ขบวนแรงงาน ทวงข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากล

                คณะจัดงานวันกรรมกรสากล 2561 ประกอบด้วย คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ได้ติดตามข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลปี 2560 ย่ำไม่ยื่นใหม่ของเก่ายังไม่ได้ ด้านคณะกรรมการจัดงานวันแรงงาน แถลงข้อเรียกร้องปี 2561 ทั้งสองกลุ่มเดินแยกเช่นเดิม

                คณะจัดงานวันกรรมกรสากล 2561 ประกอบด้วย คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.)–สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ได้ติดตามข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลปี 2560 ต่อนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2561 ที่สำนักงานข้าราซการพลเรือน (กพ.) ฝั่งตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล

นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานคสรท.กล่าวว่า วันกรรมกรสากลในปีนี้คณะทำงานจัดงานวันกรรมกรสากล ได้มีมติร่วมกันว่าจะไม่มีการยื่นข้อเรียกร้อง ข้อเสนอต่อรัฐบาล แต่จะเป็นการทวงถามติดตามข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลที่ยื่นไปเมื่อปี2560เพราะสิ่งที่ยื่นไปยังไม่มีการดำเนินการให้เป็นไปตามความต้องการของคนงานและขบวนการแรงงาน แม้ว่าทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตอบการดำเนินการตามข้อเรียกร้อง แต่ในเนื้อหาสาระที่ตอบมาเป็นแบบกว้างๆ ตามภารกิจหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ ที่ได้ดำเนินการตามนโยบาย หรือกรอบการทำงานของหน่วยงานเท่านั้น  มิได้เป็นการดำเนินการตามข้อเรียกร้องแต่อย่างใด ไม่มีระยะเวลาชี้ชัดว่าจะดำเนินการเมื่อใด พัฒนาการ ความก้าวหน้าและจังหวะก้าวในการทำงานไม่มี

ดังนั้นเพื่อให้ความต้องการของคนงานและขบวนการแรงงาน ได้ถูกนำไปพิจารณาดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม เพราะรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีได้พยายามเน้นย้ำเสมอมาว่าจะแก้ไขปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำของประเทศให้หมดไป และจะทำให้ประเทศมี “ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” และ “จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” จะใช้เวลาไม่นาน แต่จนถึงขณะนี้แนวโน้มสัญญาณต่างๆไม่ชัดเจน การให้น้ำหนัก การให้ความสำคัญ ต่อการแก้ปัญหาต่างๆของคนงานไม่มีรูปธรรมมากนัก แต่ก็ยังไม่สายเกินไปที่รัฐบาลจะทบทวนและจะให้ความสำคัญต่อข้อเรียกร้อง ข้อเสนอของขบวนการแรงงานอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป และหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะได้ตระหนักและให้ความสำคัญต่อข้อเสนอที่ได้ยื่นไปเมื่อปี 2560 จะนำมาปฏิบัติให้เป็นจริงตามความต้องการของคนงาน ทั้งนี้ก็เอาประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชน และคนงานเป็นสำคัญ

โดยข้อเรียกร้อง จำนวน 10 ข้อ มีดังนี้

ข้อที่ 1. รัฐต้องจัดให้มีรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าที่มีคุณภาพให้ประชาชนทุกคน ได้เข้าถึงอย่างเท่าเทียมโดยไม่เลือกปฏิบัติ อันประกอบด้วย

  1. ด้านสาธารณสุขประชาชนทุกคนเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพและไม่มีค่าใช้จ่าย
  2. ด้านการศึกษาตามความต้องการในทุกระดับโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ข้อที่ 2. รัฐต้องกำหนดค่าจ้างแรงงานที่เป็นธรรม ครอบคลุมทุกภาคส่วน

  1. กำหนดนิยามค่าจ้างขั้นต่ำแรกเข้าที่มีรายได้เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวอีก 2 คนตามหลักการขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และต้องเท่ากันทั้งประเทศ
  2. กำหนดให้มีโครงสร้างค่าจ้างและปรับค่าจ้างทุกปี

ข้อที่ 3. รัฐต้องให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 ว่าด้วยการรวมตัวเจรจาต่อรองร่วม และอนุสัญญา 183 ว่าด้วยการคุ้มครองความเป็นมารดา (ตามรัฐธรรมนูญหมวด 3 มาตรา 48)

ข้อที่ 4. รัฐต้องปฏิรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพในการบริการที่ดี มีคุณภาพ มีคุณภาพเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนดังนี้

  1. ยกเลิกนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและการแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจทุกรูปแบบ
  2. จัดตั้งกองทุนพัฒนารัฐวิสาหกิจ
  3.  ให้มีการบริหารจัดการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้และมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ

ข้อที่ 5. รัฐต้องยกเลิกนโยบายที่ว่าด้วยการลดสวัสดิการพนักงานรัฐวิสาหกิจและครอบครัว

ข้อที่ 6. รัฐต้องปฏิรูประบบประกันสังคม

  1. ปฏิรูปโครงสร้างการบริหารงานสำนักงานประกันสังคม ให้เป็นอิสระ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และให้ผู้ประกันตนมีส่วนร่วม
  2. จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ในสัดส่วนที่เท่ากัน ระหว่างรัฐ นายจ้าง ลูกจ้าง ตามหลักการพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 และนำส่งเงินสมทบที่รัฐค้างจ่ายให้เต็มตามจำนวน
  3. เพิ่มสิทธิประโยชน์ ผู้ประกันตนมาตรา 40 ให้เท่ากับ มาตรา 33
  4. เพิ่มสิทธิประโยชน์ ชราภาพร้อยละ 50 ของเงินเดือนสุดท้ายนั้น ปัจจุบันผู้ประกันตนได้รับเงินบำนาญไม่ต่ำกว่ามาตรฐานสากลขององค์การแรงงานฯซึ่งผู้ประกันตน มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพเมื่อสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนและครบอายุ 55 ปีบริบูรณ์ โดยมีสิทธิรับเงินบำเหน็จ หรือบำนาญ ขึ้นอยู่กับระยะเวลา การจ่ายเงินสมทบ
  5. ให้สำนักงานประกันสังคมประกาศใช้อนุบัญญัติทั้ง 17 ฉบับ ที่ออกตามพระราชบัญญัติประกันสังคม ฉบับแก้ไข พ.ศ. 2558
  6. ขยายกรอบเวลาการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ในกองทุนเงินทดแทน จนสิ้นสุดการรักษา ตามคำวินิจฉัยของแพทย์

ข้อที่ 7. รัฐต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกรณีที่นายจ้างไม่จายค่าชดเชยตามกฎหมาย ปิด หรือยุบกิจการทุกรูปแบบ

ข้อที่ 8. รัฐต้องจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงจากการลงทุน โดยให้นายจ้างจ่ายเงินเข้ากองทุนเพื่อเป็นหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิแรงงาน เมื่อมีการเลิกกิจการไม่ว่ากรณีใดก็ตาม ผู้ใช้แรงงานมีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากกองทุน รวมทั้งสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างได้

ข้อที่ 9. รัฐต้องเร่งรัดให้มีการพัฒนากลไกการเข้าถึงสิทธิ การบังคับใช้ พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานภายใต้การมีส่วนร่วมของแรงงานทุกภาคส่วน และยกเลิกการใช้แร่ใยหินในทุกรูปแบบ

ข้อที่ 10. รัฐต้องจัดสรรงบให้กับสถาบันความปลอดภัยฯเพื่อใช้บริหารจัดการเรื่องความปลอดภัยให้มีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ในวันเดียวกัน ที่กระทรวงแรงงาน พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.แรงงาน แถลงข่าวการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ ประจำปี 2561 ว่า คณะกรรมการจาก 15 สภาองค์การลูกจ้าง กับ 1 สหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย และ 1 กลุ่มแรงงานนอกระบบ มีนายพนัส ไทยล้วน ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย  เป็นประธาน จะจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ ในวันที่ 1 พ.ค. ภายใต้คำขวัญ “แรงงานไทยสามัคคี สดุดีองค์ราชัน ก้าวทันเทคโนโลยี 4.0 ” โดยช่วงเช้าจะมีพิธีทางศาสนา บริเวณสนามม้านางเลิ้ง ก่อนจะเคลื่อนริ้วขบวน เทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพย วรางกูร ริ้วขบวนกระทรวงแรงงาน และผู้ใช้แรงงาน 17 องค์กร จากสนามม้านางเลิ้งไปจัดกิจกรรมที่ลานคนเมือง มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน และรับข้อเรียกร้องวันแรงงานแห่งชาติ 10 ข้อ การจัดงานใช้งบประมาณ 4.9 ล้านบาท ว่าได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลผ่านกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ซึ่งรัฐสนับสนุนที่ 4.9 ล้านบาท มาตั้งแต่ปี 2556  การจัดงานต้องมีค่าใช้จ่ายต่างๆ แต่การใช้จ่ายอยู่บนความเหมาะสมตรวจสอบได้ ตนมองว่าคุ้มค่า เพราะเป็นกิจกรรมเพื่อคนวัยทำงาน 38 ล้านคน เวทีนี้จะสะท้อนความต้องการมายังรัฐบาล จะได้ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ เพื่อให้เกิดการพัฒนา ขณะที่รัฐบาลก็ต้องสะท้อนไปให้ต่างชาติเห็นว่า ให้ความสำคัญกับผู้ใช้แรงงาน ส่วนที่ผู้นำแรงงานแยกจัดงาน 2 เวที จนมีข่าวทุกปีว่าแตกคอกัน ตนก็อยากให้ 2 กลุ่มรวมเป็นหนึ่งเดียว แต่ก็ต้องเคารพความคิดของแต่ละคน ที่อาจจะไม่เหมือนกัน

สำหรับข้อเรียกร้องวันแรงงานของสภาองค์การลูกจ้างแรงงานฯ ที่จะยื่นให้นายกฯ ในวันที่ 1 พ.ค.นี้ มี 10 ข้อ ประกอบด้วย

1.ขอให้รัฐบาลแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 2541 โดยให้กำหนดอายุเกษียณของลูกจ้างที่ 60 ปี ในกรณีลูกจ้างมีอายุ 55 ปี ต้องการลาออก ให้นายจ้างอนุญาต โดยได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับคนที่เกษียณ 60 ปี

2.ขอให้สำนักงานประกันสังคม ปรับฐานการรับเงินบำนาญ โดยให้มีอัตราเริ่มต้นที่ 5พันบาทต่อเดือน

3.ผู้ประกันตนที่พ้นสภาพจากมาตรา 33 และรับบำนาญ ให้มีสิทธิสมัครมาตรา 39 โดยไม่ตัดสิทธิรับเงินบำนาญ

4.ลูกจ้างพ้นสภาพจากการเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ให้ประกันสังคมใช้ฐานเงินเดือนตามมาตรา 33 เดิม คำนวณเป็นฐานรับบำนาญ

5.ให้รัฐกำหนดให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นภาคบังคับทีนายจ้างต้องจัดให้มีขึ้นและกำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินกองทุนเมื่อสิ้นสุดการเป็นลูกจ้าง

6.ให้รัฐเร่งรัดออกกฎหมายที่สนับสนุนการสร้างเสริมระบบธรรมาภิบาลในรัฐวิสาหกิจและยุติการแปรสภาพรัฐวิสาหกิจให้กลายเป็นองค์กรมหาชนหรืออื่นที่เป็นการแบ่งผลกำไรจากรัฐไปให้เอกชน

7.ให้รัฐออกกฎหมายคุ้มครองส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพแรงงานนอกระบบและมีสิทธิจัดตั้งองค์กรได้

8.ให้รัฐดำเนินการให้มีการรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับ 87 และ 98

9.ขอให้แก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 2541 มาตรา 11/1ให้เป็นภาคบังคับ และมีโทษทางอาญากรณีนายจ้างไม่ปฏิบัติตาม

10.ให้รัฐสั่งให้กระทรวงแรงงานปฏิบัติการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 74 อย่างเคร่งครัด โดยให้นายจ้างและลูกจ้างและรัฐบาล ร่วมกันดำเนินการตัดสินใจโดยเฉพาะในระบบแรงงานสัมพันธ์

โดย คณะวันกรรมกรสากล 2561 ประกอบด้วยคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ จะรวมตัวกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แล้วเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล ด้าน คณะกรรมการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ ประกอบด้วย 15 สภาองค์การลูกจ้าง 1 สหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจ 1 องค์กรแรงงานนอกระบบ ช่วงเช้าจัดทำบุญที่สนามม้านางเลิ้ง จากนั้นเคลื่อนขบวนไปยังบริเวณลานคนเมือง หน้าศาลากลางกรุงเทพมหานคร