จะล้มเหลวสักอีกกี่ครา…จึงจะปรับปรุงขั้นตอนการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติ

…ปลายฟ้า…

 “ปีนี้มันยุ่งยากกว่าทุกปี  โดยเฉพาะจุดแสตมป์วีซ่า และ ขอใบอนุญาตทำงาน”  เขาบอกว่าใช้ได้สองปี ผมกังวลว่า จะใช้ได้ถึงสองปีเต็มหรือเปล่า  เดี๋ยวก็เลือกตั้งแล้วไม่ใช่เหรอ ไม่รู้ว่านโยบายจะเปลี่ยนอีกไหม กำลังเก็บเงินได้ ก็ต้องมาเสียค่าต่อบัตรอีกแล้ว” ผมเพิ่งมาวันนี้ตอนตี 4 เพิ่งทำเสร็จจุดเดียวคือตรวจเอกสาร พรุ่งนี้ตอนห้าทุ่ม (ห้าทุ่มของวันที่ 29 มีนาคม) เจ้าหน้าที่ให้มาใหม่ ผมได้คิว  380 กว่ารอแสตมป์วีซ่า   มันเป็นตามคิวครับ ผมได้คิวช่วงวันนี้ และคนอื่นๆ ก็ได้คิวตรงกัน คนมันก็เลยเยอะ”

น้องมา 5 วันนี้หละมาจากแม่แจ่ม  พ่อกับแม่ไม่ให้นอนที่นี่มันอันตราย เช่าห้องอยู่ที่กาดหลวงคืนละ  250 บาท  น้องรอจ่ายเงินค่าบัตรสุขภาพ…ไม่รู้ว่าจะนัดมาตรวจเลือดวันไหน”  “ค่าใช้จ่ายประมาณ 6100 บาท และน้องต้องจ่ายค่ากรอกเอกสารอีก  1000 บาท….โน้น..เขานั่งอยู่ด้านหลังนั้น ป่านนี้กลับล่ะมั่ง (ขณะนั้นเวลา 20.25 น.)” ไหนจะต้องเสียค่ารถ ค่าที่พัก ค่ากินอีก เยอะอยู่ค่ะ..

“ผมมาจากฝางครับ มานอนที่นี่  3 คืนครับ ไป  – กลับ ไม่ไหว มันไกล …ผมก็นอนแถวๆ นี่แหละครับ  เสียค่าใช้จ่ายประมาณ  6500 บาทครับ  วันนี้ของผมเสร็จแล้ว แต่เพื่อนบางคนที่มาด้วยกันยังไม่เสร็จ มันตามคิวครับ”

“น้องอายุเพิ่ง  7 เดือน  ต้องเอามาด้วย ไม่มีใครดูแลให้ มา 3 วันล่ะ นี่ก็รอจ่ายเงินค่าบัตรสุขภาพ”  “เสร็จแล้วค่ะ จ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว เขานัดอีกทีวันที่ 5 เมษายน ได้คิวที่ 300 กว่า”

นั้นเป็นคำบอกเล่าของแรงงานข้ามชาติที่มาทำการขึ้นทะเบียนและต่อใบอนุญาตทำงานที่ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ เชียงใหม่ เพื่อทำให้ตนเองอยู่ในประเทศไทยและทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย  ประมาณ  3-5 วันที่พวกเขาต้องมาอยู่ที่ หรือ มาที่ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ จากการพูดคุยกับคนงาน พร้อมกับทางเครือข่ายแรงงานภาคเหนือที่ได้นำน้ำไปให้กับพี่น้องคนงานเพื่อช่วยดับกระหาย ช่วงย่ำเย็นของวันที่ 27 มีนาคม 2561

3-5 วัน นั้นเป็นระยะเวลาที่ไม่น้อยสำหรับคนต้องทำมาหากิน ทำงานจึงจะได้ค่าจ้างที่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ นอกจากขาดรายได้ ต้องมีค่าใช้จ่ายประมาณ 6100 บาท  โดยมีค่าแสตมป์ วีซ่า  500 บาท คำขอ 100 บาท + ใบอนุญาตทำงาน 2 ปี  1800 บาท ตรวจสุขภาพ 500 บาท และบัตรสุขภาพ 3200 บาท  ซึ่งไม่รวมกับค่ากรอกเอกสาร 1000 บาท ค่าถ่ายรูป  80 บาท และ ถ่ายเอกสาร ซึ่งไม่ทราบว่าเสียอีกกี่สิบบาท  ไหนจะค่าเดินทาง ค่ากินและอื่นๆ  นี่เป็นค่าใช้จ่ายคร่าวๆ สำหรับแรงงานที่มายื่นด้วยตนเอง โดยไม่มีนายหน้า  หากมีนายหน้าพวกเขาบอกว่าจะต้องจ่ายเพิ่มอีกไม่น้อยกว่า 2000 บาทต่อคน

อย่างไรก็ตามเพื่อที่จะทำให้ตนนั้นอยู่และทำงานในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย  ก็ยอมที่จะต้องเสียทั้งเวลาและเงินทอง  แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขารู้สึกกังวลค่อนข้างมากคือการต่อใบอนุญาตทำงานครั้งนี้มีอายุสองปี  แต่พวกเขาจะสามารถใช้ได้ถึงสองปีเต็มหรือไม่ เพราะที่ผ่านมารัฐไทยมีนโยบายออกมาใหม่ๆ เสมอสำหรับการขึ้นทะเบียนและต่อใบอนุญาตทำงาน ความไม่มั่นคงของนโยบายได้สร้างปัญหาให้กับคนงานทั้งด้านจิตใจและรายได้ของครอบครัว

สิ่งที่ไม่เห็นว่ามีการปรับปรุงของหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบในการขึ้นทะเบียนและต่อใบอนุญาตทำงานของแรงงานข้ามชาติคือ ขั้นตอนที่มีมากมายหลายขั้นตอน เอกสารที่ต้องตระเตรียมจำนวนมาก  เอกสารที่ต้องกรอกมีเพียงภาษาไทย  แรงงานไม่สามารถอ่านและเขียน ไม่มีบริการให้ความช่วยเหลือ  นั้นหมายถึงคนงานต้องหาทางออกเองโดยยอมที่จะเสียเงินเพิ่มอีกหนึ่งพันบาทเพื่อให้คนในเงามืดจัดการกรอกและเรียงเอกสารให้  ถามว่าคนในเงามืดอยู่ที่ใด ก็นั่งอยู่ข้างๆ ด้านหลังอาคารทำการศูนย์บริการเบ็ดเสร็จนั้นแหละ

เสียงสะท้อนจากคนทำงานด้านสิทธิแรงงานข้ามชาติ หลังจากที่ได้เข้าไปสังเกตการณ์และนำน้ำไปแจก เธอบอกว่าทำกับคนเหล่านี้ยิ่งกว่าสัตว์   หมา แมวที่เลี้ยงไว้ในบ้านยังได้รับการดูแลดีกว่าคนงานเหล่านี้เสียอีก  ทำไมนั้นนะเหรอ นอกจากค่าใช้จ่ายและขั้นตอนมากมายในการต่อบัตรที่ได้กล่าวไว้เบื้องต้นแล้ว นั้นก็คือสถานที่ ที่ไม่เอื้อต่อการนั่งรอระยะยาวๆ ที่มีอากาศร้อนจัดในช่วงฤดูร้อน  อุณหภูมิบางวันแตะที่  36 องศาเซลเซียล มีเต็นท์เพียงไม่กี่หลัง คนทะลักออกนอกเต็นท์  โชคดีที่ฝนไม่ตก..ชีวิตนี้ต้องพึ่งโชคด้วยนะ ถึงจะมีชีวิตรอด ห้องน้ำมีอยู่สองแห่ง  แห่งแรกอยู่ใกล้ๆ กับอาคารที่ทำการ มีประมาณ  4 ห้อง เสียค่าบริการ 3 บาท ห้องน้ำไม่ต้องพูดถึงสกปรกมาก น้ำใช้ล้างก็ไม่มี  แล้วจะเข้าอย่างไรล่ะ ก็ตอนจะเข้าไม่รู้นี่ว่าไม่มีน้ำ  จ่ายแล้วก็ต้องเข้า ไม่ฉี่ไม่อึที่นี้แล้วจะไปปล่อยที่ไหน   แห่งที่สองอยู่ไกลจากอาคารทำการประมาณ 600 -800 เมตร มีประมาณ  4 ห้องเช่นเดียวกัน ค่าบริการ  3 บาท  ถามว่าพอไหม กับจำนวนคนที่หมุนเวียนอย่างช้าๆ ประมาณการไม่ต่ำกว่า  2000 – 3000 คนต่อวัน ….คำถามแรกที่เกิดขึ้น เพราะอะไรทางหน่วยงานที่รับผิดชอบไม่ขอความร่วมมือกับเทศบาลต่างๆ นำห้องน้ำเคลื่อนที่มาให้บริการกับคนเหล่านี้….เขาก็คน เราก็คน จะสัญชาติ เผ่าพันธุ์ใดก็ตาม

ฟ้ามืดหลอดไฟในภายในอาคารก็พร้อมเพรียงกันติดพรึบ ส่องแสงสว่างทั่วบริเวณด้านในอาคาร ซึ่งมันก็จำเป็นอย่างมากนั้นแหละ เพราะ ต้องทำเอกสาร หากมืดๆ มัวๆ ก็คงได้เขียนผิด พิมพ์ผิดกันบ้าง  แต่พอพ้นอาคารมา มีติดไฟบ้างที่เต็นท์ด้านหน้า แต่ก็ไม่ได้ให้ความสว่างมากนัก พ้นเต็นท์หลังนั้นออกมาก็มืดแล้ว เต็นท์ด้านข้างไม่มีไฟแม้แต่ดวงเดียว  คนงานนั่งรอด้วยความหวัง ที่มีความมืดเป็นเพื่อน  ซึ่งต่างจากร้านค้าที่มาขายอาหารที่มีแสงสว่างซึ่งก็ไม่ทราบเช่นเดียวกันว่าเขาดำเนินการเองหรืออย่างไร

เราจะถามหาความปลอดภัยและสุขภาพของคนงานในระหว่างดำเนินการขึ้นทะเบียนและต่อใบอนุญาตทำงาน และกลุ่มที่ต้องนอนพักเอาแรง เพื่อดำเนินการต่อในวันรุ่งขึ้นได้อย่างไร  ถามว่าเขาอยากนอนไหม คงไม่มีใครปรารถนาจะนอนที่นั้นหรอก  อยากกลับที่พักไหม ทุกคนคงอยากกลับ แต่ก็กลับไม่ได้ เพราะมันไกล กลับไปแล้ว ไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องเดินทางมาใหม่ หรือบางพื้นที่ไปถึงที่แล้วก็ต้องวกรถกลับกันเลยเชียว  ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการเดินทางนั้นไม่ใช่น้อย  ยอมที่จะต้องอยู่กันแบบมืด แบบเสี่ยงๆ  ชีวิตของพวกเขามีทางเลือกมากไปกว่านี้หรือไม่?

การขึ้นทะเบียนและการต่อใบอนุญาตทำงานในครั้งและที่ผ่านมา ได้สร้างความลำบากมากมายให้กับทั้งเจ้าหน้าที่ และแรงงาน หากมีความจริงใจ รัฐไทยควรออกนโยบายที่สอดคล้องกับความเป็นจริง และมีการปรับปรุงขั้นตอนให้เอื้ออำนวยความสะดวกต่อทุกฝ่าย…