ศาลฎีกาสั่งนายจ้างนากาซิมารับกรรมการสหภาพ(ชุดเก่า) กลับเข้าทำงาน พร้อมจ่ายค่าจ้างย้อนหลัง 13 ปี

“เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาสั่งให้รับกลับเข้าทำงาน และจ่ายค่าจ้างย้อนหลังตั้งแต่ธันวาคม 2556 จนถึงวันกลับไปทำงาน 13 ปีของการต่อสู้สหภาพแรงงานนากาชิมา จังหวัดอยุธยา”

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2561  ศาลแรงงานภาค 1 อยุธยา ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8209-8219/2560 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2560 ระหว่างนายสัญญา เข็มนาคและพวกรวม 11 คน ในฐานะโจทก์ กับบริษัทนากาชิมารับเบอร์ ประเทศไทย จำกัด ในฐานะจำเลย

จากการอ่านคำพิพากษาศาลฎีการวม 18 หน้า ประกอบกับการทบทวนข้อมูลสถานการณ์การละเมิดสิทธิแรงงาน สหภาพแรงงานนากาชิมา สมัยปี 2548 , 2555 เพิ่มเติม ที่สหภาพแรงงานในสมัยนั้น มีนายประวิทย์ โพธิ์หอม เลขาธิการกลุ่มผู้ใช้แรงงานอยุธยาและใกล้เคียง เป็นประธานสหภาพแรงงาน และเป็นสมาชิกคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ทั้งในช่วงที่นายศรีโพธิ์ วายุพักตร์ เป็นประธาน คสรท. ปี 2548 และนายชาลี ลอยสูง ในปี 2555 ตามลำดับ

ทั้งนี้เหตุที่ไม่สามารถอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาอย่างเดียวได้ เพราะจะมีความงงในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะฎีกานี้ได้อ้างกลับไปยังเหตุการณ์ปี 2548 ร่วมด้วย แต่ไม่ได้มีการอธิบายเหตุการณ์เดิมแต่อย่างใด

คดีนี้อยู่ในการดูแลของศูนย์ช่วยเหลือและจัดการวิกฤติแรงงานฯ ที่นายสพรั่ง มีประดิษฐ นายตุลา ปัจฉิมเวช เคยทำงานมาก่อน

โดยสรุปสาระสำคัญมาให้พวกเราได้เรียนรู้ร่วมกันในบรรทัดฐานที่น่าสนใจ มีรายละเอียดโดยง่ายดังนี้

(1 ) บริษัทนากาชิมา ประกอบธุรกิจผลิตยางนอก ยางใน ตั้งอยู่ที่จังหวัดอยุธยา มีลูกจ้างในช่วงนั้นประมาณ 920 คน

(2) มกราคม 2548 บริษัทยื่นคำร้องต่อศาลแรงงานกลาง ขอเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างทั้งคณะ เนื่องจากใช้สิทธิการลาไปร่วมกิจกรรมของสหภาพแรงงานไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด และสั่งห้ามเข้าไปในโรงงานจนกว่าคดีจะถึงที่สุด (ซึ่งในกลุ่มนี้มี 2 คนที่ถูกเลิกจ้างในปี 2556 ต่อมาหลังจากนั้นอีกครั้ง และเป็นที่มาของคำพิพากษาศาลฎีกา 2560 ฉบับนี้)

(3) สิงหาคม 2549 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่านายจ้างไม่สามารถเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างได้ ทำให้นายจ้างอุทธรณ์

(4) 3 กันยายน 2555 ศาลฎีกายืนยันตามศาลชั้นต้น อนุญาตให้ตักเตือนเป็นหนังสือเท่านั้น

(5) 5 กันยายน 2555 ลูกจ้างไปรายงานตัว ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมง บริษัทแจ้งหนังสือถึงลูกจ้างว่าไม่มีตำแหน่งหน้าที่ในการทำงาน แต่ได้จ่ายค่าจ้างให้ และให้ลูกจ้างมารายงานตัวทุกวัน จนถึงวันที่ 15 มกราคม 2556 แล้วจะพิจารณาใหม่อีกครั้งหนึ่ง

(6) 9 ตุลาคม 2555 สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานอยุธยา มีหนังสือแจ้งสหภาพแรงงานนากาชิมา เรื่องแต่งตั้งโจทก์ทั้ง 11 คนนี้ เป็นกรรมการลูกจ้าง ตั้งแต่ 9 มกราคม 2555  เป็นต้นมา

(7) 1 กรกฎาคม 2556 บริษัทอนุญาตให้กรรมการลูกจ้างทั้งคณะกลับเข้ามาทำงานและปฏิบัติหน้าที่กรรมการลูกจ้างเฉกเช่นเดิม

(8) 25 พฤศจิกายน 2556 บริษัทมีคำสั่งเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างทั้ง 11 คน โดย (8.1) อ้างเหตุว่าประสบภัยน้ำท่วมเมื่อปลายปี 2554 จนประสบปัญหาในการผลิตมาจนถึงปี 2556 จนต้องเลิกจ้างลูกจ้าง 530 คน  (8.2) 25 มีนาคม 2555 บริษัทเหลือลูกจ้าง 350 คน จากทั้งหมด 920 คน เป็นเหตุให้ต้องแต่งตั้งกรรมการลูกจ้างใหม่ทั้งคณะ ดังนั้นกรรมการลูกจ้างชุดนี้จึงพ้นสภาพตั้งแต่วันดังกล่าวนี้เป็นต้นมา

(9) ด้วยเหตุข้อ 8.2 นี้ บริษัทจึงไม่ต้องขออนุญาตศาลแรงงานแต่อย่างใด ทั้งนี้บริษัทได้จ่ายค่าชดเชย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างส่วนที่เหลือ ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อน และค่าอื่นๆแล้ว และลูกจ้างได้รับไว้เรียบร้อยแล้ว

(10) ปี 2557 กรรมการลูกจ้างฟ้องศาลแรงงานภาค 1 ว่าการที่บริษัทเลิกจ้างนี้ เป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ 2518 มาตรา 48, 49 (1) , 52 ถือว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ขอให้ศาลสั่งให้บริษัทรับกลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิม และชดใช้ค่าเสียหายต่างๆที่เกี่ยวข้อง

(11) ลูกจ้างที่ฟ้องให้เหตุผลว่า บริษัทรับทราบการเป็นกรรมการลูกจ้างแน่นอน และยังเคยประชุมร่วมมาโดยตลอด แต่พอประสบปัญหาน้ำท่วม บริษัทไม่เคยเรียกกรรมการลูกจ้างกลับไปทำงานเลย และไม่อนุญาตให้เข้าไปในโรงงาน ดังนั้นโจทก์จึงไม่ทราบว่าจำนวนลูกจ้างที่แท้จริงว่าเหลือจำนวนเท่าใดกันแน่ ดังนั้นกรรมการลูกจ้างทั้งหมดจึงยังคงมีสถานะอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดไว้ และสัญญาจ้างงานก็ยังไม่สิ้นสุดเช่นกัน

(12) 14 พฤศจิกายน 2557 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง (ลูกจ้างแพ้นั่นเอง) เนื่องจากเห็นว่าบริษัทประสบภัย
น้ำท่วมไม่สามารถดำเนินกระบวนการผลิตได้ ประสบปัญหาการเงิน จึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลอันสมควร ถือไม่ได้ว่าเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และไม่ต้องยื่นคำร้องเพื่อขออนุญาตศาลแรงานเพราะสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างแล้วตั้งแต่ 25 มีนาคม 2555 เป็นต้นมา ต่อมาลูกจ้างอุทธรณ์

(13) ศาลฎีกาตั้งประเด็นวินิจฉัยว่า บริษัทเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างทั้ง 11 คนนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

(14) ศาลวินิจฉัยแล้วและมีคำพิพากษาดังนี้

(14.1) บทบัญญัติเรื่องการพ้นตำแหน่งกรรมการลูกจ้างนั้นได้กำหนดไว้ในมาตรา 47 ครบวาระ 3 ปี มาตรา 48 เข้าข่ายกรณีใดกรณีหนึ่งตามวรรค (1) ถึง (7) ที่กฎหมายได้บัญญัติไว้ เช่น เมื่อมีการแต่งตั้งกรรมการลูกจ้างใหม่ทั้งคณะ มาตรา 48 จำนวนลูกจ้างเพิ่มขึ้นหรือลดลดกึ่งหนึ่งของจำนวนลูกจ้างทั้งหมด

ดังนั้นจึงมิใช่บทบัญญัติที่มีวัตถุประสงค์กำหนดหลักเกณฑ์การพ้นตำแหน่งของกรรมการลูกจ้างแต่อย่างใด แม้จะเข้าเกณฑ์ก็ตาม เป็นเพียงให้มีการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งกรรมการลูกจ้างใหม่ทั้งคณะเท่านั้น และเมื่อมีการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งใหม่แล้ว จึงเป็นเหตุให้กรรมการลูกจ้างเดิมพ้นจากตำแหน่ง

แต่เมื่อไม่ปรากฎว่ามีการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งกรรมการลูกจ้างใหม่ โจทก์ทั้ง 11 คนนี้ จึงยังคงเป็นกรรมการลูกจ้างตามกฎหมาย การเลิกจ้างจึงต้องได้รับการอนุญาตจากศาลแรงงานก่อนเท่านั้น

(14.2) สำหรับการที่โจทก์เรียกร้องเรื่องการรับกลับเข้าทำงาน, การจ่ายค่าจ้างตั้งแต่เดือนธันวาคม 2556 จนกว่าจะรับกลับเข้าทำงานนั้น พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินค่าจ้าง และคำขออื่นๆอีกหลายประการ

ศาลฎีกาพิพากษาว่า

ให้บริษัทรับกรรมการลูกจ้างทั้ง 11 คนกลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิมหรือไม่ต่ำกว่าเดิมในอัตราค่าจ้างเดิมและสิทธิประโยชน์ที่เคยได้รับ เสมือนมิได้มีการเลิกจ้าง และให้จำเลยจ่ายค่าจ้างให้กรรมการลูกจ้าง ตามจำนวนดังนี้ (ประมาณ 9,000 บาทต่อคน แต่รายละเอียดแตกต่างกันไป) ตั้งแต่งวดเดือนธันวาคม 2556 จนกว่าจะรับกลับเข้าทำงาน พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินค่าจ้างที่บริษัทต้องจ่ายนับแต่วันที่ผิดนัดไม่จ่ายค่าจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

คำขออื่นๆของลูกจ้างให้ยกไม่พิจารณาแต่อย่างใด

(15) ผู้พิพากษาศาลฎีกาคดีนี้ ได้แก่ นายวิชัย เอื้ออังคณากุล , นายนิยุต สุภัทรพาหิรผล , นายนิติ เอื้อจรัสพันธุ์

คำพิพากษานี้จะกลายเป็นบรรทัดฐานต่อไปในอนาคตของอีกหลายคดีที่ฝ่ายกฎหมาย คสรท. ฟ้องเรื่อง “นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างย้อนหลังให้หลังศาลมีคำสั่งรับกลับเข้าทำงานแล้ว”

สรุปโดย : บุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์ นักวิชาการแรงงาน