นักวิชาการเปิดเวทีวิพากษ์ เสนอชะลอ ร่าง พ.ร.บ.การพัฒนากำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ….


สัมมนา “แนวทางการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจที่ยั่งยืนและเป็นธรรม” วันที่ 19 กันยายน 2560 ห้องประชุม 1-301 ชั้น 3 อาคารอาทิตย์ อุไรรัตน์ มหาวิทยาลัยรังสิต จัดโดย สถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.)

รศ.ดร.สังสิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) กล่าวว่า การจัดเสวนาครี้งนี้เพื่อการหาทาางชะลอการบังคับใช้ร่างพระราชบัญญัติการบริหารรัฐวิสาหกิจ ที่ยังมีความคลุมเครือ ในการบริหารจัดการ เป็นการกระทบต่อประชาชน นอกจากไม่ปฏิรูปแล้วยังอาจนำไปสู่การขาย ร่างพ.ร.บ. การแต่งตั่งคณะบริหารยังแต่งตั้งซึ่งนักการเมืองทั้งสิ้น และยังไม่มีสัดส่วนผู้บริโภค และการตรวจสอบก็ให้ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)ตรวจสอบแทน และให้มีการคงรัฐวิสาหกิจไว้แต่ก็ให้มีการยุบได้และรัฐวิสาหกิจนั้นไม่ตำเป็นต้องไปทำการพัฒนาภาระกิจนั้นๆตามที่กำหนดไว้ก็ได้ และยังไมมีภาคประชาขนเข้าร่วมในการแปรกฏหมายที่ส่งผลกระทบนั้นๆด้วย การมาร่วมกันของพันธมิตรก็เพื่อให้ปประชาชนได้รับรู และตอบคำถามว่าร่างพรบ.การพัฒนารัฐวิสาหกิจนั้นจะตอบสนองประชาชนจริงหรือไม่ การสัมมนาครั้งนี้ก็เพื่อให้มีการชะลอร่างพรบ.ฉบับดังกล่าว เปิดเวทีแลกเปลี่ยนกัน เพื่อให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วม

คุณธีระชัย ภุวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่า กระบวนการที่จะชลอหรือคัดค้านร่างพระราชบัญญัตินี้ได้ต้องรอภาคประชาชน กลุ่มคนที่ถือปืนนั้นจะออกกฎหมายที่เอื้อให้กับกลุ่มทุน และกลุ่มไหนที่มีการถืออำนาจปกครองประเทศก็จะเอื้อต่อกลุ่มนั้น ในฐานะที่เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงได้เคยเสนอให้เปลี่ยนการบริหารจัดการรัฐวิสากิจที่มีอยู่นี้ และสคร.(สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ) และคนร.(คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ) ที่บริหารอยู่นี้เป็นเรื่องสำคัญ จำเป็นต้องมีการบริหารที่เป็นธรรม เอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง และสอบถามประชาชนในฐานะผู้รับบริการนั้นต้องการที่จะให้รัฐวิสาหกิจปฏิรูปอย่างไร ประชาชนจะแบกรับภาระค่าใช้จ่ายได้เท่าไร และกระบวนการตรวจสอบ ต้องให้ประชาชนได้เข้าไปตรวจสอบ ต้องให้บทบาทภาคประชาชน แต่ว่าร่างกฎหมายนี้ไปสอดแทรกการแปรรูปการที่เขาจะโอนรัฐวิสาหกิจ 11 แห่ง เข้าไปในฝาชีของบรรษัท และโอนเพิ่มเข้าไป และจะโอนให้เอกชน และมีการถือหุ้นตามที่กำหนดแต่ละรัฐวิสาหกิจ มีการเปิดโอกาสให้เอกชนมีการล่วงไส้ เช่นมีการเอาบริษัทลูกขข.เข้ามาแล้วโอนเอกสิทธิ์ของรัฐให้บริษัท และมีการซักชวนเข้าตลาดหลักทรัพย์ และทำให้รัฐวิสาหกิจออกไปอยู่บริษัทขข. แล้วทำให้รัฐวิสาหกิจไม่เหลืออะไร การที่จะทำให้รัฐวิสาหกิจหันไปหาเงินตอบสนองรัฐ แล้วการดูแลประชาชนก็จะน้อยลง เมื่อรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหุ้น เพื่อทำกำไรสูงสุดให้ผู้ถือหุ้น จะทำให้ประชาชนเดือดร้อน เป็นการเน้นผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น และเปิดให้เอกชนหาผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นและรัฐบาลได้ก็พอแล้ว และมีการเปิดช่องให้เอกชน ซึ่งในต่างประทศได้มีการทำแบบนี้แล้ว เป็นองค์กรที่จะพัฒนา ในมาเลเซียเป็นองค์กรนำ ซึ่งเมื่อมีการตรวจสอบก็มีเงินจำนวนมากเข้าไปอยู่ในบัญชีนักการเมือง การตรวจสอบ บริษัทOneNDB ภายในไม่สามารถตรวจสอบกันได้ ที่ตรวจสอบได้อยู่ในอเมริกาเท่านั้น การเสนอแนวการพัฒนารัฐวิสาหกิจครั้งนี้เหมือนกับสมัยคุณทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี แต่วันนี้เสนอแล้วทำได้เลย ซึ่งต่างกับสมัยคุณทักษิณตรงว่า สมัยนั้นทำยาก เงิน 3 แสนล้านบาทเป็นจำนวนเงินที่มากในขณะนั้น ทำให้แนวคิดการพัฒนารัฐวิสาหกิจแบบปัจจุบันไม่ได้เพราะไม่มีเงิน วันนี้ฐานะการเงินการคลังแย่กว่าวันนั้นในด้านการเงิน แต่ว่า แค่คิดเอารัฐวิสาหกิจมารวมกันในบรรษัทแล้วฝาชีครอบก็ใช้ได้แล้ว เป็นครั้งแรกที่รัฐบาลประเทศไทยจะได้เป็นเจ้าของก๊าซของเอรวัณ และบงกซ ซึ่งในการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ และมาตั้งบรรษัทของคสช. มีการเร่งรีบการประมูลของบริษัทเอรวัณ และบงกซ พร้อมกับตัวแทนรัฐบาลได้เดินทางไปอังกฤษ การที่จะออกกฎหมายต้องตั้งคำถาม

ข้อเสนอตั้งบรรษัทขึ้นมาทั้งที่มีสคร.ในการทำหน้าที่อยู่แล้ว ตั้งบรรษัทขึ้นมาเพื่ออะไร เมื่อคนร.ทำอยู่ หากบอกว่า ตั้งมาถือหุ้นก็เพื่อที่จะแทรกแซงกิจการรัฐวิสาหกิจหรือไม่ การทำหน้าที่ของรัฐจะดำเนินการอย่างไรที่ทำหน้าที่ซ้ำซ้อนรัฐวิสาหกิจหรือไม่ เมื่อแต่ละวันรัฐวิสาหกิจมีกรรมการทำอยู่แล้ว การที่เปิดช่องให้มีการนำเงินไปเก็บไว้ในหีบเก็บเงินบรรษัทนั้นมีอะไรซ้อนเล้นไว้หรือไม่ แล้วสมบัตินี้จะส่งให้ลูกหลานอย่างไร

คุณรสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒสภา กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. …. เป็นกฎหมายที่จะถ่ายโอทรัพย์สินของรัฐให้เป็นของเอกชน ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ เป็นการถ่ายโอนทรัพย์สมบัติชาติ โดยการตั้งคนร.มาเพื่อตั้งบรรษัทเพื่อโอนทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจมาเป็นของบรรษัท กรรมาธิการแจงว่าไม่ขายคอกม้า แต่ลูกม้า 11 ตัว สามารถที่จะออกไปผสมกับคอกอื่นได้ คือการที่จะขายเข้าตลาดหุ้นได้ กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ต้องการที่จะแปรรูปเพื่อสร้างประสิทธิภาพ แต่เป็นการเอาไปแต่งตัวเข้าตลาดหุ้นขายไป มีการตั้งบริษัทลูกมารับผลประโยชน์ และมีการทำพ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจมา แต่ภาคประชาชนก็ฟ้องเพื่อไม่ให้แปรรูปกฟผ. (การไฟฟ้าฝ่ายผลิต)ได้ รัฐวิสาหกิจเป็นมือหนึ่งของรัฐที่ให้บริการกับประชาชนให้ได้รับสวัสดิการพื้นฐาน หากขายออกไปสาธารณะสมบัตินั้น ต้องคืนกำไรให้กระทรวงการคลัง และประชาชนได้รับประโยชน์นั้น หากมีการนำรัฐวิสาหกิจโอนไปให้เอกชน โดยไม่ได้มีการแยกเลยใครได้ประโยชน์ หลังจากไปขายหุ้นในตลาดหุ้น รัฐวิสาหกิจที่มีทรัพย์สินที่ใช้ได้อยู่แม้ว่า จะมีการหักค่าเสื่อมสภาพแล้ว เมื่อมีการแปรรูปคือการทุจริตคอรับชั่นอีกแบบหนึ่งหรือไม่ ซึ่งมีมูลค่า การแปรรูปท่อก๊าซ กำไรเป็นของเอกชน แต่การสร้างท่อก๊าซภาระนี้ประชาชนต้องแบกรับ ซึ่งการแปรรูปครั้งนี้ก็คงจะเป็นแบบเดียวกัน ซึ่งรัฐวิสาหกิจเป็นสมบัติประชาชน ทรัพย์สินนี้เป็นของประเทศต้องคืนให้กับประเทศไม่ใช่ห่อไปหมด ซึ่งประชาชนไม่ได้ประโยชน์ การแปรรูปปี 2544 เป็นการแปรรูปทั้งองค์กรเลยไม่ได้มีการแบ่งแยกจนภาคประชาชนต้องฟ้อง และสาลตัดสินให้มีการแบ่งแยกคืนทรัพย์สินให้กับประชาชน ซึ่งตนก็อยู่ในกระบวนการทวงคืน วันนี้ 10 ปีแล้วยังคืนไม่ครบ การผูกขาดท่อก๊าซไทยมาเลเชียก็ยังไม่คืน คสช.ก้ไม่ทำอะไรเลย วันนี้ยังไม่คืนเลย การที่ตั้งบรรษัทเพื่อต้องการที่จะแยกตั้งบริษัทลูกเพื่ออะไร การโอนไปอยู่ในบรรษัทก็จะทำการตรวจสอบยาก การที่บริษัท เอรวัณ กับบงกซ ภายในอีก 5ปี กำลังจะหมดออายุสัมปทาน จึงได้มีการออกกฎหมายมาจัดการหรือไม่  และสองบริษัทกำลังจะหมด หรืออีก 5 ปี ทำไมต้องรีบร้อนในการประมูล การที่รัฐมีการบินไปคุยนั้นเพื่อผลประโยชน์ให้ใครหรือไม่น่าติดตาม หากต่อสัญญาให้ใครถือผลประโยชน์ การที่มีการแปรรูปก็เพื่อที่จะปั่นหุ้นกันหรือไม่ แต่อย่านอนใจในส่วนรัฐวิสาหกิจที่มี แม้ยังไม่ได้มีการนำเข้ามาแต่ก็คิดว่า จะมีการนำเข้ามาแน่นอน สิ่งที่ทำไม่ได้อย่างที่ดินการรถไฟ แต่หากมาอยู่ในบรรษัทนี้สามารถทำได้แน่ อย่านอนใจ

หม่อมหลวงกรสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยนโยบายพลังงานและทรัพยากร มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลบอกกับสิ่งที่กำหนดในกฎหมายนั้นแล้ว พบว่า ปัญหาธรรมาภิบาลเป็นปัญหาใหญ่ในกฎหมายฉบับนี้ รัฐบอกว่าไม่มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ไม่ลดการถือหุ้นในบรรษัท แต่ลดการถือหุ้นจากรัฐวิสาหกิจ ซึ่งรัฐวิสาหกิจ 11 แห่ง นั้นเป็นบริษัทอยู่แล้ว และรัฐมีการถือหุ้นอยู่แล้วมีทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ และบางส่วนแล้ว แต่กฎหมายนี้เปิดช่องให้มีการขายหุ้นได้ และการขายหุ้น เป็นการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจนั้น เมื่อนักลงทุนมาถือหุ้นก็ต้องการผลกำไร ผลตอบแทนไม่สนใจที่จะให้บริการอย่างไร กฎหมายฉบับนี้เปิดช่องให้เอกชนเข้ามาเอาประโยชน์จากรัฐวิสาหกิจ จากการประกอบการเชิงพาณิชย์ หากรัฐวิสาหกิจมาทำเชิงพาณิยช์คนที่เดือดร้อนคือประชาชน คนยากจนจะได้รับบริการหรือไม่ ระบบธรรมาภิบาลของเอกชนมาใช้ แม้แต่บริษัทได้รับการประกาศว่า เป็นบริษัทที่มีธรรมาภิบาล แต่ไม่ได้การันตรีว่า ประชาชนจะได้ประโยชน์  การมีบรรษัทไม่ได้มีการยกระดับด้านธรรมาภิบาลได้ และการเข้าไปสู่บรรษัทจะลดการผูกขาดได้หรือ เพราะรัฐวิสาหกิจบางแห่งผูกขาดโดยธรรมชาติ หากมีการขายให้เอกชนก็จะถูกผูกขาดของเอกชนทันที เมื่อตลาดมีการแข่งขันน้อยรายทำให้ประชาชนแบกรับภาระบริการที่แพงแน่ การเขียนข้อห้ามเป็นกรรมการบรรษัทเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ แต่มีเว้นแต่ให้เป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจได้อีก ซึ่งเป็นการให้เกิดแทรกแซง กฎหมายมีข้อห้ามแต่ว่า มีข้อยกเว้นเต็มไปหมด รวมทั้งการเข้าไปถือหุ้นได้ด้วย จึงอยากถามว่า กฎหมายนี้เขียนด้วยนักเล่นหุ้นหรือไม่ เพราะอดีตการแปรรูปรัฐวิสาหกิจบางแห่งทำให้นักเล่นหุ้นร่ำรวยมากแล้ว กฎหมายนี้มีการเว้นให้สวมหมวกหลายใบได้ในกรรมการบริหารบรรษัท กฎหมายฉบับนี้กำลังจะเปลี่ยนอะไรหลายอย่างทั้งให้เอกชนเข้ามาถือหุ้น และสวัสดิการประชาชน ใช้หรือไม่ กฎหมายฉบับนี้ประชาชนอยู่ตรงไหน เพราะว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ดีพอที่จะผ่านรัฐสภาได้ หากผ่านไปจะสร้างความมัวหมองให้กับสังคมได้

ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ คณบดีนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.) กล่าวว่า ปัญหาที่มีคือเรื่องธรรมาภิบาลที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ กระบวนการมีผลประโยชน์ทับซ้อนการที่มาของกรรมการบริหารบรรษัท คิดว่า เข้าไปเพื่อแสวงหาผลประโยชน์มากกว่า ผู้ร่างกฎหมายหลายคนมีต้นทุนสูงมากในด้านความน่าเชื่อถือทางสังคม ซึ่งคนที่ลุกขึ้นมาคัดค้านร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ ต้องเป็นคนกล้าหาญมากที่จะต่อสู้ทางความคิดกับคนที่เขียนกฎหมายฉบับนี้ วันนี้มีการคุยกันสองทฤษฎี คือ ทฤษฎีว่าด้วยคอกม้า กับทฤษฎีว่าด้วยฝาชี ก็ต้องดูว่าคนร.ที่จัดตั้งมานั้นทำได้แค่ไหน ก็พยายามตรวจสอบการเข้าถึงของประชาชน และการตรวจสอบซึ่งอยู่ในคณะกรรมการ คนร. แต่ได้มีการจัดการที่ดี ในเรื่องธรรมาภิบาล แต่บังเอิญมีส่วนที่สองคือบรรษัทที่จะมาดูเรื่องเงิน และผลกำไรเป็นหลัก หากจะให้ตนคิด คงคิดว่าการสร้างบรรษัทขึ้นมาก็เพื่อสอดคล้องแนวคิดภาคประชาชนในการที่เรียกร้องให้มีการตั้งให้สร้างบรรษัทจัดการเรื่องพลังงานให้เป็นระบบ อย่างนี้ไม่ถูกใจอีกหรือ แต่ว่าภาคประชาชนได้ศึกษากลไกของรัฐในการบริหารมานาน ซึ่งภาคประชาชนคุณรสนาที่สู้เพื่อประชาชนกลับถูกฟังตลอด คนแบบนี้ควรได้รับการคุ้มครอง

กล่าวถึงบรรษัท ที่จะตั้วมีบรรษัทไหนที่ตั้งแล้วประสบความสำเร็จหรือไม่ ปี 2544 ที่เกิดขึ้นของบรรษัทบริหารทรัพย์สินไทย ที่ล้มเหลว แล้วจะตั้งขึ้นมาขายทรัพย์สินของชาติให้หมดเลยหรือ ตอนนั้นที่บรรษัทเกิดขึ้นมีบุคคลากรที่ดีๆทั้งนั้น แต่ตอนนี้ก็มาแบบแนวคิดแบบเดิม และมีการออกกฎหมายคุ้มครองคนเหล่านั้นไม่ให้มีความผิดเลย แต่ปปช. (กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ)ก็หาช่องให้มีการตรวจสอบ และฟ้องศาลได้ แต่เห็ว่าการที่จะตรวจสอบคนว่าสุจริตหรือไม่ไม่ควรเป็นการให้ความเชื่อถือเป็นตัวบุคคล แต่เป็นการบริหารองค์กร เชื่อบุคคลไม่ได้ แต่ต้องตรวจสอบได้ว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ ต้องตรวจสอบด้วยการเปิดเผยข้อมูลได้ ไม่ใช่ความดีเฉพาะตัวต้องเป็นความดีที่สอดคล้องกับธรรมาภิบาลของโลก การเขียนกฎหมายฉบับนี้ออกมาเพื่อให้เกิดความอ่อนแอที่สุดของรัฐ และทำไมต้องตั้งคอกม้า ให้ม้า 11 ตัว มีอาการป่วยมีข้อบกพร่องหรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่กำลังถูกตรวจสอบจากปปช. ซึ่งต้องแสดงให้เป็นก่อนว่า การที่จะเอาหุ้นโอนมา ต้องถามผู้ถือหุ้น คือประชาชนด้วย รัฐต้องชี้แจงก่อนว่าทำไมต้อง 11 รัฐวิสาหกิจ ที่ต้องมาควบรวมภายใต้การดูแลที่เป็นรัฐวิสาหกิจ มาไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ ในมาตรา 45 มีความสำคัญมาก เพราะจะไม่ใช่กฎหมายรัฐวิสาหกิจอีกแล้ว เพราะต้องไปใช้กฎหมายเอกชน ทั้งที่กฎหมายรัฐวิสาหกิจเป็นกฎหมายมหาชน การที่นำรัฐวิสาหกิจไปให้กระทรวงการคลังถือหุ้น แล้วกระทรวงการคลังมีการชี้แจงให้ประชาชนรับรู้หรือไม่ จึงต้องทำให้ประชาชนเชื่อถือก่อน ภายใต้ภาครัฐยังทำไม่ได้จะทำในคราบเอกชนได้หรือ รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฎฐาธิปัตย์ มีอำนาจมากมายยังบริหารแบบนี้ แล้วนักการเมืองที่จะเข้ามาบริหารจะทำให้ประชาชนจริงหรือ ให้ร้อย ปปช.ก็ทำไม่ได้  กฎหมายบับนี้ทำให้ประชาชนถูกบังคับให้โอนหุ้นรัฐวิสาหกิจ 11 แห่ง ให้กับบรรษัท และมาตรา 47 ให้กระทรวงการครั้งถือหุ้นทั้งหมด แต่มาตรา 14 เป็นข้อยกเว้น กฎหมายฉบับนี้เต็มไปด้วยข้อยกเว้น แล้วรัฐจะใช้ข้อยกเว้นในการบริหาร ยกเว้นแต่ครม.(คณะรัฐมนตรี)เห็นชอบ ซึ่งใครจะขว้างครม.ได้ ผู้ที่เกี่ยวข้องก็เป็นลูกน้องครม.ทั้งนั้นในการบริหารรัฐวิสาหกิจ ใครจะกล้าขวาง ฉะนั้นต้องเสนอทางแก้ไข หากต้องการที่จะให้กฎหมายนี้คงอยู่ในการพัฒนา ก็ควรเอาเรื่องบรรษัทออกไปซะ องค์กรที่เกี่ยวกับคมนาคมเป็นองค์กรที่อ่อนแอที่สุด ขาดทุนมหาศาลเพราะถูกเดือดเลือดไปอยู่กับเอกชนหมดแล้ว เพราะการบริหารรัฐอยู่ในการทุจริตมาโดยตลอด ซึ่งมีการโกงชาติ 3 อย่าง คือ 1. รัฐไม่ทำเอกให้เอกชนทำ และกรันตรีว่าไม่ขาดทุน เช่นพลังงานลมให้เอกชนทำ รัฐไม่ทำ ซึ่งเป็นการทำแบบไม่มีต้นทุน 2. รัฐทำด้วยแต่อวยให้เอกชน คือเหมือแข่งแต่เอื้อให้เอกชน ทำให้รัฐขาดทุนมากเลย ทั้งการบิน โทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต แซ่งทำแต่ไม่ทำ ปล่อยให้เอกชนทำสร้างผลกำไร 3. ยกให้เอกชน แล้วรัฐต้องซื้อ แต่ไม่คุ้มทั้งสินแร่ ที่มี และรัฐควรทำแต่ไม่ทำ ซึ่งประชาชนต้องคิดใหม่ทำใหม่ไม่ให้เกิดการดกงชาติแบบนี้อีก