เครือข่ายแรงงานภาคเหนือยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐ

เครือข่ายแรงงานภาคเหนือยื่น 16 ข้อเรียกร้องดูแลแรงงานทุกภาคส่วน

โครงการนิทรรศการประวัติศาสตร์แรงงานภาคเหนือ “ฅน (งาน) สร้างบ้านแป๋งเมือง” วันที่ 21-23 เมษายน 2560 ชั้น 3 เซ็นทรัลพลาซา แอร์พอร์ต เชียงใหม่ จัดโดย 19 เครือข่าย โดยการสนับสนุนจากคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย สถาบันทิศทางไทย มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท สมาคมวิถีทางเลือก เครือข่ายแรงงานภาคเหนือ ฯลฯ

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2560 กลุ่มแรงงานสามัคคี (WSA) มูลนิธิสื่อประชาธรรม เครือข่ายผู้ย้ายถิ่นในกลุ่มลุ่มน้ำโขง(MMN) ร่วมกับ MAP Foundation ได้จัดเวทีTEDx Talk ภาพเล่าเรื่อง ชีวิตของคนทำงาน ที่ถ่ายภาพโดยแรงงานข้ามชาติเอง เป็นการทำงานในสาขาอาชีพต่าง ทั้งแม่บ้าน เลี้ยงเด็ก ก่อสร้าง รับจ้าง ขับรถ ขนส่งของ โรงพิมพ์ เป็นต้น

เพียวโอ เล่าจากภาพถ่ายว่า “ทำงานก่อสร้างเป็นงานที่ต้องขนปูน ขนทราย ก่ออิฐ ฉาบปูน บางทีก็ต้องขึ้นที่สูงมีความเป็นอันตรายมีความเสี่ยงมาก แต่ก็ภูมิใจเมื่อเห็นงานเสร็จเป็นบ้านใหญ่โตตึกสูงด้วยฝีมือเราผู้สร้าง”

ดาว เล่าถึงงานที่ทำว่า “ทำงานมา 9 ปีกว่า เป็นงานดูแลผู้สูงอายุที่นอนติดเตียงคุณยายอายุ 87 ปี ตกต้นไม้เดินไม่ได้ ซึ่งต้องดูแลทำความสะอาด อาบน้ำเช็ดตัว อาหารการกิน แม้ว่าไม่เคยทำ และทำไม่เป็นก็ต้องทำ ซึ่งก็มีความผูกพัน ด้วยมีครอบครัวต้องดูแลหารายได้ เสริมนอกจากดูแลคุณยายคือรับผ้ามาปักเป็นผ้าพื้นเมืองซึ่งใช้เวลาค้อนข้างมากแต่ละชิ้นใช้ฝีมือ”

ส่องมอง เล่าว่า “ทำงานส่งของ เป็นงานในโรงพิมพ์ ซึ่งต้องทำทุกอย่างด้วยในโรงพิมพ์ เช่นตัดแต่ง แพ็คของขนขึ้นรถต้องรับผิดชอบขนของขึ้นรถตรวจเช็คดูว่า รถที่ไปส่งของหมายเลขอะไร ของต้องครบหากไม่ครบต้องรับผิดชอบ”

หมวยแลง เล่าถึงการทำงานเป็นแม่บ้านว่า “เข้ามาทำงานตั้งแต่อายุ 15 ปี เข้ามาตอนแรกผิดกฎหมายเดินมาตามช่องทางธรรมชาติ เข้ามาทำงานเป็นแม่บ้าน แต่ไม่ได้ทำงานบ้านเดียวทำทุกอย่างเพราะเปิดเป็นบริษัท ที่พักก็ไม่สะดวกด้วย จึงอยู่ไม่ได้หนีออกมา ได้อยู่ทำงานในบ้านฝรั่ง(ชาวต่างชาติ) เลี้ยงสัตว์เลี้ยง ลูกลูกเจ้านายสอนทำอาหารทำงานมา 15 ปีแล้วนายจ้างดูแลดีพาไปกินอาหาร เวลาลูกนายจ้างไปแข่งกีฬาก็ต้องตามไปดูแลเรื่องการกินการอยู่เป็นเพื่อนด้วย”

ทั้งนี้ยังมีส่วนของแรงงานที่ทำความสะอาดในห้าง ซึ่งเป็นลูกจ้างของผู้รับเหมาทำความสะอาด ซึ่งก็ต้องดูแลแรงงานด้วยกันด้วยหากเจ็บป่วยก็ต้องดูแล และส่วนของคนที่ทำงานร้านกาแฟที่ต้องทำงานทุกอย่างในร้านทั้งเตรียมของ ชงกาแฟ ทำความสะอาดปิด เปิดร้าน ซึ่งค่าจ้างที่ไม่เพียงพอ จึงได้ไปทำงานรับจ้างร้านอาหารหารายได้พิเศษอีกด้วย

การฉายวีดิทัศน์เรื่องราวของแรงงานข้ามชาติ ในการย้ายถิ่นมาทำงานในประเทศไทย พร้อมกับภาพนิทรรศการแรงงานข้ามชาติ แรงงานพม่ากับแรงงานกัมพูชาที่มีการที่จัดแสดงร่วมในงานทั้ง 3 วัน

ต่อมาได้มีเวทีเสวนา “คุณค่าของแรงงานข้ามชาติ เบื้องหลังความเจริญทางเศรษฐกิจ” โดยมีตัวแทนทั้งส่วนของภาครัฐ นายจ้าง นักวิขาการ องค์กรพัฒนาเอกชน และสื่อมวลชนร่วมเสวนา

โดยสรุปได้ดังนี้

  1. การใช้แรงงานข้ามชาติเดิมในประเทศไทยมีอยู่แล้ว มีการเข้ามาในหลายช่องทางบ แต่หลุงจากมีการเปิดให้มีการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติเพื่อทำให้การใช้แรงงานถูกกฎหมายทำให้แรงงานข้ามชาติเข้ามาเพิ่มมากขึ้น เป็นการเข้ามาเพื่อตอบสนองการขาดแคลนแรงงาน ซึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ยังคงต้องอยู่ร่วมกับแรงงานข้ามชาติไปอีกนานในฐานะคนที่มาช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจ
  2. ประเทศไทยช่วงการพัฒนาเศรษฐกิจอาจส่งเสริมให้มีลูกหลานมากๆเพื่อช่วยทำงานแต่การรณรงค์ยุคหลังคือ “การมีลูกมากจะยากจน” มีการส่งเสริมการคุมกำเนิด และเศรษฐกิจที่ทำไม่พอกินคนก็มีลูกน้อยลง บางคนมีลูกเพียงคนเดียวทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงาน แม้แต่งานในภาคเกษตรก็ยังต้องจ้างแรงงานข้ามชาติ การจ้างแรงงานในภาคเกษตรหลังเสร็จงานก็ต้องไปรับจ้างสวนอื่นๆ เพื่อความอยู่รอด และเห็นว่าการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติปัจจุบันยากมากขึ้น จากเดิมเข้ามามีพาสปอร์ต มาเป็นขอใบอนุญาตแล้วก็มาทำพาสปอร์ตอีกในปัจจุบัน จึงอยากให้รัฐแก้ปัญหาให้การขึ้นทะเบียนทำได้โดยง่ายกว่านี้เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการใช้แรงงานข้ามชาติ
  3. การเข้ามาของแรงงานข้ามชาติก็เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ การที่ถกเถียงกันว่าแรงงานข้ามชาติมาแย้งงานคนไทยทำนั้นจริงหรือไม่ หากไม่มีแรงงานข้ามชาติทำงานการพัฒนาเมืองจะเดินไปได้อย่างปัจจุบันหรือไม่ ซึ่งตัวเลขการใช้แรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่อยู่ในเมืองใหญ่ อย่างกรุงเทพปริมณฑลร้อยละ 25 การขาดแคลนแรงงานอย่างภาคบริการขาดแคลนร้อยละ 20 ซึ่งปัจจุบันการจ้างงานใช้วิธีการจ้างงานแบบยืดหยุ่น เป็นการจ้างงานชั่วคราว การจ้างงานแรงงานข้ามชาติในภาคเกษตรกรรม การก่อสร้าง การประมง เป็นต้น ซึ่งอุตสาหกรรมต่างๆในเมืองก็ใช้แรงงาน ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และในอนาคตโรงงานอาจไม่ใช่ที่ทำงานอีก ต่อไปแล้ว
  4. การอยู่ร่วมกันของแรงงานข้ามชาติกับสังคมไทยความเป็นแรงงานข้ามชาติ การนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนที่ต้องมองว่าไม่นำเสนอแบบตัดสิน และมองว่าแรงงานข้ามชาติเป็นคนอื่น คือเดิมแรงงานข้ามชาติเป็นชนเผ่า การใช้ภาษา สีผิว หน้าตาไม่ต่างกับคนเมือง รวมถึงวัฒนธรรม มองไม่แปลกแยกแตกต่าง อยู่ด้วยกันตลอดเวลา อย่างหม่อง ทองดี ลูกแรงงานข้ามชาติ วันหนึ่งเขาสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย ต้องให้ความสำคัญกับแรงงานข้ามชาติในฐานะที่เขามาทำประโยชน์ให้ประเทศ ให้กับจังหวัดเชียงใหม่ ภาษาทางราชการ

ทั้งนี้ในการจัดงานแสดงนิทรรศการ และการเสวนารวม 3 วัน ทางเครือข่ายแรงงานภาคเหนือและองค์กรภาคีต่างที่ร่วมจัดงานได้มีการกำหนดจัดกิจกรรมการรณรงค์เรื่องคุณค่าของแรงงานในวันที่ 30 เมษายน และยื่นหนังสือข้อเรียกร้องเนื่องในวันกรรมกรสากลในวันที่ 1 พฤษภาคม 2560 ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดอีกด้วย

ข้อเรียกร้องเนื่องในวันกรรมกรสากล 2017

ด้วยวันที่ 1 พฤษภาคม ของทุกปี เป็น “ วันกรรมกรสากล ” ซึ่งเป็นวันที่คนทำงานทั่วโลกได้รำลึกถึงการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในสังคมของคนทำงาน เป็นการยกย่องและชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของคนทำงานในทุกสาขาอาชีพ สิทธิอันชอบธรรมที่คนทำงานสมควรได้รับในฐานะมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับประชาชนกลุ่มอื่น ๆในฐานะที่คนทำงานเป็นส่วนสำคัญหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ก้าวไปข้างหน้าและทัดเทียมกับนานาประเทศ

ในโอกาสนี้ เครือข่ายแรงงานภาคเหนือ ซึ่งประกอบด้วย องค์กรที่ทำงานด้านส่งเสริมสิทธิด้านแรงงาน กว่า 15 องค์กร นักวิชาการจากสถาบันการศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่ และตัวแทนคนทำงานงานทุกสาขาอาชีพในพื้นที่ ได้ประเมินและพิจารณาถึงสถานการณ์ด้านแรงงานภายในพื้นที่ภาคเหนือ และพบว่า

–              แรงงานในโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ของภาคเหนือยังคงมีปัญหาและอุปสรรคในการจัดตั้งสหภาพแรงงาน และไม่มีส่วนร่วมในคณะกรรมการไตรภาคีชุดต่างๆ

–              คนงานทำงานบ้านและคนทำงานในภาคเกษตรกรรมไม่สามารถเข้าสู่ระบบประกันสังคม และกองทุนเงินทดแทน  รวมถึงไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เช่น เรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ วันหยุดที่ได้รับค่าจ้าง วันหยุดพักผ่อนประจำปี เป็นต้น

–              แรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับสิทธิเฉกเช่นแรงงานทั่วไปตามที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนด เช่น ไม่ได้รับค่าจ้างตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ไม่มีวันหยุดประจำสัปดาห์ ไม่ได้รับค่าจ้างในวันหยุดและวันลาตามที่กฎหมายกำหนด ต้องทำงานล่วงเวลาโดยไม่สมัครใจ และเข้าไม่ถึงระบบประกันสังคม เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องอาชีพ และเอกสารที่ใช้ในการขึ้นทะเบียน นายจ้างบางรายไม่ได้นำลูกจ้างไปขึ้นทะเบียนประกันสังคม และคนงานส่วนที่เข้าสู่ระบบประกันสังคมก็ยังมีปัญหาการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ เช่น การใช้สิทธิเบิกเงินสงเคราะห์บุตร และกรณีการรับเงินบำเหน็จชราภาพ

–              แรงงานข้ามชาติถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพในการเดินทาง และยังถูกเรียกรับผลประโยชน์อย่างต่อเนื่อง

–              มีการเลือกปฏิบัติในการจ่ายค่าจ้างระหว่างแรงงานหญิงและแรงงานชาย

แรงงานในภาคบริการยังคงถูกเลือกปฏิบัติและตีตราจากสังคม ด้วยเหตุผลของความแตกต่างทางเพศ ยังไม่สามารถเข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพเฉกเช่นแรงงานทั่วไป

เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหา  และส่งเสริมให้เห็นถึงคุณค่าความสำคัญของคนทำงาน เครือข่ายแรงงานภาคเหนือ ร่วมกับคนทำงานทุกสาขาอาชีพจึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานต่างๆ ดำเนินการดังต่อไปนี้

ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลไทย

  1. เพื่อเป็นการลดอคติและสร้างทัศนคติที่ดีต่อแรงงานข้ามชาติในสังคมไทย ขอให้รัฐบาลแก้ไขคำว่า “แรงงานต่างด้าว” ในกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้เป็น “แรงงานข้ามชาติ”
  2. ขอให้รัฐบาลปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นค่าจ้างเพื่อชีวิต (living wage) ในอัตรา 450 บาทต่อวัน เพื่อให้เกิดค่าจ้างที่เป็นธรรม คุ้มครองคนทำงาน และสมาชิกครอบครัว
  3. ขอให้รัฐบาลไทยรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว และเร่งดำเนินการรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและการเจรจาต่อรอง ภายในปี 2560
  4. ขอให้รัฐบาลไทยเร่งดำเนินการรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 189 ว่าด้วยงานที่มีคุณค่าสำหรับลูกจ้างทำงานบ้าน ภายในปี 2560 เพื่อส่งเสริมสิทธิของคนงานทำงานบ้าน
  5. ขอให้รัฐบาลกำหนดให้แรงงานทุกคนทุกอาชีพเข้าสู่ระบบประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทนอย่างเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ
  6. ขอให้รัฐบาลกำหนดให้พนักงานบริการ ผู้ทำงานบ้าน แรงงานนอกระบบ แรงงานในภาคเกษตรที่ไม่มีการจ้างงานกันตลอดทั้งปี เป็นอาชีพที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานทุกฉบับ
  7. ขอให้รัฐบาลมีมติครม. ขยายพื้นที่การทำงานของแรงงานข้ามชาติได้ทั่วจังหวัด โดยไม่ต้องขอเพิ่มสถานที่ทำงาน
  8. ขอให้รัฐบาลไทยแก้ไขพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 ให้แรงงานข้ามชาติทำงานได้ทุกอาชีพตามความสามารถของตน ขยายอายุของแรงงานข้ามชาติให้สามารถทำงานได้ถึงอายุ 60 ปี

ข้อเรียกร้องต่อกระทรวงมหาดไทย

  1. ขอให้กระทรวงมหาดไทยแก้ไขกฎระเบียบในการเดินทางของแรงงานข้ามชาติ รวมถึงกลุ่มผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน กลุ่มบุคคลบนพื้นที่สูง ให้มีเสรีภาพในการเดินทาง

ข้อเรียกร้องต่อกระทรวงแรงงาน

  1. ให้กระทรวงแรงงานกำหนดให้มีหน่วยงานที่รับผิดชอบในการฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพของคนทำงาน ในประเด็นสิทธิการรวมกลุ่มและการเจรจาต่อรอง โดยไม่เลือกปฏิบัติ
  2. แรงงานข้ามชาติสามารถเข้าถึงสิทธิการพัฒนาฝีมือแรงงานของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยมีสิทธิได้รับประกาศนียบัตร และนำไปใช้ในการประกอบอาชีพได้อย่างแท้จริง

ข้อเรียงร้องต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่

  1. เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่ ให้จังหวัดเชียงใหม่ จัดระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ ครอบคลุมและราคาถูกสำหรับคนทำงานทุกคน

ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

  1. ขอให้รัฐบาลสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาดูแลให้แรงงานที่กลับไปยังประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาได้เข้าถึงสิทธิในด้านต่างๆ เช่นทางทะเบียนราษฎร์ ทางการศึกษา สุขภาพและอาชีวอนามัย และสิทธิพลเมือง
  2. ขอให้รัฐบาลสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาเปิดให้จดทะเบียนสมรสและทำบัตรประชาชนได้ในสถานฑูตสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาประจำประเทศไทย
  3. ขอให้รัฐบาลสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาดำเนินการให้มีระบบประกันสังคมโดยเร่งด่วน

ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลประเทศไทย และรัฐบาลสาธารณะรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

  1. ขอให้รัฐบาลประเทศไทยและรัฐบาลสาธารณะรัฐแห่งสหภาพเมียนมาปฏิบัติตามอนุสัญญา ILO 181 ว่าด้วยบริษัทจัดหางานเอกชน ตามมาตรา 7 บริษัทนายหน้าต้องไม่คิดค่าบริการใดๆ จากคนงานไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม