ภาคประชาชน ชู มักกะสันมรดกโลก

สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟฯ จับมือเครือข่ายมักกะสัน เสวนา “สืบสาน สร้างสรรค์ มักกะสันเพื่อทุกคน”  เชิดชูคุณค่าคู่ควรมรดกโลก ด้านภูมิปัญญาทั้งซ่อมและสร้าง โชว์เครื่องจักรเก่าตั้งแต่เริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมปี1930 อาคารสถาปัตยกรรมที่สวยงาม พื้นที่สีเขียว พร้อมบึงขนาดใหญ่ใจกลางกรุง 

สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย ร่วมกับมูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย โดยการสนับสนุนของสถาบันทิศทางไท จัดเวที สืบสานประวัติศาสตร์ ยกระดับคุณค่าแรงงานไทย ในวันจันทร์ที่ 25 ธันวาคม 2560 ณ โรงงานรถไฟมักกะสัน ซึ่งช่วงเช้าได้มีการจัดเยี่ยมชมพื้นที่โรงงงานมักกะสัน เพื่อเป็นการเรียนรู้วิถีชีวิตการทำงานของคนงานมักกะสัน และคุณค่าของเครื่องไม้เครื่องมือการทำงานของอุตสาหกรรมยุคบุกเบิกอุตสาหกรรมในประเทศไทย โดยนายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสหาภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งปรเทศไทย ได้กล่าวต้อนรับและเปิดกิจกรรม ชวนชมนิทรรศการ และวีดิทัศน์ประวัติศาสตร์แรงงานไทย กับแรงงานมักกะสัน พร้อมกับกรรมการสหภาพแรงงาน คนงานในพื้นที่มักกะสันพานำชมโรงงาน

ต่อมาในช่วงบ่ายร่วมเสวนา “สืบสาน สร้างสรรค์ มักกะสันเพื่อทุกคน” นายทวีป กาญจนวงศ์ ประธานมูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย กล่าวว่า มักกะสันอยู่คู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 คนงานรถไฟฯมีการต่อสู้นัดหยุดงานหลายครั้งจนถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ ซึ่งเป็นการต่อสู้เพื่อสิทธิแรงงานให้แรงงานมีความเป็นอยู่ที่มั่นคงด้านสวัสดิการซึ่งนำมาด้วยสิทธิต่างๆที่เกิดขึ้นจนถึงปัจจุบัน ซึ่งการที่คนงานรถไฟมีการชุมนุมนัดหยุดงานนั้นไม่ใช่เพื่อตนเองแต่ทำเพื่อส่วนรวมและและรากฐานสวัสดิการด้านสังคม จนบัดนี้ยังมีสหภาพแรงงานที่เข้มแข็ง มีผู้นำแรงงานที่ทำงานเพื่อแรงงานเป็นหลักของขบวนการแรงงานมาก

ปัจจุบันรัฐบาลมีนโยบายพัฒนาพื้นที่มักกะสันเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของอาเซียน ซึ่งกำลังศึกษาทำแผนพัฒนาพื้นที่ ที่ที่พื้นที่มักกะสันมีคุณค่ามากมาย มีพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย ซึ่งสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟฯร่วมก่อตั้งอยู่ด้วย ซึ่งมีความสำคัญในแง่คุณค่าของแรงงานเพื่อให้สังคมได้ศึกษาเรียนรู้ซึ่งต้องช่วยกันรักษามักกะสันให้คงคุณค่าต่างๆเอาไว้

นายอินทร์ แย้มบริบูรณ์ เครือข่ายประชาคมมักกะสัน กล่าวว่า กล่าวว่า มักกะสันช่วงเปิดครั้งแรกเป็นโรงงานที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ปัจจุบันนี้มีพื้นที่โรงงาน 365 ไร่ มีอาคารโรงงานซึ่งปัจจุบันยังมีประโยชน์ใช้งาน จากสื่อหรือข่าวของภาครัฐเอง บอกว่าไม่มีความจำเป็นต่อการรถไฟ มีความจำเป็นน้อยไม่มีโรงงานมักกะสัน การรถไฟก็อยู่ได้ แต่เป็นความเข้าใจผิดของภาครัฐในความเป็นจริงมักกะสันคือหัวใจของการรถไฟฯเป็นโรงงานซ่อมบำรุงรถไฟที่มีเพียงแห่งเดียว ไม่ว่ารถไฟจะเกิดอุบัติเหตุ หรือว่าเสียต้องส่งมาซ่อมที่โรงงานมักกะสัน นั้นคือความหมายของหัวใจของการรถไฟแห่งประเทศไทย หากเปรียบเทียบโรงงานมักกะสันเป็นโรงพยาบาลก็เป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่รักษาได้ทุกโรค ที่โรงพยาบาลตามหัวเมืองชนบทไม่สามารถรักษาได้

ปี 2510 ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ได้อนุมัติให้ โรงงานมักกะสันสร้างรถเอง และสามารถสร้างรถโดยสารที่ใช้ได้ 497 หลัง รถขนส่งสินค้า 1,000 หลัง จึงคิดว่ามักกะสันเองสามารถทำได้ ต่อมาปี 2529 มีนโยบายไม่ให้มักกะสันผลิตต่อ พร้อมกับไม่มีการส่งเสริมอีก มีผลให้โรงงานมักกะสันทรุดโทรมขาดการดูแล  ซึ่งคิดว่า หากจะให้เกิดการพัฒนาควรฟื้นฟูคุณค่าโรงงานมักกะสัน ทั้งโครงการช่างฝีมือโรงเรียนช่างพระดาบส เพื่อการสืบทอดภูมิปัญญาการซ่อมรถไฟ ซึ่งตอนนี้ทั่วโลกเขาอาจไม่มีเครื่องจักรเครื่องมือเหล่านี้แล้วแต่ประเทศไทยมีอยู่ที่โรงงานมักกะสันแห่งนี้ ส่วนปัญหาพื้นที่มักกะสัน คนรถไฟมักกะสันมีการรวมตัวกันคัดค้านการโยกย้ายให้เช่าพื้นที่มักกะสัน เพื่อแลกหนี้โดยตลอด มีการทำแผนพัฒนาพื้นที่เสนอการรถไฟฯและรัฐบาลด้าน เพื่อชี้ให้เห็นถึงประโยชน์และผลเสียหากการพัฒนามักกะสันไม่ได้ให้ความสำคัญในคุณค่าพื้นที่ ซึ่งมีอยู่และสามารถเป็นประโยชน์กับการรถไฟและสังคม

นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มักกะสันมีมากกว่าสิ่งปลูกสร้างคือจิตรวิญญานของการต่อสู้ เพื่อสิทธิแรงงาน เคยเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญของด้านอุตสาหกรรมของบริษัท โรงงานต่างๆ ในสังคมไทย แต่นโยบายลดบทบาทรัฐวิสาหกิจ เพิ่มบทบาทเอกชนทำให้รถไฟถูกละเลย นโยบายของรัฐไทยมักไม่ให้คุณค่ากับสิ่งเดิมที่มีอยู่ เราถือเป็นอุตสาหกรรมยุคบุกเบิกความเจริญเป็นของเก่าที่ทรงคุณค่าที่ไม่ควรทิ้งหรือละเลย เช่นทุกวันนี้มีรถไฟฟ้าเป็นเป้าหมาย แต่รถไฟสายแรกถึงปากน้ำก็ใช้รถไฟฟ้า แต่ถูกทำลายแม้แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่อยู่ตรงสามแยกหัวลำโพง ตอนนี้เมื่อพัฒนาแล้วกลับทำลายคุณค่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไปด้วย นี่คือวิธีคิดของรัฐที่เราต้องลุกขึ้นมาทวงถาม

ส่วนมักกะสันกำลังจะกลายเป็นอีกตำนานเป็นอดีตที่ถูกลืม หากภูมิปัญญาเชิงสัญลักษณ์หายไป งานซ่อมทำสีรถ หลอมเหล็กฯลฯ ไม่ถูกนำมาสืบทอดทั้งที่มันคือภูมิปัญญาของชาติ จิตรวิญญาณอุดมการณ์ของคนรถไฟ เป็นเรื่องสำคัญมากตั้งแต่อดีตมีผู้นำที่มีอุดมการณ์เป็นผู้นำทางสังคม เช่น คุณสุวิทย์ เนียมสา หรือแม่ทัพยุทธ์ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.) ซึ่งการรักษาคุณค่าของมักกะสันเป็นเรื่องที่ทุกส่วนของคนรถไฟ และภาคประชาสังคมต้องช่วยกันทำ จะอย่างเดิมไม่ได้ ต้องปรับเปลี่ยนทั้งเครื่องไม่เครื่องมือ และระบบการทำงาน อนาคตจะเน้นไปที่อุตสาหกรรม 4.0 รถไฟฯจะทำอะไร เมื่อโลกกำลังพัฒนาจะเลิกใช้พลังงานฟอสซิล ส่วนพื้นที่มักกะสันที่อาจใช้พื้นที่น้อยลงเพื่อเป็นพื้นที่โรงงานสมัยใหม่ พื้นที่ที่เหลือก็เปิดให้สังคมใช้ประโยชน์ได้โดยแบ่งเป็นโซน สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ภูมิปัญญาหายไป เพราะทุกวันนี้ใช้วิธีจัดซื้อจัดจ้างให้เอกชนภายนอกทำ ในแง่ใช้ประโยชน์พื้นที่ ต้องมาคุยกันว่าจะใช้เพื่อสาธารณะอย่างไรที่เป็นธรรมทั้งกับการรถไฟฯและสังคมรวมทั้งการแบ่งพื้นที่ทำเชิงธุรกิจ มีพื้นที่เรียนรู้ของสังคม วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของชาวบ้าน เช่นตลาดสด ซึ่งรถไฟเป็นส่วนหนึ่งในการต่อเชื่อมหลายมิติ หากมาดูกันช่วงเช้าจะเห็นชีวิตของแม่ค้าจากชนบทโดยสารรถไฟมาทั้งหาบหิ้วกันเพื่อส่งให้ถึงมือคนเมือง

ทิศทางในอนาคตจึงต้องคิดทั้งขบวน ทั้งการพัฒนาพื้นที่ เพื่อให้เกิดการรักษาคุณค่าที่อยู่ในบริบทความเห็นร่วมของทุกภาคส่วนในสังคมร่วมกัน ยังยึดมั่นในคนรถไฟและคนไทยว่า จะทำให้เกิดการพัฒนาที่เกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมต่อสังคมร่วมกัน

นายอาทิตย์ โกวิทวรางกูร ตัวแทนเครือข่ายมักกะสัน และนักเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่า ได้มีโอกาสมาดูโรงงานมักกะสันแล้ว เห็นว่า การที่คนนอกจะเห็นคุณค่าของโรงงานมักกะสัน ก็ต้องมาเรียนรู้ก่อนว่ามักกะสันมีอะไร จึงจะสามารถบอกได้ว่าควรทำอะไร แต่สังคมไทยไม่มีวัฒนธรรมร่วมเรียนรู้ ร่วมคิด ร่วมทำ

ในช่วงที่เกิดการรถไฟฯในสมัยรัชกาลที่ 5 อยู่บนวิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศให้อยู่รอด และต้องรับวิทยาการใหม่ๆของโลกด้วย ปัจจุบันเรื่องการรถไฟฯความเร็วสูงเป็นการแย้งชิงผลประโยชน์ของมหาอำนาจจึงถือว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สังคมไทยต้อง กลับมาคิดว่าจะไปต่ออย่างไร เพื่อให้สังคมได้ประโยชน์สูงสุด

เรื่องมักกะสันทุกวันนี้ สิ่งที่รัฐพูดกบความจริงเป็นคนละเรื่อง มีนโยบายที่จะทำให้รัฐวิสาหกิจอ่อนแอลง และทำกำไรไม่ได้ สุดท้ายก็มีข้ออ้างยกให้เอกชนมาบริหารจัดการ จึงต้องกลับมามองว่า รัฐวิสาหกิจมีภารกิจเพื่ออะไร ภารกิจของรัฐวิสาหกิจคือเพื่อสังคม ให้ทุกคนเข้าถึงการบริการสาธารณูปโภค แต่รัฐกำลังทำให้ทุกคนลืมบทบาทหน้าที่ของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นเกมของรัฐและนายทุนที่พยายามทำมาตลอด จึงควรตั้งโจทย์ใหม่ว่า ภารกิจของรถไฟคืออะไร ส่วนพื้นที่มักกะสัน แม้เป็นของการรถไฟฯแต่ปัจจุบันมีความเป็นเมืองมากขึ้นภาคประชาชนจึงคิดว่า มีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่มักกะสันด้วย และควรมีกระบวนการเพื่อให้เกิดการศึกษาเรื่องของคุณค่ามักกะสันเพื่อพัฒนาแบบมีส่วนร่วม และการที่รัฐจะนำแนวคิดของนักธุรกิจมาจัดการพื้นที่สาธารณะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งตอนนี้รู้สึกถึงความหวังในการเชื่อมต่อคนรถไฟกับสังคมเพื่อร่วมกันนำข้อเสนอต่อรัฐบาลในการมีส่วนร่วมพัฒนาพื้นที่มักกะสันให้เกิดประโยชน์ต่อการรถไฟ และสังคมโดยรวม

อาจารย์ปองขวัญ สุขวัฒนา ลาซูส สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ประวัติศาสตร์ มักกะสันเป็นโรงงานแห่งแรกในเอเชียซึ่งมีคุณค่าระดับภูมิภาคและเห็นด้วยว่าเป็นระดับโลกในปัจจุบันมีเครื่องมือเครื่องจักรตั้งแต่ปี 1930 ซึ่งถือว่าเป็นมรดกของอุตสาหกรรมของโลก Heritage and Democracy เป็นประเด็นที่ยกขึ้นมาพิจารณาในระดับโลก คือคุณค่ามรดกที่ควรต้องจับต้องได้ รวมทั้งจับต้องไม่ได้ เช่น นอกจากเครื่องไม้ เครื่องมือแล้วยังมีองค์ความรู้ต่างๆ ซึ่งต่างประเทศจะมีการรวบรวมบันทึกไว้อย่างเป็นระบบ จึงต้องรู้ให้ได้ว่า มักกะสันมีคุณค่าอย่างไร ก่อนที่จะคิดเอาปำอะไร ซึ่งประเทศไทยก็ไปทำสัญญาไว้ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องเป็นผู้ทำบันทึกรวบรวม

ตอนนี้ก็ได้พยายามทำงานศึกษาเรื่องโครงสร้างโรงงานอาคารมักกะสัน ซึ่งมีรายงานออกมาแล้วแต่ว่ายังไม่มีเรื่องคุณค่าคนในมักกะสัน จึงยังไม่สมบูรณ์ครบถ้วน อยากขอความร่วมมือให้คนมักกะสันช่วยกันเก็บรวบรวมข้อมูลองค์ความรู้ต่างๆเพื่อการรวบรวมข้อมูล ในส่วนข้อเสนอให้เป็นมรดกโลกทางด้านอุตสาหกรรมต้องทำให้เกิดการเห็นคุณค่าในประเทศก่อน เพื่อให้เห็นว่าเป็นมรดกของทุกคน

มักกะสันกลายเป็นพื้นที่สีเขียวผื่นใหญ่แห่งเดียวในกรุงเทพมหานคร จึงเป็นเป้าหมายที่คนในสังคมอยากรักษาไว้ แต่ภาครัฐก็อยากที่ได้พื้นที่เพื่อแลกหนี้ ซึ่งไม่เห็นด้วย เพราะเป็นภารกิจของการรถไฟฯที่ต้องขาดทุนเพื่อประโยชน์ของประชาชน รัฐที่ควรต้องอุดหนุนการขาดทุน ซึ่งจากการศึกษาพื้นที่กำหนดพื้นที่สีเขียวไว้เพียง 1 ใน 3 ที่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ ส่วนพื้นที่สีเขียวอาจใช้ 2 ใน3 เพื่อใช้ทำแหล่งเรียนรู้มีชีวิตมีคนทำงาน รักษาภูมิปัญญาเก่าไว้ ซึ่งเป็นภารกิจของหลายหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นกระทรวงต่างๆที่เกี่ยวข้องมาเป็นเจ้าของร่วม ซึ่งขณะนี้ในส่วนของนิด้าที่มีการศึกษาและจะส่งแผนงานพัฒนามักกะสันในต้นปี 2561นี้ว่า ให้เอกชนมาดูแลทั้งส่วนพื้นที่สีเขียว โรงงาน แต่ตนไม่เห็นด้วยที่จะให้เอกชนมาจัดการอยากให้หลายภาคส่วนมาดูแลบริหารจัดการ โดยมีงบประมาณครึ่งหนึ่งจากรัฐและจากหน่วยงานรัฐอื่นช่วยกันสมทบและมีกิจกรรมหารายได้ด้วย

ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมได้ร่วมแสดงความคิดเห็น หลังจากที่ได้เข้าเยี่ยมชมและรับฟังข้อมูลดังนี้

นางเพลินพิศ ศรีศิริ มูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน มักกะสันถือว่าเป็นปอดที่ให้ลมหายใจสำหรับผู้ที่ได้มายืนตรงนี้ ทั้งที่ภายนอกโรงงานมีเสียงรถวิ่ง และในโรงงานมีเสียงเครื่องจักรืทำงาน แต่ว่ากลับรู้สึกหายใจโล่งไม่รู้สึกอึดอัดเหมือนอยู่นอกโรงงาน ซึ่งอาจเป็นเพราะที่นี่มีต้นไม้ใหญ่ ร่มเย็นมากทีเดียว รู้สึกภาคภูมิใจกับคนรถไฟที่มีสถานที่แบบนี้ให้สังคม ไม่อยากให้คำนึงถึงมูลค่า จึงอยากให้ช่วยกันเป็นอย่างนี้ตลอดไป

นายธนกิจ สาโสภา สมาพันธ์แรงงานยานยนต์ฮอนด้าประเทศไทย การได้มาที่โรงงานมักกะสันเป็นครั้งแรก เพราะหากไม่มีกิจกรรมดีๆแบบนี้คงไม่ได้เข้ามา ในฐานคนทำงานในกิจการรถยนต์ ไม่ใช่คนทำงานรถไฟ มองว่า การพัฒนารถไฟไทยมีความล่าช้า ได้รับแต่สื่อสารจากภาครัฐซึ่งพูดสื่อสารด้านเดียว ที่ต้องการพัฒนาพื้นที่โดยไม่ได้รับรู้ถึงคุณค่าพื้นที่ ซึ่งเมื่อมาได้เห็นพื้นที่ตรงนี้ที่ในการพัฒนาข้างหน้าจะถูกทำลายไป ทั้งอาคารที่สวยงามทางด้านสถาปัตยกรรม และเครื่องไม้เครื่องมือและความรู้ต่างๆ บอกเลยว่าเสียดาย และไม่เห็นด้วย และพร้อมที่จะร่วมปกป้องสมบัติชาตไปด้วยกัน

นายสุธี จันทร์ปัญญา ในฐานะคนทำงานรถไฟกล่าวว่าที่ผ่านมาก็ทำงานแบบตั้งใจมุ่งมั่นในหน้าที่ และแก้ปัญหาซึ่งในโรงงานมีคนทำงานอยุ่กว่า 4,000 คน ปัจจุบันเหลือคนทำงานเพียง 400 กว่าคน จึงอยากให้รัฐบาลสนัลสนุนบุคลากรให้เพียงพอต่องานด้วย ด้วยมองว่า คนทำงานที่นี่หากไม่มีฝีมือจริงทำไม่ได้ ต้องใช้ทั้งความชำนาญ และเชี่ยวชาญ อยากให้มองเห็นคุณค่าคนทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างเราบ้าง

นายฐากร เพ็ชรมาตร คนงานรถไฟ กล่าวในส่วนของตนเองถือว่ายังเป็นรุ่นใหม่ในส่วนของการทำงาน เคยมาที่โรงงานมักกะสันเมื่อ 10 กว่าปี เคยมาสอบที่โรงเรียนฝีมือพระดาบส ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจในการสร้างช่างฝีมือให้กับทางการรถไฟอย่างมาก แต่วันนี้กลับมาไม่เห็นโรงเรียนฯแล้ว ซึ่งเห็นความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โรงงานมีคนทำงานน้อยลง เครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์น้อยลง รุ้สึกเห็นความสามารถของคนทำงานในโรงงานอย่างมากว่าทำไมยังทำหน้าที่อยู่อย่างดีมีฝีมือภายใต้ข้อจำกัดต่างๆทั้งคน และเครื่องมือ เชื่อในฝีมือช่างของทุกคนที่นี่มาก อยากเสนอให้ฟื้นโรงเรียนฝีมือพระดาบล เพื่อสร้างช่างที่มีฝีมือมาทำงานให้กับการรถไฟ มาช่วยกันซ่อม และสร้างการรถไฟให้เจริญได้ด้วยพวกเรา และเชื่อว่าทำได้

นักสื่อสารแรงงาน รายงาน