นโยบาย 4.0 ความรุนแรงจากรัฐ-กฎหมายต่อแรงงาน “หญิง”

นโยบายไทยแลนด์ 4.0 “ความรุนแรงและความท้าทายต่อแรงงานหญิง” มองการพัฒนาส่งผลกระทบต่อประชาชน ชุมชน และแรงงาน โดยเฉพาะผู้หญิง เจอหนักมองกฎหมายยังไม่เป็นธรรม เสี่ยงถูกเลิกจ้าง ปิดกิจการหนี รัฐไม่เหลี่ยวแล

เสวนา นโยบายไทยแลนด์ 4.0 “ความรุนแรงและความท้าทายต่อแรงงานหญิง” วันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 ณ ห้องประชุมโรงอาหารชั้น 2 บริษัทกสท.โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ถนนแจ้งวัฒนะแขวงหลักสี่ กรุงเทพฯ จัดโดย กลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี กลุ่มสตรีและเยาวชน คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ ( Homenet) ขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศ (wemove) ศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคและความเป็นธรรม วิทยาลัยนวตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิตและโครงการสตรีและเยาวชนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

คุณสุนี ไชยรส ศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคและความเป็นธรรม วิทยาลัยนวตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลประกาศให้สิทธิมนุษยชนเป็นวาระแห่งชาติซึ่งรัฐบาลได้ประกาศนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และสิ่งที่ก้าวถึงการพัฒนาที่ต้องการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี โดยมีการกำหนดเรื่องศาสตร์พระราชาเป็นส่วนหนึ่ง แต่ว่านโยบายที่มีการนำเสนอนั้นไม่ว่า จะเป็นการใช้เทคโนโลยีใหม่ที่อาจกระทบกับการใช้แรงงาน และการที่รัฐประกาศให้เรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งหากย้อนไปเรื่องการรับฟังความคิดเห็นด้านการร่างรัฐธรรมนูญ หรือการพัฒนายังนำไปสู่การไม่รับฟังความต้องการของประชาชน และการพัฒนา 4.0 การที่แรงงานจะได้รับผลกระทบกับชีวิตแรงงานในอนาคต และพื้นที่ทำกินของประชาชน และการที่รัฐยังใช้กฎหมายจำนวนมากที่เข้คิวผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ไม่มีการรับฟังประชาชน และการมีส่วนร่วม การชุมนุมก็กระทำไม่ได้ วันนี้ชาวนา ประชาชนชาวบ้านถูกจับ และอุ้มหายไปจำนวนมาก การที่ไม่เปิดโอกาสในการมีส่วนร่วมทำให้กฎหมายนั้นจะส่งผลกระทบกับประชาชนจำนวนมาก การประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษ ระเบียงเศรษฐกิจมีผลกระทบกับแรงงานด้วย

“ความท้าทาย ด้วยมีประชาชนจำนวนมากที่ต้องติดคุก ความเดือดร้อนจากเขตเศรษฐกิจที่เกิดผลทบกับแรงงาน และชุมชน เพราะว่า กฎหมายมีการยกเว้นจำนวนมาก ผลกระทบต่อแรงงานการที่จะฟ้องร้องไม่ใช่เรื่องง่ายทีเดียว แต่ว่า ในเรื่องการฟ้องการใช้อำนาจรัฐนั้นยังไม่ค่อยได้ใช้มากนัก ตอนนี้มีกลุ่มแรงงานได้ไปฟ้องร้องต่อศาลปกครองกรณีบำนาญชราภาพ เป็นความท้าทายว่า จะมีการรับฟ้องหรือไม่ เพื่อให้เกิดระบบสวัสดิการที่มั่นคง ผู้หญิงต้องการความมั่นคงในครอบครัว และความอยู่รอด ซึ่งนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ต้องเป็นการต่อสู้แบบร่วมกับกลุ่มอื้นๆด้วยไม่ใช่แค่เรื่องแรงงาน ต้องมีการสู้ร่วมกับกลุ่มอื่นๆด้วย เพราะนโยบายดังกล่าวมีผลกระทบกับคนจำนวนมากไม่ใช่แค่แรงงาน” คุณสุนี กล่าว

คุณสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย(คสรท.) กล่าวว่า สถานการณ์เวลาที่ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ไม่ใช่แค่เรื่องในครอบครัวเท่านั้น ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการทุบตี อาจเห็นได้จากภาพเบื้องหน้า แต่ความรุนแรงที่เกิดจากสิทธิและกฎหมายเป็นการกระทำจาก อีกชนชั้นกับอีกชนชั้น แม้ว่า เรามีคนที่มากกว่า แต่ว่าด้วยความอ่อนแอทั้งระบบการจัดการ ที่ภาครัฐกระทำต่อประชาชน สิ่งที่ละเมิดอยู่นี้จะมีการสร้างอย่างไร ทางเศรษฐกิจก็ถูกขูดรีด และต้องแกะออกมา ด้วยคนข้างล่างที่ไม่ตระหนักและกดทับถูกกระทำจนเคยชิน นี่คือความทุกข์ทรมานมากกว่า ภายใต้นโยบายที่พัฒนามาจนถึง 4.0 จะทำให้คนถูกกระทำจนไม่เหลือความเป็นมนุษย์นวตกรรมใหม่ ที่เกิดขึ้นเป็นความรุนแรงและทุกฝ่ายต้องไม่กระทำต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งและต้องไม่ดูดายเมื่อเห็นความรุนแรง

คุณสาวิทย์ ยังกล่าวอีกว่า การที่รัฐใช้นโยบาย 4.0 ของรัฐบาล การพัฒนารัฐวิสาหกิจที่มีการตั้งบรรษัทที่จะมีการปรับเปลี่ยนจากรัฐวิสาหกิจเป็นเอกชน ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนซึ่งตอนนี้มีการจัดการกับรัฐวิสาหกิจจำนวน 11แห่ง และต่อไปก็จะเกิดขึ้นต่อรัฐวิสาหกิจอื่นๆต่อไป และการที่รัฐบาลออกกฎหมายก็เพื่อที่จะจัดการกับประเทศ และการที่มีเขตปลอดกฎหมาย ปลอดสหภาพแรงงานมีการส่งเสริมให้กับทุนขนาดใหญ่กับสังคมที่ภาคตะวันออก การที่รัฐเน้นนโยบายการพัฒนาประเทศแบบมองเพียงระบบทุนเพียงอย่างเดียว ไม่ได้มองความต้องการของประชาชน ชุมชนและแรงงาน เช่นการพัฒนาระบบไฟฟ้าถ่านหิน ที่กระบี่ ที่เทพา จังหวัดสงขลา โดยไม่สนใจผลกระทบต่อประชาชนและธรรมชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์  และไม่ได้มีการจัดระบบสวัสดิการ สำหรับอนาคตให้ประชาชน เห็นได้จากนโยบาย ประกันสังคมเองรัฐก็ยังไม่ได้ให้ความสำคัญไม่จ่ายเงินสมทบกรณีชราภาพและไม่จ่ายเงินสมทบที่ติดค้าง การที่รัฐจัดการนโยบายโดยไม่สนใจเรื่องความเป็นคน และประชาชน ความรุนแรงที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงแรงงาน แต่มีทั้งชุมชน การใช้นโยบายการพัฒนาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน การจะรอให้สถานการณ์มีความสุกงอมแล้วลุกขึ้นสู้อาจช้าไปแต่การที่จะปล่อยให้เกิดความขูดรีดไปเรื่อยๆโดยไม่ทำอะไรเลยได้อย่างไร ต้องร่วมกันผลักดันส่งเสียงเพื่อสร้างความเป็นธรรม

คุณอภันตรี  เจริญศักดิ์ ประธานกลุ่มสตรีTeam กล่าวว่า ประเทศไทยมีการกระทำความรุนแรงสูงมากปี ละ 3 หมื่นกว่าคดี จากคดีเหล่านี้มีเพียง 3 %ที่แก้ไขได้ ทำไมผู้หญิงจึงถูกกระทำความรุนแรง และการที่ผู้หญิงถูกกระทำความรุนแรง เพราะเราต้องพึ่งพิงผู้ชาย ครอบครัว เมื่อถูกกระทำความรุนแรง การที่ไม่รู้ว่าจะให้ใครมาช่วยเหลือเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เรื่องความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กมีตัวเลขที่ไม่มากหนัก และสังคมนิ่งเฉยต่อภาพความรุนแรง ทำให้ถูกมองข้ามไม่ถูกแก้ไขปัญหาหรือต่อต้านผู้ที่กระทำความรุนแรง ซึ่งในส่วนนี้เกิดขึ้นกับทุกคนไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้หญิงสาวจนถึงผู้สูงอายุ

“การกระทำความรุนแรงต่อผู้หญิงที่เป็นแรงงานมีจำนวนมากในการเลิกจ้างด้วยตั้งครรภ์ แต่ว่าอ้างว่าไม่ใช่การเลิกจ้างเนื่องจากตั้งครรภ์ หลายครั้งที่มีการต่อสู้ด้านคดีความ หรือแม้แต่การจบด้วยการรับเงินช่วยเหลือจากนายจ้าง แต่ว่าไม่ใช่จะทำให้เราไม่เหลือศักดิ์และศรีในการต่อสู้ด้วยว่า เรายังต่อสู้กันด้วยความต้องการที่จะเข้าไปทำงานหรือบางรายสู้จนได้กลับเข้าไปทำงาน แต่ว่านายจ้างอาจไม่ได้ให้งานทำอยู่เฉยๆ การต่อสู้ของแรงงานหญิงด้วยนโยบายรัฐในการพัฒนาทำให้ถูกเลิกจ้าง ถูกนายจ้างปิดกิจการทิ้งทำให้แรงงานได้รับผลกระทบมาก เพราะว่า การที่แรงงานหญิงคนหนึ่งถูกเลิกจ้างไปนั้น ต้องกระทบคนที่เขาดูและอยู่ด้วยผลพวงจากการไม่มีงานทำให้สังคมมีปัญหามากขึ้นไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้สูงอายุ ที่รายได้ของผู้หญิงดูแลอยู่การเลิกจ้างคนเพียงคนเดียวแต่กระทบกันทั้งสังคมทีเดียว” คุณอภันตรี กล่าว

คุณอภันตรี กล่าวต่อว่า การที่รัฐประกาศนโยบาย 4.0 ซึ่งความเสี่ยงยังอยู่กับแรงงานหญิงจำนวนมากในสังคมด้วยการจ้างงานส่วนใหญ่ยังเป็นผู้หญิง เสี่ยงต่อการตกงาน ซึ่งมีตัวเลขที่เพิ่มมากขึ้น บางบริษัทไม่จ่ายค่าชดเชย การบังคับใช้กฎหมายไม่ใช่การทำให้เกิดความเป็นธรรมด้วยเงินค่าชดเชย การดูแลแรงงานทุกคนต้องการที่จะมีงานทำอย่างมีศักดิ์ศรีไม่ใช่ปล่อยให้แรงงานหญิงต้องเอาตัวรอด การดำเนินคดีในศาลเองใช้เวลานานมากในการที่จะเข้าถึงความเป็นธรรม ซึ่งความเป็นธรรมไม่ใช่เพียงตัวเงินที่นายจ้างจ่ายเท่านั่น มันต้องดูแลชีวิต และอนาคตของแรงงานด้วย เมื่อผู้หญิงตกงานผลกระทบคือ ครอบครัว ลูก เนื่องจากผู้หญิงมีความละเอียดอ่อนและรับผิดชอบกับทุกชีวิตในครอบครัว อาจอยู่ในภาวะความเครียดและส่งผลต่อการถูกกระทำความรุนแรงซ้ำอีก

ข้อเสนออย่างให้แรงงานมีเสรีภาพในการรวมตัวตามองค์การแรงงานระหว่างประเทศ(ILO) มีการให้สิทธิในการดูแลแรงงาน และต้องการดูแลสิทธิขั้นพื้นฐานกับแรงงานกำหนดในรัฐธรรมนูญ ต้องการให้เกิดการดูแลทางกฎหมายด้านสิทธิในจริง ไม่ใช่เพียงการจ่ายเงินชดเชยแล้วจบ การดูแลต้องยึดหลักมนุษยชนด้วย ต้องมีช่องทางในการดูแลเมื่อเกิดปัญหา การดูแลเพื่อให้ความรู้ช่องทางที่จะร้องเมื่อถูกกระทำการละเมิดสิทธิ หรือความรุนแรงทางเพศ

คุณสุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง ผู้จัดการมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม  กล่าวว่า การประกาศนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ไม่ใช่การประกาศเพื่อประชาชนแต่เป็นการทำตามช่วงเวลาที่รัฐนั้นต้องการร่วมรณรงค์ เช่นจะไปประชุมองค์การแรงงานระหว่างประเทศ และเมื่อโลกประกาศสัปดาห์ด้านสิทธิมนุษยชนก็มีการประกาศเรื่องนโยบายด้านสิทธิมนุษยชน ข่าวก็มีการนำเสน เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนทันที การที่มีการรณรงค์เรื่องการยุติความรุนแรงแต่ว่ากับเกิดความรุนแรงเพิ่มขึ้น คนจำนวนมากๆ 40% เป็นผู้หญิงและ 5% เป็นผู้ชาย ซึ่งนโยบายที่รัฐบาลไปประกาศนั้น กลับมาก็ไม่ได้ทำตามที่ประกาศ ซึ่งสิ่งที่รัฐประกาศรับรับรองอนุสัญญากลับมาก็มีกำหนดคำว่า เว้นแต่กฎหมายกำหนด การใช้นโยบาย 4.0 แต่การแสดงความคิดเห็นไม่สามารถทำได้อย่างเสรี เช่นการที่รัฐให้ตอบคำถามก็ต้องไปสิ่งที่รัฐบาล การปฏิรูปส่วนใหญ่ก็เป็นเพศชาย แล้วจะให้เกิดการแก้ไขปัญหาได้อย่างไร การยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงต้องไม่กระทำการรุนแรงทั้งวาจา และพฤติกรรม และต้องหยุดสร้างและขยายวาทกรรมที่เป็นการกระทำความรุนแรงต่อกัน ซึ่งผู้ชายส่วนมากที่กระทำความรุนแรง เช่นการหยอกล่อกับผู้หญิง เช่นจับมือโอบกอด คิดว่า เป็นการกระทำการคุกคาม และกระทำการรุนแรงต่อผู้หญิง การกระทำต่อผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งสังคมต้องไม่นิ่งเฉย ช่วยกันส่งเสียงดูแลกัน ต้องไม่มองว่าผู้หญิงเป็นเพียงวัตถุทางเพศ หรือว่ารองรับอารมณ์ หากดูจากตัวเลข และการร้องเรียนให้เข้าไปช่วยเหลือมีมากขึ้นอาจเป็นเพราะว่าปัจจุบันผู้หญิงเข้าถึงข่าวสารมากขึ้น และการที่ตนได้เข้าไปทำงานให้ความรู้กับฝ่ายต่างๆ คิดว่าความเข้าใจตรงนี้ทำให้ความรุนแรงลดลง เห็นว่า ต้องช่วยกันทำงานเพื่อสร้างความเข้าใจและตระหนักถึงผลกระทบต่อความรุนแรง ซึ่งความรุนแรงทางเพศนั้นไม่ใช่เกิดขึ้นเฉพาะผู้หญิงแรงงาน ชาวบ้าน ชุมชน คนมีการศึกษาก็กระทำความรุนแรง และรู้วิธีที่ทำเพื่อไม่ให้เห้นร่องรอยอีกด้วย จึงต้องฝากให้สังคมช่วยกันสังเกตุและเฝ้าระวัง พร้อมช่วยเหลือเมื่อพบเห้น หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

ทั้งนี้ในการจัดงานได้มีการแสดงละครเพื่อให้เห็นภาพความรุนแรงกับแรงงานหญิง และเด็ก เช่น เด็กขอทาน ผู้สูงอายุ แรงงานในสถานประกอบการ พยาบาล พริตตี้ แรงงานนอกระบบ คนทำงานบ้าน ฯลฯ ซึ่งในช่วงของการจบกิจกรรมด้วยการขับร้องบทเพลงภราดร ของวงคุรุชน และบทเพลงหญิงกล้า ซึ่งแต่งโดยคุณวิชัย นราไพบูลย์ ร่วมกัน

นักสื่อสารแรงงาน รายงาน