ศาลอุทธรณ์ยืน คำตัดสินศาลชั้นต้น กรณีค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา 98 คน

news.sanook.com
news.sanook.com

ศาลอุทธรณ์ยืนคำตัดสินศาลชั้นต้น กรณีค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา 98 คน จำเลยที่1 จำคุก 35 ปี และปรับเป็นเงิน 660,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2-3 ลงโทษความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง รับสารภาพ ลดโทษจำคุกเหลือ 6 เดือน

เมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560 ศาลจังหวัดปากพนัง นครศรีธรรมราช ได้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ คดีค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญาในพื้นที่อำเภอหัวไทร (คม.768/2558)  โดยศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษา ยืนตามศาลชั้นต้น กล่าวคือ ลงโทษคุก จำเลยที่ 1 ราย ในคดีค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญาและเด็ก เป็นระยะเวลา 35 ปี และปรับเป็นเงิน 660,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2-3 ลงโทษความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง ตามที่เครือข่ายช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติ ได้สนับสนุนการจัดหาทนายความ แก่ชาวโรฮิงญา ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีค้า มนุษย์ โดยเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสุนนท์ หรือ โกมิตร แสงทอง เป็นจำเลยที่ 1 นายสุริยา ยอดรัก เป็นจำเลยที่ 2 และนายวราชัย ชฎาทอง เป็นจำเลยที่ 3 ในคดีหมายเลขดำที่ 768/2558 ในข้อหาสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานการค้ามนุษย์ สนับสนุนการกระทำความผิดฐานค้า มนุษย์ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 กระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพ เพื่อจะเอาคนลงเป็นทาสหรือให้มีฐานะคล้ายทาส ตามประมวลกฎหมายอาญา นำพาคนต่างด้าวเข้ามา ให้อาศัย หรือซ่อนเร้น ใน ราชอาณาจักรไทยโดยฝ่าฝืน

นคร โพ ส ต์
นคร โพ ส ต์

พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และกระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรม ข้ามชาติ ตาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 โดยมีผู้เสียหาย ที่เป็นเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี บุคคลอายุเกิน 15 ปีแต่ไม่ถึง 18 ปี และบุคคลตั้งแต่ 18 ปี ขึ้นไป วันนี้ (31 สิงหาคม) ศาลจังหวัดปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้อ่านคำพิพากษา เห็นว่า นายสุนนท์ แสงทอง จำเลยที่1กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551ฐานร่วมกับพวกตั้งแต่ 2 คน ขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์

ซึ่งการกระทำดังกล่าวได้กระทำถึงบุคคลที่มีอายุเกิน 15 ปี แต่ไม่ถึง 18 ปี และบุคคลที่ อายุไม่เกิน 15 ปี มีการกระทำความผิดตามประมวลกฎอาญา ข้อหาความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพ เพื่อจะเอาคนลงเป็นทาสหรือให้ มีฐานะคล้ายทาส และความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ที่เกี่ยวข้องกับการนำพาคนต่างด้าวเข้ามาในราช อาญาจักร โดยไม่ได้รับอนุญาต ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 รวม เป็นระยะเวลา 35 ปี และให้ปรับเป็นเงิน 666,000 บาท ในการลงโทษจำเลยที่1 ในฐานความผิดที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์นั้น เนื่องจากมีการนำเสนอพยานหลักฐานสำคัญส่วนหนึ่งที่ เกี่ยวข้องกับการโอนเงินผ่านบัญชี และหลักฐานการใช้โทรศัพท์ ที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มขบวนการค้ามนุษย์ ที่เกี่ยวข้องกับ การกระทำความผิดต่อผู้เสียหายในคดีค้ามนุษย์จากเหตุการณ์พบศพนิรนามและการช่วยเหลือผู้รอดชีวิตชาวโรฮิงญา ที่ตำบล ปาดังเบซาร์ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา เมื่อเดือนพฤษภาคม 2558

ส่วนจำเลยที่ 2-3 ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 2-3 กระทำความผิดเฉพาะที่มีการนำพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 จึงให้ลงโทษจำคุกจำเลย ทั้ง 2 เป็นระยะเวลา 1 ปี แต่เนื่องจากจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ จึงลดโทษจำคุกเหลือ 6 เดือน

ในคดีนี้ยังมีผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวนี้อีกสองกลุ่ม คือ ผู้ต้องหา จำนวน 2 ราย ที่ถูกจับกุมได้พร้อมกับจำเลย ทั้งสาม แต่ได้หลบหนีไปหลังได้รับการปล่อยชั่วคราวระหว่างการพิจารณาคดี และอีกกลุ่มคือ ต้องหา จำนวน 18 คน ที่มีส่วน เกี่ยวข้องในการจัดหาเรือ และอำนวยความสะดวกให้กับขบวนการขนชาวโรฮิงญา ซึ่งปัจจุบันนี้ได้ถูกจับกุมและพนักงาน อัยการได้ยื่นฟ้องในฐานความผิดที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ และคดีอยู่ในการพิจารณาของศาลอาญาแผนกคดีค้ามนุษย์

ที่มาของคดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2558 พ.ต.อ.นพดล เพ็ชรขาวเขียว ผู้กำกับ สถานีตำรวจภูธรหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับรายงานว่าจะมีการลักลอบขนชาวโรฮิงญามาจากพื้นที่จังหวัดระนองไปยังจังหวัดสงขลา โดยใช้ พื้นที่อำเภอหัวไทร เป็นเส้นทางผ่าน จึงได้สั่งการให้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งจุดตรวจสอบ ถนนสาย 408 นครศรีธรรมราช-หัว ไทร กระทั่งพบรถยนต์ ต้องสงสัยจ านวน 5 คัน วิ่งตามหลังกันมา เจ้าหน้าที่จึงส่งสัญญาณให้หยุดเพื่อตรวจค้น โดยขณะที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตรวจรถต้องสงสัยได้เพียง 2 คัน ปรากฏว่า คนขับรถยนต์กระบะจำนวน 3 คันที่เหลือได้ทิ้งรถและวิ่ง หลบหนีไป เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมคนขับรถที่ตรวจไว้ได้สองคันแรก และเมื่อตรวจสอบรถยนต์กระบะทั้ง 5 คน พบว่ามีชาว โรฮิงญานั่งอยู่ท้ายรถกระบะ รวม 98 คน (ผู้ชาย 30 คน ผู้หญิง 26 คน เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี 42 คน)

พบว่า แต่ละคนอยู่ในสภาพ อ่อนพลียอย่างหนัก และในจำนวนดังกล่าว พบชาวโรฮิงญาเสียชีวิตเนื่องจากการขาดอากาศหายใจ ส่วนชาวโรฮิงญาที่รอด ชีวิตได้เข้าสู่กระบวนการคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ตามประมวลกฎหมายป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นหน่วยงานหลักของรัฐในการดูแลผู้เสียหายระหว่างเข้าสู่กระบวนการ ยุติธรรมทางอาญา (รายละเอียดใบแจ้งข่าวhttp://hrdfoundation.org/?p=1655 )

——————————————————————————————–