาศัยให้พนักงานจากเดิมวันละ20บาทสำหรับพนักงานที่มาทำงานเป็นเหมาจ่ายเดือนละ800บาท
ข้อ7.ขอให้บริษัทปรับเงินขึ้นเกี่ยวกับค่าข้าวกับค่ารถจากเดิม1600เป็น2000บาท
ข้อ8.ขอให้บริษัทเพิ่มค่ากะจากเดิมเหมาจ่ายเดือนละ 600บาทเป็น  กะบ่าย 60บาทต่อวัน    กะดึก80ต่อวัน
ข้อ9.ขอให้บริษัทสนับสนุนการเข้ารับการอบรมสัมมนาและทำกิจกรรมเกี่ยวกับสหภาพแรงงานของคณะกรรมการสหภาพแรงงาน  สยาม  ยูเนี่ยน  ตามที่ทางราชการออกหนังสือเชิญ  หรือ  สหภาพแรงงาน  สยามยูเนี่ยนได้มีหนังสือแจ้งให้กับทางบริษัทได้รับทราบเป็นจำนวน30วันต่อปี  ต่อการเข้ารับการอบรมสัมมนาและทำกิจกรรมของสหภาพแรงงาน  สยาม  ยูเนี่ยน  โดยไม่ถือเป็นวันลา  ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทและสหภาพฯมีการเจรจามาทั้งหมด 7 ครั้งแต่การเจรจาไม่ได้ข้อยุติถือเป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ สุดท้ายนายจ้างใช้สิทธิปิดงานเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2555 และปิดโดยไม่มีกำหนด

นางสาว ราตรี โนนทิง พนักงานบริษัทแอร์โร่เวิร์คเอเชียตำแหน่งเลขาธิการสหภาพแรงงานสยามยูเนี่ยน กล่าวว่าอยากฝากถึงนายจ้างว่าเราไม่ได้ต้องการให้ท่านเสียหายเราขอเพียงน้ำใจ  ข้อเสนอที่เรายื่นและการเจรจาที่ผ่านมา เรายอมถอยให้บริษัทเกือบทั้งหมดนายจ้างไม่ยอมขยับให้เราเลย  เท่าที่บอกเหตุผลคือปีที่ผ่านมาบริษัทได้ปรับค่าจ้างให้ 10%  ซึ่งเป็นรายจ่ายที่บริษัทแบกรับมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ปีนี้ต้องมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ บริษัทต้องแบกภาระตรงนี้อีกบริษัทบอกได้คำเดียวว่าให้ได้เท่านี้จริงๆ แต่เหตุผลของลูกจ้างก็คือให้บริษัทยอมรับในสิ่งที่พนักงานขอ สักอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าข้าว ค่ารถ เพราะเราไม่ได้ปรับมา 2 ปีแล้ว

นาง ราตรี กล่าวอีกว่า บริษัทเปิดมา 10 กว่าปีไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นแต่ปีนี้คนงานสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับบริษัท ไม่ใช่ว่าบริษัทแย่ลงนะคะทุกวันนี้พนักงานเขามองแล้วว่าบริษัทมีการเติบโตขยายกิจการทั้งโรง 3 และ โรง 4 และที่ประเทศลาวอีก กำไรปีนี้ประมาณ 300 กว่าล้านพนักงานมี 270 คน  จุดประสงค์ของคนงานคือต้องการได้รับโบนัสเท่ากันทุกคนโดยไม่ต้องตัดเกรด ทั้งนี้วันที่ 8 มกราคม 2556 ซึ่งมีการนัดเจรจาอีกครั้งหากผลการเจรจาไม่ได้ข้อยุติเราก็จะชุมนุมตามสิทธิของเราต่อไป
               
สมหมาย ประไว  สื่อสารแรงงาน voicelabour

11
ก.แรงงาน รุกขนส่งหมอชิต ตั้งบูธรับสมัคร ม. 40 ส่งแรงงานกลับบ้านฉลองปีใหม่
 
    
The text size have been saved as 100%.
ข่าวเด่น
วันที่:  27/12/2555
 
                ‘อนุสรณ์’ นำทีม ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ประกันสังคม พร้อมจัดเจ้าหน้าที่  รับสมัครประกันสังคมมาตรา 40
                นายอนุสรณ์ ไกรวัตนุสสรณ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า กระทรวงแรงงาน  นำทีมโดยสำนักงานประกันสังคม กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรมการจัดหางาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน ได้บูรณาการการทำงานร่วมกันจัดกิจกรรมส่งแรงงานกลับบ้านเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ ๒๕๕๖ โดยมีการออกหน่วยประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ประกันสังคม และเชิญชวน  ให้แรงงานนอกระบบ อาทิ คนทำงานในบ้าน แม่ค้า มอเตอร์ไซค์รับจ้าง สมัครเข้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ณ บูธประชาสัมพันธ์สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ ( หมอชิต ) ทั้งนี้ประชาชนทั่วไปที่มีอาชีพอิสระ อายุตั้งแต่ 15 - 60 ปี  สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ได้และสามารถเลือกชำระเงินสมทบเป็นรายเดือน เดือนละ 100 บาท หรือชำระเงินสมทบเป็นราย 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี ปีละ 1,200 บาท ตามความสะดวก เพื่อเป็นการสร้างความตระหนักในหลักประกันความมั่นคงให้กับตนเองและครอบครัว โดยขณะนี้พบว่า จากประชากรไทยจำนวน 65 ล้านคน สมัครเป็นผู้ประกันตนแล้ว 11 ล้านคน ส่วนผู้ประกันตนตามมาตรา 33 เมื่อลาออกจากงานแล้ว สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ได้ต่อเนื่องเพื่อไม่ให้เสียสิทธิประโยชน์ของตนเองในการคุ้มครองในกรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ และเสียชีวิต ตามที่กฎหมายประกันสังคมกำหนด
 
                ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาส  ให้ผู้ที่กำลังจะเดินทางกลับบ้านในช่วงเทศกาลปีใหม่  ซึ่งกระทรวงแรงงาน ได้ลงพื้นที่รณรงค์ประชาสัมพันธ์การรับสมัครประกันสังคมมาตรา 40 โดยการแจกแผ่นพับ และมอบของที่ระลึกเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2556 ให้แก่ผู้ประกันตนที่กำลังจะเดินทางกลับภูมิลำเนา นอกจากนี้  ยังประชาสัมพันธ์การรับสมัครไปทำงานต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศอิสราเอลที่ล่าสุดได้ขอโควตาแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศราว 7,000 คน  เบื้องต้นมีผู้มาสมัครแล้วราว 5,000 คน และกำลังรับสมัครไปจนถึงวันที่ 28 ธันวาคม 2555 นี้ โดยผู้สมัคร ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ไม่เกิน 70,000 บาท อย่างไรก็ตามพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ในภาคเหนือและภาคอีสานนิยมไปทำงานต่างประเทศเป็นจำนวนมาก การประชาสัมพันธ์นอกสถานที่ของกระทรวงแรงงานในครั้งนี้ จะเป็นการให้ข้อมูลข่าวสารแก่กลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ใช้แรงงานในเชิงรุกเพื่อสร้างการรับรู้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506
เว็ปไซต์ข่าวกระทรวงแรงงาน

12
หนึ่งในนโยบายที่เป็นประโยชน์ และเรียกร้องให้รัฐบาลชุดนี้นำมาสานต่อจากรัฐบาลที่แล้ว ก็คือการผลักดันจัดตั้ง “กองทุนการออมแห่งชาติ “   หรือ กอช.  เพื่อเป็นการการสร้างหลักประกันในยามชราภาพ ให้กับแรงงานนอกระบบกว่า 24 ล้านคน  เพราะจากสำนักงานสถิติแห่งชาติประชากรไทย 65 ล้านคน มีผู้ประกันตนทั้งระบบเพียง 10 ล้านคน  จำนวนนี้เป็นแรงงานนอกระบบเพียง 1 ล้านคน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งจำนวนแรงงานนอกระบบ 24 ล้านคน มีเพียง 1 ล้านคนที่มีหลักประกันยามชราภาพ  ที่เหลืออีก 23 ล้านคนยังไม่มี
ตัวแทนแรงงานจี้รัฐเร่งคลอด กอช.
 
ทั้งนี้หลังพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)กองทุนการออมแห่งชาติ ปี 2554  มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 พ.ค. 2554 กฎหมายฯระบุว่า  กองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช.  จะต้องเปิดรับสมาชิกให้ได้ภายใน 1 ปี หลังจากกฎหมายมีผลบังคับแล้ว  หรือตามกำหนดการก็เดิม คือ  8 พ.ค. 2555 แต่จนแล้วจนรอดยังไม่สามารถเปิดดำเนินการได้

นางสาวอรุณี ศรีโต ผู้แทนศูนย์ประสานแรงงานนอกระบบ เขตปริมณฑล กล่าวว่า ตนไม่อยากให้กอช.เป็นกองทุนเงียบ อยากให้รัฐบาลมองถึงผลประโยชน์ส่วนรวม  ไม่ใช่เห็นเป็นผลงานของรัฐบาลที่แล้วเลยไม่พูดถึง หรือไม่คิดจะประชาสัมพันธ์ รณรงค์  ทั้ง ๆที่เป็นเรื่องจำเป็น และหากจะผลักดันออกมา ก็ควรจะแก้ไขปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้ดีขึ้น เช่นการเปิดทางเลือกที่จะให้รับเงินสะสมและผลตอบแทนได้ทั้งในรูปของบำนาญ หรือบำเหน็จ หรืออายุผู้สมัครเป็นสมาชิกกอช.ที่กำหนด 15-60 ปี ควรทบทวนแก้เป็น 15-70 ปี แทน ฯลฯ

ต่อเรื่องนี้นายสมชัย สัจจพงษ์  ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง  (สศค.) แจงว่าเหตุที่กอช.ล่าช้า เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง  อยากปรับปรุงกฏหมายให้ดีขึ้นเดิม เพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยรวม   โดยได้ข้อสรุปแล้วในหลายเรื่อง คาดว่าร่างกฏหมาย กอช.ฉบับแก้ไขใหม่จะเสนอเข้าครม.ภายในเดือนต.ค.นี้ ก่อนจะเสนอให้สภาฯ พิจารณาและประกาศใช้ภายในปีหน้า
“กิตติรัตน์” สั่งรื้อเกณฑ์กอช. ยุค”กรณ์”

สำหรับข้อกฏหมาย กอช.ที่จะมีการปรับปรุงอาทิ  1.การรับเงินสะสมคืน  จากกฏหมายปัจจุบันให้รับเลือกเฉพาะบำนาญเท่านั้น แต่กฏหมายใหม่ได้เปิดทางให้เลือกเป็นบำนาญหรือบำเหน็จ ส่วนในเรื่องอายุสมาชิกยังคงที่อายุ 15-60 ปี แต่ได้เพิ่มในบทเฉพาะกาล ในกรณีที่สมาชิกมีอายุเกินกว่า 60 ปี แต่ส่งเงินเข้ากองทุนมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง และยังสามารถที่จะประกอบอาชีพ  ให้สมาชิกส่งเงินเข้ากองทุนต่อไปได้ โดยรัฐจะจ่ายเงินสมทบให้ด้วยเพื่อเป็นหลักประกัน ,

2. การออมหรือสะสมเงิน กฏหมายปัจจุบันกำหนดขั้นต่ำครั้งละ 50 บาท หรือปีละไม่เกิน 13,200 บาท  กฏหมายใหม่  ให้คงขั้นต่ำที่ 50 บาทต่อครั้ง  แต่เปิดเพดานสามารถส่งเงินได้มากกว่า 13,200 บาทต่อปี โดยไม่มีข้อจำกัด

3. เงินสมทบจากภาครัฐ  กฏหมายปัจจุบันระบุหากสมาชิกอายุ 15-30 ปี รัฐจะสมทบให้ประมาณ 50% อาทิสมาชิกออม 100 บาท รัฐสมทบให้อีก 50 บาท , อายุ 31-50 ปี รัฐสมทบให้ 80% ,อายุ 51 ขึ้นไปถึง 60 ปี รัฐสมทบให้ 100 %  โดยเพดานสูงสุดจะไม่เกิน 1,200 บาทต่อปี   

ขณะที่กฏหมายใหม่  นายกิตติรัตน์ เสนอว่า  เงินสมทบจากภาครัฐควรจะเป็นอัตราเดียวทุกช่วงอายุสมาชิกคือ 100% ตามเงินออมที่สมาชิกสะสม  แต่สูงสุดไม่เกิน 1,200 บาทต่อปี  ซึ่งเพดานเงินสมทบจากภาครัฐอาจปรับเปลี่ยนได้  ตามสถานะการณ์และภาวะเศรษฐกิจในปีนั้น ๆ

4.กรณีทุพพลภาพ  กฏหมายปัจจุบันระบุว่าหากสมาชิกต้องการจะรับเงินคืน จะได้เฉพาะเงินที่สะสมกับเงินผลประโยชน์เท่านั้น    กฏหมายใหม่แก้ไขเป็น ให้สามารถรับคืนได้ทั้งหมด  โดยครอบคลุมเงินในส่วนที่ภาครัฐสมทบด้วย
เลิกสรรหา เลขาธิการ กอช.

นอกจากนี้ ในเรื่องการลงทุน กฏหมายใหม่กอช.จะเน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยและมั่นคงสูง หรือเน้นฝากธนาคารพาณิชย์เป็นหลัก  จะไม่ลงทุนในหุ้น

“ รมต.คลัง ไม่อยากให้พี่น้องไปเล่นหุ้น  เหมือนกรณีของกบข. ที่เผชิญการขาดทุน และมีความเสี่ยง เราพบว่าเป็นการยากที่จะชี้แจงให้สมาชิกกบข. เข้าใจ ทั้ง ๆที่ผลตอบแทนจากการลงทุนทั่วโลกก็ตกต่ำ  แต่สมาชิกรับไม่ได้ อีกทั้งเมื่อเปรียบเทียบสมาชิกกอช. ก็อาจยังไม่เข้าใจเรื่องหุ้น จึงมีมติให้ยกเลิก เปลี่ยนเป็นการลงทุนในเงินฝาก , พันธบัตรของธปท.,พันธบัตรของกระทรวงการคลัง  ฯลฯ เป็นหลัก และด้วยเหตุนี้กฏหมายกอช. ปัจจุบันที่การันตีผลตอบแทนให้สมาชิก ไม่น้อยกว่า  “อัตราผลตอบแทนของดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือนโดยเฉลี่ย ของสถาบันการเงิน 7 แห่ง คือธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่  5 แห่ง และ ธนาคารของรัฐ 2 แห่งคือ ธนาคารออมสิน,ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)  จึงไม่มีความจำเป็นต่อไป จึงได้แก้ให้เป็นไปตามกลไกตลาด

ทั้งยังส่งผลให้การสรรหา  “เลขาธิการ กอช. “ ที่กระทรวงการคลังจะเปิดรับสมัครเพื่อทำหน้าที่ในการบริหารจัดการกองทุน  ไม่มีความจำเป็นโดยปริยาย โดยผู้อำนวยการสศค. จะทำหน้าที่ควบ 2 ตำแหน่ง

“เมื่อรูปแบบลงทุนของกอช.ตัดเรื่องการลงทุนในหุ้น  เน้นฝากแบงก์เป็นหลัก  ก็ไม่ต้องมีเลขาธิการกอช. ทำให้รัฐสามารถประหยัดงบประมาณอย่างต่ำประมาณ 4 แสนบาทต่อเดือนด้วยซ้ำ  “ นายสมชัย กล่าวและว่า
แก้ฏหมายกอช. เปิดทางผู้ประกันมาตรา 40

นอกจากนี้ตนจะหารือเพื่อให้รมต.คลังพิจารณา แก้ไขกฏหมายกอช.ปัจจุบัน  หลังมีเสียงเรียกร้องให้กอช.เปิดกว้าง ให้แรงงานนอกระบบสามารถเข้าเป็นสมาชิกได้ทั้ง 2 กองทุน  จากกฏหมายกอช.ปัจจุบันได้ระบุว่า  ผู้ประกันตนที่เป็นสมาชิกตามมาตรา 40 ของกฏหมายสปสช.อยู่แล้ว  (มาตรา 40 คือ ผู้ประกันตนแรงงานนอกระบบ เช่น พ่อค้า แม่ค้า อาชีพขับแท็กซี่ ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างสาธารณธะ หรือ อาชีพอิสระ อื่นๆ  ) ไม่สามารถเข้าเป็นสมาชิกในกอช.

“ขึ้นอยู่กับว่าท่านรมต.คลังจะเห็นด้วยหรือไม่  แต่ไหน ๆก็จะแก้กฏหมาย กอช. ก็ควรจะปรับปรุงไปในครั้งเดียว ซึ่งทั้งหมดเหลือเพียงประเด็นนี้ที่ยังไม่ได้หารือกัน” ผู้อำนวยการสศค. กล่าว

ด้านนายอนุสรณ์ ไกรวัตนุสสรณ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานและผู้บริหารสำนักงานประกันสังคม    กล่าวว่า เรื่องนี้ ตนอยากฝากให้กระทรวงการคลังไปพิจารณาหากแรงงานจะออมมากกว่า 1 แห่งก็ควรจะสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 40 ( 2) ก็เป็นสิทธิหากแรงงานอยากออมมากกว่า 1 แห่งเช่นเดียวกับเรื่องการรับเป็นบำเหน็จหรือบำนาญก็เป็นสิทธิที่แรงงานจะเลือกรับอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ไม่ควรไปกำหนดตายตัวให้   ควรจะแก้กฏหมายให้รองรับแรงงานนอกระบบเหล่านี้ได้

ปัจจุบันสำนักงาน กอช. จัดตั้งขึ้นแล้วโดยใช้อาคารธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า (ธสน.) บนถนนพหลโยธิน ชั้น 22 มีพนักงานประมาณ 10 คน  ใช้ทุนประเดิมในการจัดตั้ง 200 ล้านบาท  คาดจะเปิดให้บริการสมาชิกได้ในปีหน้า ซึ่งประเมินว่าจะมีสมาชิกปีแรกประมาณ 3-4 แสนราย จาก  โดยรัฐจะต้องใช้เงินสมทบเบื้องต้นอย่างต่ำ 480 ล้านบาท
งานนี้รัฐบาลยันว่าเอาแน่อดใจรอหน่อย  ช้าแต่ของใหม่ดีกว่าเก่าแน่  เข้าถึงเพื่อประโยชน์แรงงานนอกระบบ 24 ล้านคนได้มากกว่า  เท็จจริงประการใดคงต้องติดตามดูกันต่อไป  .

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ /วันพุธที่ 10 ตุลาคม 2012 เวลา 06:24 น. สุวิภา บุษยบัณฑูร

13
สรุปโดย  บัณฑิตย์  ธนชัยเศรษฐวุฒิ

   กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)  คือระบบการออมเพื่อการดำรงชีพในยามชราของประชาชนที่รัฐดำเนินการจัดให้มีขึ้นแก่ประชาชนอย่างทั่วถึงตามแนวนโยบายด้านเศรษฐกิจมาตรา 84 (4) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 
   รัฐบาลนรม.อภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  ได้เร่งผลักดันเสนอร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติเมื่อปี2553  จนกระทั่งรัฐสภาพิจารณาแล้วเสร็จเมื่อต้นเดือนเมษายน 2554  และลงประกาศในราชกิจจานุเบกษามีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2554  เป็นต้นไป  เป็นกฎหมายสร้างหลักประกันรายได้ขั้นต่ำรายเดือนที่ครอบคลุมแรงงานนอกระบบในยามชราหรือเกษียณอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป
   พระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ.2554  ประกอบด้วยจำนวน 7 หมวด และบทเฉพาะกาล  รวม 69 มาตรา  มีสาระสำคัญ ดังนี้
   (1)  พระราชบัญญัติจะใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษายกเว้น  หมวด 3 สมาชิกและสิทธิประโยชน์ของสมาชิก  ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 365 วัน  นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป  เพราะฉะนั้นบุคคลอายุ 15-60 ปีจะสมัครเป็นสมาชิกกอช.และจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนได้ตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นไป
   (2)  คำนิยามสำคัญตามพระราชบัญญัตินี้  ได้แก่
   “เงินสะสม”  คือ  เงินที่สมาชิกสะสมเข้ากองทุนกอช.
   “เงินสมทบ”  คือ  เงินที่รัฐบาลจ่ายสมทบเงินสะสมเข้ากองทุนกอช.
   “บำนาญ”  คือ  เงินที่จ่ายแก่สมาชิกเป็นรายเดือน  เมื่อสมาชิกภาพสิ้นสุดลงเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์แล้ว
   “เงินดำรงชีพ”  คือ  เงินที่จ่ายแก่สมาชิกเป็นรายเดือนแทนเงินบำนาญ
   “ทุพพลภาพ”  คือ  การสูญเสียอวัยวะหรือสมรรถภาพของอวัยวะหรือของร่างกายหรือสูญเสียภาวะปกติของจิตใจจนไม่สามารถทำงานได้  ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการการแพทย์ตามกฎหมายประกันสังคมกำหนด
   (3)   กอช.  เป็นหน่วยงานของรัฐที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลและไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ  มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการออมทรัพย์ของสมาชิก  และเพื่อเป็นหลักประกันการจ่ายบำนาญ  และประโยชน์ตอบแทนแก่สมาชิกเมื่อสิ้นสมาชิกสภาพ
   ในวาระเริ่มแรก  ให้รัฐบาลจัดสรรเงินทุนประเดิมจำนวน 1,000 ล้านบาท (หนึ่งพันล้านบาท) เข้าบัญชีเงินกองกลางเป็นค่าใช้จ่ายการดำเนินงานของกอช.
   (4)  กิจการของกองทุนไม่อยู่ในบังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน  กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์  กฎหมายว่าด้วยพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม
   (ข้อสังเกต  คือ  กิจการของกองทุนอยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนโดยกำหนดให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบเพื่อเป็นหลักประกันคุ้มครองการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานของลูกจ้าง  เพราะพระราชบัญญัตินี้ไม่ได้ยกเว้นไว้)
   (5)  กอช.  บริหารโดย “คณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ”  หรือคณะกรรมการกอช. จำนวน 21 คน  และคณะกรรมการกอช. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการการลงทุนจำนวน 9 คน  มีองค์ประกอบแต่ละคณะดังนี้
คณะกรรมการ กอช.   คณะอนุกรรมการการลงทุน
1. ปลัดกระทรวงการคลัง  (เป็นประธานกรรมการ)
2. ปลัดกระทรวงมหาดไทย
3. ปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
4. ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
5. ปลัดกระทรวงแรงงาน
6. เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม
7. ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
8. ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
9. เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
10. เลขาธิการ กอช. เป็นกรรมการและเลขานุการ
กรรมการซึ่งได้รับเลือกจากสมาชิก กอช. 6 คน
กรมการซึ่งเป็นผู้รับบำนาญ 1 คน
ผู้ทรงคุณวุฒิ 4 คน
(ต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย  ด้านบัญชี  ด้านการเงินและการลงทุนและสวัสดิการชุมชนด้านละ 1 คน)   ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (เป็นประธาน)
ผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทย
ผู้แทนก.ล.ต.
ผู้ทรงคุณวุฒิ 4 คนซึ่งคณะกรรมการกอช.แต่งตั้ง
เลขาธิการ กอช.
รองเลขาธิการด้านการลงทุน
(เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ)

ในวาระเริ่มแรกให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง  ประกอบด้วยกรรมการโดยตำแหน่ง (1-10) และผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังทำหน้าที่เป็นกรรมการเลขานุการและเลขาธิการกอช. ไปพลางก่อน  โดยคณะกรรมการชุดนี้ต้องดำเนินการเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและแต่งตั้งเลขาธิการกอช.ภายใน 90 วัน  นับแต่วันที่กฎหมายนี้ใช้บังคับ (ภายในวันที่ 12 สิงหาคม 2554)

   (6) คณะกรรมการ กอช. และคณะอนุกรรมการการลงทุนมีอำนาจหน้าที่ดังนี้
คณะกรรมการกอช.   คณะอนุกรรมการการลงทุน
1.  กำหนดนโยบาย  ออกระเบียบข้อบังคับการบริหารการกองทุน
2.  กำหนดนโยบายการลงทุนของกองทุนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง
3.  กำกับดูแลการบริหารกิจการกองทุน
4.  ออกข้อบังคับการปฏิบัติงานของเลขาธิการและรองเลขาธิการด้านการลงทุน
5.  กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการรับ  เก็บรักษาและจ่ายเงินกองทุน
6.  พิจารณามอบหมายสถาบันการเงินหรือนิติบุคคลอื่นจัดการเงินกองทุน
7.  ออกระเบียบ  คำสั่ง  ข้อบังคับเกี่ยวกับพนักงาน  การบรรจุ  แต่งตั้งถอดถอนและวินัยของพนักงานและลูกจ้างของกองทุน  รวมทั้งกำหนดค่าตอบแทนและสวัสดิการต่างๆ
8.  เสนอแนะต่อรัฐมนตรีปรับปรุงอัตราเงินสะสมและเงินสมทบ
9.  แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ   และปฏิบัติงานอื่นใดเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนตามที่กำหนดในกฎหมาย   1.  ให้คำแนะนำปรึกษาการลงทุนต่อคณะกรรมการกอช.
2.  ให้คำแนะนำปรึกษาด้านการกำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือกสถาบันการเงินหรือนิติบุคคลที่จะมอบหมายให้จัดการเงินของกองทุน
3.  ติดตามดูแลการดำเนินงานของสถาบันการเงิน  หรือนิติบุคคลที่ได้รับมอบหมายให้จัดการเงินของกองทุน
4.  รายงานผลการดำเนินการด้านการลงทุนและเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการ
5.  ปฏิบัติการเรื่องอื่นใดตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
 
   (7)  การเลือกกรรมการ กอช.ซึ่งเป็นสมาชิก กอช.และกรรมการซึ่งเป็นผู้รับบำนาญ  เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด  โดยคำนึงถึงการกระจายตัวในทุกภูมิภาคและความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิง  และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ  มาจากการร่วมกันประชุมคัดเลือกของประธานกรรมการ  กรรมการโดยตำแหน่ง  กรรมการซึ่งเป็นสมาชิกและกรรมการที่เป็นผู้รับบำนาญ
   (8)  กรรมการซึ่งเป็นผู้รับบำนาญ  กรรมการซึ่งเป็นสมาชิกและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ  ต้องมีสัญชาติไทย  และไม่มีลักษณะต้องห้าม  ดังนี้
        1.  เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
        2.  เป็นหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย
        3.  เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก  ไม่ว่าจะมีการรอลงโทษหรือไม่  เว้นแต่โทษสำหรับความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือลหุโทษ
        4.  เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการการเมือง  ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นหรือกรรมการหรือที่ปรึกษาหรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง  เว้นแต่พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวไม่น้อยกว่า 3 ปี   
        5.  เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของกองทุน
        6.  เป็นผู้มีส่วนได้เสียในสัญญากับกองทุน  หรือในกิจการที่กระทำให้แก่กองทุนไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม  เว้นแต่เป็นผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายให้กรรมการในบริษัทที่กองทุนเป็นผู้ถือหุ้น
        7.  เคยถูกปลดออก  ไล่ออก หรือให้ออกจากราชการ  หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจหรือจากหน่วยงานเอกชนเพราะทุจริตต่อหน้าที่
   กรรมการดำรงตำแหน่งคราวละ 3 ปี  เมื่อพ้นจากตำแหน่งอาจได้รับเลือกอีกแต่จะดำรงตำแหน่งเกิน 2 วาระติดต่อกันมิได้  กรณีกรรมการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ  ไห้ดำเนินการเลือกกรรมการใหม่ภายใน 60 วัน
   (9)  ให้คณะกรรมการ กอช.  แต่งตั้งเลขาธิการและรองเลขาธิการด้านการลงทุนโดยการแต่งตั้งเลขาธิการต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐมนตรี
   การดำรงตำแหน่งและเงื่อนไขการทำงานให้เป็นไปตามสัญญาจ้างที่คณะกรรมการกำหนด  โดยมีอายุการจ้างคราวละไม่เกิน 4 ปี  และต่อสัญญาจ้างอีกได้ไม่เกิน 4 ปี
   ตำแหน่งเลขาธิการ  และรองเลขาธิการด้านการลงทุนต้องมีคุณสมบัติ  และไม่มีลักษณะต้องห้ามดังนี้
        1.  มีสัญชาติไทย
        2.  อายุไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ในวันที่ได้รับการแต่งตั้ง
        3.  สามารถปฏิบัติงานแก่กองทุนได้เต็มเวลา
        4.  ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ, ไม่เป็นหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย, ไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก  เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ  ไม่เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการการเมืองผู้ดำรงตำแหน่งทางการะเมือง  สมาชิกสภาท้องถิ่น  หรือกรรมการหรือที่ปรึกษาหรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง  เว้นแต่พ้นจากตำแหน่งไม่น้อยกว่า 3 ปี, ไม่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในสัญญากับกองทุน  หรือในกิจการที่กระทำให้แก่กองทุนไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม  และไม่เคยถูกไล่ออก  ปลดออก  หรือให้ออกจากราชการ  หน่วยงานรัฐ  รัฐวิสาหกิจ  หรือหน่วยงานเอกชนเพราะทุจริตต่อหน้าที่
   (10)  คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเป็นสมาชิก กอช.
         1.  มีสัญชาติไทย
         2.  อายุ 15-60 ปี
         3.  ไม่เป็นผู้ประกันตนตามกฎหมายประกันสังคม  ซึ่งส่งเงินสมทบเพื่อประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ  สมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ  กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ  กองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายโรงเรียนเอกชน  หรือเป็นสมาชิกกองทุนหรืออยู่ในระบบบำนาญอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
   (เพราะฉะนั้น  บุคคลที่มีสิทธิเป็นสมาชิก กอช.จะมีจำนวนมหาศาล  เช่นเกษตรกร  ผู้ค้าหาบเร่แผงลอย  คนขับรถรับจ้างเช่นแท็กซี่หรือมอเตอร์ไซค์หรือรถตู้  สมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชนหรือกลุ่มออมทรัพย์ต่างๆที่ชาวบ้านจัดตั้งกันเอง  ลูกจ้างในรัฐวิสาหกิจ  สมาชิกรัฐสภา  ตลอดจนนักเรียนนิสิตนักศึกษา  เป็นต้น)
         4.  บุคคลตาม 1-3 แสดงความจำนงสมัครเป็นสมาชิกกองทุนพร้อมจ่ายเงินสมทบอย่างน้อยเดือนละ 50 บาทตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดและไม่เกินจำนวนเงินที่กฎกระทรวงกำหนด
   สมาชิกกองทุนสิ้นสมาชิกภาพเมื่อ 1. อายุครบ 60 ปีบริบูรณ์  2. ตายและ 3. ลาออกจากกองทุน
   
   (11)  รัฐบาลจ่ายเงินสมทบตามระดับอายุของผู้เป็นสมาชิกและเป็นอัตราส่วนกับจำนวนเงินสะสมแต่ไม่เกินจำนวนเงินสมทบสูงสุดตามบัญชีเงินสมทบท้ายพระราชบัญญัติ  ดังนี้

        อายุสมาชิก                อัตราส่วนเงินสมทบ ต่อเงินสะสม              เงินสมทบสูงสุด
     
       ไม่เกิน 30 ปี                        ร้อยละ 50                                 3,000 บาทต่อปี
     
       เกิน 30 ปีแต่ไม่เกิน 50 ปี        ร้อยละ 80                                 4,800 บาทต่อปี
     
       เกิน 50 ปี                             ร้อยละ 100                               6,000 บาทต่อปี

   กรณีสมาชิกรายใดไม่จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน  รัฐบาลไม่ต้องจ่ายเงินสมทบด้วย  แต่สมาชิกรายนั้นยังคงความเป็นสมาชิกต่อไปได้ 
   ให้รัฐบาลจ่ายเงินสมทบภายในสิ้นเดือนถัดจากเดือนที่สมาชิกจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุน  โดยมีการพิจารณาทบทวนจำนวนเงินสมทบของรัฐบาลทุก 5 ปี
   (12)  การจ่ายเงินออกจาก กอช.  ประกอบด้วย 5 กรณี ดังนี้
         1.  กรณีสมาชิกอายุครบ  60 ปี  มีสิทธิรับบำนาญตลอดชีวิต  โดยคำนวณจากเงินสะสม  เงินสมทบ  และผลประโยชน์ของเงินดังกล่าว  พร้อมกับประมาณการเงินผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในภายหลังจากบัญชีเงินบำนาญนั้นให้เพียงพอกับการจ่ายเงินบำนาญแก่สมาชิกจนถึงอายุ 80 ปีบริบูรณ์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยกฎกระทรวง 
   หากวันที่คำนวณบำนาญจากเงินในบัญชีของสมาชิกผู้ใดมีจำนวนน้อยกว่า  เงินบำนาญขั้นต่ำที่กำหนดในกฎกระทรวง  ให้งดจ่ายบำนาญแต่ให้จ่ายเป็นเงินดำรงชีพเป็นจำนวนเท่ากับบำนาญขั้นต่ำตามที่กำหนดในกฎกระทรวงจนกว่าเงินในบัญชีเงินบำนาญจะหมด
        2.  กรณีสมาชิกทุพพลภาพก่อนอายุครบ 60 ปี ซึ่งแพทย์ที่ทางราชการรับรองได้ตรวจมีความเห็นแล้ว
   มีสิทธิขอรับเงินสะสม  และผลประโยชน์ของเงินสะสมทั้งหมดหรือบางส่วนจากกองทุนก็ได้โดยขอรับได้เพียงครั้งเดียว  และการจ่ายเงินบำนาญกรณีสมาชิกทุพพลภาพให้เป็นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยกฎกระทรวง
        3.  กรณีสมาชิกเสียชีวิตก่อนอายุครบ 60 ปี
   บุคคลที่ผู้ตายแสดงเจตนาต่อกองทุนหรือทายาทมีสิทธิได้รับเงินสะสม  เงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสะสมเงินและสมทบทั้งหมดจากกองทุน
   ถ้าไม่มีบุคคลซึ่งสมาชิกผู้ตายแสดงเจตนาไว้และไม่มีทายาท  หรือบุคคลนั้นถึงแก่ความตายไปก่อน  ให้เงินสะสมและเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินดังกล่าวตกเป็นของกองทุน
        4.  กรณีสมาชิกลาออกจากกองทุน
   สมาชิกมีสิทธิได้รับเงินสะสมและผลประโยชน์ของเงินสะสมจากกองทุน  ส่วนเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบให้ตกเป็นของกองทุน
        5.  กรณีสมาชิกเป็นผู้ประกันตนตามกฎหมายประกันสังคม ที่ส่งเงินสมทบเพื่อประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ  หรือกองทุนอื่นที่ได้รับเงินสมทบจากรัฐหรือนายจ้าง  หรือระบบบำนาญอื่นก่อนสิ้นสมาชิกภาพ
   ให้สมาชิกนั้นคงเป็นสมาชิก กอช. ต่อไปได้  และสมาชิกจะจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนหรือไม่ก็ได้  แต่รัฐบาลไม่จ่ายเงินสมทบด้วย
   เมื่อสมาชิกสิ้นสมาชิกภาพ  มีสิทธิได้รับเงินสะสมและผลประโยชน์จากเงินสะสมของสมาชิกรายนั้นทั้งจำนวน  โดยไม่ต้องนำไปคำนวณเงินบำนาญและไม่ต้องนำไปคำนวณเพื่อจ่ายเงินชดเชยผลตอบแทนด้วย
   สิทธิการรับเงินทั้งปวงตามพระราชบัญญัตินี้เป็นสิทธิเฉพาะตัวไม่อาจโอนแก่กันได้
   (13)  นโยบายการบริหารจัดการเงินลงทุน
   เงินของกองทุนให้ลงทุนได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยกฎกระทรวง  โดยต้องลงทุนในหลักเกณฑ์ที่มีความมั่นคงสูงไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 และต้องมอบหมายให้สถาบันการเงินหรือนิติบุคคลอื่นที่มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนไม่น้อยกว่า 2 แห่งจัดการเงินกองทุน  โดยคำนึงถึงการกระจายความเสี่ยง  และอยู่ในบังคับข้อกำหนดตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เสมือนหนึ่งกองทุนส่วนบุคคล  ถ้าเป็นการลงทุนในต่างประเทศ  ต้องเป็นผู้ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลตามกฎหมายของประเทศนั้นให้จัดการเงินกองทุน
   (14)  การเงินและการบัญชีของ กอช.
           ให้กองทุนจัดให้มีระบบบัญชีและแสดงผลการดำเนินงานและฐานะการเงินของกองทุนตามมาตรฐานการบัญชี  โดยต้องมีการตรวจสอบภายในเป็นประจำ  และรายงานผลการตรวจสอบให้คณะกรรมการทราบอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
           จัดให้มีบัญชี 3 บัญชี  ประกอบด้วย  1.บัญชีรายบุคคล  2. บัญชีเงินบำนาญ  3. บัญชีกองกลางที่รัฐบาลจัดสรรให้และเงินอื่นที่กฎหมายกำหนด  โดยแต่ละบัญชีจะแสดงผลประโยชน์จากเงินสะสมและเงินสมทบหรือดอกผลที่ได้จากนำเงินแต่ละบัญชีไปลงทุนหาผลประโยชน์  เมื่อได้หักไว้เป็นค่าใช้จ่ายดำเนินงานของกองทุนตามอัตราที่คณะกรรมการกอช.กำหนดแล้ว  ที่เหลือให้จัดสรรดอกผลของการนำเงินไปลงทุนเป็นผลประโยชน์เพิ่มในแต่ละบัญชี
   (15)  การตรวจสอบและรายงาน
              ให้กองทุนแจ้งยอดเงินสะสม  เงินสมทบและผลประโยชน์ตอบแทนในส่วน
ของสมาชิกแต่ละคนให้สมาชิกทราบอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
             ให้กองทุนยื่นรายงานแสดงการจัดการกองทุนต่อรัฐมนตรีอย่างน้อย
เดือนละ 1 ครั้ง
             ให้กองทุนจัดทำงบการเงินเพื่อแสดงผลการดำเนินงานและฐานะการเงินเสนอและผู้สอบบัญชีภายใน 120 วันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี  โดยให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน  หรือผู้สอบบัญชีที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินให้ความเห็นชอบเป็นผู้สอบบัญชีของกองทุน
             ให้ผู้สอบบัญชีทำรายงานการสอบบัญชีของกองทุนเสนอต่อรัฐมนตรีภายใน 150 วันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี  และให้ประกาศงบการเงินและรายงานการสอบบัญชีในราชกิจจานุเบกษา
             ให้กองทุนจัดทำรายงานประจำปี  เสนอรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเสนอต่อคณะรัฐมนตรี  สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาภายใน 180 วันนับจากวันสิ้นปีบัญชี  โดยต้องแสดงงบประมาณการการเงินที่จะขอให้รัฐบาลจัดสรรเพื่อการดำเนินงานของกองทุนในระยะ 3 ปีนับจากวันเสนอรายงาน  ผลงานของกองทุนในปีที่ล่วงมาแล้ว  พร้อมทั้งงบการเงิน  และรายงานของผู้สอบบัญชีด้วย

(ที่มา : จดหมายข่าวแรงงานปริทัศน์  ฉบับมิถุนายน 2554 , หน้า 8-9)

14
(3) การขับเคลื่อนของเครือข่ายแรงงานนอกระบบภายหลังกฎหมายประกาศใช้เมื่อ 12 พฤษภาคม 2554
นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2554 เป็นต้นมา ที่มีการประกาศใช้ พรบ.กองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. 2554 ทางเครือข่ายศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบ 4 ภูมิภาค กรุงเทพและปริมณฑล ที่รวมตัวกันเป็น “เครือข่ายบำนาญประชาชน” จึงได้มีการทำงานและประสานความร่วมมือกับโครงการขับเคลื่อนและผลักดันนโยบายสาธารณะระดับชาติ เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากรกลุ่มเฉพาะ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อปรึกษาหารือและการเข้าพบผู้กำหนดนโยบาย คือ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เพื่อร่วมกันพัฒนาให้เกิดกลไกการบังคับใช้กฎหมาย ให้ตอบสนองต่อเจตนารมณ์ ให้มีประสิทธิภาพ ภายใต้การมีส่วนร่วมจากภาคแรงงานนอกระบบเป็นสำคัญ เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายใหม่ ทำให้กระทรวงการคลังต้องมีการจัดทำแนวทางรองรับในการบังคับใช้ เช่น ประกาศ กฎกระทรวง ระเบียบต่างๆ ดังนั้นมีความจำเป็นที่เครือข่ายต้องมีเวทีเข้าไปมีส่วนร่วมในการพิจารณากลไกและมาตรการต่างๆ ร่วมด้วย อย่างไรก็ตามด้วยข้อจำกัดดังที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้การทำงานร่วมกับผู้กำหนดนโยบายจึงไม่ได้รับการตอบรับ
ทั้งนี้กิจกรรมที่ดำเนินการ ได้แก่
(1) เวทีสำหรับแกนนำแรงงานนอกระบบในการเรียนรู้สาระสำคัญของ พรบ.กองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ.2554 เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ
(2) การยื่นหนังสือถึงกระทรวงการคลังเรื่อง
- ตัวแทนผู้ที่เหมาะสมต่อการเป็นคณะกรรมการ กอช.
- แนวทางการบริหารจัดการกองทุนอย่างมีธรรมาภิบาล
- การมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นในการจัดการกองทุนการออมแห่งชาติ
- การเชื่อมโยงระหว่างกองทุนสวัสดิการชุมชนกับกองทุนการออมแห่งชาติ ควรจะต้องมีการสื่อสาร ให้ประชาชนเข้าใจและเห็นความสำคัญ
-  การเข้ามามีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการบริหารจัดการกองทุนการออมแห่งชาติ
- ให้กองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นฐานในการรับฝากเงินออม การจัดเก็บบำนาญ และเชื่อมโยงท้องถิ่นและการออม ทั้งนี้ควรมีผู้แทนกองทุนสวัสดิการชุมชนต้องอยู่ในกรรมการเตรียมการจัดตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ
   ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่การประกาศใช้กฎหมาย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)  ได้มีการจัดสัมมนาเผยแพร่ความรู้ด้านการออมเพื่อการชราภาพแก่ประชาชนใน 14 จังหวัด และมีการยกร่างอนุบัญญัติที่ออกตามพรบ. ทั้งหมด 32 ฉบับ ได้แก่
-   ร่างกฎกระทรวง 7 ฉบับ ทั้งนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง
-   ร่างประกาศกระทรวงการคลัง 4  ฉบับ
-   ร่างประกาศคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ  6 ฉบับ
-   ร่างข้อบังคับคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ  3 ฉบับ มีผลบังคับใช้แล้วจำนวน 3 ฉบับ
-   ร่างระเบียบกองทุนการออมแห่งชาติ  9 ฉบับ มีผลบังคับใช้แล้วจำนวน 5 ฉบับ
-   ร่างประกาศกองทุนการออมแห่งชาติ 3 ฉบับ
-   คำสั่งกองทุนการออมแห่งชาติ  1 ฉบับ   
   ปัจจุบันสำนักงาน กอช. ได้จัดตั้งขึ้นแล้วโดยใช้อาคารธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า (ธสน.) บนถนนพหลโยธิน ชั้น 22 มีพนักงานประมาณ 10 คน  ใช้ทุนประเดิมในการจัดตั้ง 200 ล้านบาท 

(4) เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลก็เกิดความเปลี่ยนแปลง 7 สาระสำคัญในกฎหมาย : สิงหาคม 2555
   ในยุคสมัยที่กระทรวงการคลังมีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พบว่า เมื่อเดือนสิงหาคม 2555 ได้มีการเสนอให้แก้ไขกฎหมายกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบ และให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป โดยคาดว่าจะดำเนินการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวได้เสร็จภายในปี 2556 เนื่องจากการแก้ไขกฎหมายจะต้องผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ต้องผ่านการกลั่นกรองของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภาอีกถึง 3 วาระ ทั้งในระดับสภาผู้แทนราษฎรและระดับวุฒิสภา ทำให้ต้องใช้เวลาอีกนานนับปี จึงจะสามารถเริ่มเปิดรับสมาชิกแรงงานนอกระบบเข้ามาเป็นสมาชิกได้หลังจากนั้น ดังนั้นจึงทำให้ขณะนี้กองทุนการออมแห่งชาติจึงยังไม่สามารถเปิดรับสมาชิกได้ตามที่กำหนดไว้ คือ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2555 เป็นต้นมา
ทั้งนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ศึกษาแนวทางการแก้ไขกฎหมาย กอช. ซึ่งขณะนี้ได้ศึกษาเสร็จเรียบร้อยแล้วเมื่อกลางเดือนตุลาคม 2555 ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่อเห็นชอบต่อไป ทั้งนี้มีสาระสำคัญที่เปลี่ยนแปลงจากเดิม 7 เรื่อง คือ 
(1.1)   ให้สมาชิกเลือกที่จะรับเงินหลังเกษียณอายุ 60 ปี เป็นเงินบำเหน็จหรือบำนาญก็ได้ จากเดิมที่เป็นเงินบำนาญอย่างเดียว (มาตรา 34)
(1.2)   การแก้ไขเกี่ยวกับการจ่ายเงินสมทบของภาครัฐที่เดิมจ่ายเป็นขั้นบันไดตามอายุของสมาชิกเริ่มตั้งแต่ 50 บาท, 80 บาท และ 100 บาท ให้ปรับปรุงจ่ายเป็นอัตราเดียว 100 บาท แต่ทั้งปีต้องไม่เกิน 1,200 บาทต่อปี (มาตรา 32)
(1.3)   การแก้ไขให้คนที่อายุเกิน 60 ปี สามารถเป็นสมาชิกได้ แต่ต้องเป็นสมาชิกไม่ต่ำกว่า 5 ปี หากออกก่อนจะได้คืนเฉพาะเงินที่ตัวเองจ่ายสมทบเท่านั้น ไม่ได้ส่วนของที่ภาครัฐจ่ายสมทบ (มาตรา 69)
(1.4)   กรณีทุพพลภาพ  แก้ไขเป็นให้สมาชิกสามารถรับเงินที่เกี่ยวข้องคืนได้ทั้งหมด  โดยครอบคลุมเงินในส่วนที่ภาครัฐสมทบด้วย ซึ่งกฎหมายเดิมระบุว่าหากสมาชิกต้องการจะรับเงินคืน จะได้เฉพาะเงินที่สะสมกับดอกผลเท่านั้น (มาตรา 37)
(1.5)   ข้อสังเกตเรื่องการบริหารการลงทุน ที่ระบุว่าให้สามารถนำเงินของสมาชิกไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงได้นั้น อาจทำให้แรงงานเกิดความกังวลและไม่สมัครเป็นสมาชิก จึงมีการห้ามลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง เช่น การลงทุนในหุ้น ทั้งนี้ให้ลงทุนได้เฉพาะเงินฝากธนาคาร พันธบัตรรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ เท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการขาดทุน (มาตรา 42)
(1.6)   มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งเลขาธิการกองทุนการออมแห่งชาติ โดยไม่ต้องสรรหาคนนอกมาเป็นเลขาธิการ แต่เปลี่ยนแปลงให้ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็นเลขาธิการ กอช.โดยตำแหน่ง (มาตรา 25)
(1.7)   มีการระบุเพิ่มเติมถึงวิธีการสรรหาสมาชิก โดยมอบหมายให้ธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) เป็นผู้หาสมาชิกให้ โดยจะให้สมาชิกเปิดบัญชีกับธนาคารดังกล่าวนั้นโดยตรง
    มีประเด็นสำคัญที่ทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้นำเสนอไว้ในข้อสังเกตรายงานฉบับแก้ไขนี้ด้วยว่า “ให้แรงงานนอกระบบสามารถสมัครเข้าเป็นสมาชิกได้ทั้ง 2 กองทุน คือ กองทุนประกันสังคม และกองทุนการออมแห่งชาติ ซึ่งเดิมกฎหมาย กอช.ปัจจุบัน ในมาตรา 30 ได้ระบุว่า  ผู้ประกันตนที่เป็นสมาชิกตามมาตรา 40 ของกฎหมายประกันสังคมที่มีสิทธิประโยชน์ชราภาพอยู่แล้วจะไม่สามารถเข้าเป็นสมาชิก กอช. ได้ ทั้งนี้มีการระบุเพิ่มเติมว่า ทางกระทรวงแรงงานก็เห็นชอบในหลักการดังกล่าวนี้ด้วย”
นอกจากนั้นแล้วยังพบว่าในบทเฉพาะกาลมาตรา 66 ได้ระบุว่า ในวาระเริ่มแรกให้รัฐบาลจัดสรรเงินเข้าบัญชีเงินกองกลางตามมาตรา 46 (3) เป็นจำนวน 1,000 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของกองทุน แต่กลับพบว่าในช่วงที่ผ่านมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลจากพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นพรรคเพื่อไทย กองทุนการออมถูกตัดงบประมาณในปีงบประมาณ 2555 เหลือเพียง 225 ล้านบาท (งบบุคลากร 2.50 ล้านบาท, งบดำเนินการ 53.54 ล้านบาท, งบลงทุน 101.49 ล้านบาท, งบรายจ่ายอื่น 22.40 ล้านบาท, เงินสมทบ 45.07 ล้านบาท) ยังขาดอยู่อีก 775 ล้านบาท  ยังไม่รวมเงินสมทบส่วนที่รัฐบาลจะต้องจ่ายให้กับสมาชิกอีก และปีงบประมาณ 2556 รัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็ได้อนุมัติให้เพียง 500 ล้านบาทเท่านั้น (งบบุคลากร 2.50 ล้านบาท งบดำเนินการ 53.54 ล้านบาท, งบลงทุน 101.49 ล้านบาท, งบรายจ่ายอื่น 22.40 ล้านบาท,เงินสมทบ 45.07 ล้านบาท)

(5) การประกาศใช้กองทุนการออมล่าช้า ภาพสะท้อนความไม่มั่นคงทางการเงินในยามชราภาพ
   การที่รัฐบาลประวิงเวลาไม่เร่งผลักดันให้มีการสร้างหลักประกันทางการเงินยามชราภาพด้วยกองทุนการออมแห่งชาติให้เร็วที่สุด ก็จะทำให้การเริ่มสะสมเงินโดยแรงงานนอกระบบและการสมทบร่วมโดยรัฐบาลก็จะล่าช้าออกไป ปัญหาที่ตามมาก็คือ เงินที่จะสะสมในบัญชีรายตัวก่อนถึงอายุ 60 ปีตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายก็จะน้อยลงตามไปด้วย ท้ายที่สุดเงินบำนาญรายเดือนที่จะมีใช้ยามชราภาพก็จะเหลือเพียงน้อยนิด รัฐบาลอาจจะไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์สร้างความมั่นคงทางการเงินยามชราภาพให้กับประชาชนได้
   อาจมีบางคนถกเถียงว่า ทุกวันนี้รัฐบาลก็ยังมีนโยบายเบี้ยยังชีพอยู่มิใช่หรือ เพราะรัฐบาลก็ได้จัดสรรงบประมาณแผ่นดินให้กับประชาชนกลุ่มที่ยังขาดหลักประกันในรูปแบบของเบี้ยยังชีพเป็นรายเดือนอยู่แล้ว ดังนั้นรัฐบาลก็ไม่จำเป็นต้องผลักดันกองทุนการออมแห่งชาติต่อก็ได้
   ในประเด็นนี้หากเราเปรียบเทียบกับกลุ่มแรงงานในระบบหรือลูกจ้างในสถานประกอบการที่เป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคม จะทำให้เราเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างได้อย่างชัดเจนมากขึ้น กล่าวคือ การเป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคมเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิประโยชน์ชราภาพ หรือเงินบำนาญรายเดือนหลังเกษียณ ในทุกเดือนลูกจ้างเหล่านี้ต้องถูกหักเงินในรูปแบบของเบี้ยประกันส่งเข้ากองทุนประกันสังคมอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 180 เดือน เบี้ยประกันนี้ถูกหักจากค่าจ้างหรือเงินเดือนทุกเดือนๆโดยนายจ้างเป็นผู้หักเงินและนำส่งกองทุนประกันสังคมแทนผู้ประกันตน
ดังนั้นหากย้อนกลับไปดูกลุ่มเป้าหมายของกองทุนการออมแห่งชาติ จะพบว่าหากรัฐบาลไม่ผลักดันให้คนกลุ่มนี้มีส่วนร่วมจ่ายเพื่อสร้างหลักประกันยามชราภาพ แต่กลับใช้งบประมาณแผ่นดินจ่ายเป็นเบี้ยยังชีพเพียงประการเดียว จะทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมระหว่างแรงงานสองกลุ่มนี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมรับเงินบำนาญชราภาพโดยตนเองมีส่วนร่วมจ่ายเบี้ยประกัน แต่ทว่ากลุ่มเป้าหมายของเบี้ยยังชีพกลับได้รับประโยชน์โดยไม่ต้องจ่ายเงินสมทบใดๆ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าระบบดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาเชิงโครงสร้างที่ในทางวิชาการเรียกกันว่า "ความไม่เป็นธรรมในแนวนอน"
แน่นอนผู้สูงอายุในปัจจุบันที่ไม่มีโอกาสได้เตรียมตัวออมมาล่วงหน้า ย่อมมีความชอบธรรมที่จะได้รับเงินเบี้ยยังชีพอย่างไม่มีข้อกังขาใดๆ แต่ทำไมรัฐบาลถึงไม่เร่งรีบผลักดันให้ผู้สูงอายุในอนาคต ซึ่งก็คือคนหนุ่มสาว คนวัยทำงานในปัจจุบันที่มีโอกาสเตรียมตัวออมได้ตั้งแต่วันนี้ เพราะการแจกแต่เบี้ยยังชีพที่จะเผื่อไปถึงผู้สูงอายุในอนาคตนั้น รังแต่จะทำให้ปัญหาความไม่เป็นธรรมในแนวนอนรุนแรงมากขึ้น การผลักดันให้กองทุนการออมแห่งชาติให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากจะเป็นการช่วยสร้างหลักประกันทางการเงินยามชราภาพให้กับประชาชนภาคแรงงานส่วนใหญ่ของประเทศที่เป็นแรงงานนอกระบบแล้ว ยังจะลดปัญหาความไม่เป็นธรรมระหว่างแรงงานในระบบและแรงงานนอกระบบ ในแง่ของการได้รับประโยชน์จากรัฐและการแบกรับภาระทางภาษีอาการ ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญของสังคมไทยอีกด้วย

(6) ข้อเสนอจากเวทีสมัชชาแรงงานนอกระบบ : 3-4 ตุลาคม 2555
เมื่อเดือนตุลาคม 2555 ทางแผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน ได้ร่วมกับองค์กรเครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานจัดงานสมัชชาแรงงานนอกระบบ “หลักประกันชีวิต สิทธิแรงงานนอกระบบ : สุขภาพ สวัสดิการ และงานที่มั่นคง” เมื่อวันที่ 4-5 ตุลาคม 2555 ทั้งนี้ได้มีข้อเสนอต่อรัฐบาลเรื่อง “แรงงานนอกระบบทุกคนต้องมีบำนาญชราภาพและหลักประกันทางสังคมในระหว่างการมีงานทำ” ซึ่งมีข้อเสนอสำคัญใน 2 เรื่อง คือ (1) ให้กระทรวงการคลังยกเลิกเงื่อนไขในการเข้ากองทุนการออมแห่งชาติ เพื่อให้โอกาสกับผู้ประกันตนที่เป็นแรงงานนอกระบบทุกกลุ่มสามารถสมัครเป็นสมาชิกกองทุนการออมแห่งชาติได้ (2) ให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง กำหนดแนวทางการจัดระบบการจ่ายเงินสมทบและจัดให้มีหน่วยบริการย่อยในระดับพื้นที่ โดยพิจารณาถึงการมีส่วนร่วมจากองค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเครือข่ายแรงงานนอกระบบ เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลาของผู้ประกันตน เพื่อทำหน้าที่ให้บริการ การจ่ายเงินสมทบ การรับประโยชน์ทดแทน
สถานการณ์เหล่านี้คือข้อมูลสำคัญที่จะช่วยกำหนดทิศทางการดำเนินงานในอนาคตและความเป็นไปได้ของการขับเคลื่อนของกลุ่มแรงงานนอกระบบ เพื่อนำนโยบาย “พรบ.กองทุนการออมแห่งชาติ” สู่การปฏิบัติเพื่อการมีหลักประกันทางรายได้ในวัยสูงอายุต่อไปอย่างมีส่วนร่วม
(ตอนจบ)
-----------------
  เอกสารฉบับนี้เรียบเรียงโดยนางสาวบุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์ ฝ่ายวิชาการ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย เมื่อ 20 พฤศจิกายน 2555 เพื่อเป็นเอกสารประกอบการประชุมภาคีหลักเพื่อพัฒนากลไกการขับเคลื่อน พรบ.กองทุนการออมแห่งชาติ 2554 ที่จัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 23 เดือนพฤศจิกายน 2555 ณ โรงแรม อลิซาเบธ ถนนประดิพัทธ์ สะพานควาย กรุงเทพฯ จัดโดยโครงการสร้างความมีส่วนร่วมในกลุ่มแรงงานนอกระบบ เพื่อนำนโยบาย “พรบ.กองทุนการออมแห่งชาติ” สู่การปฏิบัติเพื่อการมีหลักประกันทางรายได้ในวัยสูงอายุ

15
ประเด็นสำคัญที่นำเสนอในเอกสารฉบับนี้
(1) ความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องมีกฎหมายกองทุนการออมแห่งชาติ
(2) กว่าจะเป็นกฎหมายกองทุนการออมแห่งชาติ : การขับเคลื่อนของกระทรวงการคลัง และเครือข่ายแรงงานนอกระบบ (2550-2554)
(3) การขับเคลื่อนของเครือข่ายแรงงานนอกระบบภายหลังกฎหมายประกาศใช้เมื่อ 12 พฤษภาคม 2554
(4) เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลก็เกิดความเปลี่ยนแปลง 7 สาระสำคัญในกฎหมาย : สิงหาคม 2555
(5) การประกาศใช้กองทุนการออมล่าช้า ภาพสะท้อนความไม่มั่นคงทางการเงินในยามชราภาพ
(6) ข้อเสนอจากเวทีสมัชชาแรงงานนอกระบบ : 3-4 ตุลาคม 2555

(1) ความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องมีกฎหมายกองทุนการออมแห่งชาติ

สำนักงานสถิติแห่งชาติ (2554) พบว่าแรงงานไทยจำนวน 24.6 ล้านคน ซึ่งเป็นแรงงานนอกระบบ หรือคิดเป็นร้อยละ 62.6 ของกำลังแรงงานทั้งหมด 39.3 ล้านคน เป็นแรงงานที่ไม่ได้รับเงินชดเชยจากการว่างงาน การเกิดอุบัติเหตุ และการเกษียณอายุ เนื่องจากแรงงานนอกระบบส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคม (ปัจจุบันเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2555 มีแรงงานนอกระบบเข้าเป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคม ตามมาตรา 40 ในพรบ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 จำนวน 1,247,848 คน เท่านั้น ) ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าประชากรไทยส่วนใหญ่ยังขาดความมั่นคงทางรายได้ เนื่องจากไม่มีเงินออมที่เพียงพอสำหรับยามจำเป็น และไม่มีหลักประกันรายได้เพื่อการชราภาพจากแหล่งใด นอกจากเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุของรัฐบาลเท่านั้น

รวมทั้งในปัจจุบันโครงสร้างประชากรของประเทศไทยมีแนวโน้มเข้าสู่ประชากรวัยสูงอายุเพิ่มขึ้น ขณะที่วัยเด็กและวัยแรงงานลดลง อันเนื่องจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การแพทย์และการลดลงของอัตราการเจริญพันธุ์ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คาดการณ์ว่าในปี 2563 หรืออีก 10 ปีข้างหน้า จำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้น โดยมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 15 % หรือประมาณ 10.5 ล้านคน จากประชากรทั้งประเทศราว 70 ล้านคน หรือสถานการณ์ในปี 2554 พบว่ามีจำนวนผู้สูงอายุที่อายุเกิน 60 ปี สูงถึง 11.36 % ของประชากรผู้สูงอายุทั้งประเทศรวม 7,639,000 คน (หญิง 4,162,000 คน และชาย 3,477,000 คน)

สำนักงานสถิติแห่งชาติให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ขณะนี้มีผู้สูงอายุไทยกว่าครึ่งหนึ่งจากจำนวนผู้สูงอายุทั้งสิ้น ประมาณ 4 ล้านคน ที่มีรายได้เฉลี่ยอยู่ในช่วง 400-3,300 บาทต่อเดือน โดยจำนวนผู้สูงอายุที่พึ่งพิงรายได้จากบุตรหลานและการทำงานเป็นหลักมีสูงถึง 87% และพึ่งพิงรายได้จากเบี้ยยังชีพ เงินบำเหน็จบำนาญ รายได้จากการออมและการลงทุนเป็นหลักมีเพียง 10% โดยผลสำรวจพบว่าผู้สูงอายุ 31% ไม่มีการเก็บออมและผู้สูงอายุสัดส่วนถึง 42% มีปัญหารายได้ไม่เพียงพอ นี้นับเป็นภาระสังคมและปัญหาของภาครัฐที่จะจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลกลุ่มผู้สูงอายุในอนาคต
แม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายเรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจำนวน 500 บาทต่อเดือน แต่ก็ย่อมไม่เพียงพอสำหรับการครองชีพ ตัวอย่างเช่นเมื่อเปรียบเทียบกับเส้นความยากจนของประเทศไทยในปี 2553 ที่เท่ากับ 1,678  บาทต่อคนต่อเดือน ดังนั้นเพื่อการรักษาระดับการครองชีพในยามชรา ผู้สูงอายุจำเป็นต้องมีเงินออมหรือรายได้เสริมจากแหล่งอื่นๆมาสมทบ

ด้วยเหตุนี้เพื่อส่งเสริมการออมของแรงงานนอกระบบและลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐในระยะยาวเมื่อประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นทุกปี และสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 84 (4) ที่บัญญัติให้รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านเศรษฐกิจ คือ จัดให้มีการออมเพื่อการดำรงชีพในยามชราแก่ประชาชน และเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างทั่วถึง ดังนั้นจึงทำให้รัฐบาลในสมัยพรรคประชาธิปัตย์ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี และมีนายกรณ์ จาติกวณิช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงได้มีการจัดตั้งกองทุนการออมตาม พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ.2554 ขึ้นมา ภายใต้กำกับการดูแลของกระทรวง การคลัง ซึ่งมีผลบังคับใช้ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2554 เพื่อเป็นการส่งเสริมการออมสำหรับสมาชิกที่เป็นแรงงานนอกระบบกว่า 24.6 ล้านคน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังไม่มีระบบสวัสดิการรองรับในวัยเกษียณอายุ ทั้งนี้กระทรวงการคลังได้จัดงานเปิดตัวกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ไปเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2554

สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ มีรายละเอียดดังนี้
(1) ผู้มีสิทธิเป็นสมาชิก กอช. จะต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทยซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ และไม่เป็นสมาชิกของกองทุนเพื่อการชราภาพใดๆ ที่มีการสมทบเงินจากรัฐหรือนายจ้าง เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกรุงเทพมหานคร กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น กองทุนประกันสังคม (ซึ่งส่งเงินเพื่อได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน เป็นต้น
(2) ตามบทเฉพาะกาลในกฎหมาย กำหนดให้ภายใน 1 ปีแรกที่เปิดรับสมาชิก (8 พฤษภาคม 2555 – 6 พฤษภาคม 2556) เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปที่ไม่อยู่ในระบบบำเหน็จบำนาญใดๆ สามารถออมต่อไปได้อีก 10 ปี โดยมีสิทธิขอรับบำนาญได้เมื่ออายุครบ 60 ปีเป็นต้นไป

(3) การจ่ายเงินเข้ากองทุนมาจาก 2 ฝ่าย คือ
- สมาชิกจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 50 บาท แต่ไม่เกินจำนวนที่จะกำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งจะกำหนดไว้ 1,100 บาทต่อเดือน (ทั้งนี้สมาชิกไม่จำเป็นต้องส่งเงินสะสมทุกเดือน และไม่จำเป็นต้องส่งเงินจำนวนเท่ากันทุกเดือนนอกจากนี้ หากในปีใดไม่สามารถส่งเงินสะสมได้ กอช. จะยังคงสิทธิความเป็นสมาชิกไว้ แต่รัฐก็จะไม่ส่งเงินสมทบให้)
- รัฐบาลจ่ายเงินสมทบให้แก่สมาชิกตามระดับอายุของสมาชิก และเป็นอัตราส่วนกับจำนวนเงินที่สมาชิกสะสมเข้ากองทุน คือ 15-30 ปี รัฐจ่ายให้ 50% ของเงินสะสม แต่ไม่เกิน 600 บาทต่อปี อายุ 30-50 ปี รัฐจ่ายให้ 80% ของเงินสะสม แต่ต้องไม่เกิน 960 บาทต่อปี และอายุมากกว่า 50 ปี แต่ไม่เกิน 60 ปี รัฐจะสมทบจ่ายให้ 100% ของเงินสะสม แต่ไม่เกิน 1,200 บาทต่อปี การกำหนดเพดานการสมทบเงินสูงสุดไว้ในแต่ละปี เพื่อไม่ให้เป็นภาระทางการคลังของประเทศมากจนเกินไป ทั้งนี้รัฐบาลยังได้ค้ำประกันผลตอบแทนขั้นต่ำว่า ต้องไม่น้อยกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือนเฉลี่ยของธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์เกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารพาณิชย์ใหญ่อีก 5 แห่ง ด้วยเช่นเดียวกัน

(4) เมื่อสมาชิกกองทุนการออมแห่งชาติเกษียณ (อายุครบ 60 ปีบริบูรณ์) จะมีสิทธิได้รับเงินใน 4 กรณี คือ
(4.1) จะได้รับเงินบำนาญจากเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผลจากเงินสะสม เงินสมทบ (ตามจำนวนเงินในบัญชีของผู้ออมแต่ละคน) ไปจนตลอดอายุขัย เป็นลักษณะของบำนาญรายเดือนตลอดชีวิต
(4.2) หากสมาชิกทุพพลภาพก่อนอายุครบ 60 ปี จะได้รับเงินสะสมและดอกผลของเงินสะสม ส่วนเงินสมทบและดอกผลของเงินสมทบจะได้รับเมื่อมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์
(4.3) หากลาออกจากกองทุน จะได้รับเงินสะสมและดอกผลของเงินสะสม
(4.4) หากเสียชีวิต จะได้รับเงินเท่ากับจำนวนเงินในบัญชีของแต่ละบุคคลที่ออมไว้

(5) หากสมาชิกได้งาน และไปเป็นสมาชิกของกองทุนประกันสังคม กองทุน กบข. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนการออมเพื่อการชราภาพอื่นๆ ก็ยังคงความเป็นสมาชิกและมีสิทธิส่งเงินสะสมกับ กอช. ได้ต่อไป ไม่จำเป็นต้องลาออกจากกองทุน แต่รัฐจะไม่สมทบเงินให้ และเงินที่สะสมในช่วงเวลาดังกล่าว จะไม่ถูกนำมารวมคำนวณเป็นเงินบำนาญ อย่างไรก็ดี

(6) ในระหว่างเป็นสมาชิก กอช. จะไม่สามารถถอนเงินออกมาใช้ก่อนได้
ทั้งนี้กฎหมายยังระบุว่ากองทุนการออมแห่งชาติจะต้องเปิดรับสมาชิกให้ได้ภายใน 1 ปี หลังจากกฎหมายมีผลบังคับแล้ว  หรือตามกำหนดการก็เดิม คือ  8 พฤษภาคม 2555 แต่กระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่สามารถเปิดดำเนินการได้ เนื่องด้วยสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญ (ดังจะได้กล่าวอย่างละเอียดต่อไปในหัวข้อที่ 4)
     กล่าวโดยสรุป กองทุนการออมแห่งชาติก็คือเครื่องมือชนิดหนึ่งในการสร้างเงินบำนาญยามชราภาพโดยสมัครใจของประชากรภาคแรงงานส่วนใหญ่ของประเทศที่เป็นแรงงานนอกระบบ ที่มีรายได้น้อย ไม่เคยออม หรือต้องการออมเงินเพื่อหลักประกันยามชราภาพ เพราะไม่สามารถถอนเงินออกมาใช้ได้ยามฉุกเฉิน เหมือนการออมเงินทั่วไป นอกจากจะลาออกจากการเป็นสมาชิกเท่านั้น แต่ข้อดีคือสามารถกลับเป็นสมาชิกได้อีกเมื่อต้องการ
    มีลักษณะเป็นเงินบำนาญแบบผู้รับประโยชน์ต้องมีส่วนร่วมจ่าย ในที่นี้หมายถึง มีส่วนร่วมจ่ายเงินสะสมแต่ละเดือน โดยรัฐบาลสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าเป็นสมาชิกและดำรงความเป็นสมาชิกไปเรื่อยๆด้วยการให้เงินสมทบร่วม เงินสองก้อนนี้จะถูกสะสมไว้ในบัญชีรายตัวของแต่ละคนไม่นำมาปะปนกัน กองทุนนำเงินเหล่านี้ไปบริหารให้เกิดดอกออกผลขึ้นมา เมื่อถึงกำหนดอายุ 60 ปี กองทุนก็จะนำเงินที่มีอยู่ในบัญชีรายตัวทั้งหมดมาคำนวณตามกติกาที่ตั้งไว้ เพื่อเฉลี่ยจ่ายเป็นเงินบำนาญรายเดือนเพื่อสร้างความมั่นคงยามชราภาพให้มีอย่างต่อเนื่อง

(2) กว่าจะเป็นกฎหมายกองทุนการออมแห่งชาติ : การขับเคลื่อนของกระทรวงการคลัง และเครือข่ายแรงงานนอกระบบ (2550-2554)
การริเริ่มจัดตั้งโครงการกองทุนการออมแห่งชาตินั้น ทางกระทรวงการคลังได้มีแนวทางดำเนินงานดังนี้
(1)    สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สสค.) กระทรวงการคลัง ได้ทำการศึกษาวิเคราะห์แนวทางการสร้างเครื่องมือการออมเพื่อการชราภาพที่เหมาะสม โดยศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2549 ลงพื้นที่สำรวจความเป็นไปได้¬และความต้องการของแรงงาน จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นจากผู้¬แทนองค์กรการเงินชุมชนและแรงงานตามกลุ่มอาชีพในหลายจังหวัด รวมทั้งจัดประชุมกลุ่มย่อยเพื่อรับฟังความคิดเห็นระหว่างตัวแทนภาครัฐ นักวิชาการ และตัวแทนกองทุนประกันสังคม เพื่อให้¬ได้ข้อสรุปของกองทุนการออมแห่งชาติที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ซ้ำซ้อนกับกองทุนที่มีอยู่แล้ว เป็นรูปแบบกองทุนมีความเหมาะสม ครบถ้วนสมบูรณ์และก่อให้¬เกิดประโยชน์ต่อสมาชิกกองทุนอย่างแท้จริง
(2)   สศค. ได้จัดทำข้อเสนอโครงการ กอช. และนำเสนอต่อคณะอนุกรรมการผลักดันระบบการออม เพื่อวัยสูงอายุแห่งชาติ ซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน และจากการประชุมจำนวน 4 ครั้งคณะอนุกรรมการมีมติเห็นชอบในหลักการและโครงสร้าง¬กองทุนตามที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลังเสนอ
(3)   เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2552 สศค.ได้¬นำเสนอโครงการ กอช. ต่อคณะกรรมการผู้¬สูงอายุแห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมมีมติรับทราบ และเห็นด้วยในหลักการของโครงการตามที่เสนอ
(4)   20 ตุลาคม 2552 คณะรัฐมนตรีได้¬มีมติเห็นชอบในหลักการของกองทุนการออมแห่งชาติ และส่งให้¬สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. ....
(5)   สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. .... เสร็จเรียบร้อย เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2553
(6)   พระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. .... ได้ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรรับหลักการเห็นชอบในวาระ 1 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2553 และร่างกฎหมายฉบับนี้ได้เข้าสู่การพิจารณารายมาตราโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญ เมื่อพิจารณาร่างพรบ. เรียบร้อยแล้ว มีการพิจารณาลงมติเห็นชอบในวาระ 2-3 ของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2554 และเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2554 ที่ประชุมวุฒิสภาลงมติเห็นชอบในวาระ 3 ต่อมาสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณารอบสุดท้ายในวันที่ 7 เมษายน 2554 และสุดท้ายได้มีการประกาศใช้เป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 พฤษภาคม 2554
   ในขณะเดียวกันสำนักสนับสนุนการสร้างสุขภาวะและลดปัจจัยเสี่ยงรอง (สำนัก 2) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ก็ได้สนับสนุนให้แผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ พัฒนาและผลักดันร่าง พรบ.บำนาญแห่งชาติ ขึ้นมา ในด้วยเช่นเดียวกันในปี 2552
โดยความแตกต่างของร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ คือ ร่างรัฐบาล ได้เสนอให้มีการออมขั้นต่ำสำหรับคนกลุ่มอายุต่างๆ และรัฐจึงร่วมสมทบเข้าบัญชีของผู้ออมแต่ละคนตามอัตราที่กำหนดไว้ เงินที่ออมจะถูกนำมารวมกันในกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เมื่อผู้ออมอายุครบ 60 ปี จึงจะได้รับบำนาญรายเดือนประมาณ 192-1,710 บาทต่อเดือนขึ้นกับระยะเวลาการออม การออมแบบนี้ไม่ให้สิทธิออมแก่ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม
สำหรับในร่างภาคประชาชนนั้นได้เสนอให้มีระบบบำนาญแห่งชาติ โดยมีบำนาญขั้นต่ำ 500 บาท (เปลี่ยนเงินสงเคราะห์เบี้ยยังชีพ 500 บาทเป็นบำนาญขั้นต่ำ) ถ้าต้องการบำนาญมากกว่า 500 บาทก็ต้องออมเพิ่ม โดยให้คนที่อายุ 20 ปีขึ้นไปทุกคนสามารถออมขั้นต่ำ 100 บาทและรัฐร่วมสมทบ 50 บาทเหมือนกันทุกคน ข้อเสนอนี้ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมสามารถร่วมออมได้ และทุกคนมีสิทธิให้ญาติรับเงินฌาปนกิจสงเคราะห์อีก 12,000 บาทเมื่อผู้ออมเสียชีวิต ถ้าออมตั้งแต่อายุ 20 ปีจนถึง 60 ปีจะได้รับบำนาญเพิ่มจากบำนาญขั้นต่ำอีกประมาณ 1,000 บาทต่อเดือน
ทั้งนี้แผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุได้ร่วมกับแผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานจัดเวทีระดมความคิดเห็นจากผู้ใช้แรงงานภาคส่วนต่างๆ เพื่อปรับปรุงร่างกฎหมายภาคประชาชนให้สมบูรณ์ รวมทั้งการริเริ่มจัดตั้งคณะทำงานจากผู้ใช้แรงงานกลุ่มต่างๆ ทั้งแรงงานในระบบ นอกระบบ เกษตรพันธสัญญา หรือกลุ่มแท็กซี่ เพื่อผลักดันให้กฎหมายภาคประชาชนฉบับนี้มีผลตอบรับในสภาผู้แทนราษฎร
อย่างไรก็ตามเนื่องจากในช่วงเดือนเมษายน – มิถุนายน 2553 สถานการณ์ทางการเมืองยังมีความไม่แน่นอน การดำเนินงานของคณะทำงานจึงได้หยุดชะงักไป  ต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2553 มีการรายงานข่าวจากสื่อมวลชนว่า จะมีการนำร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. ....  เข้าสู่การพิจารณาในรัฐสภาในช่วงเปิดสมัยประชุมสภาในเดือนกันยายน 2553 ดังนั้นจึงมีการดำเนินการขับเคลื่อน/ผลักดันอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อการตอบรับเชิงนโยบายต่อ โดยมีการจัดตั้ง “เครือข่ายบำนาญประชาชน” ขึ้นมา ที่เป็นการรวมตัวของแรงงานนอกระบบกลุ่มอาชีพต่างๆในแผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานและองค์กรพัฒนาเอกชนด้านแรงงาน เมื่อเดือนสิงหาคม 2553 เพื่อกลไกในการขับเคลื่อนผลักดัน ร่างพรบ.บำนาญแห่งชาติ พ.ศ.... รวมถึงยังทำหน้าที่ในการติดตามกลไกการบังคับใช้กฎหมายภายหลังการประกาศใช้อย่างเป็นทางการ   
กระบวนการทำงานที่สำคัญ คือ การผลักดันกฎหมายบำนาญฉบับประชาชนผ่านระบบพรรคการเมืองโดยการเข้าชื่อของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 20 ชื่อ ในพรรคฝ่ายค้าน คือ พรรคเพื่อไทย โดย สส.สถาพร มณีรัตน์ และคณะ เพื่อเสนอร่าง พรบ.เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรคู่ขนานกับร่างพรบ.ของรัฐบาล จนในที่สุดร่างพรบ.บำนาญแห่งชาติ ที่เสนอผ่าน สส. 20 รายชื่อ ได้รับหลักการเห็นชอบในวาระ 1 ของสภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับร่างฉบับคณะรัฐมนตรี และเข้าสู่ตามเส้นทางกระบวนการนิติบัญญัติ
(อ่านต่อตอนที่ 2)
---------------------------
  เอกสารฉบับนี้เรียบเรียงโดยนางสาวบุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์ ฝ่ายวิชาการ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย เมื่อ 20 พฤศจิกายน 2555 เพื่อเป็นเอกสารประกอบการประชุมภาคีหลักเพื่อพัฒนากลไกการขับเคลื่อน พรบ.กองทุนการออมแห่งชาติ 2554 ที่จัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 23 เดือนพฤศจิกายน 2555 ณ โรงแรม อลิซาเบธ ถนนประดิพัทธ์ สะพานควาย กรุงเทพฯ จัดโดยโครงการสร้างความมีส่วนร่วมในกลุ่มแรงงานนอกระบบ เพื่อนำนโยบาย “พรบ.กองทุนการออมแห่งชาติ” สู่การปฏิบัติเพื่อการมีหลักประกันทางรายได้ในวัยสูงอายุ
///////////////////////////////////

หน้า: [1] 2 3 ... 11