สถานการณ์ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง แรงงาน และขบวนแนวโน้มปี 2562

ชี้ต้องทำงานจัดตั้งสหภาพแรงงานทั่วไป ฟื้นระบบประชาธิปไตย ขบวนการแรงงานต้องเข้มแข็ง ปรัชญาของรัฐในการพัฒนายังต้องการที่จะได้แรงงานราคาถูกเพื่อดึงดูดนักลงทุน พร้อมกลยุทธ์ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีใหม่ ส่งผลให้แรงงานทำงานที่ไม่มั่นคง ไม่ใช่แนวคิดเพื่อช่วยให้แรงงานทำงานเบาลง

เมื่อวันที่ 9- 10 กุมภาพันธ์ 2562 คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ได้จัดสัมมนา การประชุมใหญ่ และวางแผนงานประจำปี 2562 ที่อาคารส่งเสริม และพัฒนาอาชีพ และการเกษตร ศูนย์การพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดฉะเชิงเทรา

นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงาน (คสรท.) กล่าวว่า การต่อสู้ย่อมมีความสูญเสียบ้าง และต้องมีความเอางานเอาการ ไม่ย่อท้อต่อปัญหา และอุปสรรค์ การมีองค์กรนำอย่างคสรท. ทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนเพื่ออนาคตข้างหน้าของผู้ใช้แรงงาน ซึ่งต้องมีการมองสถานการณ์การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และเชิงขบวนในอนาคต คสรท.เคยได้มีการเสนอนโยบายแรงงาน ต่อทางการเมืองมาตลอด แต่ว่าผลในการตอบสนองค้อนข้างน้อยมาก อาจเป็นเพราะเขาไม่ได้มีนโยบายด้านแรงงาน ในใจของพรรคการเมืองต่างๆมีแต่นายทุน แต่ตอนนี้เรามีการปักหลักพรรคของกรรมกรแล้ว ด้วยการเมืองกำหนดทิศทางบ้านเมือง การที่มีพรรคสังคมประชาธิปไตยไทย ก็เพื่อที่จะกำหนดทิศทางการเมือง โดยที่มีตัวแทนของชนชั้นแรงงานเพื่อเข้าสู่เวทีทางการเมือง แม้ว่าอาจยังไม่รู้จะเป็นอย่างไรแต่เพียงได้สู้ ขอเพียงแน่วแน่ เป็นความพยายามที่จะเข้าไปสู่แนวทางการกำหนดอนาคตของตัวเอง ซึ่งคสรท.ได้ให้การสนับสนุน และยังมีการเสวนา พูดคุย และการเลือกตั้งกรรมการบริหารชุดใหม่ด้วย

 

อ.ศักดินา  ฉัตรกุล ณ อยุธยา นักวิชาการแรงงาน กล่าวว่า สถานการณ์บ้านเมืองช่วง 10 ปี สภาพแวดล้อมของสังคมเปลี่ยนไป ประเทศไทยเป็นรัฐพันธุ์ลึกที่มีรัฐซ้อนรัฐอยู่ และการที่จะมีการกำหนดทิศทางเองค้อนข้างยาก และการทำงานของแรงงานภายใต้สถานการณ์แบบนี้ การที่มีแนวทำงานเปลี่ยนตัวเองให้แข็งแกร่ง เพื่อเปลี่ยนแปลงโลก ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องทำ และ ด้านเศรษฐกิจ สังคม สถานการณ์ผลประโยชน์อยู่กับคนส่วนน้อย รัฐเผด็จการทหารก็ไม่ได้ส่งผลประโยชน์ให้กับผู้ใช้แรงงาน และทางคสรท.มีการเคลื่อนไหวมากอยู่ แต่การนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของแรงงานค้อนข้างน้อยมากเป็นเพราะขบวนการแรงงานมีพลังอำนาจน้อย ซึ่งมีตัววัด 4 ตัว คือ หนึ่งแรงงานสามารถที่จะหยุดการผลิตได้ หรือหยุดการเคลื่อนไหวได้ และสองอีกอำนาจจากการจัดตั้งองค์กร แรงงานมีคนที่อยู่ในขบวนการแรงงานค้อนข้างน้อย มีเพียง 1.5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนอำนาจที่สามคือ เชิงสถาบัน สถาบันที่มีส่วนกำหนดแรงงานเข้าไปมีส่วนร่วม และหรือไม่เอื้อโอกาสให้เข้าไปได้ หรือเข้าถึงได้ค้อนข้างน้อย

การเข้าไปสู่อำนาจทางการเมือง แรงงานไม่มีอำนาจในการช่วงชิง ยังคงไปอยู่ในอำนาจพิเศษ และทุนเข้าไปอยู่ตรงนั้นมากกว่า อำนาจสุดท้าย คือ อำนาจเชิงสังคม ขบวนการแรงงานไม่ได้รับการยอมรับ และไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาคประชาสังคมเพียงพอ ความแยกตัวของขบวนแรงงาน กับภาคประชาสังคมทำให้เกิดความอ่อนแอลง จากเดิมที่ขบวนการแรงงานจะทำงานขับเคลื่อนประเด็นทางสังคม และรวมเอาประเด็นทางสังคมมาร่วมขับเคลื่อน ดึงองค์กรต่างๆภาคประชาสังคมมาทำงานด้วยกัน การแยกตัวมาเคลื่อนเฉพาะประเด็นไม่เอื้อให้ขบวนการแรงงานทำงานเข้มแข็งขึ้นเลยภายใต้สภาวะทางการเมืองแบบนี้ และมีการขึงไว้อีก 20 ปี สภาพแวดล้อมเศรษฐกิจการเมืองไม่ได้เอื้อให้แรงงานเข้าไปมีอำนาจทั้ง 4 ได้ และเรายังไม่มีพลังเพียงพอที่จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงตรงนั้น และขบวนการแรงงานจะปรับตัวอย่างไรให้ไปในทิศทางใด

การมองไปข้างหน้า การเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีกรรมเท่านั้น กลุ่มคนที่เคยอยู่ข้างหลังจะโผล่มาให้เห็นมากขึ้น ภายใต้สถานการณ์การเมืองแบบนี้ ขบวนการแรงงานขยับลำบากมาก แต่ต้องทำคือ “ต้องฟื้นขบวนการแรงงานให้เร็วที่สุด และประเทศที่มีระบบประชาธิปไตย ต้องมีขบวนการแรงงานที่เข้มแข็ง จะมีประชาธิปไตยได้อย่างไรหากขบวนการแรงงานไม่เข้มแข็ง ขาดอำนาจต่อรอง และสังคมที่คนงานเข้าไปมีอำนาจทางการเมือง ต้องสร้างจิตรรสำนึกทางชนชั้นขึ้นมาก่อน

ต้องสร้างความรู้สึกร่วมกันต้องทำประวัติศาสตร์ให้มีความภาคภูมิใจ มีฝันร่วมกัน เห็นอนาคตร่วมกัน และมีศัตรูร่วมกัน ใครคือศัตรู ต้องมีสัญลักษณ์ร่วมกัน จะทำให้รู้สึกร่วมกัน ต้องมีการจัดตั้งร่วมกัน จัดตั้งแค่สหภาพแรงงานอุตสาหกรรมไม่พอต้องมีการรวมแรงงานทั่วไป แรงงานนอกระบบที่มีจำนวนมาก และแรงงานข้ามชาติด้วย เพื่อสร้างอำนาจการนัดหยุดงานทั่วไป การที่จะจัดตั้งเพื่อเอาคนเข้าสู่ขบวนการแรงงาน และขบวนการแรงงานมีอำนาจในการนัดหยุดงานได้จริงหรือไม่ และแรงงานจะเข้าไปมีบทบาททางการเมือง หรือองค์กรไหนที่เป็นสถาบัน เป็นอำนาจทางสถาบัน และขบวนการแรงงานทางสังคมต้องเอากลับมาทำเพราะเราเคยเป็นสหภาพแรงงานที่ทำงานขบวนการทางสังคมตอนนี้ยุทธศาสตร์ 10 ปี

ศาสตราภิชาน แล ดิลกวิทยรัตน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย กล่าวว่า กาลเวลากลืนกินทุกสิ่ง แต่เทคนิคการทำนายังไม่เปลี่ยน สิ่งที่พูดมาตลอด คือแรงงานต้องการที่จะยกกระบวนการผลิตให้ดีกว่าเดิม ปรัชญาของรัฐในการพัฒนาก็ยังต้องการที่จะได้ค่าแรงราคาถูกเพื่อดึงดูดนักลงทุนอยู่ ไม่ได้สนใจที่จะพัฒนาแรงงานให้มีทักษะ แรงงานยังอยู่บนฐานที่มองว่า เศรษฐกิจต้องเติบโตมีการลงทุนและกำไรของทุนมาก่อน ไม่ได้พัฒนาเพื่อให้แรงงานมีความทัดหน้าเทียมตาเพื่อให้คนส่วนใหญ่ลืมตาอ้าปากได้ และประเด็นความเหลือมล้ำ หากทำให้คนมีความเท่าเทียมกัน คนจะไม่ขยัน ไม่ทำงาน แต่ความจริงแล้วความเหลือมล้ำที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะจนไม่ขยัน แต่เพราะเขาไม่มีโอกาสเท่ากับพวกร่ำรวยหรือนักลงทุน สิ่งที่พัฒนาแรงงานมา 40 ปี ดูดีมีกฎหมายคุ้มครองแรงงาน จากเดิมไม่มีการดูแลคุ้มครองอะไรเลย ค่าจ้างก็แล้วแต่นายจ้างจะให้ วันลากิจ ลาป่วยแล้วแต่นายจ้างให้ ไม่มีวันพักร้อน ไม่มีค่าชดเชยเมื่อนายจ้างให้ออกจากงานเป็นต้น แต่การมีขึ้นของสิทธิเหล่านี้เทียบไม่ได้กับการมีกำไรของนายทุน ยังมีความเชื่อ ปรัชญาด้านการการพัฒนาประเทศยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง และความเชื่อเรื่องไพร่- ผู้ดียังมี การที่จะเรียกร้องให้รัฐบาล ลดคามเหลือมล้ำจึงเฉยๆ ความไม่เปลี่ยนแปลงจึงมีตลอด และซ้ำเติมลูกจ้าง พลังถูกลดทอนตลอด การที่จะก้าวไปสู่ยุค 4.0การนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามา ก็เพื่อที่จะใช้เครื่องจักร และหุ่นยนต์มากขึ้น เพราะการจ้างงานกำลังคนเป็นต้นทุนที่ต้องจ่ายทุกเดือน และยังมีการเรียกร้องเพื่อเพิ่มค่าจ้างสวัสดิการ ซึ่งความเปลี่ยนแปลงก็ไปบั้นทอนลูกจ้าง เกิดความไม่มั่นคงในการจ้างงาน เมื่อไม่มีการจ้างงาน คนตกงานความเหลื่อมล้ำก็สูงขึ้น แต่รัฐมองเป็นปัญหาคนจนไม่ขยัน ขี้เกียจ และการตีความเป็นข้าศึกต่อการต่อรองของลูกจ้างสร้างอคติ ทำให้กระทบกับแรงงาน ทั้งที่การเข้ามาของหุ่นยนต์จะช่วยแรงงานแต่กลายเป็นการนำเข้ามาเพื่อข่มขู่ลูกจ้าง เพื่อไม่ให้ลูกจ้างเรียกร้องต่อรองกับทุน ที่หากลยุทธ์ในการหากำไรส่วนเกิน

อุปสรรค์ คือ หนึ่ง อำนาจต่อรองของขบวนการแรงงานไม่มี เพราะไม่มีประชาธิปไตย ไม่มีเสรีภาพในการรวมตัวเพื่อเจรจาต่อรอง ซึ่งขึ้นอยู่กับเสรีภาพทางการเมือง หากการเมืองลุ่มๆดอนๆ ก็ไม่มีเสรีภาพทางการรวมตัวแลต่อรอง สิ่งที่ได้มาทั้งหลายของแรงงานตอนที่เผด็จการสิ้นลม เราก็จะได้มาซึ่งอะไรดีๆ เช่นกฎหมายแรงงานในอดีต ไม่เชื่อต้องทดสอบดู ด้วยการนำข้อเสนอของแรงงานไปเสนอต่อรัฐบาล เพราะว่าช่วงนี้จะมีการเลือกตั้งการซื้อเสียงแบบนโยบายประชานิยม การให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐจ่ายให้ของขวัญแบบลดแลกแจกแถมให้คนจนได้มาเพราะสถานการณ์ และโครงสร้างอำนาจที่ไม่ปกติ ซึ่งช่วงของน้าชาติ มีการออกกฎหมายประกันสังคม หรือกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ แต่สถานการณ์แบบนี้ไม่ใช่ทำให้คนงานทอดฮุยรอเพราะอย่างไรต้องสู้ให้ได้

ปัญหาของสหรัฐอเมริกา เมื่อนายโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ามาเป็นประธานาธิบดี ฝ่ายซ้ายก็ตื่นมารวมตัวกันได้ แต่ประเทศไทย มีวัฒนธรรมที่ไม่เปลี่ยนแปลงมีความต่อเนื่อง และความเชื่อที่เป็นตัวเหนี่ยวรั้ง เวลาพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างลูกจ้าง สำนึกบุญคุณ เพราะนายจ้างเป็นร่มโพธิ์เป็นผู้ให้มีความเข้มแข็งมากในวัฒนธรรมไทย และค่านิยมแบบนี้สืบต่อกันมายาวนานมากไม่มีใครบอกว่า นายจ้างเติบโตขึ้นมาได้เพราะว่า แรงงานเป็นผู้สร้างผลกำไรให้กับนายจ้าง และนายจ้างก็สะสมทุนมูลค่าส่วนเกินมากมาย สิ่งที่ต้องทำคือการสร้างการตื่นรู้ให้กับคนงานทั่วไป ว่าการทำงานของลูกจ้างที่สร้างให้นายจ้างเจริญเติบโตมีผลกำไรมหาศาลมาจากหยาดเหงื่อของแรงงานทั้งสิ้น และเมื่อคิดแล้วการลงแรงกายทำงานตั้งแต่หนุ่มสาวจนเกษียณอายุคำนวณต้นทุนชั่วชีวิตแรงงานขาดทุนมหาศาล

รศ.มาลี พฤกษ์พงศาวลี คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พลเอกเปรม กล่าวว่า ช่วงของรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี 8 ปี และพอแล้ว ก็เพราะมีเสียงบอกให้พอแล้ว ต่อมาเป็นท่านพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัน เข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อเผด็จการกำลังจะสิ้นลม ก็ต้องการที่จะมีการสร้างคะแนนเสียงขึ้นบ้าง และการที่ต่อสู้ของผู้หญิงจากแนวคิดผู้หญิงเป็นควายผู้ชายเป็นคน ครั้งนี้มีการส่งผู้หญิงลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากขึ้นในแต่ละพรรค ซึ่งเครือข่ายผู้หญิง และเพศทางเลือกต่างเสนอให้มีการกำหนดสัดส่วนของผู้หญิง ด้วยผู้หญิงเป็นคนกลุ่มใหญ่และมีจำนวนมากกว่าผู้ชาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาล หรือนายกที่มาจากผู้หญิงจะสนใจเรื่องสิทธิหรือมองเรื่องสวัสดิการทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น หรือเข้าใจเรื่องเพศมากกว่าผู้ชาย หลังจากเรามีนายกรัฐมนตรีผู้หญิงมาแล้ว

สถานการณ์การเรียกร้องของภาคประชาชนหากต้องต่อสู้กับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้นก็ลำบากเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้ที่จะเอา หรือยอมรับรัฐบาลเผด็จการ เราต้องการเสรีภาพในการชุมนุม และเสรีภาพในการรวมตัว ในส่วนของประเทศไทยนั้นนายกรัฐมนตรีมาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) ถึง 11 คน ซึ่งเป็นส่วนใหญ่จากจำนวน นายกรัฐมนตรี 29 คน ที่มาจากหลายสถาบัน

สถานการณ์เศรษฐกิจ สังคม การเมือง เป็นเรื่องใหญ่ เราเปลี่ยนจากสังคมเกษตรสู่สังคมอุตสาหกรรม รัฐบาลก็มีการเรียกร้องที่จะพัฒนาประเทศด้วยการลงทุนมาตลอด ซึ่งเรามีการพูดถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน รัฐธรรมนูญให้ผู้หญิงลงสมัครรับเลือกตั้งได้ แต่อัตราของผู้หญิงได้รับการศึกษายังไม่เท่าผู้ชาย ตัวเลขปี 2560 ผู้หญิง 33 ล้านกว่าคน ผู้ชาย 32 ล้านกว่าคน ผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง1.3ล้านคน  และผู้หญิงอายุยืนกว่าผู้ชาย ด้วยการใช้ชีวิตความเสี่ยงที่น้อยกว่าจากโรคต่างๆ แล้วการที่จะได้รับโอกาสในการที่จะเข้าสู่การทำงานมากน้อยแค่ไหน อาจารย์แล ดิลกวิทยรัตน์เคยกล่าวไว้ว่า “มดลูกของผู้หญิงก็เป็นปัจจัยการผลิต”  แต่สถานการณ์วันนี้ผู้หญิงยังมีปัญหาท้องไม่พร้อม ถูกนายจ้างเลิกจ้างขณะตั้งครรภ์ ไม่ได้รับการดูแลที่ดีพอระหว่างตั้งครรภ์ และเมื่อคลอดลูกออกมาบนสวัสดิการที่ไม่พร้อม ในเชิงกฎหมายมีการกำหนดอะไรที่ก้าวหน้าเพื่อสร้างความเท่าเทียมไม่ว่าเพศไหนๆ แต่ว่าในทางปฏิบัติยังคงมีปัญหาทั้งการจ้างงาน ตำแหน่งงาน ค่าจ้าง สวัสดิการยังคงไม่มีความเท่าเทียมทั้งด้านโอกาส และยังคงมีการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศอยู่ ทางออกคือ การหาแสวงหาความรู้เท่านั้น คือทางออก

รศ.ดร.ณรงค์ เพชรประเสริฐ คณะเศรษฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า  หนึ่งเราเลี่ยงไม่พ้นความปั่นป่วนของเทคโนโลยีใหม่ที่จะเข้ามาและส่งผลกระทบต่อการจ้างแรงงาน เพราะการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี เมื่อมีเครื่องจักรไอน้ำเข้ามาก็ทำลายชนชั้นไร่นา กลายมาเป็นชนชั้นกรรมกรในระบบอุตสาหกรรม และการปั้นป่วนด้านเทคโนโลยีใหม่ ยุค 4.0 จะมีการปฏิวัติแรงงานอีกครั้ง ซึ่งเราได้เห็นทนายความแบบ AI (Artificial Intelligence) ปัญญาประดิษฐ์ในอนาคต และการสร้างกลไกหุ่นยนต์ที่เหมือนกับคน รูปธรรมของคนงาน ทั่วโลกจะมีการกดขี่ และปลดคนงานมากถึง 45 เปอร์เซ็นต์ และไม่ได้มีใครบอกว่า คนงานจะมีงานทำ หรือไปอยู่ไหน ซึ่งจะเห็นว่า หนึ่ง มีการปิดสาขาธนาคารหลายแห่งแล้ว และภาพของห้างบางแห่งก็ไม่จ้างคนงานเลย ในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะจังหวัดปราจีนบุรีก็ไม่จ้างงาน  และอุตสาหกรรมEEC (Eastern Economic Corridor) ที่มีการส่งเสริมให้ใช้อุตสาหกรรมใหม่ กลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต ที่ส่งเสริมให้ใช้เทคโนโลยีใหม่ โดยไม่ต้องเสียภาษี แล้วคนงานอยู่ตรงไหน ตัวเลขเศรษฐกิจ รายได้ 100 บาทมาจากค่าจ้างแรงงานที่ใช้จ่ายค่าอาหาร 45 บาท แม่ค้าจ่ายซื้อสินค้า 35 บาทแล้ว แต่สังคมไทยไม่รู้ว่าค่าแรงมีคุณค่าเพียงใด

สอง ประชากรโลก 1 หมื่นล้าน และมีคนสูงอายุจำนวนมาก ประเทศญี่ปุ่นมีการสร้างสวัสดิการค้อนข้างดี ให้กับผู้สูงอายุ แต่ว่าผู้สูงอายุทั่วโลกกำลังเป็นปัญหา ซึ่งประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และเป็นผู้สูงอายุที่ออกจากงานโดยไม่มีสวัสดิการรองรับที่มีการเตรียมตัวที่มีคุณภาพ  เมื่อแผนการควบคุมประชากรไม่อยู่ในตัวเลขที่กำหนดไว้ ระบบทุนโลกก็ใช้โรคระบาดมาจัดการ ซึ่งจะเห็นว่ามีโรคอุบัติใหม่เกิดขึ้น ซึ่งน่าเชื่อถือว่าแนวคิดนี้มีความเป็นจริง หากประชากรยังเพิ่มขึ้นอีก เราก็เห็นสงครามจำกัดพื้นที่อย่างโลกมุสลิมที่เกิดขึ้นตอนนี้ เพราะคนมุสลิมทำหมั่นไม่ได้ถือว่าบาป ทราบหรือไม่ว่า สินค้าต้องส่งตลาดมุสลิมไม่ได้ เมื่อมีสงครามก็ไม่มีการส่งออก และไม่มีการทำงานล่วงเวลา (โอที) แรงงานมีรายได้จากค่าจ้างน้อยลง ไม่มีเงินส่งให้คนสูงอายุ หรือพ่อ แม่ที่ต่างจังหวัด ไม่เกิดการจับจ่ายใช้ส่อยกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งผู้หญิงที่เป็นแรงงานส่วนใหญ่ยังส่งเงินให้กับพ่อแม่ที่บ้านต่างจังหวัด และรายได้ที่ถูกส่งไปโดยผู้ใช้แรงงานถือเป็นรายได้หลักในชนบทเลยทีเดียว

ข้อตกลงว่าด้วยอาหารโลก คือได้มีการจัดการในพื้นที่ที่เหมาะสม เมื่อลงนามแล้วก็มีบริษัทมาจัดการได้ และจีนเข้ามาในภาคอีสานเพื่อปลูกสมุนไพร และที่นครนายกก็มีการสร้างหมู่บ้านคนจีนอยู่ การมาของชาวจีนก็มาอยู่เพื่อทำมาหากิน ไม่ใช่มาเพื่อการท่องเที่ยวแล้ว

สาม สงครามการค้าระหว่างประเทศจีน และสหรัฐอเมริกา เมื่อจีนถูกกีดกันทางการค้า จีนนำวัตถุดิบจากไทยไปแปรรูปเมื่อมีข้อจำกัดก็มาส่งเข้าตลาดอาเซียน และเข้ามาที่ตลาดไทย และเสื้อผ้า รองเท้า ผักผลไม้จากจีนก็เข้ามาในประเทศไทย ไม่ใช่แค่ขาย แต่เข้ามาผลิตเอง เป็นการแย่งชิงทรัพยากร แย่งความมั่งคั่ง และพลังอำนาจ กำไรที่ได้มาคือกำไรของใคร และใครลงทุนกำไรของใคร แรงงานไทยอยู่ตรงไหน ตอนนี้ธุรกิจออนไลน์ การส่งของออนไลน์ อาหาร ล้งจีน ผลไม้ต่างๆเป็นของคนจีนหมดแล้ว

สี่ ความขัดแย้งภายใน จากนี้ไป จะมีการแตกขั้วจากต้นสู่ยอด คนแสนชั่ว จนสาปแช่ง

เรื่องสุดท้าย การตื่นรู้เรื่องแรงงานในสังคมไทย คนไม่รู้เรื่องแรงงาน และถามว่าเมื่อไร จะมีนายกจากแรงงาน อย่างหลายประเทศ เช่น ประเทศบราซิล นายกเป็นแรงงาน คนที่อยู่ในแรงงานนอกระบบ 24 ล้านคน แรงงานนอกระบบก็อยู่นอกกฎหมายแรงงาน ซึ่งในภาคเกษตร 12 ล้าน คน แท็กซี่ 8-9 ล้านคน และอื่นๆอีก แรงงานในระบบราว 13 ล้านคน  แล้วจำเป็นด้วยหรือที่แรงงานต้องมีอำนาจต่อรอง การจะขึ้นค่าแรงต้องต่อรอง ตลาดแรงงานก็ต้องต่อรอง ไม่มีวงการวิชาการไหน ให้เกียรติแรงงานแม้แต่วงการสื่อ เป็นแรงกดดันทางสังคมทำให้นักวิชาการที่ทำเรื่องแรงงานไม่อยากทำประเด็นแรงงาน เพราะสังคมไม่ให้ความสำคัญในคุณค่าแรงงาน

การที่ถูกกดดันให้ไปเลือกตั้งที่บ้าน อยู่กรุงเทพฯมา 40-50 ปี แล้วกับไปเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)ที่บ้าน ซึ่งต้องฟังพ่อแม่ที่บ้านกำหนดให้เลือกใครก็ไม่รู้จัก ไม่มีนโยบายด้านแรงงานมาเป็นสส. ทำไมต้องฟังพ่อแม่ เราต้องเลือกพรรคการเมืองที่มีนโยบายด้านแรงงาน และเป็นพรรคการเมืองของแรงงาน

สุดท้ายสิ่งที่ขบวนการแรงงาน และผู้ใช้แรงงานต้องเข้าใจ คือ

  1. เทคโนโลยี สำคัญ เราตกงานจะใช้เทคโนโลยีในการสร้างงานอย่างไร
  2. ต้องมีการรวมกลุ่มแรงงานกับกลุ่มอื่นๆด้วย เช่น การเปิดตลาดในโรงงานให้เกษตรกรนำสินค้าด้านการเกษตรมาขายในโรงงาน สังคมไทยคนที่กินข้าวมากคือเกษตรกร และคนงาน ซึ่งคนงานเป็นคนส่วนใหญ่ ต้องซื้อของชาวนา ต้องทำงานกับชนชั้นปัญญาชนมากขึ้น ต้องแสวงหา และเปิดโอกาส การจัดตั้งต้องรวมเอาคนอื่นเข้ามาด้วย ต้องจัดตั้งเกษตรกรเข้ามาด้วย การเข้าสู่พรรคการเมือง ต้องมีแรงงาน เกษตรกร และปัญหาชน
  3. มีการรวมกันระหว่างแรงงานทั้งในประเทศ และระหว่างประเทศ แต่ก่อนเข้มแข็งตอนนี้อ่อนแอไม่มาก
  4. 4. ยุคBig Data ผู้ใช้แรงงานต้องเป็นนักประมวลข่าว กรองข่าว และวิเคราะห์ข่าว เพราะข่าวคือข้อมูล จะเกิดได้ต่อเมื่อมีการจัดตั้งกลุ่มศึกษาในการพูดคุย กินข้าวห่อกัน

ดังนั้น การศึกษาคือกลุ่มศึกษา ใช้มือถือหาข้อมูลมาวิเคราะห์กัน อีกครึ่งปีจะปิดกี่โรงงาน จะมีการแก้ไขกันอย่างไร เศรษฐศาสตร์การเมืองคือ การสร้างพลังอำนาจ สร้างพลังต่อรอง พลังคือ .1 ทุนทรัพย์ ซึ่งเราคงสู้ทุนไม่ได้แน่แต่ว่าเราทำได้ ต้องสะสมทุนไว้เพื่อการต่อสู้ 2. อำนาจมาจากอาวุธ 3. ปัญญา เราทำได้ 4. การจัดการคือพลังอำนาจ คือการจัดตั้ง 5. คือการรวมตัว ฉะนั้นการสร้างพลังต่อสู้ทำได้ เพียงการสะสม

 

Mr Robert Pajkovski Solidarity Center กล่าวว่า ในอดีตได้ทำงานหลายอย่าง เป็นแรงงานค่าจ้างต่ำ และเข้าใจว่านายจ้าง และผู้จัดการมองแรงงานอย่างไร และก็ถูกไล่ออกจากงานเมื่อไม่ทำตามคำสั่ง จึงได้กลับไปเรียน ได้รับปริญญา 3 ใบ แต่เมื่อเรียนสังคมวิทยา ทำให้เปิดโลกทัศน์ คือได้ยินคำพูดที่ไม่เคยได้ยิน เช่น การต่อสู้ทางชนชั้น ชนชั้นนายทุน ชนชั้นที่ปลดแอก และชนชั้นผู้ขูดรีด โลกในการทำงานที่แท้จริงต้องเจออะไรบ้าง และตื่นรู้ทางการเมือง สนใจศึกษาอย่างแท้จริง และเข้าใจว่าพ่อ แม่ ที่เป็นชนชั้นแรงงานต้องทำงานหนักแค่ไหนในการที่จะมาจ่ายค่าเล่าเรียนส่งให้ลูกเรียน

นี่คือต้นยุค1990  การทำงานในสหรัฐอเมริกาก็มีความสูญเสีย และล้มของสหภาพแรงงาน การเป็นสมาชิก 17 เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้สมาชิกสหภาพแรงงานน้อยกว่า 10เปอร์เซ็นต์แล้ว มีพรรคการเมือง อย่างพรรคเดโมแครตเป็นพรรคแบบเสรีนิยม และรีพับลิกันเป็นอนุรักษ์นิยม เดโมแครตเป็นพรรคของแรงงาน รีพับลิกันเป็นพรรคของนายทุน เดโมแครตเริ่มที่จะมีการรับนายทุนเข้ามา และมีการนำนโยบายที่จะคุ้มครองแรงงาน ประกันสังคม มีการออกกฎหมายส่งเสริมนายทุนมากขึ้น และมีสมาชิกสหภาพแรงงาน 18 เปอร์เซ็นต์ในยุคนั้น อย่างจอห์น เอฟ. เคนเนดี อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา หากจะแก้ไขกฎหมายจะต้องมีการโทรหาผู้นำคนงาน ตอนนี้ก็คงเหมือนคนไทย หากสายประธานาธิบดี บิล คลินตัน จะมีสายนายทุนใหม่ที่เข้าไปในพรรค ฝ่ายก้าวหน้าก็มีข้อจำกัด พอทรัมป์ เป็นประธานาธิบดี ก็เลวร้าย และสร้างอำนาจให้กับฝ่ายขวา ทำให้เสรีภาพทดถอยในสหรัฐอเมริกา และทำให้ฝ่ายซ้ายมองเห็นทุกอย่างที่ทดถอย คือไม่ใช่ไม่เอาเกย์ หรือกลุ่มหลากหลายทางเพศ ไม่เอาชนกลุ่มน้อยที่อพยพ แต่ไม่เอาผู้ใช้แรงงานด้วย การที่มีกลุ่มเบอร์นี แซนเดอร์ส เดโมแครตแนวคิดสังคมนิยม คู่แข่ง ฮิลลารี คลินตัน มาสู้กับทรัมป์แล้วแพ้ ปล่อยให้คนแบบนี้ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีได้อย่างไร การพ่ายแพ้ทำให้ฝ่ายก้าวหน้ามีสิทธิมีเสียงมากขึ้น เพราะฝั่งที่ส่งเสริมฮิลลารี่ เป็นพวกนายทุน

ขบวนการแรงงานในอเมริกาที่มีอยู่ กลายเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยมไป และมีการลุกขึ้นมาต่อสู้ แม้แต่ในส่วนของพรรครีพับลิกันที่รัฐนั้นออกมาชุมนุมใหญ่ เร็วๆนี้จะมีกลุ่มครู และนักเรียนที่หยุดเรียนเพื่อสนับสนุนการต่อสู้ของครู และมีการเลือกตั้งกลางภาค ผู้ที่ชนะเป็นคนหัวก้าวหน้า ฝ่ายซ้าย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากในตอนนี้ สภาล่างก็มีการเสนอกฎหมายในการคุ้มครองเพิ่มขึ้น สิ่งที่ต่างคือ เราสนับสนุนผู้นำสหภาพแรงงานลงเป็นตัวแทนของพรรค เมื่อปีที่ผ่านมามีตัวแทนแรงงานลงสมัคร ปีที่แล้ว ครูก็ออกมาชุมนุมหลายแสนคน ให้บอร์ดบริหารโรงเรียนต้องมาจากการเลือกตั้ง ครูเองก็จะเข้าไปสมัคร รวมถึงสภาบอร์ดพัฒนาเมืองด้วย

กลางภาคมีผู้นำแรงงานได้รับการเลือกตั้งเข้าไปในทุกสภา กลุ่มทุนก็โจมตีพวกฝ่ายซ้ายว่า เป็นพวกต่อต้านสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นพวกที่แข่งกับทรัมป์แล้วแพ้ คนที่หัวก้าวหน้า ประกาศที่จะแข่งเลือกตั้งประธานาธิบดี ซึ่งก็ต้องไปแข่งกับพวกเสรีนิยมใหม่ที่เข้ามา ซึ้งก็มีการพูดแบบเดียวกับแนวสังคมนิยม ด้านการจัดสวัสดิการ

กฎหมายในประเทศไทย หากว่า คนงานมีการที่จะสู้ และลงมือทำจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนงานอื่นๆด้วย ซึ่งการที่จะต่อสู้แบบนี้ของแรงงานไทย รัฐจะทำให้ อ่อนแอ การต่อสู้ของสหภาพทำให้ไม่เกี่ยวกับการเมือง การกระจุกตัวของอำนาจค่อนข้างชัด และระฐเผด็จการก็เขียนกติกาเพื่อเข้าสู่อำนาจ และคนไม่มีอำนาจ และยากจนเพิ่มขึ้นทั้งในประเทศไทย และสหรัฐอเมริกา สถานการณ์เหลืองแดงก็เริ่มเกิดขึ้นในอเมริกาด้วย แต่เราไม่สามารถจะปล่อยไปได้ โดยประเด็นความขัดแย้งมาจากความเหลื่อมล้ำ เพื่อแก้ปัญหา เราจำเป็นต้องตื่นตัวทางการเมือง กรณีมลพิษที่เกิดขึ้นมีการปิดโรงเรียน 2 วัน เพื่อการปกป้องเด็กแต่อะไร คือ เหตุผลที่ไม่ให้เด็กไปโรงเรียน เพราะว่าเราไม่ได้สร้างตึกที่ดี ไม่ได้อยู่ในห้องแอร์ไม่มีเครื่องกรองอากาศต่างหาก ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงสุด อีกประมาณ 2 ปี ความเหลื่อมล้ำจะเป็น 56 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้มีการกระจายความมั่งคั่งให้กับโรงเรียน หากเปลี่ยนจากความเหลือมล้ำ อันดับ 10 ก็จะมีเงินมาสร้างสวัสดิการได้ การลงสู่ทางการเมืองของผู้นำแรงงาน

ขบวนการแรงงานสากล ซึ่งแรงงานไทยเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการแรงงานสากล การทำงานร่วมกับขบวนการแรงงานที่เป็นประชาธิปไตย แต่ว่า รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมาทำร้ายขบวนแรงงานที่เป็นประชาธิปไตย และเห็นว่า ผู้ใช้แรงงานมีสิทธิที่จะเข้าไปทำงานทางการเมือง สิ่งที่ผู้ใช้แรงงานต้องการเรียกร้องเป็นเรื่องปกติ แต่สถานการณืที่ภาครัฐพยายามทำให้แรงงานไม่เรียกร้องเป็นเรื่องผิดปกติ และสถานการณืที่เกิดขึ้นจะทำไม่ให้แรงงานหวาดกลัว และต่อสู้ต่อไป

อ.สมศักดิ์ โกศัยสุข ที่ปรึกษาสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) กล่าวว่า พยายามสร้างวัฒนธรรมกรรมกร แต่ก็ยังมีคนที่ชอบเสพสุขตามที่ทุนสร้าง ในการประชุมใหญ่สหภาพแรงงานยังมีดนตรี การแสดงที่นุ่งน้อยห่มน้อยอยู่ทุกครั้ง การที่ตัวแทนแรงงานไปอยู่ตรงโน่นตรงนี้ไม่ใช่ตัวแทนขบวนการแรงงาน ในนามของขบวนการแรงงาน ไม่ใช่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองที่เป็นผู้แทนแรงงานเข้าไปในสภาผู้แทนราษฎร ระบบทุนนิยมมีสองชนชั้นหลัก คือชนชั้นผู้ถูกกดขี่ และผู้กดขี่ แล้วจิตสำนึกทางชนชั้นของผู้ใช้แรงงานมีกันหรือไม่ การจะเปลี่ยนแปลงตัวเองนั้นทำได้แคไหน หากยังดื่มกินใช้เงิน อยู่กับดักระบบทุนอยู่ ทางยุโรปอเมริกา การทำงานเรียกร้องให้ต้องลดชั่วโมงการทำงาน แต่ประเทศไทยกับต้องการทำงานล่วงเวลา ทำโอทีมากๆ การทำงานเพื่อชนชั้นผู้ถูกกดขี่ เรามีนายกรัฐมนตรีมา 29 คน รัฐบาลมาแล้ว 61 คณะ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 12 แผน ปฏิวัติรัฐประหารมาแล้ว 13 ครั้ง การบริหารประเทศมีทั้งเผด็จการทุนนิยม และเผด็จการที่ใช้ปืนจี่มาให้ได้มาซึ่งอำนาจการบริหารประเทศ ซึ่งก็สรุปได้ว่า ชนชั้นใดเขียนกฎหมายเพื่อชนชั้นนั้น อย่างEECที่สนับสนุนการลงทุน แบบภาษีไม่ต้องเสีย พร้อมแถมที่ดินมักกะสันให้อีก นี่คืออำนาจรัฐ คนส่วนใหญ่เกษตรกร ชาวนา แรงงาน

การที่ตั้งพรรคการเมือง พรรคสังคมประชาธิปไตยไทย มีสมาชิกยังไม่ครบ 5,000 คน เรายังไม่ได้เรียนรู้เรื่องการเมือง เราเพิ่งตั้งขึ้นใหม่ การที่เราเดินขบวนคือ ให้รู้ว่าอำนาจอยู่ตรงนี้ และคนที่เข้าไปต้องซื้อสัตย์จงรักภักดีกับชนชั้นแรงงาน พวกตัวเองอย่างตั้งข้อสงสัย เพราะการเลือกตั้งเอาคนอื่นเข้าไปบริหารประเทศก็เคยแล้ว ตอนนี้ต้องเลือกพวกเราเอง ซึ่งได้ส่งคนลงในพื้นที่ภาคตะวันออก ชลบุรี ระยองเต็มทุกสนามเลือกตั้ง การที่ถูกสอนไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองจนหวาดกลัว หากว่า แรงงานมีการย้ายสำเนาทะเบียนบ้านมาในพื้นที่ที่ทำงานอยู่เพื่อเลือกตั้ง เลือกตัวแทนกรรมกรเข้าไปในสภาฯคือคนไม่เข้าใจ ต้องสู้เพื่อชนชั้นตัวเอง และจงใช่วิกฤติให้เป็นโอกาส แค่ได้สู้ก็ชนะแล้ว เลือกเอาตัวแทนของแรงงานเข้าสู่สภาฯ ต้องเข้าใจเรื่องการเมือง หากแรงงานทุกคนเข้าใจ แม้แต่การเมืองท้องถิ่นก็ยังได้ตัวแทนที่เป็นชนชั้นแรงงานหากเราต้องการ

ฉะนั้นปฏิรูปสังคม ระบบประกันสังคมต้องคุ้มครองทุกคน และรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า เก็บภาษีก้าวหน้า เก็บภาษีตลาดหลักทรัพย์ รัฐสวัสดิการ ไม่ใช่สวัสดิการโดยรัฐ ซึ่งไม่ใช่แนวคิดประชานิยมให้คนกราบไหว้ รัฐสวัสดิการทำให้ทุกคนเท่ากัน อุปสรรค์ การจะเปลี่ยนแปลงขบวนการแรงงานเปลี่ยนยากหากไม่เข้าไปสู่การเมือง เพราะมันเกี่ยวกับกฎหมาย อย่างกฎหมายต่างๆที่เกิดขึ้น และส่งผลกระทบกับผู้ใช้แรงงาน เราต้องเข้าสู่การเมือง เพื่อยึดอำนาจรัฐให้ได้

นักสื่อสารแรงงาน รายงาน