หน้าแรก » วัตถุประสงค์

วัตถุประสงค์

     เว็บไซต์ นี้  จัดทำขึ้นภายใต้ โครงการการพัฒนาสื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนขบวนการแรงงาน โดยการสนับสนุนของ แผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน   สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)   เพื่อสร้างช่องทางให้กับนักสื่อสารแรงงานของโครงการการพัฒนาสื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนขบวนการแรงงาน   ในการเผยแพร่เรื่องราวข้อมูลข่าวสารของผู้ใช้แรงงานพื้นที่ต่างๆสู่สังคม รวมทั้งเป็นพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูลข่าวสารของขบวนการแรงงาน

โครงการการพัฒนาสื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนขบวนการแรงงาน

1. หลักการและเหตุผล

ในโลกยุคปัจจุบัน สถาบันสื่อมวลชนได้กลายเป็นสถาบันที่มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากในสังคมไทย ดังจะเห็นได้จากการนำเสนอข่าวสารความเคลื่อนไหว ตลอดจนชี้นำทัศนะที่เกี่ยวข้องในด้านต่างๆ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม จนกล่าวได้ว่าเรื่องราวในโลก ทั้งในประเทศ ต่างประเทศ และท้องถิ่น ล้วนผ่านช่องทางของสื่อมวลชนที่จะเผยแพร่ให้กับสาธารณะได้รับรู้ จึงนับได้ว่าสื่อเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังเป็นอย่างยิ่งในโลกสมัยใหม่นี้

จากผลการสำรวจของโครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (Media Monitor) พบว่า สัดส่วนรายการโทรทัศน์ที่มีเนื้อหาด้านเศรษฐกิจในฟรีทีวีทุกช่อง  ต่างเน้นให้ข้อมูลข่าวสาร 3 ประเภทเพียงเท่านั้น คือ (1) เน้นการใช้เงินให้คุ้มค่า  เปรียบเทียบราคาสินค้าประเภทต่างๆ (2) ให้แนวทางหารายได้ ให้ข่าวการรับสมัครงาน ให้ความรู้ด้านอาชีพ เน้นผู้ที่ประสบความสำเร็จแล้ว (3) ชี้แจงแนวทางนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล  รายการโทรทัศน์เหล่านั้น ได้เปิดพื้นที่ให้ผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจมีโอกาสสะท้อนปัญหาน้อย มาก  แหล่งข่าวมักมาจาก เจ้าหน้าที่รัฐ  องค์กรของรัฐบาล  กระทรวงหลักทางเศรษฐกิจ มากกว่าภาคส่วนอื่นๆในระบบเศรษฐกิจ แรงงานในระบบ แรงงานนอกระบบ หรือแรงงานข้ามชาติ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบในวงกว้างกลับได้รับความสนใจในการรายงานข่าวของ สื่อมวลชนน้อยกว่า  และการรายงานข่าวมักจะมุ่งไปที่การนำเสนอข้อเรียกร้องมากกว่าสภาพปัญหาที่ ผู้ใช้แรงงานประสพอยู่

สอดคล้องกับข้อมูลของฝ่ายวิชาการ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ที่ได้รวบรวบข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ แรงงานในกลุ่มต่างๆ  พบว่าปัญหาสำคัญของแรงงานในระบบที่ถูกเลิกจ้างส่วนใหญ่กว่า 80%   มีสาเหตุจากนายจ้างใช้ข้ออ้างเรื่องปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจมาฉวยโอกาสเลิกจ้าง แรงงาน  ซึ่งแตกต่างเป็นอย่างมากกับการรายงานข่าวของสื่อมวลชนประเภทฟรีทีวีที่มัก รายงานเพียงตัวเลขผู้ถูกเลิกจ้างงานในลักษณะมหภาค ตัวเลขการส่งออกที่ลดลง จำนวนสถานประกอบการที่ปิดตัวลง  จำนวนลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างในเดือนต่างๆ   ขาดความสนใจในระดับผลกระทบต่อผู้ใช้แรงงานแบบลักษณะคนต่อคน เช่น เป็นคนงานหญิงที่มีอายุงานที่ทำงานให้บริษัทฯมาอย่างยาวนานถึง 20-30 ปีไม่สามารถไปหางานใหม่หรือไปประกอบอาชีพอื่นได้ยากลำบาก

หรือกรณีในกลุ่มของผู้ใช้แรงงานนอกระบบ   ผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจเป็นเรื่องความไม่รับผิดชอบของภาคธุรกิจในเรื่อง สวัสดิการทางสังคม  มีการใช้ระบบการจ้างงานแบบเหมาช่วง (Sub contract)  มีบริษัทมารับจ้างทำงานให้กับโรงงาน  ทำให้แรงงานที่อยู่ในระบบการจ้างงานแบบนี้ไม่มีหลักประกันสังคมใด ๆ  หรือกรณีแรงงานนอกระบบในกลุ่มเกษตรพันธสัญญาที่ประสบปัญหาเรื่องการจ้างงาน ผ่านสัญญาที่ไม่เป็นธรรม   พบว่าสื่อมวลชนประเภทฟรีทีวียังขาดความเข้าใจในสถานการณ์ที่แรงงานกลุ่มนี้ เผชิญ  มักเน้นการรายงานข่าวไปที่นโยบายของรัฐบาลหรือกระทรวงแรงงาน เรื่องนโยบายการจัดสวัสดิการด้านประกันสังคมเพื่อรองรับกลุ่มแรงงานนอกระบบ เช่น การขยายสิทธิประโยชน์ในมาตรา 40 ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533   ระบบบำนาญแห่งชาติ หรือกรณีระบบสวัสดิการชุมชน มากกว่าการให้สำคัญกับปัญหาที่แรงงานนอกระบบต้องแบกรับ  ชีวิตที่ไร้การคุ้มครองซึ่งสื่อมวลชนควรต้องรายงานควบคู่ไปพร้อมกันด้วยแต่ ก็ไม่ปรากฏ

เช่นเดียวกับกรณีของกลุ่มแรงงานที่เจ็บป่วยจากการทำงาน  เช่น โรคปอดอักเสบจากฝุ่นฝ้าย ฝุ่นหิน โรคจากสารโลหะหนักเป็นพิษต่อร่างกาย เช่น สารตะกั่ว สารอะลูมินั่ม พบว่าสื่อมวลชนมักให้ความสนใจน้อยมาก จะรายงานข่าวเฉพาะช่วงของสัปดาห์วันปลอดภัยในการทำงานในเดือนสิงหาคมของทุก ปี หรือช่วงครบรอบเหตุการณ์เพลิงไหม้โรงงานเคเดอร์ จังหวัดนครปฐม ในเดือนพฤษภาคมของทุกปีเพียงเท่านั้น  เป็นลักษณะข่าวที่เน้นไปที่การจัดงานพิธีกรรมมากกว่ารายงานถึงสภาพชีวิตผู้ ใช้แรงงานที่ได้รับความเจ็บป่วยเหล่านั้นว่าวันนี้ดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร  เพราะในความเป็นจริงแล้วชีวิตแรงงานเหล่านั้นยังขาดการใส่ใจดูแลจากทุกฝ่าย ที่เกี่ยวข้อง

สำหรับในกลุ่มของแรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้านสามประเทศ คือ พม่า ลาว กัมพูชา ซึ่งเป็นผู้ใช้แรงงานแรงงานกลุ่มใหญ่อีกกลุ่มหนึ่งในสังคมไทย ที่มีจำนวนตัวเลขอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกรกฎาคม 2552  กว่า 1 ล้านคน พบว่าสื่อยังไม่เข้าใจเรื่องความแตกต่างระหว่างชาติพันธุ์และเชื้อชาติมุ่ง ไปแต่มิติของชนชั้นและประวัติศาสตร์ทางชนชาติ   ความรู้สึกเหยียดหยามและหวาดระแวงกลุ่มแรงงาน       ข้ามชาติ  มากกว่าการมองในฐานะผู้ใช้แรงงานที่มีส่วนอย่างสำคัญต่อเศรษฐกิจของไทย  สื่อจึงทำหน้าที่  ผลิตซ้ำอคติของสังคมที่ฝังอยู่ในรอยแยกแห่งความแตกต่างนี้เพิ่มมากขึ้น

นี้ยังไม่นับรวมถึงแรงงานกลุ่มเฉพาะ เช่น แรงงานเด็ก แรงงานหญิง ที่มักได้รับผลกระทบจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ  การถูกเลือกปฏิบัติ และไม่ได้รับสวัสดิการที่เหมาะสมกับภาวะอนามัยเจริญพันธุ์ในระหว่างทำงาน  ที่สื่อมวลชนก็นำเสนอชีวิตแรงงานกลุ่มนี้น้อยมากเช่นเดียวกัน
สถานการณ์ดังกล่าว เป็นภาพสะท้อนสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า สื่อมวลชนไทยยังขาดความเข้าใจและความละเอียดอ่อนในการรายงานสภาพปัญหาแรง งานกลุ่มต่างๆที่มีวิถีที่แตกต่างกัน หรืออาจกล่าวได้ว่า ยังขาดความเข้าใจในหัวใจของ “คุณค่าความเป็นผู้ใช้แรงงาน” ที่แรงงานเป็นกลุ่มคนที่ต้องได้รับรายได้ที่เหมาะสมกับงานที่ทำ มีความมั่นคงในการทำงาน ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ มีการพัฒนาศักยภาพของตนเอง และการมีสิทธิมีเสียงในการเจรจาต่อรองเมื่อตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม รวมถึงการตระหนักว่าแรงงานก็เป็นฟันเฟืองสำคัญหนึ่ง ไม่แตกต่างจากตัวละครอื่นๆ ที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจก้าวเดินไปข้างหน้าได้

การรายงานข่าวของสื่อมวลชนแบบแยกส่วนนี้เอง ได้ส่งผลสะท้อนกลับมายังตัวผู้ใช้แรงงานเอง ในฐานะที่เป็นผู้บริโภคข้อมูลข่าวสาร ทำให้ขาดความเข้าใจในสภาพชีวิต สภาพปัญหา ผลกระทบต่างๆของแรงงานกลุ่มอื่นๆ   แรงงานจำนวนมากยังขาดการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวต่างๆของขบวนการแรงงาน  สิทธิแรงงาน และสิทธิในการได้รับสวัสดิการและการดูแลคุ้มครองด้านต่างๆ อาทิ อาชีวอนามัย ความปลอดภัยในสถานประกอบการ  การใช้สิทธิประกันสังคม กองทุนเงินทดแทน ฯลฯ ทำให้แรงงานเหล่านั้นขาดความรู้ความเข้าใจถึงสิทธิและประโยชน์ที่ตนพึงมีพึง ได้

ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของขบวนการแรงงานคือการสื่อสาร ทั้งการสื่อสารภายในและการสื่อสารกับสังคม เนื่องจากในปัจจุบันมีนักข่าวกระแสหลักที่สนใจและเข้าใจ “ความเป็นแรงงาน” และ “ขบวนการแรงงาน” น้อยมาก    อย่างไรก็ตาม ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่โลกยุคปัจจุบันมีสื่อทางเลือกประเภทอื่นๆ ที่สามารถทำหน้าที่สื่อสารสังคม เพื่อทำให้สาธารณชนเข้าใจ “คุณค่าความเป็นผู้ใช้แรงงาน” ควบคู่กันไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นทางเว็บไซต์ วิทยุชุมชน หรือจดหมายข่าวออนไลน์   แต่นักแรงงานที่สามารถเขียนข่าวและ/หรือผลิตสื่อต่างๆมีจำนวนน้อยมาก  ส่งผลให้หลายพื้นที่และหลายประเด็นเกี่ยวกับแรงงานและขบวนการแรง งานขาดกระบอกเสียงในการสื่อสาร  แม้ว่ามูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทยได้มีการจัดอบรมการผลิตและใช้สื่อต่างๆ หลายแขนง ทั้งการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ วีซีดี เว็บไซต์ ฯลฯ ให้กับผู้ใช้แรงงานกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะแรงงานในระบบ  แต่ด้วยข้อจำกัดด้านทรัพยากรและขาดพื้นที่ในการฝึกปฏิบัติ ทำให้การดำเนินไม่ทันต่อสถานการณ์ด้านแรงงานที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว
ดังนั้น การจัดทำโครงการอบรมนักสื่อสารแรงงานจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะทำให้ขบวนการแรงงานมีกระบอกเสียงในการบอกกล่าวข้อมูล ข่าวสาร ข้อคิดเห็น และข้อเสนอต่างๆ ของแรงานกลุ่มต่างๆสู่ขบวนการแรงงานและสังคม

นอกจากวัตถุประสงค์ในการอบรมเพื่อเพิ่มปริมาณนักสื่อสารแรงงานแล้ว โครงการนี้ต้องการให้นักสื่อสารแรงงานที่ผ่านการฝึกอบรมสามารถปฏิบัติงานได้ จริง และด้วยความเชื่อที่ว่า “การอบรมความรู้โดยไม่มีการนำไปปฏิบัติย่อมไม่เกิดประโยชน์” ดังนั้น เมื่อแรงงานผ่านการอบรมความรู้ในการเขียนข่าวและการผลิตสื่อแขนงต่างๆแล้ว โครงการนี้ต้องจัดสรรงบประมาณจำนวนหนึ่งให้ผู้ผ่านการฝึกอบรมได้ลงมือผลิต สื่อเพื่อบอกเล่าถึงพื้นที่หรือประเด็นงานของตน ซึ่งด้านหนึ่งจะทำให้ได้ “ทดลองงาน” เพื่อพัฒนาฝีมือในการทำงาน ขณะที่อีกด้านหนึ่ง สื่อเหล่านั้นจะกลายเป็นสารบอกเล่าเรื่องราวของพื้นที่หรือประเด็นงานที่นัก ข่าวเหล่านั้นสังกัด ให้พี่น้องแรงงานพื้นที่หรือประเด็นงานอื่นๆทราบ อันจะมีส่วนช่วยในการขยายการรับรู้ การทำความเข้าใจและเชื่อมต่อขบวนการแรงงานให้เป็นเอกภาพเพิ่มขึ้น

ควบคู่กัน  โครงการยังต้องการพัฒนาเครือข่ายการทำงานสื่อสารเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อน ขบวนการแรงงาน ทั้งการสื่อสารภายในขบวนการแรงงานให้ครอบคลุมแรงงานทุกกลุ่ม คือแรงงานในระบบ แรงงานนอกระบบ แรงงานข้ามชาติ และเกษตรพันธสัญญา และการสื่อสารกับภาคีสนับสนุน เช่น นักวิชาการแรงาน นักกฎหมายแรงงาน เอ็นจีโอแรงงาน เจ้าหน้าที่รัฐด้านแรงงาน สื่อกระแสหลัก สื่อทางเลือก ฯลฯ โดยเฉพาะการเชื่อมประสานระหว่างนักสื่อสารแรงงานรุ่นใหม่กับสื่อกระแสหลัก ด้านแรงงานที่เป็นพันธมิตรกับขบวนการแรงงาน

ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพโดยตรง ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี 2552 ในโครงการสื่อสารสาธารณะเพื่อแรงงานนอกระบบ ถือได้ว่าเป็นการทำงานที่มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง สามารถสร้างกระแสสังคม ทั้งในสื่อกระแสหลัก ผู้กำหนดนโยบาย หรือนักการเมือง ให้เข้าใจถึงความสำคัญของการมีหลักประกันทางสังคมคุ้มครองแรงงานนอกระบบที่ ยังเข้าไม่ถึงระบบประกันสังคม จนในที่สุดสามารถผลักดันให้รัฐบาลมีนโยบายดังกล่าวขึ้นมาได้ ผ่านการสื่อสารให้ข้อมูลของแกนนำนักสื่อสารแรงงานนอกระบบที่ทำหน้าที่เป็น สื่อบุคคลที่ดียิ่ง

ฉะนั้นเป้าหมายสำคัญที่จะสร้างระบบการสื่อสารที่เน้น “คุณค่าความเป็นแรงงาน” จึงเกิดขึ้นมา เพื่อพัฒนาการสื่อสารภายในของขบวนการแรงงาน โดยการคัดเลือกแกนนำแรงงานในระบบจากภาคีในโครงการเข้ารับการอบรมเพื่อเสริม ศักยภาพในการผลิตสื่อ และจัดทำโครงการย่อยเพื่อพัฒนาศักยภาพในการทำงานและเพิ่มพื้นที่สื่อสารให้ ขบวนการแรงงาน ควบคู่กับ การประสานกับสื่อกระแสหลัก จัดทำสื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติ และเชื่อมประสานการทำงานกับสื่อ สสส. และสื่อกระแสหลัก เพื่อเพิ่มพื้นที่การสื่อสารเรื่องแรงงานในสื่อกระแสหลัก ให้สังคมเห็น “คุณค่าความเป็นแรงงาน” และสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆที่เป็นประโยชน์แก่แรงงาน

2. วัตถุประสงค์

  • 2.1    เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในข้อมูล สถานการณ์ และประเด็นนโยบายด้านอาชีวอนามัย  สวัสดิการสังคม  สิทธิและบริการภาครัฐ  ความเป็นธรรมในการสร้างอาชีพและรายได้ ผ่านช่องทางการสื่อสารในรูปแบบต่างๆ
  • 2.2    เพื่อพัฒนาศักยภาพในการผลิตสื่อสนับสนุนขบวนการแรงงานของนักปฏิบัติการแรงงานระดับพื้นที่
  • 2.3    เพื่อเพิ่มช่องทางการสื่อสารภายในระหว่างแรงงานกลุ่มต่างๆ ได้แก่ แรงงานในระบบ แรงงานนอกระบบ แรงงานข้ามชาติ และเกษตรพันธสัญญา ให้มีความเข้าใจซึ่งกันและกันเพิ่มมากขึ้น อันจะนำไปสู่การสร้างเอกภาพของขบวนการแรงงานในระยะต่อไป
  • 2.4    ประสานงานกับสื่อ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายแรงงาน
  • 2.5     พัฒนาเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างแกนนำแรงงานกับสื่อกระแสหลัก เพื่อเพิ่มพื้นที่การทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาแรงงานจากมุมมองของแรงงานใน พื้นที่สื่อกระแสหลัก อันจะนำไปสู่การทำให้สังคมเกิดความเข้าใจ “คุณค่าความเป็นแรงงาน” และ “ขบวนการแรงงาน” เพิ่มมากขึ้น

3. กรอบคิดและยุทธศาสตร์

การใช้สื่อเป็นเครื่องมือสร้างเอกภาพของขบวนการแรงงาน และสร้างความเข้าใจกับสังคม จำเป็นต้องทำงาน 2 ระดับพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือ การเสริมศักยภาพในการผลิตสื่อให้กับนักปฏิบัติการแรงงานระดับพื้นที่ และการเพิ่มช่องทางในการให้ข้อมูลข่าวสารของแรงงานกลุ่มต่างๆจากต่างพื้นที่ เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจร่วมกันของแรงงานกลุ่มต่างๆ อันจะส่งผลให้เกิดเอกภาพของขบวนการแรงงาน ส่วนอีกด้านหนึ่ง ต้องสร้างความเข้าใจกับสังคม โดยการประสานการทำงานกับเครือข่ายสื่อกระแสหลักและสื่อ สสส. พร้อมกับทำสื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบาย เพื่อปรับฐานคิด สร้างการยอมรับ และทำให้สังคมเห็นคุณค่าของความเป็นแรงงานและขบวนการแรงงาน เพื่อนำไปสู่นโยบายสาธารณะที่ทำให้แรงงานเข้าถึง 3 ส ได้แก่ สิทธิ สุขภาพ และสวัสดิการ

4. ตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน

  • 4.1  มีกระบวนการจัดทำสาระสำคัญ ( Key message ) ของสารที่จะนำไปสื่อที่สอดคล้องกับความต้องการของแรงงานในพื้นที่ใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ อาชีวอนามัย  สวัสดิการสังคม  และความเป็นธรรมในการประกอบอาชีพและรายได้
  • 4.2  แกนนำแรงงานในพื้นที่มีศักยภาพในการผลิตสื่อเพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของตน สู่พี่น้องแรงงานกลุ่มอื่นๆ รวม 50 คน ในจำนวนนี้มีอย่างน้อย 2 พื้นที่สามารถทำหน้าที่ผลิตสื่อและประสานงานกับสื่อ สสส.และสื่อกระแสหลักในพื้นที่ได้โดยตรง
  • 4.3 มีสื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเชิงนโยบายที่สอดรับกับความต้องการของพื้นที่ ปฏิบัติการแรงงาน อย่างน้อย 3 รูปแบบ ได้แก่ วีซีดี หนังสือพิมพ์แรงงาน และเว็บไซต์แรงงาน และมีการนำสื่อไปใช้ในกระบวนการรณรงค์หรือให้ความรู้ในระดับพื้นที่อย่างต่อ เนื่อง
  • 4.4    ได้ร่างหลักสูตรการพัฒนาความรู้ในการผลิตนักสื่อสารแรงงานสำหรับแกนนำแรงงาน 1 ชุด
  • 4.5    มีสื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนงานโยบายระดับประเทศ
  • 4.6    เกิดเครือข่ายการทำงานระหว่างแกนนำแรงงาน นักสื่อสารแรงงาน สื่อ สสส. และสื่อกระแสหลัก โดยมีสื่อกระแสหลักอย่างน้อย 5 องค์กร ให้ความสนใจและนำเสนอข่าวแรงงานอย่างต่อเนื่องจำนวนข่าวสารด้านอาชีวอนามัย สวัสดิการสังคม และความเป็นธรรมในการประกอบอาชีพและรายได้
  • 4.7   ได้รับการเผยแพร่ในสื่อกระแสหลัก สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อออนไลน์อย่างน้อยจำนวน  15  ชิ้น และ โทรทัศน์ อย่างน้อยจำนวน  5  ชิ้น รวมทั้งหมด  20 ชิ้น

5. ผลที่คาดว่าจะได้รับ

  • 5.1    แรงงานพื้นฐานมีส่วนร่วมและมีช่องทางในการนำเสนอเรื่องราวและความต้องการ ของตนผ่านแกนนำแรงงานและหรือสื่อที่ผลิตโดยขบวนการแรงงานได้
  • 5.2    แกนนำแรงงานระดับพื้นที่มีส่วนร่วมในการผลิตและมีความรู้สึกเป็นเจ้าของ สื่อของขบวนการแรงงาน สามารถใช้พื้นที่สื่อเป็นเครื่องมือในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารในประเด็นและ หรือพื้นที่ของตนสู่พี่น้องแรงงานกลุ่มอื่นๆ โดยมีอย่างน้อย 2 พื้นที่สามารถทำงานเชิงรุกได้
  • 5.3    การสื่อสารกันเองผ่านสื่อของขบวนการแรงงาน ทำให้แรงงานเข้าถึงและเข้าใจประเด็นการขับเคลื่อนนโยบายแรงงานเพิ่มมากขึ้น และมีความเข้าใจพี่น้องแรงงานข้ามกลุ่มข้ามพื้นที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งแรงงานในระบบ แรงงานนอกระบบ แรงงานข้ามชาติ และเกษตรพันธะสัญญา
  • 5.4    เกิดกลไกและช่องทางในการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ระหว่างแกนนำแรงงาน นักสื่อสารแรงงาน และสื่อกระแสหลัก เป็นภาคีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและก่อให้เกิดประสิทธิผลต่อการขับ เคลื่อนขบวนการแรงงานต่อไปในอนาคต
  • 5.5    สื่อกระแสหลักและผู้สนใจทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลของข่าวสารแรงงานระดับ พื้นที่เพิ่มมากขึ้น จากสื่อที่ผลิตโดยนักแรงงาน และมีการนำข้อมูลข่าวสารที่ได้รับไปขยายผลต่อในงานวิชาการและหรือสื่อกระแส หลัก
  • 5.6    สามารถเชื่อมโยงการทำงานของขบวนการแรงงาน กับนักวิชาการแรงงาน นักกฎหมายแรงงาน หน่วยงานราชการ และเอ็นจีโอแรงงาน เพื่อให้เกิดการสื่อสารข้อมูลข่าวสารด้านแรงงานเชิงบวก และสะท้อนปัญหาและความต้องการของแรงงานให้สังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ รับรู้/เข้าใจและเป็นกระแสที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนทางนโยบาย
    5.7    ประชาชนและสื่อกระแสหลักมีความรู้ความเข้าใจและสนับสนุนการขับเคลื่อนงานนโยบายแรงงาน

6. กลุ่มเป้าหมาย

กลุ่มเป้าหมายในโครงการแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่มที่ 1 แกนนำแรงงาน 50 คน
แกนนำแรงงานกลุ่มนี้เป็นผู้ถูกคัดเลือกเพื่อเข้ารับการฝึกอบรมเป็นนักสื่อ สารแรงงาน คัดเลือกจากผู้ปฏิบัติการในขบวนการแรงงานที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ มีความตั้งใจ และมีเวลาให้กับการทำงานของขบวน ซึ่งได้รับการคัดเลือกมาจากเครือข่ายในพื้นที่ที่กำหนดไว้ของโครงการ คือ
- ตัวแทนจากศูนย์ปฏิบัติการแรงงานของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย 6 กลุ่มๆละ 5 คน ได้แก่ ศูนย์จังหวัดระยอง/ชลบุรี ศูนย์จังหวัดสมุทรปราการ ศูนย์จังหวัดนครปฐม ศูนย์จังหวัดสระบุรี ศูนย์จังหวัดฉะเชิงเทรา/ปราจีนบุรี และศูนย์จังหวัดภูเก็ต
- ตัวแทนจากสภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย 3 กลุ่มๆละ 5 คน ได้แก่ ศูนย์จังหวัดปทุมธานี ศูนย์จังหวัดอยุธยา และศูนย์จังหวัดระยอง
- ฝ่ายสนับสนุนขบวนการแรงงาน 5 คน คัดเลือกโดยฝ่ายประสานงานของมูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย

กลุ่มที่ 2 ภาคีที่สนับสนุนการดำเนินงานของโครงการ 120 คน ได้แก่
- ภาคีที่ทำงานร่วมกันในชุดโครงการ     60     คน
- ภาคีสื่อมวลชน ทั้งสื่อ สสส.และสื่อกระแสหลัก     20    คน
- ภาคีวิชาการและเอ็นจีโอ     20    คน
- ภาคีฝ่ายการเมือง     20    คน

กลุ่มที่ 3 กลุ่มเป้าหมายในการขยายผลการดำเนินงานของโครงการ หรือผู้รับสารที่ผลิตโดยโครงการ เช่น หนังสือพิมพ์ ซีดี เว็บไซต์ ฯลฯ ประกอบด้วย
- แรงงานในระบบ     2, 400     คน
- แรงงานนอกระบบ      400    คน
- แรงงานข้ามชาติ        100     คน
- องค์กรพัฒนาเอกชนด้านแรงงาน     60     คน
- สื่อมวลชนกระแสหลัก     20      คน
- ฝ่ายการเมือง     20      คน
- นักศึกษาและประชาชนทั่วไป

7. องค์กรที่รับผิดชอบ

มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย

8. ผู้สนับสนุน

แผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

9. ระยะเวลาในการดำเนินงาน

19 เดือน ระหว่างเดือนมิถุนายน 2553 – ธันวาคม 2554

Comments are closed.