คนงานจิวเวลรี่ร้องทุกข์ นายจ้างปิดงานค้างจ่ายค่าจ้าง

แรงงานอยุธยาทุกข์หนัก นายจ้างปิดงานไม่มีกำหนด ค่าจ้างค้างจ่ายเงียบไม่ส่งข่าว สงสัยสถานะว่ายังเป็นลูกจ้างหรือว่าโดนทิ้งตกงานแล้ว ไม่กล้าหางานทำกลัวซ้ำซ้อน

ระดมสูบน้ำเตรียมเปิดนิคมอยุธยา ลูกจ้างช้ำถูกเลิกจ้าง

รัฐมีมาตรการเร่งสูบน้ำออกจากนิคมหวังเปิดการผลิต ไม่หวั่นกระทบชุมชน ส่วนแรงงานสะอื้นนายจ้างประกาศเลิกจ้าง โครงการสมัครใจลาออก ก่อนน้ำลดตกงานทั้งครอบครัว ห่วงลูกไม่มีนมกิน ไม่มีเงินเรียน หนี้สุมทั้งในระบบ นอกระบบ วันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2554 บริษัท อินทริเฟ็ลคประเทศไทย จำกัด ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมไฮเทค ต.บ้านหว้า อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา มีจำนวนพนักงานทั้งหมดประมาณ 300-400 คน ซึ่งเป็นพนักงานประจำและพนักงานเหมาค่าแรง ได้เลิกจ้างประกาศเลิกจ้างนายเรวัตน์ อนันตศิริ อายุ 36 ปี เป็นพนักงานของบริษัทได้ 3 เดือน โดยอ้างว่า ประสบปัญหาน้ำท่วมจำเป็นต้องเลิกจ้าง โดยจ่ายค่าชดเชยให้ตั้งแต่ 21 ตุลาคม 54 ถึง 12 พฤศจิกายน 54 จ่ายให้ 75% อีก 2 เดือนหลังจ่ายค่าจ้างให้ 100% บริษัทยังบอกกับพนักงานที่ถูกเลิกจ้างว่า บริษัทเลิกจ้างไม่ได้ไล่ออก ถ้าบริษัทเปิดรับสมัครพนักงาน พนักงานที่ถูกเลิกจ้างไปแล้วสามารถกลับมาสมัครใหม่ได้

วีดีโอ งานแต่งเลื่อนไป ขอช่วยภัยน้ำท่วม 6-11-54

ณ ศูนย์ช่วยเหลือวิกฤติผู้ใช้แรงงานที่เกิดจากภาวะน้ำท่วมที่บางปะอินแห่งนี้  มีหนุ่มสาวผู้ใช้แรงงานคู่หนึ่งซึ่งวันนี้ 6 พฤศจิกายน 2554 ถูกกำหนดไว้เป็นวันแต่งงานของพวกเขา ถือว่าเป็นวันสำคัญสำหรับชีวิตที่ได้มีการวางแผนเอาไว้ล่วงหน้าอย่างดี แต่หลังจากที่เกิดภาวะวิกฤติน้ำท่วมขึ้นมา แทนที่จะหนีน้ำไปอยูในที่สบายกว่า ทั้งสองตัดสินใจเลื่อนงานแต่งที่เตรียมไว้ออกไปอย่างไม่มีกำหนด แล้วมาอยู่ประจำที่ศูนย์ช่วยเหลือแรงงานผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่บางปะอินเพื่อร่วมงานกับเพื่อนๆผู้นำแรงงานในการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ให้กับพี่น้องแรงงานที่ประสบภัยน้ำท่วม  ทั้งที่อนาคตการงานของตัวเองก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นอย่างไร

ศูนย์ช่วยเหลือแรงงาน น้ำใจไม่เคยแห้งเหือด

ศูนย์ช่วยเหลือแรงงานที่ประสบภัยน้ำท่วมบางปะอิน จังหวัดอยุธยา เมื่อช่วงสายวันที่ 12 พฤศจิกายน 2554 คึกคักไปด้วยสื่อมวลชนจากหลายแขนงที่มาทำข่าวเกี่ยวกับผลกระทบต่อแรงงาน ชุมชนและสิ่งแวดล้อม เช่น รายการพันแสงรุ้งจากป่าใหญ่ครีเอชั่น รายการเปิดปมจากไทยพีบีเอส นักข่าวจากเว็บไซต์ประชาไท หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ และ ASTV และแม้ว่าสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเริ่มคลี่คลาย ระดับน้ำลดลงจนการสัญจรบนท้องถนนเริ่มสะดวกขึ้น แต่ภารกิจการช่วยเหลือพี่น้องแรงงาน ของศูนย์ช่วยเหลือแรงงานที่ประสบภัยน้ำท่วมบางปะอิน ก็ยังคงดำเนินต่อไป เพราะว่ายังมีพี่น้องผู้ใช้แรงงานที่ประสบความเดือดร้อนอีกจำนวนมากทั้งแรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติที่ยังต้องการความช่วยเหลืออยู่

ปัญหามลพิษจากการเร่งกู้นิคมฯ

รัฐบาลได้ประกาศจะกู้นิคมอุตสาหกรรมโดยเร่งด่วน ทั้งนี้ก็เพื่อฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรมให้กลับมายืนขึ้นได้โดยเร็ว ซึ่งจะมีผลดีต่อเศรษฐกิจชาติโดยรวม อันนี้ไม่มีใครเถียงและคงยกมือสนับสนุนกันถ้วนหน้า เพราะนอกจากจะแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจแล้วยังแก้ปัญหาทางสังคม เช่น ด้านแรงงาน ด้านขโมยขโจรที่จะมีตามมาหากไม่มีงานทำ ฯลฯ ได้อีกด้วย แต่ที่อาจมีปัญหาคือการเร่งกู้โดยไม่รอบคอบ ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลเสียมหาศาลตามมาโดยเฉพาะในด้านสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ การที่หน่วยงานราชการบางแห่งที่รับผิดชอบดูแลเรื่องมลพิษให้กับประเทศออกมาบอกว่า ให้กู้ไปก่อนโดยสูบหรือปล่อยระบายน้ำทิ้งออกจากบริเวณนิคมฯไปก่อน แล้วจะเฝ้าตรวจคุณภาพน้ำตามไป หากมีปัญหาตรงไหนก็จะหามาตรการแก้ไขเป็นกรณีไป

“ ภัยพิบัติน้ำท่วม กับเสียงร้องของแรงงาน ”

ในช่วงวิกฤติการณ์น้ำท่วมที่หลายคนมองว่าเป็นภัยพิบัติร้ายแรง ส่งผลกระทบต่อชีวิตทรัพย์สินมากกว่าครั้งไหนๆที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย การออกมาพูดถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาอุตสาหกรรม ฐานที่มั่นในการผลิตสินค้าส่งป้อนตลาดระดับโลก ที่เรียกว่านิคมอุตสาหกรรมซึ่งตั้งอยู่ในที่ลุ่มใกล้แหล่งน้ำได้ถูกทำลายไปหลายแห่ง มีการนำเสนอประเด็นข่าวข้อเรียกร้องของสถานประกอบการภายใต้สภาหอการค้าและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเกิดขึ้นอย่างถี่ยิบเพื่อกดดันรัฐบาลให้ออกมาตอบรับในการลดเม็ดเงินภาษี และการกู้หนียืมสินจากต่างประเทศมาเร่งฟื้นฟูสถานประกอบการที่ประสบภัยหลังน้ำลดอย่างได้ผล สร้างความเห็นอกเห็นใจจากสาธารณชนได้เป็นอย่างดี ขณะที่เสียงร้องของบรรดาผู้ใช้แรงงานที่ประสบเคราะห์กรรมจากภัยพิบัติครั้งนี้จำนวนนับหลายแสนคนกลับดูเหมือนว่าไม่ค่อยมีใครจะได้ยิน