10 เหตุผลที่ สนช. ต้องถอนร่าง พรบ. ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. …. ออกไป

10 เหตุผลที่ สนช. ต้องถอนร่าง พรบ. ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. …. ออกไป

องค์กรผู้หญิงยื่นข้อเสนอ 10 เหตุผลที่ สนช. ต้องถอนร่าง พรบ. ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. …. ออกไป
เครือข่ายสตรี 4 ภาค เด็ก สตรี ได้ยื่นหนังสือถึง นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธิ์ จันทร์โอชา เพื่อเสนอ 10 เหตุผลให้สภานิติบัญญัติ (สนช.)  ถอนร่าง พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. ….  เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยคณะทำงานเครือข่ายคัดค้านร่างพรบ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. … ซึ่งประกอบด้วย  มูลนิธิพิทักษ์สตรี มูลนิธิเพื่อนหญิง มูลนิธิชุมชนไทย มูลนิธิส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน ชมรมแม่หญิงจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีข้อเสนอดังนี้
1.   เพราะร่างนี้ มีบทบัญญัติ ยกเลิก กฎหมายปัจจุบันคือ พรบ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วนความรุนแรงในครอบครัว ที่ตราขึ้นเพื่อบัญญัติให้การกระทำความรุนแรงในครอบครัวเป็นความผิดอาญาที่รัฐต้องยื่นมือเข้าแทรกแซง  เพื่อคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวเป็นสำคัญ และบำบัดฟื้นฟูแก้ไขผู้กระทำ  ซึ่งตราขึ้นและบังคับใช้มานานถึง 11 ปีแล้ว
2.   ร่าง พรบ. …สถาบันครอบครัว ไม่เน้นกาคุ้มครองผู้ถูกกระทำ  แต่เน้นคุ้มครองสถาบันครอบครัว ซึ่งข้อเท็จจริงของการเกิดการกระทำความรุนแรงในครอบครัวเกิดได้ในหลากหลายสถานะและความสัมพันธ์ ไม่จำกัดเฉพาะ พ่อ แม่ ลูก
3.   ร่าง พรบ.ฯ ลดทอนบทบาทและอำนาจหน้าที่ในการอำนวยความยุติธรรมของ จนท. ตำรวจและอัยการ  แต่ไปเน้นและเพิ่มบทบาทของ พมจ. และพนักงานเจ้าหน้าที่ๆ รมว. พม. แต่งตั้ง ซึ่งเป็นการเปลั่ยนแปลงกลไกการคุ้มครองผู้ถูกกระทำที่ใช้มานาน 11 ปี ควรต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ
4.   ร่าง พรบ. ให้อำนาจการไกล่เกลี่ยและการกำหนดมาตรการคุ้มครองสวัสดิภาพแก่ พมจ. และอธิบดี สค. พม. ซึ่งแต่เดิมเป็นอำนาจของศาล เป็นการเขียนกฎหมายให้อำนาจเจ้าพนักงานมีอำนาจเหนือพลเมือง  ควรจะได้มีการทบทวนอย่างรอบคอบ
5.   ร่าง พรบ.ฯ เปลี่ยนแปลงนิยาม “ครอบครัว” แตกต่างไปจากความหมายที่เป็นสากล “ที่ครอบคลุมบุคคลทุกๆ คนที่อาศัยอยู่ภายใต้หลัฝคาเดียวกัน” เป็นเพียงครอบครัวสามี-ภริยาที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย (คู่สมรส) และบุตรเท่านั้น
6.  นิยาม “ความรุนแรงในครอบครัว” เปลี่ยนไป โดยร่าง พรบ. เน้นว่า “ผู้กระทำความรุนแรง” ต้องเป็น ”บุคคลในครอบครัว” ขณะที่ กม. ปัจจุบัน เน้น “ผู้ถูกกระทำเป็น “บุคคลในครอบครัว”  และ ร่าง พรบ. ระบุว่าการกระทำความรุนแรงว่าต้อง  “โดยเจตนา” ขณะที่ กม.ปัจจุบันระบุ “โดยมุ่งประสงค์”  ดังนั้นร่าง พรบ. จะมีปัญหา/ภาระในการพิสูจน์ความผิด หากพิสูจน์ไม่ได้ว่า “มีเจตนา” ก็ไม่สามารถเอาผิดผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัวได้
7.   นิยาม “บุคคลในครอบครัว”  ร่าง พรบ. ตัดคำว่า “สมาชิกในครอบครัว” ที่มีอยู่ในกฎหมายปัจจุบันออกไป คำว่า “สมาชิกในครอบครัว” (family members) เป็นคำสากลที่มีปรากฏอยู่ใน  กม.ว่าด้วย domestic violence ในประเทศต่างๆ ซึ่งครอบครัวทุกๆ คนที่อาศัยอยู่ในครัวเรือนเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นคู่สมรส ญาติสืบสายโลหิต หรือ ลุงป้าน้าอา เพื่อน คนทำงานบ้าน ก็เข้าข่ายเป็น “สมาชิกในครอบครัว” ทั้งหมด
8.   ร่าง พรบ. กำหนดเรื่อง “เด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์กระทำความรุนแรงในครอบครัว” ไว้ในขณะที่ได้ยกเลิกการกระทำความรุนแรงในครอบครัวไม่เป็นความผิดอาญา แต่ ร่าง พรบ. กลับกำหนดว่าให้เด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ที่กระทำความรุนแรงในครอบครัวให้ต้องถูกการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง  เป็นการบัญญัติกฎหมายที่ย้อนแย้งกันเอง
9.    ร่าง พรบ. บัญญัติให้(1) การกระทำความรุนแรงในครอบครัวเป็นความผิดตามมาตรา 295 มาตรา 379 มาตรา 390 มาตรา 391 มาตรา 392 มาตรา 393 มาตรา 397 และมาตรา 398 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ให้ความผิดดังกล่าวเป็นความผิดอันยอมความได้ ในขณะที่กฎหมายปัจจุบันกำหนดไว้แค่การกระทำความรุนแรงโดยบุคคลในครอบครัวที่กระทำต่อบุคคลในครอบครัวที่สามารถยอมความได้ เป็นการขยายความผิดอาญาที่ยอมความได้มากเกินไป
10. ร่าง พรบ. บัญญัติข้อยกเว้นในการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว  ผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัว หรือบุคคลในครอบครัว ได้ในกรณีที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาหรือเพื่อประโยชน์ของทางราชการ  หากได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากบุคคลผู้นั้น เป็นการเพิ่มข้อยกเว้น ในขณะที่กฎหมายปัจจุบันเห็นว่าไม่เปิดข้อยกเว้นไว้ โดยมีเจตนาที่จะห้ามเปิดเผยข้อมูลอย่างเด็ดขาด
เหตุผลข้อ 11 (เพิ่ม 1 ข้อ) คือ การแต่งตั้ง กมธ.วิสามัญฯ พิจารณาวาระ 2 ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 128 การพิจารณาของ กมธ.วิสามัญคณะนี้ต้อง “กําหนดให้บุคคลประเภทดังกล่าวหรือผู้แทนองค์กรเอกชนที่ทํางานเกี่ยวกับบุคคลประเภทนั้นโดยตรง ร่วมเป็นกรรมาธิการวิสามัญด้วยไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจํานวนกรรมาธิการวิสามัญทั้งหมด”  เมื่อไม่กำหนดไว้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องถือเป็นโมฆะ
รธน. “มาตรา 128 สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามีอํานาจตราข้อบังคับการประชุมเกี่ยวกับการเลือกและการปฏิบัติหน้าที่ของประธานสภา รองประธานสภา เรื่องหรือกิจการอันเป็นหน้าที่และอํานาจของคณะกรรมาธิการสามัญแต่ละชุด การปฏิบัติหน้าที่และองค์ประชุมของคณะกรรมาธิการ วิธีการประชุม การเสนอและพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและร่างพระราชบัญญัติ การเสนอญัตติ การปรึกษา การอภิปราย การลงมติ การบันทึกการลงมติ การเปิดเผยการลงมติ การตั้งกระทู้ถาม การเปิดอภิปรายทั่วไป การรักษาระเบียบและความเรียบร้อย และการอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมีอํานาจตราข้อบังคับเกี่ยวกับประมวลจริยธรรมของสมาชิกและกรรมาธิการ และกิจการอื่นเพื่อดําเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
ในข้อบังคับตามวรรคหนึ่งในส่วนที่เกี่ยวกับการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรวินิจฉัยว่ามีสาระสําคัญเกี่ยวกับเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ หรือคนพิการหรือทุพพลภาพ ต้องกําหนดให้บุคคลประเภทดังกล่าวหรือผู้แทนองค์กรเอกชนที่ทํางานเกี่ยวกับบุคคลประเภทนั้นโดยตรง ร่วมเป็นกรรมาธิการวิสามัญด้วยไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจํานวนกรรมาธิการวิสามัญทั้งหมด และในส่วนที่เกี่ยวกับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อเสนอ ต้องกําหนดให้ผู้แทนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวร่วมเป็นกรรมาธิการวิสามัญด้วยไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจํานวนกรรมาธิการวิสามัญทั้งหมด”