สรุปโดย บัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ
กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) คือระบบการออมเพื่อการดำรงชีพในยามชราของประชาชนที่รัฐดำเนินการจัดให้มีขึ้นแก่ประชาชนอย่างทั่วถึงตามแนวนโยบายด้านเศรษฐกิจมาตรา 84 (4) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550
รัฐบาลนรม.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เร่งผลักดันเสนอร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติเมื่อปี2553 จนกระทั่งรัฐสภาพิจารณาแล้วเสร็จเมื่อต้นเดือนเมษายน 2554 และลงประกาศในราชกิจจานุเบกษามีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไป เป็นกฎหมายสร้างหลักประกันรายได้ขั้นต่ำรายเดือนที่ครอบคลุมแรงงานนอกระบบในยามชราหรือเกษียณอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป
พระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ.2554 ประกอบด้วยจำนวน 7 หมวด และบทเฉพาะกาล รวม 69 มาตรา มีสาระสำคัญ ดังนี้
(1) พระราชบัญญัติจะใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษายกเว้น หมวด 3 สมาชิกและสิทธิประโยชน์ของสมาชิก ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 365 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป เพราะฉะนั้นบุคคลอายุ 15-60 ปีจะสมัครเป็นสมาชิกกอช.และจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนได้ตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นไป
(2) คำนิยามสำคัญตามพระราชบัญญัตินี้ ได้แก่
“เงินสะสม” คือ เงินที่สมาชิกสะสมเข้ากองทุนกอช.
“เงินสมทบ” คือ เงินที่รัฐบาลจ่ายสมทบเงินสะสมเข้ากองทุนกอช.
“บำนาญ” คือ เงินที่จ่ายแก่สมาชิกเป็นรายเดือน เมื่อสมาชิกภาพสิ้นสุดลงเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์แล้ว
“เงินดำรงชีพ” คือ เงินที่จ่ายแก่สมาชิกเป็นรายเดือนแทนเงินบำนาญ
“ทุพพลภาพ” คือ การสูญเสียอวัยวะหรือสมรรถภาพของอวัยวะหรือของร่างกายหรือสูญเสียภาวะปกติของจิตใจจนไม่สามารถทำงานได้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการการแพทย์ตามกฎหมายประกันสังคมกำหนด
(3) กอช. เป็นหน่วยงานของรัฐที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลและไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการออมทรัพย์ของสมาชิก และเพื่อเป็นหลักประกันการจ่ายบำนาญ และประโยชน์ตอบแทนแก่สมาชิกเมื่อสิ้นสมาชิกสภาพ
ในวาระเริ่มแรก ให้รัฐบาลจัดสรรเงินทุนประเดิมจำนวน 1,000 ล้านบาท (หนึ่งพันล้านบาท) เข้าบัญชีเงินกองกลางเป็นค่าใช้จ่ายการดำเนินงานของกอช.
(4) กิจการของกองทุนไม่อยู่ในบังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม
(ข้อสังเกต คือ กิจการของกองทุนอยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนโดยกำหนดให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบเพื่อเป็นหลักประกันคุ้มครองการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานของลูกจ้าง เพราะพระราชบัญญัตินี้ไม่ได้ยกเว้นไว้)
(5) กอช. บริหารโดย “คณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ” หรือคณะกรรมการกอช. จำนวน 21 คน และคณะกรรมการกอช. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการการลงทุนจำนวน 9 คน มีองค์ประกอบแต่ละคณะดังนี้
คณะกรรมการ กอช. คณะอนุกรรมการการลงทุน
1. ปลัดกระทรวงการคลัง (เป็นประธานกรรมการ)
2. ปลัดกระทรวงมหาดไทย
3. ปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
4. ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
5. ปลัดกระทรวงแรงงาน
6. เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม
7. ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
8. ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
9. เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
10. เลขาธิการ กอช. เป็นกรรมการและเลขานุการ
กรรมการซึ่งได้รับเลือกจากสมาชิก กอช. 6 คน
กรมการซึ่งเป็นผู้รับบำนาญ 1 คน
ผู้ทรงคุณวุฒิ 4 คน
(ต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย ด้านบัญชี ด้านการเงินและการลงทุนและสวัสดิการชุมชนด้านละ 1 คน) ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (เป็นประธาน)
ผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทย
ผู้แทนก.ล.ต.
ผู้ทรงคุณวุฒิ 4 คนซึ่งคณะกรรมการกอช.แต่งตั้ง
เลขาธิการ กอช.
รองเลขาธิการด้านการลงทุน
(เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ)
ในวาระเริ่มแรกให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง ประกอบด้วยกรรมการโดยตำแหน่ง (1-10) และผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังทำหน้าที่เป็นกรรมการเลขานุการและเลขาธิการกอช. ไปพลางก่อน โดยคณะกรรมการชุดนี้ต้องดำเนินการเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและแต่งตั้งเลขาธิการกอช.ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่กฎหมายนี้ใช้บังคับ (ภายในวันที่ 12 สิงหาคม 2554)
(6) คณะกรรมการ กอช. และคณะอนุกรรมการการลงทุนมีอำนาจหน้าที่ดังนี้
คณะกรรมการกอช. คณะอนุกรรมการการลงทุน
1. กำหนดนโยบาย ออกระเบียบข้อบังคับการบริหารการกองทุน
2. กำหนดนโยบายการลงทุนของกองทุนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง
3. กำกับดูแลการบริหารกิจการกองทุน
4. ออกข้อบังคับการปฏิบัติงานของเลขาธิการและรองเลขาธิการด้านการลงทุน
5. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการรับ เก็บรักษาและจ่ายเงินกองทุน
6. พิจารณามอบหมายสถาบันการเงินหรือนิติบุคคลอื่นจัดการเงินกองทุน
7. ออกระเบียบ คำสั่ง ข้อบังคับเกี่ยวกับพนักงาน การบรรจุ แต่งตั้งถอดถอนและวินัยของพนักงานและลูกจ้างของกองทุน รวมทั้งกำหนดค่าตอบแทนและสวัสดิการต่างๆ
8. เสนอแนะต่อรัฐมนตรีปรับปรุงอัตราเงินสะสมและเงินสมทบ
9. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ และปฏิบัติงานอื่นใดเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนตามที่กำหนดในกฎหมาย 1. ให้คำแนะนำปรึกษาการลงทุนต่อคณะกรรมการกอช.
2. ให้คำแนะนำปรึกษาด้านการกำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือกสถาบันการเงินหรือนิติบุคคลที่จะมอบหมายให้จัดการเงินของกองทุน
3. ติดตามดูแลการดำเนินงานของสถาบันการเงิน หรือนิติบุคคลที่ได้รับมอบหมายให้จัดการเงินของกองทุน
4. รายงานผลการดำเนินการด้านการลงทุนและเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการ
5. ปฏิบัติการเรื่องอื่นใดตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
(7) การเลือกกรรมการ กอช.ซึ่งเป็นสมาชิก กอช.และกรรมการซึ่งเป็นผู้รับบำนาญ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด โดยคำนึงถึงการกระจายตัวในทุกภูมิภาคและความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ มาจากการร่วมกันประชุมคัดเลือกของประธานกรรมการ กรรมการโดยตำแหน่ง กรรมการซึ่งเป็นสมาชิกและกรรมการที่เป็นผู้รับบำนาญ
(

กรรมการซึ่งเป็นผู้รับบำนาญ กรรมการซึ่งเป็นสมาชิกและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ต้องมีสัญชาติไทย และไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังนี้
1. เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
2. เป็นหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย
3. เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ไม่ว่าจะมีการรอลงโทษหรือไม่ เว้นแต่โทษสำหรับความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือลหุโทษ
4. เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นหรือกรรมการหรือที่ปรึกษาหรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง เว้นแต่พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวไม่น้อยกว่า 3 ปี
5. เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของกองทุน
6. เป็นผู้มีส่วนได้เสียในสัญญากับกองทุน หรือในกิจการที่กระทำให้แก่กองทุนไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เว้นแต่เป็นผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายให้กรรมการในบริษัทที่กองทุนเป็นผู้ถือหุ้น
7. เคยถูกปลดออก ไล่ออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจหรือจากหน่วยงานเอกชนเพราะทุจริตต่อหน้าที่
กรรมการดำรงตำแหน่งคราวละ 3 ปี เมื่อพ้นจากตำแหน่งอาจได้รับเลือกอีกแต่จะดำรงตำแหน่งเกิน 2 วาระติดต่อกันมิได้ กรณีกรรมการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ไห้ดำเนินการเลือกกรรมการใหม่ภายใน 60 วัน
(9) ให้คณะกรรมการ กอช. แต่งตั้งเลขาธิการและรองเลขาธิการด้านการลงทุนโดยการแต่งตั้งเลขาธิการต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐมนตรี
การดำรงตำแหน่งและเงื่อนไขการทำงานให้เป็นไปตามสัญญาจ้างที่คณะกรรมการกำหนด โดยมีอายุการจ้างคราวละไม่เกิน 4 ปี และต่อสัญญาจ้างอีกได้ไม่เกิน 4 ปี
ตำแหน่งเลขาธิการ และรองเลขาธิการด้านการลงทุนต้องมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามดังนี้
1. มีสัญชาติไทย
2. อายุไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ในวันที่ได้รับการแต่งตั้ง
3. สามารถปฏิบัติงานแก่กองทุนได้เต็มเวลา
4. ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ, ไม่เป็นหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย, ไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ไม่เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการการเมืองผู้ดำรงตำแหน่งทางการะเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือกรรมการหรือที่ปรึกษาหรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง เว้นแต่พ้นจากตำแหน่งไม่น้อยกว่า 3 ปี, ไม่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในสัญญากับกองทุน หรือในกิจการที่กระทำให้แก่กองทุนไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม และไม่เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานเอกชนเพราะทุจริตต่อหน้าที่
(10) คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเป็นสมาชิก กอช.
1. มีสัญชาติไทย
2. อายุ 15-60 ปี
3. ไม่เป็นผู้ประกันตนตามกฎหมายประกันสังคม ซึ่งส่งเงินสมทบเพื่อประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ สมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายโรงเรียนเอกชน หรือเป็นสมาชิกกองทุนหรืออยู่ในระบบบำนาญอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
(เพราะฉะนั้น บุคคลที่มีสิทธิเป็นสมาชิก กอช.จะมีจำนวนมหาศาล เช่นเกษตรกร ผู้ค้าหาบเร่แผงลอย คนขับรถรับจ้างเช่นแท็กซี่หรือมอเตอร์ไซค์หรือรถตู้ สมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชนหรือกลุ่มออมทรัพย์ต่างๆที่ชาวบ้านจัดตั้งกันเอง ลูกจ้างในรัฐวิสาหกิจ สมาชิกรัฐสภา ตลอดจนนักเรียนนิสิตนักศึกษา เป็นต้น)
4. บุคคลตาม 1-3 แสดงความจำนงสมัครเป็นสมาชิกกองทุนพร้อมจ่ายเงินสมทบอย่างน้อยเดือนละ 50 บาทตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดและไม่เกินจำนวนเงินที่กฎกระทรวงกำหนด
สมาชิกกองทุนสิ้นสมาชิกภาพเมื่อ 1. อายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ 2. ตายและ 3. ลาออกจากกองทุน
(11) รัฐบาลจ่ายเงินสมทบตามระดับอายุของผู้เป็นสมาชิกและเป็นอัตราส่วนกับจำนวนเงินสะสมแต่ไม่เกินจำนวนเงินสมทบสูงสุดตามบัญชีเงินสมทบท้ายพระราชบัญญัติ ดังนี้
อายุสมาชิก อัตราส่วนเงินสมทบ ต่อเงินสะสม เงินสมทบสูงสุด ไม่เกิน 30 ปี ร้อยละ 50 3,000 บาทต่อปี
เกิน 30 ปีแต่ไม่เกิน 50 ปี ร้อยละ 80 4,800 บาทต่อปี
เกิน 50 ปี ร้อยละ 100 6,000 บาทต่อปี
กรณีสมาชิกรายใดไม่จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน รัฐบาลไม่ต้องจ่ายเงินสมทบด้วย แต่สมาชิกรายนั้นยังคงความเป็นสมาชิกต่อไปได้
ให้รัฐบาลจ่ายเงินสมทบภายในสิ้นเดือนถัดจากเดือนที่สมาชิกจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุน โดยมีการพิจารณาทบทวนจำนวนเงินสมทบของรัฐบาลทุก 5 ปี
(12) การจ่ายเงินออกจาก กอช. ประกอบด้วย 5 กรณี ดังนี้
1. กรณีสมาชิกอายุครบ 60 ปี มีสิทธิรับบำนาญตลอดชีวิต โดยคำนวณจากเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ของเงินดังกล่าว พร้อมกับประมาณการเงินผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในภายหลังจากบัญชีเงินบำนาญนั้นให้เพียงพอกับการจ่ายเงินบำนาญแก่สมาชิกจนถึงอายุ 80 ปีบริบูรณ์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยกฎกระทรวง
หากวันที่คำนวณบำนาญจากเงินในบัญชีของสมาชิกผู้ใดมีจำนวนน้อยกว่า เงินบำนาญขั้นต่ำที่กำหนดในกฎกระทรวง ให้งดจ่ายบำนาญแต่ให้จ่ายเป็นเงินดำรงชีพเป็นจำนวนเท่ากับบำนาญขั้นต่ำตามที่กำหนดในกฎกระทรวงจนกว่าเงินในบัญชีเงินบำนาญจะหมด
2. กรณีสมาชิกทุพพลภาพก่อนอายุครบ 60 ปี ซึ่งแพทย์ที่ทางราชการรับรองได้ตรวจมีความเห็นแล้ว
มีสิทธิขอรับเงินสะสม และผลประโยชน์ของเงินสะสมทั้งหมดหรือบางส่วนจากกองทุนก็ได้โดยขอรับได้เพียงครั้งเดียว และการจ่ายเงินบำนาญกรณีสมาชิกทุพพลภาพให้เป็นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยกฎกระทรวง
3. กรณีสมาชิกเสียชีวิตก่อนอายุครบ 60 ปี
บุคคลที่ผู้ตายแสดงเจตนาต่อกองทุนหรือทายาทมีสิทธิได้รับเงินสะสม เงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสะสมเงินและสมทบทั้งหมดจากกองทุน
ถ้าไม่มีบุคคลซึ่งสมาชิกผู้ตายแสดงเจตนาไว้และไม่มีทายาท หรือบุคคลนั้นถึงแก่ความตายไปก่อน ให้เงินสะสมและเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินดังกล่าวตกเป็นของกองทุน
4. กรณีสมาชิกลาออกจากกองทุน
สมาชิกมีสิทธิได้รับเงินสะสมและผลประโยชน์ของเงินสะสมจากกองทุน ส่วนเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบให้ตกเป็นของกองทุน
5. กรณีสมาชิกเป็นผู้ประกันตนตามกฎหมายประกันสังคม ที่ส่งเงินสมทบเพื่อประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ หรือกองทุนอื่นที่ได้รับเงินสมทบจากรัฐหรือนายจ้าง หรือระบบบำนาญอื่นก่อนสิ้นสมาชิกภาพ
ให้สมาชิกนั้นคงเป็นสมาชิก กอช. ต่อไปได้ และสมาชิกจะจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนหรือไม่ก็ได้ แต่รัฐบาลไม่จ่ายเงินสมทบด้วย
เมื่อสมาชิกสิ้นสมาชิกภาพ มีสิทธิได้รับเงินสะสมและผลประโยชน์จากเงินสะสมของสมาชิกรายนั้นทั้งจำนวน โดยไม่ต้องนำไปคำนวณเงินบำนาญและไม่ต้องนำไปคำนวณเพื่อจ่ายเงินชดเชยผลตอบแทนด้วย
สิทธิการรับเงินทั้งปวงตามพระราชบัญญัตินี้เป็นสิทธิเฉพาะตัวไม่อาจโอนแก่กันได้
(13) นโยบายการบริหารจัดการเงินลงทุน
เงินของกองทุนให้ลงทุนได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยกฎกระทรวง โดยต้องลงทุนในหลักเกณฑ์ที่มีความมั่นคงสูงไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 และต้องมอบหมายให้สถาบันการเงินหรือนิติบุคคลอื่นที่มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนไม่น้อยกว่า 2 แห่งจัดการเงินกองทุน โดยคำนึงถึงการกระจายความเสี่ยง และอยู่ในบังคับข้อกำหนดตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เสมือนหนึ่งกองทุนส่วนบุคคล ถ้าเป็นการลงทุนในต่างประเทศ ต้องเป็นผู้ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลตามกฎหมายของประเทศนั้นให้จัดการเงินกองทุน
(14) การเงินและการบัญชีของ กอช.
ให้กองทุนจัดให้มีระบบบัญชีและแสดงผลการดำเนินงานและฐานะการเงินของกองทุนตามมาตรฐานการบัญชี โดยต้องมีการตรวจสอบภายในเป็นประจำ และรายงานผลการตรวจสอบให้คณะกรรมการทราบอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
จัดให้มีบัญชี 3 บัญชี ประกอบด้วย 1.บัญชีรายบุคคล 2. บัญชีเงินบำนาญ 3. บัญชีกองกลางที่รัฐบาลจัดสรรให้และเงินอื่นที่กฎหมายกำหนด โดยแต่ละบัญชีจะแสดงผลประโยชน์จากเงินสะสมและเงินสมทบหรือดอกผลที่ได้จากนำเงินแต่ละบัญชีไปลงทุนหาผลประโยชน์ เมื่อได้หักไว้เป็นค่าใช้จ่ายดำเนินงานของกองทุนตามอัตราที่คณะกรรมการกอช.กำหนดแล้ว ที่เหลือให้จัดสรรดอกผลของการนำเงินไปลงทุนเป็นผลประโยชน์เพิ่มในแต่ละบัญชี
(15) การตรวจสอบและรายงาน
ให้กองทุนแจ้งยอดเงินสะสม เงินสมทบและผลประโยชน์ตอบแทนในส่วน
ของสมาชิกแต่ละคนให้สมาชิกทราบอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
ให้กองทุนยื่นรายงานแสดงการจัดการกองทุนต่อรัฐมนตรีอย่างน้อย
เดือนละ 1 ครั้ง
ให้กองทุนจัดทำงบการเงินเพื่อแสดงผลการดำเนินงานและฐานะการเงินเสนอและผู้สอบบัญชีภายใน 120 วันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี โดยให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือผู้สอบบัญชีที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินให้ความเห็นชอบเป็นผู้สอบบัญชีของกองทุน
ให้ผู้สอบบัญชีทำรายงานการสอบบัญชีของกองทุนเสนอต่อรัฐมนตรีภายใน 150 วันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี และให้ประกาศงบการเงินและรายงานการสอบบัญชีในราชกิจจานุเบกษา
ให้กองทุนจัดทำรายงานประจำปี เสนอรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเสนอต่อคณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาภายใน 180 วันนับจากวันสิ้นปีบัญชี โดยต้องแสดงงบประมาณการการเงินที่จะขอให้รัฐบาลจัดสรรเพื่อการดำเนินงานของกองทุนในระยะ 3 ปีนับจากวันเสนอรายงาน ผลงานของกองทุนในปีที่ล่วงมาแล้ว พร้อมทั้งงบการเงิน และรายงานของผู้สอบบัญชีด้วย
(ที่มา : จดหมายข่าวแรงงานปริทัศน์ ฉบับมิถุนายน 2554 , หน้า 8-9)